https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/issue/feed
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
2026-08-18T19:42:49+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.อาฟีฟี ลาเต๊ะ
fadear.s@psu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี</strong> </p> <p>จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่แบบออนไลน์ ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม) เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย<strong> (TCI) กลุ่มที่ 1 </strong><em>ซึ่งการรับรองคุณภาพวารสารครั้งนี้</em><strong><em>มีผลตั้งแต่วันที่ </em><em>1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</em></strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนคณาจารย์ นักศึกษา ข้าราชการ นักวิชาการ และนักวิจัยทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ในการนำเสนอผลงานวิชาการทางสาขาศึกษาศาสตร์</p> <p>ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ ได้แก่ <strong>บทความวิชาการ และบทความวิจัย</strong> ซึ่งต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ทั้งนี้บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินความถูกต้องทางวิชาการ (Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง<strong>ไม่น้อยกว่า 2 ท่าน</strong> <strong>โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้นิพนธ์</strong> <strong>(Double - blind peer review) </strong></p> <p>อัตราค่าธรรมเนียมการพิจารณาตีพิมพ์บทความลงวารสาร โดยจะ<strong>เรียกเก็บหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</strong>แล้ว ดังนี้ 1) บทความภาษาไทย ค่าธรรมเนียมฯ บทความละ 3,500 บาท 2) บทความภาษาอังกฤษ ค่าธรรมเนียมฯ บทความละ 4,000 บาท <em>*ทั้งนี้ ห้ามผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมฯ เข้ามาก่อนได้รับการแจ้งผลการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</em> </p> <p><strong>*หมายเหตุ</strong> วารสารศึกษาศาสตร์ฯ รับพิจารณาเฉพาะบทความที่ส่งเข้ามาพิจารณาตีพิมพ์ในระบบวารสารฯ <strong>https://so02.tci-thaijo.org</strong> นี้เท่านั้น และขอไม่รับพิจารณาบทความที่ส่งมาทางอีเมลหรือช่องทางออนไลน์อื่นใด ๆ ทั้งสิ้น </p> <p><strong>ISSN Online: 3027-7825</strong></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/273097
แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคของนักเรียนประถมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร : การวิจัยแบบผสานวิธี
2026-06-17T10:27:48+07:00
กรองทอง โตวรวิรัตน์
krongthong.to@gmail.com
กีรติ คุวสานนท์
kiratikhu@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ และปัญหาในการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรค(Adversity Quotient - AQ) ของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคของนักเรียนประถมศึกษา ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 856 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเฉลี่ย .97 และค่าความเชื่อมั่น .965 แนวคำถาม การสนทนากลุ่ม และแบบสัมภาษณ์ที่ผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วยครู 6 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยนำผลการสำรวจมาผสานกับข้อมูลจากการสนทนากลุ่มเพื่ออธิบายผลและสังเคราะห์แนวทาง ก่อนให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพ และปัญหาการส่งเสริม AQ ของนักเรียนประถมศึกษามีสภาพในการปฏิบัติงานทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัด และประเมินผล อยู่ในระดับมาก แต่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง 2) แนวทางการส่งเสริม AQ ของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบไปด้วย ด้านหลักสูตร (1) การวิเคราะห์หลักสูตรโรงเรียน และ (2) การบูรณาการ AQ เข้ากับตัวหลักสูตร ด้านสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียนรู้ (1) สร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ที่เหมาะสม (2) การจัดสภาพห้องเรียนให้มีมุมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้จากความผิดพลาด และ (3) การทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ด้านการจัดการเรียนรู้ (1) การวางแผนการจัดการเรียนรู้ (2) การวิเคราะห์นักเรียน และ (3) การดำเนินกิจกรรมการส่งเสริม AQ และด้านการวัด และประเมินผล (1) การจัดทำเอกสารแนวทางในการวัด และประเมินผล (2) กระบวนการวัด และประเมินผลนักเรียนหลากหลายรูปแบบ และ (3) การติดตามความก้าวหน้า</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277211
การพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมนันทนาการต่อทักษะการบริหารจัดการหน้าที่ของสมองในเด็กปฐมวัย
2026-06-17T10:32:25+07:00
พรจันทร์ โลจนะศุภฤกษ์
feduphl@ku.ac.th
<p>ในช่วงวัยปฐมวัย สมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การส่งเสริมพัฒนาการด้านการบริหารจัดการหน้าที่ของสมอง (Executive Functions: EF) จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ การควบคุมตนเอง และการปรับตัวในสังคม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมนันทนาการที่ส่งผลต่อทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย และ 2) ศึกษาผลของโปรแกรมนันทนาการต่อทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี จำนวน 60 คน สังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบจับคู่ (Match-paired Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินทักษะ EF 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการยืดหยุ่นความคิด ด้านการใส่ใจจดจ่อ ด้านการริเริ่มและลงมือทำ และด้านการวางแผนและดำเนินการ มีค่าความเชื่อมั่นของผู้ประเมิน (ICC) เท่ากับ 0.78 2) โปรแกรมนันทนาการที่พัฒนาทักษะ EF ในเด็กปฐมวัยที่พัฒนาขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและความเหมาะสมในระดับสูง และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการบริหารจัดการหน้าที่ของสมองของเด็กปฐมวัย มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (Dependent t-test) และแบบกลุ่มเป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมนันทนาการที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย และ 2) ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีทักษะ EF ในภาพรวมและรายด้านทุกด้าน อยู่ในเกณฑ์ระดับดี (x̄ = 2.98, S.D. = 0.04) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีทักษะ EF สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมนันทนาการฯ มีผลต่อการพัฒนาทักษะ EF ในเด็กปฐมวัย มีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนปฐมวัยในบริบทที่หลากหลาย และควรส่งเสริมให้ครูและผู้ดูแลเด็กนำกิจกรรมไปใช้อย่างเป็นระบบ และควรมีการพัฒนาโปรแกรมให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มเด็กที่หลากหลายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้และพัฒนาการในระยะยาว</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/277673
การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมครูนวัตกรผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน
2026-05-20T13:30:44+07:00
มัทนียา พงศ์สุวรรณ
mattaniya.pho@sru.ac.th
ปารณีย์ ชั่งกฤษ
paranee.chu@sru.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ศึกษาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมครูนวัตกรผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน 2) พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมครูนวัตกรผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมครูนวัตกรผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน มีการวิจัย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 คัดเลือกสถานศึกษากรณีศึกษา 3 แห่ง เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูรวม 15 คน ด้วยแบบคัดเลือกกรณีศึกษา แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์ ขั้นที่ 2 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและพื้นที่ รวม 10 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์ และขั้นที่ 3 พัฒนาแนวทาง โดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ด้วยแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบนิเวศการเรียนรู้ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก 22 องค์ประกอบย่อย โดยสมรรถนะครูนวัตกรครอบคลุมด้านความรู้ความสามารถ พฤติกรรม และทัศนคติ รวม 20 องค์ประกอบ ส่วนการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียน ประกอบด้วย การสร้างบรรยากาศ พื้นที่การเรียนรู้ และแรงบันดาลใจ รวม 15 องค์ประกอบ <br />2) การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ แบ่งเป็น 4 ระบบ ได้แก่ ระบบเล็ก ระบบระหว่างกลาง ระบบภายนอก และระบบใหญ่ 3) แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า กระบวนการผลิตและข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งมีความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ จากผลการวิจัยสรุปในเชิงหลักการได้ว่า การส่งเสริมครูนวัตกรผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียนเกิดจากการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและองค์ประกอบต่างๆ ในทุกระดับของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีความเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวม แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาครูบนฐานแนวคิดระบบนิเวศการเรียนรู้</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278121
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก โดยใช้การจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิค TGT (Team-Games Tournament) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี
2026-03-30T13:53:48+07:00
โซเฟีย แวกะจิ
waekajisofia@gmail.com
นพรัฐ เสน่ห์
waekajisofia@gmail.com
ประทุม สมนึก
waekajisofia@gmail.com
<p>การวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐาน (Game-Based Learning) ร่วมกับ เทคนิค Team-Games-Tournament (TGT) เพื่อตอบสนองความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีของนักเรียน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้ที่กระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในกลุ่มผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ คือ (1) เพื่อสร้างแผนการเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก ที่เน้นเกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิค TGT สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นเกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิค TGT กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลากกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้เกมเป็นฐานร่วมกับเทคนิค TGT และ (2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้(1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นเกมเป็นฐานด้วยเทคนิค TGT จำนวน 2 แผน 8 ชั่วโมง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 20.80, S.D. = 3.01) ซึ่งสะท้อนถึงความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือของแผนการสอน (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นเกมเป็นฐานด้วยเทคนิค TGT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานนี้ในการพัฒนาความเข้าใจและทักษะด้านวรรณคดีของนักเรียน อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เจตคติของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน และ ระยะเวลาในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งอาจช่วยเพิ่มร้อยละของพัฒนาการสัมพัทธ์ของผู้เรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ให้สูงขึ้น</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278233
แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดอิงสถานที่ เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-02-10T10:29:54+07:00
กุลวลี ลาวรรณ
kunvaree995@gmail.com
สุรีย์พร สว่างเมฆ
sureepornka@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ และเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประจำตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 36 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ โดยใช้สถานที่ซึ่งมีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรกรรมนาแห้วของชาวบ้านในตำบลหนองกรด แบบสะท้อนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม และแบบวัดสมรรถนะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่าการกระตุ้นให้นักเรียนเริ่มรับรู้ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ของท้องถิ่นด้วยการศึกษาสถานการณ์ตัวอย่างที่มีลักษณะเฉพาะของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงในหมู่บ้านหนองกรด การใช้คำถามกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ประเด็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ การสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมกับสถานที่ การลงมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเผยแพร่ความรู้ การประเมินร่วมกับคนในชุมชนและการร่วมกันสรุป และอภิปรายผลการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่มีระดับสมรรถนะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นจากระดับพื้นฐานเป็นระดับสูง</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278259
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ในนิราศนรินทร์คำโคลงด้วยเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชันสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-01-16T14:45:32+07:00
ญาณิศา บุญจังหูน
yanisa.b1381@gmail.com
มูฮำหมัดริฟฮาน สาและ
rifharn46@gmail.com
สุภาภรณ์ คงทน
supaporn.ko@psu.ac.th
<p>นวัตกรรมที่ส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์ วิจารณ์และดึงดูดความสนใจนักเรียนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้วรรณคดีไทยที่มีเนื้อหาซับซ้อน ผู้วิจัยจึงศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค SQ4R ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชันต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการวิเคราะห์คุณค่าวรรณศิลป์ในนิราศนรินทร์คำโคลงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชัน และ (2) เพื่อประเมินพัฒนาการของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชัน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/8 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ และ (2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการอ่านแบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (2) ระดับพัฒนาการของนักเรียนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 51.18 ซึ่งอยู่ในระดับพัฒนาการสูง แสดงให้เห็นว่าวิธีการจัดการเรียนรู้นี้สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการวิเคราะห์ วิพากษ์อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/280000
Teaching and Learning Management in Educational Administration Programs for Developing Administrators in the BANI World Era: A Mixed-Methods Study
2026-06-17T10:22:42+07:00
Thitikamolsiri Lapho
lppukpui@gmail.com
Orn-usa Punyaburana
Punyaburana2518@gmail.com
<p>This study aimed to examine teaching and learning management in educational administration programs for developing educational administrators in the BANI World era. A convergent mixed-methods design was employed. Quantitative data were collected from 124 participants selected through convenience sampling, comprising graduate employers (n = 56), instructors (n = 5), and graduate students (n = 63). Qualitative data were obtained through semi-structured interviews with five purposively selected graduate employers. The research instruments consisted of a five-point rating scale questionnaire and a semi-structured interview protocol. Quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation, while qualitative data were analyzed using content analysis.<br />The findings showed that the overall perceptions of all respondent groups toward teaching and learning management were at the highest level (X̄ = 4.74). All individual items were also rated at the highest level. The highest-rated item was effective management of the teaching process (X̄ = 4.84), followed by consistent monitoring of learning progress (X̄ = 4.83), student–instructor relationships (X̄ = 4.82), opportunities for student expression (X̄ = 4.81), and diverse and authentic assessment (X̄ = 4.81). <br />Qualitative findings identified five key components of teaching and learning management for developing educational administrators in the BANI World era: (1) instructional management and the role of educators, (2) student development promotion, (3) learners' skills and experiences, (4) technology and instructional resources, and (5) assessment and evaluation. These findings suggest that educational administration programs should emphasize these components to better prepare educational administrators for the BANI World era.</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/280727
การวิเคราะห์กลยุทธ์ของครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ภายใต้ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลาง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสตูล
2026-07-15T09:59:08+07:00
เจตน์สฤษฎิ์ สังขพันธ์
sapichai@yahoo.com
เก็ตถวา บุญปราการ
kettawa@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ของครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนภายใต้ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลาง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสตูล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม สัมภาษณ์เจาะลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง จำนวน 59 คน จากโรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการนำข้อมูลมาจำแนกหมวดหมู่ตามประเด็น ตีความ สร้างข้อสรุป นำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ครูได้พัฒนากลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกัน 3 ประการ คือ 1) กลยุทธ์การออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่ผสานบริบทชุมชนและการบูรณาการข้ามศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ครูได้เปลี่ยนบทบาทเป็นโค้ชโดยนำปัญหา ภูมินิเวศ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โรงเรียนตั้งอยู่มาเป็นสถานการณ์ในการจัดทำโครงงานฐานวิจัยของผู้เรียน 2) กลยุทธ์การจัดกระบวนการคิดและการสะท้อนคิดโดยการกระตุ้นการคิดวิเคราะห์และการเชื่อมโยง การใช้สถานการณ์เพื่อให้ผู้เรียนประเมินค่าและสร้างสำนึกของความเป็นพลเมือง การสะท้อนคิดผ่านสื่อหลากหลาย และ 3) กลยุทธ์การวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะตามสภาพจริง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนตลอดกระบวนการจัดการเรียนรู้ คือทักษะการคิดขั้นสูง สมรรถนะการสื่อสาร สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและรักในท้องถิ่น ส่วนสมรรถนะเฉพาะศาสตร์ที่เกิดขึ้นคือทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางสังคมศาสตร์ ทักษะด้านศิลปะ การงานอาชีพ คุณภาพและนวัตกรรมที่เกิดจากโครงงานฐานวิจัย</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/280907
การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง พลังงานทดแทน เพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-01-13T15:49:54+07:00
วัชรกรณ์ สังขศรี
watcharakorns63@nu.ac.th
สุริยา ชาปู่
watcharakorns63@nu.ac.th
ศิรินุช จินดารักษ์
watcharakorns63@nu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วยการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน และเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง พลังงานทดแทน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 21 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้แบบกึ่งโครงสร้าง ใบกิจกรรม และชิ้นงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Method Triangulation) ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มี 7 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นรวบรวมข้อมูล กำหนดแนวทางการคิดแก้ปัญหา ขั้นดำเนินการแก้ปัญหา ขั้นประเมินและตัดสินใจ และขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัญหาที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ควรเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวนักเรียน และมีความเกี่ยวข้องกับนักเรียนโดยตรง จะส่งผลให้นักเรียนแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ และ นักเรียนสามารถพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ โดยพิจารณารายแต่ละองค์ประกอบ พบว่า การสร้างแนวคิดที่หลากหลายในการแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา และการสร้างแนวคิดในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มากที่สุด รองลงมาคือการประเมินและปรับปรุงแนวคิดในการแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา ตามลำดับ</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/281007
การศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประเด็น ด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนระดับประถมศึกษารายกลุ่ม ในกิจกรรม Cell Pizza
2025-12-04T10:07:50+07:00
วสุ ทัพพะรังสี
vasu.dabbaransi@nstda.or.th
กิตติยา บำบัดภัย
kittiya.bam@nstda.or.th
ฤทัย จงสฤษดิ์
reutai@nstda.or.th
<p>การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่องโครงสร้างเซลล์ในระดับประถมศึกษามีลักษณะนามธรรมสูงและวิธีการสอนแบบบรรยายมักเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เน้นการปฏิบัติจริงและส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาที่เกิดจากกิจกรรม Cell Pizza ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบลงมือปฏิบัติเชิงร่วมมือ (Hands-on Collaborative Science Learning) โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประเด็น (Thematic Analysis) และประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในการจัดกลุ่มรหัสและสังเคราะห์สาระสำคัญ ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนเทศบาลท่าโขลง ๑ และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 75 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์การเข้าร่วมค่ายวิทยาศาสตร์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสังเกตพฤติกรรม วิดีโอบันทึกภาพ ใบงานกิจกรรม และแบบประเมินกิจกรรม Cell Pizza ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ (70%) สามารถระบุชนิดเซลล์และติดป้ายชื่อออร์แกเนลล์ครบถ้วน โดยพฤติกรรมเด่นที่พบ ได้แก่ การใช้คำศัพท์วิทยาศาสตร์ถูกต้อง การทำงานร่วมกัน การใช้ภาพประกอบในการอธิบาย และการเชื่อมโยงจินตนาการกับวัสดุจริง อย่างไรก็ตาม พบปัญหาความสับสนในการอธิบายออร์แกเนลล์ที่มีชื่อซับซ้อน เช่น เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดเรียบและชนิดขรุขระ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลภาษาธรรมชาติ แม้ยังมีข้อจำกัดในการตีความเชิงลึกของบริบท จึงควรใช้ควบคู่กับการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเพื่อความถูกต้องสูงสุด</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/281029
การรับรู้ ทัศนคติและความท้าทายของนักศึกษาครูต่อการเรียนรู้ทักษะการคิดเชิงออกแบบ ผ่านนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติในรายวิชาชีววิทยา
2026-03-04T09:24:35+07:00
ธนิกา วศินยานุวัฒน์
thanika.v@tsu.ac.th
<p>นวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของผู้เรียนเพื่อยกระดับการเรียนรู้ชีววิทยา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติและความท้าทายของนักศึกษาครูต่อการเรียนรู้ทักษะการคิดเชิงออกแบบผ่านนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติในรายวิชาชีววิทยา กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาครูวิชาเอกชีววิทยาจำนวน 24 คน ที่มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถามที่มีคำถามปลายเปิด 5 ข้อและการอภิปรายกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาครูส่วนใหญ่รู้ว่าการคิดเชิงออกแบบเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 และเป็นทักษะที่ต้องพัฒนาผ่านการจัดการเรียนรู้ที่ต่างจากรูปแบบเดิม ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติทำให้นักศึกษาครูเข้าใจการนำความรู้ชีววิทยาไปใช้แก้ปัญหาทั่วไป แต่ยังไม่เกิดแนวคิดการเลียนแบบกลไกธรรมชาติเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ แม้นักศึกษาครูจะมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้กระบวนการนี้ แต่ข้อจำกัดเชิงบริบทโรงเรียนรวมถึงศักยภาพของผู้สอนและนักเรียนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำกระบวนการนี้ไปใช้จริง งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักศึกษาครูไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่จำเป็นต้องสร้างกระบวนการทางความคิดที่เชื่อมต่อระหว่างปรากฏการณ์ทางชีววิทยาและการเลียนแบบธรรมชาติเพื่อปิดช่องว่างความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่มักแยกส่วนความรู้ทางชีววิทยาออกจากกระบวนการแก้ปัญหา อีกทั้งความสำเร็จของการใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้ใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้สอนเพียงอย่างเดียวแต่ต้องอาศัยบริบทสถานศึกษาที่ส่งเสริมกัน ดังนั้นแผนการผลิตครูควรครอบคลุมทั้งมิติวิชาการและการรับมือกับอุปสรรคเชิงระบบในโรงเรียน</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/281663
A Comparative Study of the Effectiveness of Integrated Reading–Writing Instruction and Explicit Writing Instruction in Chinese as a Second Language Classroom
2026-02-16T12:01:49+07:00
Chunyu Wang
chunyuthai@gmail.com
Jumphol Thawornchob
wang.c@pbic.tu.ac.th
<p>In the field of second language teaching, there has been an increasing interest in adopting reading as an instructional strategy to improve writing skills. However, most studies focus on intermediate or advanced learners and scarce research has been conducted on writing development for beginners in higher education in Chinese as a Second or Foreign Language (CSL/CFL) classroom. This study aims to examine the effectiveness of Integrated Reading and Writing (IRW) compared with Explicit Writing Instruction (EWI) in two groups: the experimental group (EG) and the control group (CG), each consisting of 40 participants from the same academic year enrolled in a CSL/CFL class. The participants (HSK Level 3 or lower) were taking the same major at a Thai university. The data were generated by assessing their writing tasks in 4 categories: Content (Cont), Phrases & Vocabulary (Phr&V), Grammar (Gram) and Organization (Org). The scores were subjected to an independent sample t-test. The results showed that the EWI method was better suited for the students. This study provides CSL/CFL with insights on how to promote the development of writing for beginners and improve the curriculum design.</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/282007
ผลการใช้ชุดกิจกรรมบูรณาการลายไทยกับอุปกรณ์ศิลปะจากยางพารา เพื่อการเรียนรู้ศิลปะไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2025-11-20T14:08:03+07:00
รัตนชฎา เตียวจำเริญ
rattanachada02@gmail.com
ศิริก้อย ชุตาทวีสวัสดิ์
sirikoy.c@chula.ac.th
เยี่ยมพล นัครามนตรี
yeampon.nak@kmutt.ac.th
<p>ศิลปะไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทย ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดสู่เยาวชน จึงนำไปสู่การพัฒนากิจกรรมศิลปะจากลายไทยร่วมกับอุปกรณ์ศิลปะจากยางพารา โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบชุดกิจกรรมศิลปะไทย 4 หมวด จากยางพารา และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้และความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมและอุปกรณ์ศิลปะจากยางพารา ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and development) กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 20 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปศึกษา ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะจากลายไทย 4 หมวด ภายใต้ชื่อ “ยางไง ไทยอาร์ต” ประกอบด้วย 4 ชุดกิจกรรม ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมระบายสีหมวกลายไทยหมวดกนก “กนกงามดี” 2) ชุดกิจกรรมระบายสีตุ๊กตาโฟมยางลายไทยหมวดนารี “นารีโสภา” 3) ชุดกิจกรรมระบายสีแก้วน้ำลายไทยหมวดกระบี่ “กระบี่ลีลา” และ 4) ชุดกิจกรรมศิลปะติดคริสตัลลายไทยหมวดคชะ “พนาคชะ” ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับดี ( = 4.45, S.D. = 0.697) นักเรียนสนใจกิจกรรมในหมวดกนกและนารี และผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมในระดับดีมาก ( = 4.57, S.D. = 0.288) จากผลการสัมภาษณ์ พบว่า กิจกรรมช่วยพัฒนาทักษะทางศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และช่วยเสริมสร้างสมาธิ ในด้านความรู้ นักเรียนเข้าใจความหมาย ที่มา ลักษณะของลายไทยในแต่ละหมวด และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยนี้จึงเป็นการปรับแต่งศิลปะไทยให้เข้ากับคนรุ่นใหม่และร่วมสมัยมากขึ้น ทำให้ศิลปะไทยเข้าถึงง่ายขึ้น และพัฒนาวัสดุที่มาจากยางพาราสร้างเป็นอุปกรณ์ในกิจกรรมศิลปะ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพยากรในประเทศอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/282350
การพัฒนามาตรวัดความเป็นพลเมืองตื่นรู้สากลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น: การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ
2025-12-03T10:46:01+07:00
นรากร มั่นแก้ว
narakornmk@gmail.com
กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
krittayakant@nu.ac.th
ณัฐกานต์ ประจันบาน
nattakanp@nu.ac.th
<p>การพัฒนามาตรวัดความเป็นพลเมืองตื่นรู้สากลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบความเป็นพลเมืองตื่นรู้สากล และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความเป็นพลเมืองตื่นรู้สากลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 600 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่สร้างจากข้อคำถามเริ่มต้น 56 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) แบบ Graded-Response Model ผลการวิจัยพบว่า (1) องค์ประกอบความเป็นพลเมืองตื่นรู้สากลมี 5 องค์ประกอบหลัก จาก 21 ข้อคำถาม อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 63.205 ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์และการปรับตัว 2) การเคารพในสิทธิและความหลากหลาย 3) การตระหนักรู้ทางการเมืองและสังคม 4) การกำกับตนเองและการคิดเชิงวิพากษ์ และ 5) การรับผิดชอบของพลเมือง (2) โมเดลโครงสร้าง 5 องค์ประกอบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 165.990, df = 140, p-value = 0.066, CFI = 0.995, TLI = 0.993, RMSEA = 0.018, SRMR = 0.024) (3) ผลการตรวจสอบคุณภาพตามแนวคิด IRT พบว่า ข้อคำถามมีค่าอำนาจจำแนกสูง (α = 1.203-2.118) และมีค่าระดับความยาก (β) ที่เรียงลำดับถูกต้องทุกข้อ และแบบวัดให้สารสนเทศการวัดสูงสุดในกลุ่มผู้เรียนที่มีคุณลักษณะระดับต่ำถึงปานกลาง (θ ≈ -2.0 - +1.0) โดยมีค่าความเที่ยงโดยรวมสูงมาก (Marginal Reliability = 0.937) ข้อค้นพบเหล่านี้ยืนยันว่าแบบวัดที่พัฒนาขึ้นเป็นเครื่องมือที่มีความตรงเชิงโครงสร้าง น่าเชื่อถือ และมีความแม่นยำในการวัดสูง</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/274092
แผนผังความคิด: เครื่องมือทรงพลังในการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
2026-07-27T16:06:59+07:00
อมฤต จันทร์เกษร
amarit26@hotmail.com
ภิฑชญา สุนทรกลัมพ์
amarit26@hotmail.com
<p>ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีความซับซ้อนและท้าทายสำหรับผู้เรียน เนื่องจากมีโครงสร้างประโยคที่หลากหลาย กฎที่ต้องปฏิบัติตามและข้อยกเว้นจำนวนมาก นอกจากนี้ การออกเสียงของคำในภาษาอังกฤษยังไม่สอดคล้องกับการสะกดทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสนและจดจำได้ยาก ความยากและความซับซ้อนดังกล่าวทำให้ผู้เรียนต้องใช้ความพยายามในการเข้าใจและประยุกต์ใช้กฎไวยากรณ์ในบริบทที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสื่อสารที่ต้องใช้ความถูกต้องและความเข้าใจในระดับสูง แผนผังความคิด (Mind Mapping) จึงเป็นเครื่องมือทรงพลังที่มีประสิทธิภาพทำให้การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งแผนผังความคิดไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติในการจัดระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นส่วนย่อยที่สัมพันธ์กันในแบบรูปภาพที่ทำให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นภาพรวมและเข้าใจแนวคิดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญดังนี้ (1) การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล นักเรียนปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับตนเอง (2) การประเมินการเรียนรู้ นักเรียนสามารถติดตามความก้าวหน้าและประเมินความเข้าใจของตนเอง (3) การคิดเชิงวิพากษ์ กระตุ้นให้นักเรียนวิเคราะห์และประเมินความถูกต้องของข้อมูล และ (4) การระบุช่องโหว่ความรู้ นักเรียนสามารถเห็นจุดอ่อนในความเข้าใจด้านไวยากรณ์และทำการปรับปรุงความรู้ในจุดดังกล่าว เมื่อผู้เรียนใช้แผนผังความคิดในกระบวนการเรียนรู้ที่กล่าวมาจะช่วยให้มีความเข้าใจในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น และสามารถนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนับเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/278330
หลักสูตรปริญญาออนไลน์: ทางเลือกหรือกลยุทธ์ในการยกระดับการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของไทยสู่อนาคต
2026-02-06T09:53:40+07:00
ชานน ศรีบูรพาภิรมย์
chanon.sri@mahidol.ac.th
สโรชา เสรีนนท์ชัย
sarocha.ser@mahidol.edu
<p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ของหลักสูตรปริญญาออนไลน์ในบริบทของการยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย โดยชี้ให้เห็นว่า แม้หลักสูตรดังกล่าวจะริเริ่มขึ้นในฐานะ “ทางเลือก” ที่ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต COVID-19 หากแต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “กลยุทธ์หลัก” สำหรับการส่งเสริมความยืดหยุ่นทางการเรียนรู้ การเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของระบบอุดมศึกษาไทยในระยะยาว โดยบทความนี้ได้อ้างอิงกรอบแนวคิดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และแนวคิดการประสานความร่วมมือไตรภาคี (Triple Helix) ในการวิเคราะห์เชิงระบบ โดยมีการสังเคราะห์แนวนโยบาย กรณีศึกษา และผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างรอบด้าน ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรปริญญาออนไลน์สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงเปลี่ยนผ่านเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง หากได้รับการออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างดิจิทัล ความพร้อมของสถาบัน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ บทความจึงนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในระดับสถาบันและระดับชาติเพื่อผลักดันให้หลักสูตรปริญญาออนไลน์กลายเป็นกลไกหลักในการยกระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างยั่งยืนและครอบคลุม</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsu/article/view/281697
การเรียนรู้ดนตรีไทยเชิงรุก : กลยุทธ์สร้างแรงจูงใจผ่านเกมมิฟิเคชัน
2026-03-02T11:22:13+07:00
ฑีฆภัส สนธินุช
teekapat@g.swu.ac.th
ณัฐพล เลิศวิริยะปิติ
Nattapon.lertwiriyapiti@gmail.com
<p>บทความนี้นำเสนอแนวคิดการจัดการเรียนรู้ดนตรีไทยในรูปแบบเชิงรุก (Active Learning) โดยบูรณาการเกมมิฟิเคชันและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน และให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับสื่อดิจิทัล ซึ่งมุ่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้รอบด้านทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการคิด และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การเรียนรู้รูปแบบนี้ยังเชื่อมโยงดนตรีไทยเข้ากับวิชาอื่น ๆ ในลักษณะของการบูรณาการข้ามศาสตร์ เช่น ภาษาไทย สังคมศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นการขยายขอบเขตของดนตรีไทยจาก “บทเรียนในชั้นเรียน” ไปสู่ “พลังทางวัฒนธรรม” ที่ร่วมสมัยและยั่งยืน บทความนี้จึงเสนอแนวทางที่เป็นต้นแบบในการพัฒนานโยบายการศึกษาไทยที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการอนุรักษ์วัฒนธรรมควบคู่กันอย่างสมดุล</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี