วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu <p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี</strong> </p> <p>จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่แบบออนไลน์ ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม) เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย<strong> (TCI) กลุ่มที่ 1 </strong><em>ซึ่งการรับรองคุณภาพวารสารครั้งนี้</em><strong><em>มีผลตั้งแต่วันที่ </em><em>1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</em></strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนคณาจารย์ นักศึกษา ข้าราชการ นักวิชาการ และนักวิจัยทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ในการนำเสนอผลงานวิชาการทางสาขาศึกษาศาสตร์</p> <p>ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ ได้แก่ <strong>บทความวิชาการ และบทความวิจัย</strong> ซึ่งต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ทั้งนี้บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินความถูกต้องทางวิชาการ (Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง<strong>ไม่น้อยกว่า 2 ท่าน</strong> <strong>โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้นิพนธ์</strong> <strong>(Double - blind peer review) </strong></p> <p>อัตราค่าธรรมเนียมการพิจารณาตีพิมพ์บทความลงวารสาร โดยจะ<strong>เรียกเก็บหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</strong>แล้ว ดังนี้ 1) บทความภาษาไทย ค่าธรรมเนียมฯ บทความละ 3,500 บาท 2) บทความภาษาอังกฤษ ค่าธรรมเนียมฯ บทความละ 4,000 บาท <em>*ทั้งนี้ ห้ามผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมฯ เข้ามาก่อนได้รับการแจ้งผลการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</em> </p> <p><strong>*หมายเหตุ</strong> วารสารศึกษาศาสตร์ฯ รับพิจารณาเฉพาะบทความที่ส่งเข้ามาพิจารณาตีพิมพ์ในระบบวารสารฯ <strong>https://so02.tci-thaijo.org</strong> นี้เท่านั้น และขอไม่รับพิจารณาบทความที่ส่งมาทางอีเมลหรือช่องทางออนไลน์อื่นใด ๆ ทั้งสิ้น </p> <p><strong>ISSN Online: 3027-7825</strong></p> วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี th-TH วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 3027-7825 ผลของกระบวนการแก้ปัญหาแบบ Polya ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดต่อความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์และความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274216 <p> ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเป็นทักษะสำคัญที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเคมีคำนวณสำหรับนักเรียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบ Polya ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดต่อความสามารถของนักเรียนในการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมี เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นในตนเอง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ จำนวน 36 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบ Polya ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมี เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ 2 ฉบับ จำนวนฉบับละ 5 ข้อ และ 3) แบบประเมินความเชื่อมั่นในตนเอง 2 ฉบับ จำนวนฉบับละ 12 ข้อ</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบ Polya ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด: นักเรียนมีผลการทดสอบการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมี เรื่อง ปริมาณสัมพันธ์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ (ร้อยละ60) ในทุกขั้นของกระบวนการแก้ปัญหาแบบ Polya ยกเว้นขั้นตรวจสอบผล นักเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาแบบ Polya ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมของนักเรียนให้แก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าใจในหลักการที่เรียนมามากกว่าการท่องจำสูตรจึงส่งผลให้นักเรียนสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ดีขึ้น เทคนิคเพื่อนคู่คิดช่วยให้นักเรียนสามารถแลกเปลี่ยนแนวคิดในการแก้โจทย์ปัญหาร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นและกระตุ้นให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างมั่นใจ</p> ศรัญยา ทวีชัย เอมอร ศักดิ์แสงวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 Enhancing the Knowledge and Self-Directed Learning Characteristics of Nursing at a University in Southern Thailand Using Flipped Classroom Teaching Approach https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/275818 <p>The flipped classroom model is increasingly being adopted in education to enhance students' knowledge and self-directed learning characteristics. However, its implementation in Thai nursing education remains challenging due to several factors, particularly students’ passive learning characteristics, limitations of online platforms, and the available learning media tools. Therefore, this study was conducted to examine the effects of the flipped classroom teaching approach on knowledge and self-directed learning characteristics among second-year nursing students in an orthopedic nursing class within the Adults and Elderly Nursing Course 1. A one-group pretest and posttest design was conducted over seven hours of teaching orthopedic nursing content using the flipped classroom approach across multiple days among 166 second year nursing students at a university in the southern part of Thailand. Scores were obtained from pretest, posttest and final examinations and analysed through descriptive statistics and dependent t-test statistics. The results show that over half of participants (n = 99, 59.6%) obtained final examination scores at or above the pass mark of 50%, with no significant differences between pretest and posttest scores (<em>p</em> &gt; .05). However, the scores for self-directed learning characteristics related to self-concept in learning efficiency (<em>p </em>&lt; .05) and optimistic prospect were increased with significant differences (<em>p</em> &lt; .001). In conclusion, the flipped classroom approach did not significantly improve knowledge outcomes but enhanced nursing students’ self-directed learning characteristics. These findings suggest that the flipped classroom may be helpful in promoting learner autonomy and active learning in Thai nursing education.</p> Sasithorn Mukpradab Natenapha Khupantavee Kesorn Promlek Wipa Sae-Sia ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนาและตรวจสอบโมเดลองค์ประกอบการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการวิจัยของนักศึกษาครูมหาวิทยาลัยราชภัฏ: การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278029 <p>การรับรู้ความสามารถแห่งตนในการวิจัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความสำเร็จของนักศึกษาครูในการดำเนินงานวิจัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการวิจัยของนักศึกษาครูมหาวิทยาลัยราชภัฏกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาครูจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 500 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นมาตรวัดชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ได้ค่าดัชนี IOC อยู่ในช่วง .80 ถึง 1.00 ค่าความเที่ยงของมาตรวัดแบบความสอดคล้องภายในโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.965 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความสามารถแห่งตนในการวิจัยของนักศึกษาครูมหาวิทยาลัยราชภัฏ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผนการวิจัย การออกแบบการวิจัย การปฏิบัติการวิจัย และการบริหารจัดการวิจัย ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมี 2-3 ตัวบ่งชี้ และมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืน คือ c<sup>2</sup>=17.44, df=17, p=.425, c<sup>2</sup>/df=1.026, CFI=1.00, GFI=.993, AGFI=.978, RMSEA=.007 และ SRMR=.012แต่ละองค์ประกอบหลักมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง .814 ถึง .967 แต่ละตัวบ่งชี้ขององค์ประกอบหลักมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง .756 ถึง .887 สถาบันผลิตครูควรนำโมเดลที่ได้จากการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร หรือ กิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยให้กับนักศึกษาครู เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและทำวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เมษา นวลศรี กุลชาติ พันธุวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีการโต้แย้งของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274414 <p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีการโต้แย้ง (ADI) ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ ADI 2) แบบวัดความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย แบบวัดมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.45 – 0.58 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.61 – 0.76 3) บันทึกหลังแผน 4) อนุทินสะท้อนคิด 5) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิธี Normalized Gain &lt;g&gt; การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีการโต้แย้ง นักเรียนมีความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นรายชั้นเรียนเท่ากับ 0.71 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ High Gain และเมื่อพิจารณาแยกองค์ประกอบพบว่า นักเรียนระบุข้อกล่าวอ้างได้ดีที่สุด รองลงมา คือ เหตุผล และน้อยที่สุด คือหลักฐาน</p> กฤษฎา ทองประไพ ชาญวิทย์ คำเจริญ สิรินทร์นิชา ปัญจอริยะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยพลังงานความร้อน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ Canva https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/279669 <p>บทความวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ Canva หน่วย พลังงานความร้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ Canva กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ Canva 2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ Canva หน่วย พลังงานความร้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.50/81.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาบูรณาการกับ Canva อยู่ในระดับมาก </p> ธิติญาพร ขันธ์ละ ถาดทอง ปานศุภวัชร อนันต์ ปานศุภวัชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิจัยและชุมชนเป็นฐาน เพื่อผลิตผลงานทางวิชาการเชิงประจักษ์ของนักศึกษาชุดวิชาการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/275752 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิจัยและชุมชนเป็นฐานเพื่อผลิตผลงานทางวิชาการเชิงประจักษ์ของนักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชุมชนศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ลงทะเบียนเรียนชุดวิชาการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 49 คน การดำเนินการวิจัยเป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในลักษณะคู่ขนานกับการดำเนินโครงการวิจัย โดยให้นักศึกษาศึกษาปัญหาในชุมชนจริง ออกแบบการวิจัย และผลิตผลงานในรูปแบบบทความวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบบันทึกการสะท้อนผลการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลาย ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิจัยและชุมชนเป็นฐาน 1) เป็นการตอบโจทย์ปรัชญาของหลักสูตรที่กำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ โดยมีผู้สอนเป็นผู้อำนวยการสอน 2) การผลิตผลงานทางวิชาการส่งผลให้เกิดทักษะการค้นหาปัญหา รู้จักการตั้งคำถามจากปัญหาหรือสถานการณ์ สามารถตั้งคำถามต่อสถานการณ์ที่จะศึกษา และ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในอนาคตการทำงาน 3) นักศึกษาสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่สังคมผ่านการเสนอผลงานในเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ จำนวน 9 บทความ 4) ในกระบวนการทำงานผู้เรียนเกิดแนวคิดและมีวิธีการสืบเสาะเพื่อระบุสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในรูปแบบวิชาการ สามารถประเมินสถานการณ์เพื่อวางแผนการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนได้</p> อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสด (IMPROVISATION) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/276571 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสด เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก 2.) ประเมินผลทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกที่ผ่านการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสด วิธีการดำเนินวิจัยเป็นแบบแผนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน รูปแบบการวิจัยแบบ PAOR 2 วงรอบปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า 1.) ในการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสดในวงรอบที่ 1 เป็นสิ่งที่ทำให้นักดนตรีบำบัดรู้ถึงสภาพปัญหาของเด็ก การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบำบัด และนำผลที่ได้ไปพัฒนาการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดในวงรอบที่ 2 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ในการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัด เด็ก ออทิสติกมีความกระตือรือร้น มีความสุข รู้สึกสนุกสนานเมื่อถึงช่วงที่มีการใช้เทคนิคด้นสด เพราะในช่วงนี้เป็นการใช้ดนตรีที่มีความยืดหยุ่นอย่างมาก เป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกอย่างที่เด็กต้องการ และช่วยสนับสนุนพฤติกรรมที่ดีที่เด็กได้แสดงออกด้วยตนเอง และเด็กออทิสติกสามารถนำทักษะทางสังคมหรือพฤติกรรมดังกล่าวประยุกต์ใช้กับกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำร่วมกับบุคคลอื่นในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 2.) ก่อนการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสด เด็กออทิสติกมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะทางสังคมด้านการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น เท่ากับ 4.80 ภายหลังการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสดมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.00 ซึ่งสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสด จึงสรุปได้ว่า ทักษะทางสังคมด้านการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นของเด็กออทิสติกหลังการจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดโดยใช้เทคนิคการด้นสดนั้นสูงขึ้นกว่าก่อนทำการทดลอง</p> พงษ์ธิป ถนอมวัฒนา สุวดี เอื้ออรัญโชติ พรพรรณ แก่นอำพรพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนาสมรรถนะทางกีฬาผู้ฝึกสอนกีฬาเทนนิสของสโมสรเทนนิสในประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274107 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะทางกีฬาผู้ฝึกสอนกีฬาเทนนิสของสโมสรเทนนิสในประเทศไทย และ 2) พัฒนาสมรรถนะทางกีฬาผู้ฝึกสอนกีฬาเทนนิสของสโมสรเทนนิสในประเทศไทย ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม โดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เลือกตัวอย่างด้วยวิธีเจาะจง วิเคราะห์มูลด้วยวิธีอุปนัย ส่วนวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ฝึกสอนกีฬาเทนนิส จำนวน 420 คน เลือกตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโดยวิธี Maximum Likelihood (ML) ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะทางกีฬาผู้ฝึกสอนกีฬาเทนนิสของสโมสรเทนนิสในประเทศไทย มี 8 องค์ประกอบ 42 ตัวบ่งชี้ คือ 1) ด้านความรู้ (Knowledge: KL) มี 7 ตัวบ่งชี้ 2) ด้านทักษะ (Skills: SK) มี 7 ตัวบ่งชี้ 3) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Relationship: RL) มี 4 ตัวบ่งชี้ 4) ด้านพฤติกรรม (Behavior: BH) มี 6 ตังบ่งชี้ 5) ด้านทัศนคติ (Attitude: AT) มี 4 ตัวบ่งชี้ 6) ด้านจิตวิทยา (Psychology: PS) มี 5 ตัวบ่งชี้ 7) ด้านการสื่อสาร (Communication: CM) มี 5 ตัวบ่งชี้ และ 8) ด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (Innovation and Digital literacy: IN) มี 4 ตัวบ่งชี้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของสมรรถนะทางกีฬาผู้ฝึกสอนกีฬาเทนนิสของสโมสรเทนนิสในประเทศไทย ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ มีค่าเท่ากับ 1.13 ค่าไค–สแควร์ (Chi-Square) มีค่าเท่ากับ 902.94 ที่ชั้นแห่งความเป็นอิสระ (degrees of freedom) มีค่าเท่ากับ 801 ค่าดัชนีบ่งชี้ความเหมาะสม (GFI) และค่าดัชนีค่าดัชนีบ่งชี้ความเหมาะสมที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) มีค่าเท่ากับ 0.91 และ 0.90 ตามลำดับ ค่าดัชนีความเป็นปกติ (NFI) มีค่าเท่ากับ 0.98 ค่า RMSEA มีค่าเท่ากับ 0.017 และค่า Standardized RMR มีค่าเท่ากับ 0.039 จึงสรุปว่ายอมรับสมมติฐานหลักที่ว่า โมเดลการวิจัยสอดคล้องเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> วิษณุ อรุณเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การสังเคราะห์องค์ประกอบการยืดหยุ่นทางปัญญาในการเปลี่ยนแปลงสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ของเยาวชน: การทบทวนวรรณกรรม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/271857 <p>การวิจัยทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบการยืดหยุ่นทางปัญญาในการเปลี่ยนแปลงสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ของเยาวชน จากคำถามวิจัยที่ว่า องค์ประกอบการยืดหยุ่นทางปัญญาในการเปลี่ยนแปลงสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ต้องมีอะไรบ้าง โดยใช้วิธีการวิจัยแบบทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ ขั้นตอนการวิจัย ประกอบด้วย การระบุสภาพปัญหาที่นำมาสู่การวิจัย การค้นหาและเลือกวรรณกรรม การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูลตามลำดับ เครื่องมือวิจัยที่ใช้ประกอบการสังเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมิน Statement for Reporting Systematic Reviews: <em>PRISMA</em> ตารางการตรวจสอบรายการประเมินที่สำคัญ และการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน จากนั้นผู้วิจัยทำการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจนข้อมูลอิ่มตัว ข้อมูลจึงจะถูกสกัดเป็นองค์ประกอบการยืดหยุ่นทางปัญญาในการเปลี่ยนแปลงสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ของเยาวชน ผลการสังเคราะห์พบว่า การยืดหยุ่นทางปัญญาในบริบทการเปลี่ยนแปลงสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การตระหนักรู้สถานการณ์ การเปิดใจต่อการเปลี่ยนแปลง การรับรู้ความสามารถของตนเองในการยืดหยุ่น การใฝ่เรียนรู้ และการแก้ไขปัญหาอย่างยืดหยุ่น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการพัฒนางานวิจัยเชิงทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมเฉพาะทางในการเสริมสร้างการยืดหยุ่นทางปัญญาของเยาวชน ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ปัญหาในโลกแบบ VUCA ได้แก่ ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือได้อย่างเหมาะสม</p> ธีระศักดิ์ เครือแสง อารยา ปิยะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 The Digital Learning Ecosystem Model to Enhance Digital Literacy Skills of Learners in the Education Sandbox, Chiang Mai Province https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277404 <p> This Research and Development (R&amp;D) study aimed to: 1) analyze the existing learning ecosystem in Education Sandbox, Chiang Mai Province; 2) develop a digital learning ecosystem model to enhance digital literacy of students in the area; and 3) evaluate the effectiveness of the learning ecosystem model and improve students’ digital literacy. The study was conducted in three phases: exploration, development, and implementation. The participants consisted of 129 stakeholders involved in a needs assessment, 10 experts to validate model development, and 258 school students participating in digital literacy enhancement.</p> <p> The research findings revealed: Phase 1) An analysis of the existing learning ecosystem across five dimensions including people, content, process, technology and learning culture. There was a significant differene between the current state which the mean ranged from 3.62 – 3.93, whereas the mean of stakeholders’ expectations ranged from 4.37 – 4.49. The priority needs were identified in the "Content" component (PNI_modified = 0.207), followed by "Technology" (PNI_modified = 0.188), particularly regarding artificial intelligence content, and increasing access to digital technology resources and devices. Phase 2) The developed Digital Learning Ecosystem Model comprised five key steps: (1) Policy and Vision Setting, (2) Preparation, (3) Technology Implementation, (4) Cultivating Learning Culture, and (5) Evaluation and Improvement. The model was evaluated by experts as having a very high level of appropriateness (Mean = 4.65, S.D. = 0.49). Phase 3) The learning ecosystem model was implemented according to the proposed plan, aiming to build a learning culture, to enhance digital technology integration for teachers, and to provide the knowledge of digital technology for learners. Students' digital literacy skills significantly improved after using the model, with the mean score increasing from 2.94 (pre-test) to 3.73 (post-test) at the .05 significance level. The most notable improvements were observed in practical skills and collaborative skills. Furthermore, stakeholders expressed high satisfaction with the model, noting its effectiveness in building confidence and fostering a sustainable digital learning culture. It is recommended that schools, especially in Education Sandbox areas or underserved regions, adopt this model to systematically strengthen digital literacy. Emphasis should also be placed on ongoing teacher development, technology investment, and stakeholder collaboration to ensure sustainability.</p> Janejira Arsarkij ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนาชุดนิทานวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณในเด็กปฐมวัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/279548 <p>งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดนิทานวัฒนธรรมท้องถิ่นในการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณในเด็กปฐมวัย และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดนิทานวัฒธรรมท้องถิ่นที่บูรณากิจกรรมคิดโค้ดดิ้งแบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีต่อการคิดเชิงคำนวณของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างคือเด็กอายุ 5–6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 30 คน โรงเรียนเกาะสิเหร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต เครื่องมือประกอบด้วยชุดนิทานวัฒนธรรมท้องถิ่น 6 เรื่อง และแบบวัดความสามารถด้านการคิดเชิงคำนวณ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) พร้อมทั้งสังเกตพฤติกรรมเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดนิทานมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.51) และช่วยส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของเด็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยเฉพาะด้านการออกแบบลำดับขั้นตอน และการสกัดข้อมูลสำคัญ เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมการคิดผ่านเรื่องเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางใหม่ในการพัฒนาสื่อที่สอดคล้องกับบริบทไทย สร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายและยั่งยืนในระดับปฐมวัย</p> นพวรรณ กาโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 นวัตกรรมการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียนในห้องเรียนสังคมศึกษาสำหรับโรงเรียนพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/268947 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียนในห้องเรียนสังคมศึกษาสำหรับโรงเรียนพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย 2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์ที่พัฒนาทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียนในห้องเรียนสังคมศึกษาสำหรับโรงเรียนพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านธารทอง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จำนวน 81 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นวัตกรรมแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียน แบบสะท้อนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะชีวิตประชาธิปไตย และแบบประเมินทักษะชีวิตประชาธิปไตย สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลจากการวิจัย พบว่า 1) การออกแบบนวัตกรรมแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย ทำให้ได้นวัตกรรมแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตประชาธิปไตย จำนวน 4 แผน โดยใช้กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นชาติพันธุ์ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้บูรณาการเกมการละเล่นชาติพันธุ์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย พบว่า ทักษะชีวิตประชาธิปไตยของนักเรียน ระหว่าง และหลังการจัดการเรียนรู้ วงรอบที่ 1 นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง และอยู่ในระดับดีมากในระหว่างการจัดการเรียนรู้ในวงรอบที่ 2, 3 และวงรอบที่ 4 นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาทักษะชีวิตประชาธิปไตยให้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ชนาพร ยอดทองเลิศ ชรินทร์ มั่งคั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ด้วยอีเลิร์นนิงร่วมกับแชตบอตและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมทักษะการพูดและการอ่านภาษาไทยของนักเรียน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/280675 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) พัฒนารูปแบบการสอน โดยประเมินผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ และพัฒนาโมดูลให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 2) ศึกษาผลการใช้เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) ศึกษาความพึงพอใจ 4) ประเมินเพื่อรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 30 คน และครูผู้สอน จำนวน 12 คน กลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพของรูปแบบได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ จำนวน 7 คน กลุ่มตัวอย่างผู้ทรงคุณวุฒิในการรับรองรูปแบบ จำนวน 5 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน (ร่าง) กรอบแนวคิดต้นแบบ แบบประเมินคุณภาพบทเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินรับรองรูปแบบการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหาค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) และการทดสอบ t-test ผลวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการสอนที่ได้รับการรับรอง มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ นักเรียน, ครู, ผู้ปกครอง, บทเรียนไลน์-แชตบอต และเครือข่ายสัญญาณ ทดสอบประสิทธิภาพรูปแบบ ได้ค่า E1/E2 เท่ากับ 82.22/89.37 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนมีทักษะการพูดและอ่านภาษาไทยหลังเรียน ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 3) นักเรียน ผู้ปกครอง และครู มีความพึงพอใจรูปแบบการเรียนรู้อยู่ระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.73) 4) ผลประเมินรับรองรูปแบบฯ มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด</p> สกลวรรธน์ ดันไทร พัฒนา ศิริกุลพิพัฒน์ ชัชวาล ชุมรักษา จินตนา กสินันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3 กระบวนการจัดการโครงการของบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/280339 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดการโครงการอาสาของบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการส่งเสริมความหลากหลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้แนวคิดการบริหารจัดการโครงการ (Project Management Theory หรือ PMBOK) ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Project Management Institute (PMI) และมิติการศึกษาพหุวัฒนธรรมของ Jame A. Banks โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสารและภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 6 คน เป็นบัณทิตอาสาที่ปฏิบัติงานระหว่างปี 2560-2567 เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงนำมาตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และนำมาวิเคราะห์เป็นเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) บัณฑิตอาสาเริ่มต้นด้วยการเข้าพื้นที่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และศึกษาข้อมูลในชุมชนที่ทำงาน 2) นำข้อมูลที่ได้มาออกแบบวางแผนปฏิบัติงาน โดยอิงบริบทชุมชนจากการสำรวจในขั้นตอนการเริ่มต้นโครงการ 3) ลงมือกระทำโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม (Participatory Approach) ผ่านกิจกรรมอาสา ในการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ 4) ติดตามและประเมินผล โดยใช้วิธีที่หลากหลาย เช่น จัดเวทีสะท้อนความคิด ตอบแบบสอบถาม จากผลการศึกษาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า บัณฑิตอาสาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้จัดการโครงการเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็น “ผู้สร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม” (Intercultural facilitators) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย และ 5) ปิดโครงการ โดยสรุปผลดำเนินงานพร้อมข้อเสนอแนะ สะท้อนให้เห็นแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ในมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองต่อความท้าทายของสังคมร่วมสมัยตามมิติการศึกษาพหุวัฒนธรรม เพื่อต่อยอดเป็นแผนงานให้ศูนย์อาสาสมัครมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และบัณฑิตอาสารุ่นต่อไป</p> ซอลีฮ๊ะ กอฮิง ปัญญา เทพสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 36 3