วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu <p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี</strong> </p> <p>จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่แบบออนไลน์ ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม) เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย<strong> (TCI) กลุ่มที่ 1 </strong><em>ซึ่งการรับรองคุณภาพวารสารครั้งนี้</em><strong><em>มีผลตั้งแต่วันที่ </em><em>1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</em></strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนคณาจารย์ นักศึกษา ข้าราชการ นักวิชาการ และนักวิจัยทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ในการนำเสนอผลงานวิชาการทางสาขาศึกษาศาสตร์</p> <p>ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ ได้แก่ <strong>บทความวิชาการ และบทความวิจัย</strong> ซึ่งต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ทั้งนี้บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินความถูกต้องทางวิชาการ (Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง<strong>ไม่น้อยกว่า 2 ท่าน</strong> <strong>โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้นิพนธ์</strong> <strong>(Double - blind peer review) </strong></p> <p>อัตราค่าธรรมเนียมการพิจารณาตีพิมพ์บทความลงวารสาร โดยจะ<strong>เรียกเก็บหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</strong>แล้ว ดังนี้ 1) บทความภาษาไทย ค่าธรรมเนียมฯ บทความละ 3,500 บาท 2) บทความภาษาอังกฤษ ค่าธรรมเนียมฯ บทความละ 4,000 บาท <em>*ทั้งนี้ ห้ามผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมฯ เข้ามาก่อนได้รับการแจ้งผลการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</em> </p> <p><strong>*หมายเหตุ</strong> วารสารศึกษาศาสตร์ฯ รับพิจารณาเฉพาะบทความที่ส่งเข้ามาพิจารณาตีพิมพ์ในระบบวารสารฯ <strong>https://so02.tci-thaijo.org</strong> นี้เท่านั้น และขอไม่รับพิจารณาบทความที่ส่งมาทางอีเมลหรือช่องทางออนไลน์อื่นใด ๆ ทั้งสิ้น </p> <p><strong>ISSN Online: 3027-7825</strong></p> th-TH fadear.s@psu.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.อาฟีฟี ลาเต๊ะ) fadear315@gmail.com (นางสาวฟาเดีย สาและ (Journal Officer)) Fri, 24 Apr 2026 16:27:30 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประยุกต์ปรัชญาลากอมในระบบการศึกษาไทย: แนวทางสู่การเรียนรู้อย่างสมดุลและยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274392 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้ปรัชญาลากอมของสวีเดนในบริบทระบบการศึกษาไทย ซึ่งกำลังเผชิญความสุดโต่งเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการยึดการสอบแข่งขันเป็นกลไกหลักในการวัดคุณภาพ การอัดแน่นเนื้อหาเกินความจำเป็น การแข่งขันสูง และภาระงานครูที่ไม่สมดุล โดยใช้การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและเชิงเปรียบเทียบเพื่อเสนอให้ลากอมเป็นกรอบคิดในการปรับดุลยภาพระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ทักษะชีวิต สุขภาวะของผู้เรียน และคุณภาพชีวิตของครู ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า หลักความพอดีสามารถขับเคลื่อนการปรับระบบได้ทั้งในระดับนโยบายและระดับสถานศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูประบบประเมินผลให้ลดการพึ่งพาการสอบแบบรวมศูนย์ หันสู่การประเมินเพื่อพัฒนา การออกแบบหลักสูตรที่ยืดหยุ่นตามบริบท และการพัฒนาครูในฐานะผู้นำทางการเรียนรู้ ควบคู่กับการเสริมพลังความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน แม้การเปลี่ยนผ่านต้องเผชิญข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมองค์กรและโครงสร้างราชการ แต่ลากอมเสนอแนวทางลดความตึงตัวของระบบอย่างมีเหตุผล และช่วยค้นหาจุดที่พอดีที่เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สมดุล ยั่งยืน และตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคมในระยะยาว</p> กิตติพงษ์ เพียรพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274392 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ : ทักษะสำคัญใหม่สำหรับนักเรียนนายร้อย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274816 <p>ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) กำลังปฏิวัติวงการศึกษาโดยส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ในเชิงบวกคือช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ AI เรียนรู้ได้ลึกซึ้งและตรงกับตามความสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ข้อมูลที่สร้างขึ้นอาจไม่ถูกต้อง รวมถึงการขาดจริยธรรมในการใช้งาน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตระหนักถึงศักยภาพของ AI และได้เริ่มนำมาใช้พัฒนากำลังพลและหลักสูตร แต่ก็ยังต้องมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยสร้างผลกระทบเชิงลบให้น้อยที่สุด การใช้ AI ในการศึกษาผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้เป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้นักเรียนนายร้อยได้เรียนรู้ด้วยการสร้างทักษะใหม่ 6 ประการไปพร้อมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ ได้แก่</p> <ol> <li>ทักษะทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ มีความรู้ ความเข้าใจและใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> <li>ทักษะการป้อนคำสั่ง สามารถสื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างชัดเจนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ</li> <li>ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบตรวจสอบข้อมูลจาก AI โดยไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ผิดพลาด</li> <li>ทักษะความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างผลงานแปลกใหม่ที่มีคุณค่าโดยไม่พึ่งพาเฉพาะ AI เท่านั้น</li> <li>ทักษะการค้นคว้าข้อมูล สามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ</li> <li>ทักษะการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล มีดุลพินิจระมัดระวัง ไม่ป้อนข้อมูลสำคัญหรือความลับเข้าสู่ระบบ</li> </ol> <p>ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนนายร้อยสามารถใช้ Generative AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นกำลังสำคัญของกองทัพบกในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป</p> อำภา ช่างเกวียน, กิตติชัย สุธาสิโนบล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274816 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสังเกตของครูในฐานะหัวใจของการสอน: การอภิปรายปัจจุบันเกี่ยวกับกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี และแนวทางสำหรับการพัฒนาวิชาชีพครู https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/276759 <p>ขณะดำเนินการจัดการเรียนรู้ ครูต้องรับและประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน จึงทำให้ครูต้องสามารถสังเกตเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ตีความ และตัดสินใจเพื่อตอบสนองต่อความสลับซับซ้อนของชั้นเรียนอย่างรวดเร็วและเหมาะสม การสังเกตของครูจึงเป็นสมรรถนะสำคัญที่ช่วยครูกำหนดแนวทางการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนในแต่ละขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ด้วยความสำคัญของการสังเกตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ หัวข้อดังกล่าวนี้จึงกลายเป็นประเด็นการอภิปรายที่ได้รับความสนใจจากนักวิจัยด้านการพัฒนาวิชาชีพครูทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอข้อมูลการอภิปรายปัจจุบันเกี่ยวกับการสังเกตของครูในประเด็นความหมาย ความสำคัญ กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี แนวโน้มการศึกษาและการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับนักการศึกษา นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครูในประเทศไทย ใช้ในการวางแผนแนวทางศึกษาและพัฒนาเกี่ยวกับการสังเกตของครูไทย เพื่อสนับสนุนให้ครูไทย สามารถจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความหมาย ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความต้องการและบริบทของนักเรียนไทยเพื่อยกระดับผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนไทยในท้ายที่สุด</p> วิชญาดา นวนิจบำรุง, ธนะชาติ อนุนิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/276759 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบูรณาการวัฒนธรรมไทยในการสอนภาษาอังกฤษ: การสร้างพลเมืองโลกที่มีสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277183 <p>การพัฒนาสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน โดยเฉพาะสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม จำเป็นต้องอาศัยความรู้และทักษะของครูเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมจัดเป็นทักษะที่ 5 ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดการศึกษาภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูไม่เพียงแต่ต้องพัฒนาทักษะทางภาษาให้กับผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและสื่อสารในบริบทที่หลากหลายได้ ความรู้ทางวัฒนธรรมไม่ใช่เนื้อหาเสริม หากแต่เป็นรากฐานที่สำคัญต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สำรวจวัฒนธรรมของตนเอง พร้อมกับปรับใช้ภาษาของตนเพื่อการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการส่งเสริมความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับทักษะทางภาษา ครูจึงสามารถเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่จำเป็น อันจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองโลก</p> <p>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมักมุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบทางภาษาเป็นหลัก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแนวทางการปฏิบัติสำหรับการบูรณาการวัฒนธรรมลงในการสอนภาษา บทความนี้จึงนำเสนอแนวทางการบูรณาการวัฒนธรรมไทยในการสอนภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมทางภาษา โดยแนวทางดังกล่าวประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน การเลือกสื่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และการออกแบบกิจกรรมที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริงของผู้เรียน ด้วยการบูรณาการวัฒนธรรมไทยในกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษ ครูจะสามารถสร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมายระหว่างการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและการพัฒนาทักษะทางภาษา ซึ่งเป็นการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัฐธิดา ภัทรวรธรรม, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277183 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการประยุกต์ใช้กลวิธี RAFT เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ผ่านการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277942 <p>การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ถือเป็นทักษะที่สําคัญในการสร้างงานเขียนและตอบสนองการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาทั้งในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ผู้เรียนจําเป็นต้องใช้ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ในการเขียนบรรยายและพรรณนา เขียนเรียงความ เขียนย่อความ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือข้อโต้แย้งในเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล ซึ่งลักษณะสำคัญของการเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้น มีองค์ประกอบหลักสำคัญคือ ผู้เขียนต้องใช้จิตนาการเพื่อจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ของงานเขียนให้เป็นเรื่องราว โดยเรียบเรียงเนื้อหาให้มีความหมายตามที่ต้องการสื่อ อีกทั้งงานเขียนนั้นจำเป็นต้องมีคุณค่าทั้งทางด้านจิตใจและสติปัญญา โดยการประยุกต์ใช้กลวิธี RAFT ในการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา นับว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมทักษะด้านการเขียนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากกลวิธี RAFT เน้นกระบวนการที่มีขั้นตอนแบบแผนชัดเจน ซึ่งเป็นแนวทางที่ผสมผสานระหว่างกฏเกณฑ์ตามแบบฉบับ และความอิสระในการสร้างงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนสามารถจัดลำดับกระบวนการคิด และเกิดจินตนาการในการเขียนเรื่องราวจากการสวมบทบาทที่หลากหลาย อีกทั้งฝึกฝนการเขียนงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับงานเขียนแต่ละประเภท ผ่านการใช้คำถาม 4 ข้อ คือ บทบาทผู้เขียนคือใคร สถานะภาพผู้อ่านคือใคร รูปแบบของงานเขียนเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใด และหัวข้องานเขียนเกี่ยวกับอะไร โดยคำถามทั้ง 4 ข้อนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดแนวทางในการเริ่มต้นงานเขียนอย่างมีทิศทาง ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการจัดระเบียบความคิดของผู้เรียนอย่างเป็นระบบผ่านการเขียนเรื่องราวให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน โดยกระบวนการนี้นับว่าเป็นพื้นฐานที่สามารถต่อยอดไปสู่งานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้บริบทของการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ดิษลดา เพชรเกลี้ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277942 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 ทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในชั้นเรียนที่ใช้โมเดลการสอนที่เน้นการแก้ปัญหาโดยวิธีการแบบเปิด https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/271039 <p>ทักษะการคิดขั้นสูงเกิดขึ้นเมื่อคนเราลงมือแก้ปัญหาและต้องการสารสนเทศ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ที่มีก่อนหน้า การลงมือปฏิบัติและความตระหนักในการคิด การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนในชั้นเรียนที่ใช้โมเดลการสอนที่เน้นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบเปิด ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ กรณีศึกษา กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิดตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ กล้องวีดิทัศน์ กล้องภาพนิ่ง เครื่องบันทึกเสียงและ แบบบันทึกภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกต การบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียง ข้อมูลวิจัย ได้แก่ ผลงานของนักเรียนและโพรโตคอล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โพรโตคอล การวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนได้รับการพัฒนาด้วยด้วยโมเดลการสอนที่เน้นการแก้ปัญหาโดยวิธีการแบบเปิด มีดังนี้ 1) นักเรียนขยายแนวคิดด้วยการนำแนวคิดทางหรือวิธีการเรียนรู้ที่เคยเรียนมาก่อนหน้านี้มาใช้แก้ปัญหาใหม่ที่ไม่คุ้นเคยหรือมีความท้าทายมากกว่าในบทเรียนถัดไป เช่น นักเรียนนำแนวคิดเรื่องกลุ่มของสิบและกลุ่มของหนึ่งมาใช้ในการแก้ปัญหาจากนั้นขยายแนวคิดนี้ในการแก้ปัญหาการบวกในแนวตั้ง และ 2) นักเรียนนำแนวคิดที่เกิดขึ้นในชั่วโมงนั้นทั้งหมดหรือชั่วโมงก่อนหน้ามาบูรณาการกันเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาใหม่ เช่น นักเรียนนำแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ 12+23 และขั้นตอนการบวกในแนวตั้ง 13+24 มาใช้แก้ปัญหาการบวกในแนวตั้งที่มีการทด 38+27</p> สุดาทิพย์ หาญเชิงชัย, วิภาพร สุทธิอัมพร, จุฬาลักษณ์ ใจอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/271039 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 The Use of the CIPP Model to Assess the TSP Program’s Integrated Curriculum at Tontanyong School, Ruso District, Narathiwat Province https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/272025 <p>The purpose of this research is to evaluate Turath Studies Program (TSP) integrated curriculum and study the guidelines for improving the integrated curriculum of the TSP program at Tontanyong School using the CIPP Model (Context, Input, Process and Product Model) evaluation. The research instruments consisted of questionnaires and interview forms for improving the integrated curriculum of the TSP program. Data were collected from teachers and students and analyzed by finding the mean, standard deviation and content analysis. The research results found that (1) The evaluation results showed that teachers rated the integrated curriculum at a high level (M = 4.02), while students rated it at a moderate level (M = 3.89). (2) Guideline for improving the context is to create understanding between the team and administrators who do not truly understand the integrated curriculum of the TSP program, which leads to different viewpoints in promoting and supporting this curriculum.</p> <p>For the input aspect, the school should admit students with strong academic performance, adequate foundational knowledge, language proficiency, and appropriate readiness. It should also organize activities aligned with the integrated TSP curriculum to address students’ needs, interests, and aptitudes, such as visits to pondok institutions and participation in supplementary classes during school breaks.</p> <p>For the process aspect, a program coordinator should be appointed to oversee student development and related activities. In addition, a systematic supervision and follow-up mechanism should be established through an internal supervision committee, along with regular engagement of external experts to provide professional development for teachers.</p> <p>For the product aspect, students enrolled in the integrated TSP program should be encouraged to achieve recognition at the community, district, and provincial levels, as well as to attain satisfactory academic performance.</p> Abdulramae Sulong, Muhammadsuhaimi Haengyama, Muhammadtolan Kaemah, Muhammad Nesalaeh ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/272025 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาโดยการเรียนรู้ด้วยการออกแบบ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/273151 <p>สมรรถนะหนึ่งที่มีความสำคัญต้องได้รับการพัฒนาสำหรับนักเรียนในปัจจุบันคือการทำงานร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากในโลกแห่งความเป็นจริงนักเรียนไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตหรือทำงานได้เพียงลำพังได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผ่านการจัดการเรียนรู้สะเต็มด้วยการออกแบบ 2) เสนอแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฎิบัติการในชั้นเรียน มีวงจรปฏิบัติการจำนวน 4 วงจร กลุ่มที่ศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียนจำนวน 39 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ซึ่งเป็นนักเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน เครื่องมือการวิจัยผ่านการตรวจจากอาจารย์นิเทศก์จำนวน 2 ท่าน พี่เลี้ยงจำนวน 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบประเมินสมรรถนะ แบบบันทึกหลังสอนของครู อนุทินสะท้อนคิดของนักเรียน แบบประเมินโดยครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์ประเด็นหลัก และจัดกลุ่มสมรรถนะตามเกณฑ์ที่สังเคราะห์จากเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการนับความถี่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมด้านกระบวนการทำงานแบบร่วมมือรวมพลังอย่างเป็นระบบในระดับสามารถ คือเป็นไปตามความคาดหวัง ซึ่งนักเรียนมีพัฒนาที่ดีขึ้นเป็นลำดับ 2) พบแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ 2.1) การใช้เทคนิคที่หลากหลายในการระบุบทบาทหน้าที่ ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีกระบวนการทำงานแบบร่วมมือรวมพลังอย่างเป็นระบบ 2.2) การใช้อนุทินสะท้อนคิดเพื่อให้นักเรียนได้บรรยายสิ่งที่ได้ปฏิบัติ อธิบายความเข้าใจ แสดงความรู้สึก ประเมินค่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ ตลอดจนวางแผนในการทำงานต่อไป ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาบทบาทหน้าที่ในการทำงานและตระหนักถึงบทบาทของตนเองกับเพื่อนร่วมทีม</p> ธวัลรัตน์ คะชะนา, เบญจพร สาภักดี อดัมส์, ปัฐมาภรณ์ พิมพ์ทอง, อรุณี เอี่ยมใบพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/273151 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นการจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อส่งเสริม ความฉลาดรู้ด้านสถิติของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274139 <p>การเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติเน้นให้นักเรียนใช้ความรู้เพื่อทำความเข้าใจและประเมินสารสนเทศทางสถิติด้วยวิจารณญาณ จึงมีความต้องการจำเป็นหลายประเด็นที่ต่างออกไป การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินความต้องการจำเป็นการจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติของนักเรียน และ (2) ศึกษาความต้องการของครูต่อสิ่งสนับสนุนที่เอื้อต่อการยกระดับการปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติของนักเรียน ผู้ร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติการสอนสาระการเรียนรู้สถิติระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 38 คน ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ด้านความรู้ทางสถิติ ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับบริบท ทักษะการตั้งคำถามอย่าง มีวิจารณญาณ และการแสดงจุดยืน จัดอยู่ในเกณฑ์ความต้องการจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งมีค่า PNI<sub>modified</sub> ตั้งแต่ 0.30-0.54 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นอันดับแรก คือ การแสดงจุดยืน (0.54) รองลงมาได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับบริบท (0.52) ทักษะการตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณ (0.49) ความรู้ทางสถิติ (0.31) ความรู้ทางคณิตศาสตร์ (0.30) ทักษะการอ่านออกเขียนได้ (0.25) และความเชื่อและเจตคติ (0.21) ตามลำดับ และ (2) ความต้องการของครูต่อสิ่งสนับสนุน ปรากฏจำนวน 8 ประเด็น ได้แก่ แนวทางการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การอบรมให้ความรู้ สื่อและเทคโนโลยี กิจกรรมการเรียนการสอน วิธีการสอน แหล่งข้อมูลทางสถิติ แนวทาง การวัดและประเมินผล และเวลาที่ใช้ในการสอน</p> เมธาสิทธิ์ ธัญรัตนศรีสกุล, ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274139 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 Learning Center Management System under the Office of Secondary Education Area Chiang Mai Based on the Concept of Good Learning with Happiness https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/276971 <p>The objectives of this multi-phase mixed methods research were 1) to synthesize the components of the learning center management on the concept of good learning with happiness; 2) to investigate the current conditions, problems, and factors contributing to success for the learning center management based on the concept of good learning with happiness; and 3) to develop the learning center management system under the Office of Secondary Education Area, Chiang Mai based on the concept of good learning with happiness. Key informants consisted of 40 respondents; the instruments used were a synthesis table of components, a confirmation form, a semi-structured interview form, a verifying form of accuracy and suitability, and an evaluation form of feasibility and utility. The data were analyzed by frequency, percentage, mean and standard deviation, and content analysis. The study results revealed as follows: 1) the learning center management comprised six core components, which were confirmed to include a total of 6 components and 33 subcomponents; 2) the current conditions consisted of the learning center offering various activities aimed at promoting both physical and mental well-being, grounded in the concept of good learning with happiness; problems included lack of resources and self-development; and the factors contributing to success consisted of leadership, teacher development, and adequate funding; and 3) the learning center management system under the Office of Secondary Education Area Chiang Mai based on the concept of good learning with happiness employed the creation of an environment conducive to happy learning; empowering physical and mental health and well-being; educational management based on learner-centeredness; encouraging good relationships among teachers, students, and communities; promoting holistic self-development; and internal quality assurance within the learning centers.</p> Jiraluk Kanrha, Jiraporn Supising ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/276971 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277303 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อผลกระทบของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ด้วยแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความตระหนักรู้ และเจตคติของนักเรียนก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 22 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.91 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 แบบวัดความตระหนักรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และแบบวัดเจตคติ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การกระตุ้น ความสนใจ การเรียนรู้ การทดลองปฏิบัติ และการประเมินผลและสะท้อนคิด โดยแผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพในระดับมาก (𝑥̅=4.48, S.D.=0.52) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (𝑥̅=24.77, S.D.=2.84) สูงกว่าก่อนเรียน (𝑥̅=12.27, S.D.=3.15) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความตระหนักรู้หลังเรียน (𝑥̅=3.70, S.D.=0.59) สูงกว่าก่อนเรียน (𝑥̅=2.98, S.D.=0.32) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) เจตคติหลังเรียน (𝑥̅=4.16, S.D.=0.57) สูงกว่าก่อนเรียน (𝑥̅=3.67, S.D.=0.29) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277303 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามของบลูมและแบบฝึกหัดออนไลน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278163 <p>การวิจัยนี้ดำเนินการภายใต้บริบทการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง มหาเวสสันดรชาดก ตอน กัณฑ์มัทรี โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล (CIPPA Model) ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามของบลูม (Bloom) เสริมด้วยแบบฝึกหัดออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Liveworksheets ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จํานวน 40 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง มหาเวสสันดรชาดก ตอน กัณฑ์มัทรี โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล (CIPPA Model) ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามของบลูม (Bloom) เสริมด้วยแบบฝึกหัดออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Liveworksheets หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> จุฑามาศ กองคิด, นพรัฐ เสน่ห์, นิสรา และดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278163 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรระยะสั้นฐานสมรรถนะสำหรับการผลิตครู https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278745 <p>เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษา โดยเน้นการปรับระบบบริหาร หลักสูตร และการเรียนการสอนให้ทันสมัย เสริมสร้างผลิตครูที่มีสมรรถนะทางวิชาชีพและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรในวิชาชีพครูให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวทางการดำเนินการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับหลักสูตรการผลิตครู (2) พัฒนาหลักสูตรระยะสั้นเกี่ยวกับการผลิตครูสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ (1) กลุ่มผู้พัฒนาหลักสูตรระยะสั้นเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิตและมหาบัณฑิตในมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง จำนวน 22 คน ได้มาจากการสุ่มตามความสมัครใจ จากประชากร จำนวน 49 คน (2) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่ม จำนวน 10 คน โดย 5 คน เป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มาจากสถาบันที่เป็นแบบอย่างด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและหลักสูตรระยะสั้น และ อีก 5 คน เป็นอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ (1) แบบการสนทนากลุ่ม และ (2) แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการเขียนผลลัพธ์การเรียนรู้สำหรับอาจารย์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า (1) ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เอื้อต่อการผลิกโฉมการผลิตครู มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สมรรถนะวิชาชีพครู 2) กระบวนการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นฐานสมรรถนะ และ 3) โครงสร้างการทำงานในระบบคลังหน่วยกิต โดยผลการประเมินความเหมาะสมและการนำไปใช้ของระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับหลักสูตรการผลิตครู มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก ( x̄ = 4.71) และ (2) ผลการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น ประกอบด้วย 1) ผลการพัฒนาอาจารย์ พบว่า อาจารย์ที่เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนความรู้ด้านการเขียนผลลัพธ์การเรียนรู้สำหรับหลักสูตรระยะสั้นหลังฝึกอบรมสูงกว่าก่อนอบรม ( x̄ = 5.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการฝึกอบรมได้ร่างหลักสูตรระยะสั้นฐานสมรรถนะที่เขียนโดยอิงผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นต้นแบบจำนวน 2 หลักสูตร</p> ศศิธร โสภารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278745 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบและความต้องการจำเป็น การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278908 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน (2) ศึกษาความเหมาะสมขององค์ประกอบกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน และ (3) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบ โดยใช้แบบสังเคราะห์เนื้อหา เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ 2 การตรวจสอบและยืนยันความเหมาะสมขององค์ประกอบกลยุทธ์ โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ และการสรุปประเด็นเชิงพรรณนา และส่วนที่ 3 การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ กลุ่มประชากรคือผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 2,165 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 338 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) องค์ประกอบกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่องค์ประกอบที่ 1 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์โครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการ 2) กลยุทธ์วัฒนธรรมองค์กรและการเรียนรู้ 3) กลยุทธ์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และ 4) กลยุทธ์ภาวะผู้นำและนวัตกรรม องค์ประกอบที่ 2 มาตรการ ได้แก่ 1) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และเป้าหมายร่วมกัน 2) ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 3) ด้านการประเมินผลและปรับปรุง 4) ด้านการสร้างค่านิยมร่วมและวัฒนธรรมในองค์กร 5) ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 6) ด้านการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ 7) ด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และ 8) ด้านการมีภาวะผู้นำองค์กรนวัตกรรม และองค์ประกอบที่ 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 2) ด้านการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนและ 3) ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (2) ความเหมาะสมขององค์ประกอบกลยุทธ์ พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่านเห็นคล้องกันว่ากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยยืนยันองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ กลยุทธ์การบริหาร (4 กลยุทธ์ย่อย) มาตรการขับเคลื่อน (8 มาตรการ) และตัวชี้วัดความยั่งยืน (3 มิติ) ว่าสามารถใช้เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ในการบริหารสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมข้อเสนอให้เพิ่มเติมกลยุทธ์รองและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละด้าน เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของกรอบกลยุทธ์ และ (3) สภาพปัจจุบันของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄=3.546, S.D=0.892) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.857, S.D=0.911) และความต้องการจำเป็นของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืน องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ องค์ประกอบที่ 3 ตัวชี้วัด ค่า PNI<sub>modified</sub> อยู่ที่ 0.381 และโดยภาพรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น PNI<sub>modified</sub> อยู่ที่ 0.370</p> พรรณรพี ธนรพิพรรณ, ธิดาวัลย์ อุ่นกอง, น้ำฝน กันมา, วิทยา จันทร์ศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278908 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ร่วมกับการสร้างข้อโต้แย้ง เพื่อส่งเสริมจิตนิสัยทางสะเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/279211 <p>จิตนิสัยทางสะเต็ม เป็นคุณลักษณะการคิดของนักเรียนที่เน้นการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการโต้แย้งเพื่อตัดสินใจอย่างมีเหตุผลผ่านข้อกล่าวอ้างทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ร่วมกับการสร้างข้อโต้แย้ง เพื่อส่งเสริมจิตนิสัยทางสะเต็ม 2) ประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาและด้านวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และ 2) แบบประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสม การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมผ่านทางอีเมล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ร่วมกับการสร้างข้อโต้แย้ง เพื่อส่งเสริมจิตนิสัยทางสะเต็ม ประกอบด้วย 6 ขั้น คือ ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นสำรวจ ขั้นอธิบาย ขั้นขยายความรู้ ขั้นประเมินผล และขั้นการสะท้อนจิตนิสัยทางสะเต็ม 2) ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนา ขึ้น มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แต่ละข้ออยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 และ มีความเหมาะสมโดยภาพรวมในระดับมาก (x̄= 4.17, S.D = 0.82) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนา ขึ้นสอดคล้องกับหลักการสะเต็มศึกษาและการสร้างข้อโต้แย้ง และสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมจิตนิสัยทางสะเต็มได้จริง</p> อนงค์นาฎ ครุณรัมย์, พินิจ ขำวงษ์, ณฐพร มีสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/279211 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมแหล่งเรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้านให้เป็นฐานความรู้ สำหรับภาคประชาชนและเป็นกลไกสนับสนุน การท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/279248 <p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ความฉลาดทางสุขภาวะสำหรับภาคประชาชน อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมแหล่งเรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้านให้เป็นฐาน ความรู้ของภาคประชาชน และเป็นกลไกสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ การดำเนินงานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กับกลุ่มตัวอย่าง 30–35 คน ประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ ครูภูมิปัญญา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และสมาชิกชมรมต่าง ๆ โดยกิจกรรมดำเนินการในสวนเกษตรวิถีพุทธ ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ผ่านการรวบรวมและขยายพันธุ์สมุนไพรท้องถิ่นหายาก เช่น ต้นปลาไหลเผือก รวมถึงการใช้แนวคิดการจัดการพื้นที่แบบ “โคก หนอง นา” เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แหล่งเรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้านมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ชุมชนมีศักยภาพในการต่อยอดองค์ความรู้เป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ลูกประคบสมุนไพร ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าเชิงสุขภาพเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแหล่งเรียนรู้ดังกล่าวสามารถบูรณาการเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย การส่งเสริมบทบาทชุมชน และการเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพในพื้นที่ เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ และสามารถขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน</p> จิดาภา สุวรรณฤกษ์, อรจันทร์ ศิริโชติ, พรพันธุ์ เขมคุณาศัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/279248 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และกระบวนการวิศวกรสังคม เพื่อส่งเสริมการเป็นนวัตกรของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/282063 <p>การเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ทำให้ครูยุคใหม่จำเป็นต้องออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของบริบทและสังคม การพัฒนานักศึกษาวิชาชีพครูให้เป็นนวัตกรจึงเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันการศึกษา โดยใช้การเรียนรู้เชิงประสบการณ์และกระบวนการวิศวกรสังคมเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง เชื่อมโยงกับชุมชน และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ผ่านการปฏิบัติจริง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และกระบวนการวิศวกรสังคม ในการส่งเสริมการเป็นนวัตกรของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง รวบรวมข้อมูลกับนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง จำนวน 30 คน ได้มาด้วยการคัดเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลชุมชน 2) แบบสะท้อนผลการเข้าร่วมกิจกรรม และ 3) แบบประเมินการเป็นนวัตกร และวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาวิชาชีพครูมีการเป็นนวัตกรอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.16 ทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25 รองลงมา คือ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการตั้งคำถาม และทักษะการสร้างเครือข่าย อยู่ในระดับดีเช่นกัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.17, 3.13, 3.09 ตามลำดับ จากการสะท้อนผลการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า 1) นักศึกษาเข้าใจและสามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ได้แก่ การประสานงานกับชุมชน การได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และการนำเสนอข้อคิดเห็นร่วมกัน 3) นักศึกษามีการแลกเปลี่ยนกับผู้ที่ร่วมดำเนินการ ทำให้ได้เกิดทักษะการคิด วางแผน แก้ไขปัญหา และเกิดทักษะการเรียนรู้ เปิดมุมมองทำให้พัฒนาแนวคิดใหม่ สอดคล้องกับบริบทอย่างแท้จริง และ 4) นักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้และทักษะมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานวิชาชีพครูได้</p> เบญจมาศ พุทธิมา, สมชาย เมืองมูล, ปรารถนา โกวิทยางกูร, ชัชวาลย์ วิชัยสุชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/282063 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ในรายวิชาภาษาไทยโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบวัฏจักร 4MAT ร่วมกับเทคนิคการสอน 5W1H และเกมกระดาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/284189 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาภาษาไทย โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 4MAT ร่วมกับเทคนิคการสอน 5W1H และเกมกระดาน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 4MAT ร่วมกับเทคนิคการสอน 5W1H และเกมกระดานในรายวิชาภาษาไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 37 คนของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 4MAT ร่วมกับเทคนิคการสอน 5W1H และเกมกระดาน 2) แบบวัดทักษะคิดวิเคราะห์ในรายวิชาภาษาไทย และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะคิดวิเคราะห์ในรายวิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบวัฏจักร 4MAT ร่วมกับเทคนิคการสอน 5W1H และเกมกระดานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 4MAT ร่วมกับเทคนิคการสอน 5W1H และเกมกระดานในรายวิชาภาษาไทยอยู่ในระดับมาก</p> อัซมาอ์ มะยีแต, นิลุบล เกตุแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/284189 Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0700