https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/issue/feed วารสารครุพิบูล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2025-12-30T08:06:11+07:00 วารสารครุพิบูล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม edujournal@psru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารเพื่อการตีพิมพ์บทความวิชาการ นำเสนอผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น</p> <p><strong>วารสารครุพิบูล</strong> ได้จัดทำทั้งในรูปแบบตีพิมพ์ และอิเล็กทรอนิกส์</p> <p><strong>วารสารครุพิบูล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม</strong></p> <p><strong>Journal of Faculty of Education Pibulsongkram Rajabhat University</strong></p> <p>ขอแจ้งเปลี่ยนแปลงเลขมาตรฐานสากลประจำวารสารครุพิบูล ISSN (Print) และ ISSN (Online)</p> <p>เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ TCI เกี่ยวกับวารสารมีการจดทะเบียน ISSN ที่ถูกต้องกับชื่อภาษาอังกฤษของวารสาร</p> <p><strong>จากเดิม </strong>ISSN: 2351-0943 (Print) <strong>และ </strong>ISSN: 2586-8969 (Online) ตั้งแต่ปี 2557-2566</p> <p><strong>เปลี่ยนเป็นเลข ISSN (ใหม่) </strong></p> <p><strong> <a href="https://portal.issn.org/api/search?search[]=MUST=allissnbis=%223027-7701%22&amp;search_id=37327636">ISSN: 3027-7701 (Print)</a></strong></p> <p><strong> <a href="https://portal.issn.org/api/search?search[]=MUST=allissnbis=%223027-7701%22&amp;search_id=37327636">ISSN: 3027-771X (Online)</a></strong></p> <p><strong>* โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป</strong></p> <p><a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/index">https://www.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/index</a></p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/270710 ปัญหาการเรียนการสอนหลักภาษาไทยในประเทศเวียดนาม 2024-08-29T10:22:37+07:00 Nguyen Kieu Yen nkyen@ufl.udn.vn กาญจนา วิชญาปกรณ์ nguyenkieuy65@nu.ac.th กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ nguyenkieuy65@nu.ac.th ทรงภพ ขุนมธุรส nguyenkieuy65@nu.ac.th <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการเรียนการสอนหลักภาษาไทยในประเทศเวียดนาม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 อาจารย์ผู้สอนภาษาไทยจำนวน 7 คน จากมหาวิทยาลัย 5 แห่งในประเทศเวียดนามใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มที่ 2 คือ นักศึกษาชาวเวียดนามที่เรียนภาษาไทยของภาควิชาภาษาไทย UDN, UFLS ประเทศเวียดนาม จำนวน 100 คน โดยลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา 2023-2024 ใช้การเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัย การสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนภาษาไทยในประเทศเวียดนาม และการวัดความสามารถการใช้หลักภาษาไทยของนักศึกษาชาวเวียดนามที่เรียนสาขาวิชาภาษาไทยในประเทศเวียดนาม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1. แบบวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักภาษาไทยของนักศึกษาชาวเวียดนาม เป็นแบบการวิเคราะห์สรุปความ 2. แบบสัมภาษณ์ปัญหาการเรียนการสอนหลักภาษาไทยในเวียดนาม เป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง 3. แบบวัดความสามารถในการใช้หลักภาษาไทยของนักศึกษาชาวเวียดนาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์สรุปอุปนัย และวิเคราะห์แก่นสาระ สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ค่าร้อยละ และนำผลวิเคราะห์มาจัดอันดับ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการเรียนการสอนหลักภาษาไทยในประเทศเวียดนาม พบด้วยกัน 4 ด้าน คือ 1. ปัญหาการออกเสียงภาษาไทย 2. ปัญหาด้านการใช้คำในภาษาไทย 3. ปัญหาด้านการใช้วลี และ 4. ปัญหาด้านการใช้ประโยค </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/270764 ปัญหาและความต้องการการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถ การอ่านจับใจความสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ 2024-12-03T00:00:28+07:00 อนันต์ ครุฑโปร่ง anan.anan5377@gmail.com กาญจนา วิชญาปกรณ์ anan.anan5377@gmail.com กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ anan.anan5377@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการเรียนสอน และความต้องการในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) ครูผู้สอน<br />วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จำนวน 5 รูป/ท่าน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็น<br />กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จำนวน 25 รูป และเรียนในรายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความ ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนราชธานีวิทยาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับครูผู้สอนวิชาภาษาไทย 2) แบบสอบความต้องการการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านจับใจความ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ พรรณนาวิเคราะห์และค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) ผลการวิจัย พบว่า 1.ปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความสำหรับนักเรียน กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จำแนกตามประเด็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านผู้เรียน พบว่า นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ที่อ่านจับใจความไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ เกิดจากนักเรียนอ่านภาษาไทยไม่คล่อง อีกทั้งยังใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง (L2) ไม่รู้หลักการอ่านจับใจความ ทั้งยังไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์บางคำ ประกอบกับขาดความมั่นใจในการสื่อสาร หรือใช้ภาษาไทย 2. ด้านครูผู้สอน พบว่า ครูผู้สอนใช้เทคนิคการสอนที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ปกาเกอะญอ 3. ด้านเนื้อหา พบว่า เนื้อหาที่ครูผู้สอนนำมาสอนไม่สอดคล้องกับประสบการณ์หรือวัฒนธรรมของนักเรียน เป็นเนื้อหาที่ยากต่อการอ่านจับใจความของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ และเป็นเนื้อหาที่ยาวเกินไป 4. ด้านสื่อการสอน พบว่า ครูผู้สอนไม่มีสื่อการสอนที่ทันสมัยและเหมาะสม จึงส่งผลให้ไม่ดึงดูดความสนใจต่อนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ปัญหาเหล่านี้จึงส่งผลให้นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอไม่สามารถอ่านจับใจความได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2. ความต้องการในการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ปกาเกอะญอ จำแนกเป็นรายด้าน ดังนี้ ความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอน ต้องการให้ครูผู้สอนสาธิต วิธีการอ่านจับใจความก่อนให้นักเรียนปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, S = 0.58) ความต้องการด้านสื่อการอ่าน (หนังสืออิเล็กทรอนิกส์) ต้องการอ่านสื่อประเภทนิทานชาดกอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.56, S = 0.58) และความต้องการด้านการวัดและประเมินผลความสามารถการอ่านจับใจความ ต้องการให้มีการวัดและประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบปรนัย<br />และอัตนัย อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.52, S = 0.51)<br /><br /></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/274699 การพัฒนากรอบแนวคิดของกระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอน แบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อส่งเสริมการสื่อสารสำหรับเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ 2025-02-28T13:32:34+07:00 ศิริพร วงค์ตาคำ mam_sw@hotmail.com วรวรรณ เหมชะญาติ 6381070327@student.chula.ac.th ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ 6381070327@student.chula.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดของกระบวนการสอนตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานและแนวคิดการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ โดยใช้กระบวนวิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนภาษาที่สอง แนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงาน แนวคิดการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง และการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ โดยแบ่งวิธีการวิจัยออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การศึกษาเอกสาร งานวิจัย แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2) การออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 3) การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสาร โดยใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัย พบว่า กรอบแนวคิดของกระบวนการสอนตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานและแนวคิดการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ประกอบด้วย หลักการ ขั้นตอนการสอน และการสื่อสาร โดยหลักการประกอบด้วย 5 หลักการ คือ 1) กิจกรรมหรืองานต้องเน้นที่การฟังเพื่อสร้างความเข้าใจในภาษาไทยให้กับเด็ก เนื่องจากเด็กเรียนรู้ได้ดีผ่านการฟัง เนื้อหาที่ใช้ควรมีความหมายและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน คำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 2) การใช้ท่าทางที่เชื่อมโยงกับการใช้ภาษาไทยและการพูดให้ชัดเจน ค่อยเป็นค่อยไป ใช้คำสั่งหรือประโยคสั้น ๆ เพื่อให้เด็กเข้าใจได้ 3) การใช้สื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลายประกอบ การเรียนภาษาไทย เพื่อช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กจดจำภาษาไทยได้ยาวนาน 4) การสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตร สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น และคอยให้ความช่วยเหลือ ส่งผลให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย มีอิสระในการทำกิจกรรมและกล้าพูดภาษาไทย และ5) การให้เวลาในการทำกิจกรรม ให้คำแนะนำหรือสะท้อนความคิด ความรู้สึกในการเรียนภาษาไทยแก่เด็ก เป็นการลดข้อผิดพลาดในการเรียนและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาไทย ขั้นตอนของกระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองประกอบด้วยขั้นการสอนจำนวน 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ดึงประสบการณ์เดิม ขั้นที่ 2 ทดลองทำกิจกรรม ขั้นที่ 3 เสริมต่อความรู้ทางภาษา และขั้นที่ 4 ทบทวนเสริมความมั่นใจ แนวคิดของกระบวนการสอนนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) การแสดงท่าทางเพื่อสื่อความหมาย 2) การสนทนาโต้ตอบเพื่อสื่อความคิดความรู้สึก และ 3) การขีดเขียน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/268714 รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษในการสอนสำหรับนักศึกษาครู: ศึกษากรณีนักศึกษาครูที่สอนวิชาอื่น 2024-04-07T16:06:56+07:00 ภาวิณี เดชเทศ pawineeb8@gmail.com พัชราวลัย มีทรัพย์ pawineeb8@gmail.com ปัณณวิชญ์ ใบกุหลาบ pawineeb8@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษในการสอนสำหรับนักศึกษาครูที่สอนวิชาอื่น 2) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษในการสอนสำหรับนักศึกษาครูที่สอนวิชาอื่น แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนารูปแบบและระยะที่ 2 การทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาครูคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหาและการทดสอบค่าที (t-test dependent) ผลการวิจัย พบว่า 1. รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษในการสอนสำหรับนักศึกษาครูที่สอนวิชาอื่น ประกอบไปด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) เนื้อหาของรูปแบบ 4) กระบวนการเรียนรู้ และ 5) การวัดและประเมินผล ผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านอรรถประโยชน์ 2) ด้านความเป็นไปได้ 3) ด้านความเหมาะสมและ4) ด้านความถูกต้อง ในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .193 และ2. ผลการทดลองใช้รูปแบบ ตามองค์ประกอบของสมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษในการสอน ในด้านความรู้ มีค่าเฉลี่ยหลังการอบรมอยู่ที่ 14.05 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในด้านทักษะ ในขั้นการทดลองสอน ในภาพรวมในทุก ๆ องค์ประกอบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.10 และการประเมินในขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ ในภาพรวมในทุก ๆ องค์ประกอบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.83 การประเมินสมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษในการสอน ในขั้นตอนการนิเทศติดตาม จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 การนิเทศการสอนโดยประเมินจากคลิปวิดีโอการสอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.04 ครั้งที่ 2 เป็นการนิเทศการสอนที่สถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.33 ในด้านคุณลักษณะของการวัดระดับการรับรู้ความสามารถของตนในการใช้ภาษาอังกฤษในการสอนของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างก่อนการอบรมและหลังการอบรม มีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงขึ้นกว่าก่อนการอบรมในทุกองค์ประกอบและการศึกษาผลการทบทวนหลังการปฏิบัติการ (AAR) ในทุกขั้นตอนของการใช้รูปแบบ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/278187 การพัฒนากระบวนการสร้างเสริมศิลปะการสอนโดย ใช้การศึกษาบทเรียนร่วมกันสำหรับนักศึกษาครู 2025-05-11T14:49:54+07:00 ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ advisor91@gmail.com ณัชภิตษา เชาวนแช่มชื่น ts.trainingcenter@gmail.com ภัทรพร สุทธิรัตน์ im_oom111@hotmail.com นราภรณ์ สโรดม naraporn40@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานระดับศิลปะการสอนของนักศึกษาครู กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาครู ชั้นปีที่ 4 ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 148 คน ได้มาจากการเปิดตาราง Krejcie and Morgan (1970) จากประชากร 240 คน เครื่องมือวิจัยคือ แบบวัดศิลปะการสอนของนักศึกษาครู มีค่าความเที่ยง 0.82 เก็บรวบรวมข้อมูล โดยให้ครูพี่เลี้ยงแต่ละคนสังเกตศิลปะการสอนของนักศึกษาครู และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าคะแนนเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) แล้วนำไปเทียบกับเกณฑ์ระดับศิลปะการสอนของนักศึกษาครู 4 ระดับ 2) พัฒนากระบวนการสร้างเสริมศิลปะการสอนโดยใช้การศึกษาบทเรียนร่วมกัน แหล่งข้อมูลในการตรวจสอบคุณภาพกระบวนการ คือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในแต่ละด้านไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินกระบวนการ สร้างเสริมศิลปะการสอน มีค่าความเที่ยง 0.86 ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพกระบวนการโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำไปเทียบกับเกณฑ์ระดับความเหมาะสม 4 ระดับ 3) เปรียบเทียบระดับศิลปะการสอนก่อนและหลังการพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู ชั้นปีที่ 4 ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักศึกษาครูที่ผู้วิจัยเป็นผู้นิเทศก์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบวัดศิลปะการสอนของนักศึกษาครู ดำเนินการทดลองโดยวัดศิลปะการสอนก่อน การพัฒนา 2 สัปดาห์ ดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนา 12 สัปดาห์ และวัดศิลปะการสอนหลังการพัฒนา 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลระดับของศิลปะการสอนด้วยค่าคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วนำไปเทียบกับเกณฑ์ระดับศิลปะการสอนของนักศึกษาครู 4 ระดับ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมของกระบวนการสร้างเสริมศิลปะการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู 7 คนจากการทดลองในข้อ 3) เครื่องมือวิจัย คือ แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมของกระบวนการสร้างเสริมศิลปะการสอนของนักศึกษาครู มีค่าความเที่ยง 0.92 เก็บรวบรวมข้อมูล โดยให้นักศึกษาครูตอบแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมของกระบวนการเป็นรายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วนำไปเทียบกับเกณฑ์ระดับความพึงพอใจ 4 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาครูมีระดับศิลปะการสอนจากการสำรวจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 1.593) 2) กระบวนการสร้างเสริมศิลปะการสอนโดยใช้การศึกษาบทเรียนร่วมกันประกอบด้วย 1) หลักการ 2) แนวคิดพื้นฐาน 3) วัตถุประสงค์ 4) การจัดกิจกรรม มี 7 ขั้น คือ (1) ขั้นศึกษาปัญหาการจัดการเรียนรู้ (2) ขั้นวางแผนพัฒนากิจกรรม การจัดการเรียนรู้ร่วมกัน (3) ขั้นพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน (4) ขั้นจัดการเรียนรู้กับนักเรียน (5) ขั้นสังเกตและสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน (6) ขั้นปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน (7) ขั้นประยุกต์ใช้กับผู้เรียนกลุ่มอื่น และ5) การวัดและประเมินผล โดยกระบวนการมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (M = 3.564) 3) นักศึกษาครูมีระดับศิลปะการสอนโดยรวมก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง (M = 1.528) และมีระดับศิลปะการสอนโดยรวมหลังการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 3.639) โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาเพิ่มขึ้นจากก่อนการพัฒนา (M= 2.111) และ 4) นักศึกษาครู มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมของกระบวนการสร้างเสริมศิลปะการสอน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 3.625)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/273385 การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนเซนต์นิโกลาส สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก โดยใช้รูปแบบซีโป (CPO) 2025-02-07T10:59:42+07:00 ชนิสรา วิทยารมย์ chanisara8257@gmail.com สุขแก้ว คำสอน chanisara8257@gmail.com ปัณณวิชญ์ ใบกุหลาบ chanisara8257@gmail.com สวนีย์ เสริมสุข chanisara8257@gmail.com <p>การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเซนต์นิโกลาส สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้รูปแบบการประเมินซีโป (CPO) มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ประเมินด้านปัจจัยพื้นฐานสภาวะแวดล้อมของโครงการ 2) ประเมินด้านกระบวนการของโครงการ และ 3) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเซนต์นิโกลาส กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 409 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ 2 คน ครู 48 คน นักเรียน จำนวน 171 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 186 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการประเมินด้านปัจจัยพื้นฐานสภาวะแวดล้อมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเซนต์นิโกลาส สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดพิษณุโลก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ ข้อที่มีความคิดเห็นที่สูงสุด คือ ครูที่ปรึกษามีความพร้อม มีศักยภาพ และสมรรถภาพในการเป็นครูที่ปรึกษา รองลงมา คือ ครูที่ปรึกษา มีการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ และดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และและด้านที่มีความคิดเห็นต่ำสุด คือ ผู้บริหารเป็นผู้นำในการอำนวยการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ.ความเพียงพอของงบประมาณในการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2. ผลการประเมินด้านกระบวนการของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเซนต์นิโกลาส สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดพิษณุโลก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา รายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ ข้อที่มีความคิดเห็นที่สูงสุด คือ ครูมีการประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) รองลงมา คือ มีการรายงานผลการศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล และข้อที่มีการแสดงความคิดเห็นต่ำสุด คือครูที่ปรึกษาเยี่ยมบ้านนักเรียน 3. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเซนต์นิโกลาส สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดพิษณุโลก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณารายข้อ อยู่ในระดับมากทุกข้อ ข้อที่มีความคิดเห็นที่สูงสุด คือ นักเรียนหลีกเลี่ยงจากการเสพสิ่งเสพติด รองลงมา คือ นักเรียนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและข้อที่มีระดับความคิดเห็นต่ำสุด คือ นักเรียนมีนิสัย ประหยัด อดออม นักเรียนมีทักษะและนิสัยรักการทำงาน และนักเรียนมีระเบียบวินัย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/269418 การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร 2024-05-03T12:08:50+07:00 ณชานันท์ ประเสริฐสุข nachananp64@nu.ac.th ทัศนะ ศรีปัตตา nachananp64@nu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์และแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โดยการสังเคราะห์เอกสาร สัมภาษณ์ผู้ที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 5 คน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) ประเมินความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ของรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 297 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1.รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครู 4) วิธีการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครู 5) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของครู 2. ผลประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/276475 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 2025-04-28T17:10:02+07:00 ภาณุพงศ์ พรมมินทร์ panupongprommin@gmail.com สถิรพร เชาวน์ชัย panupongpr66@nu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา 4) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 285 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน โดยผู้บริหารสถานศึกษา ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 60 คน และครูได้มาโดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของครูแต่ละสถานศึกษา จำนวน 225 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน (Pearson’s Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.74 – 0.89 4) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 3 ตัวแปร ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา (X1) ปัจจัยด้านครูผู้สอน (X2) และปัจจัย ด้านการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ (X4) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.92 มีอำนาจพยากรณ์ (R^2) ได้ร้อยละ 85.10 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน เท่ากับ 0.22 เขียนสมการได้ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 0.37 + 0.24 (X1) + 0.20 (X2) + 0.43 (X4) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = 0.26 (X1) + 0.15 (X2) + 0.54 (X4)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/277038 แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโครงการครูป่าไม้ 2025-05-11T14:37:52+07:00 ดวงกมล บางชวด jaydoungkamol@gmail.com อุบลวรรณ หงษ์วิทยากร Doungkamol.B@chula.ac.th บุณฑริกา บูลภักดิ์ Doungkamol.B@chula.ac.th ปัญญา อัครพุทธพงศ์ Doungkamol.B@chula.ac.th เปศล ชอบผล Doungkamol.B@chula.ac.th ภัทร ยืนยง Doungkamol.B@chula.ac.th <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของโครงการครูป่าไม้ ผู้ให้ข้อมูลคือครูและผู้บริหารจาก 8 โรงเรียน จาก 4 ภูมิภาค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโครงการครูป่าไม้ วิธีที่ใช้ในการวิจัยคือ การสนทนากลุ่มครูป่าไม้และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 41 คน โดยใช้แบบสนทนากลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของโครงการครูป่าไม้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ ปี 2564 - 2566 จำนวน 105 โรงเรียน ทั้งโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จัดทำหลักสูตรโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับเด็กประถมศึกษาในโรงเรียนที่ใกล้พื้นที่ป่าไม้ ประกอบด้วย 6 บทเรียน 18 กิจกรรม สอนแบบบรรยายและทำกิจกรรมนอก ชั้นเรียน และปัญหาของโครงการคือ เริ่มสอนในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 จึงต้องปรับเป็นการสอนแบบออนไลน์ และปัญหาเรื่องความสามารถในการใช้ภาษาไทยของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนคือ การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูป่าไม้เป็นประจำ ทุกปี และการบูรณาการหลักสูตรครูป่าไม้กับหลักสูตรของโรงเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเมื่อเสร็จสิ้นโครงการในแต่ละปีการศึกษา ซึ่งเกิดจากการประสานงานการทำงานร่วมกันระหว่างครูป่าไม้ โรงเรียน และชุมชนตั้งแต่ก่อนเริ่มสอนเพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์ร่วมกัน การพิจารณาวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่โรงเรียน ความรู้ความสามารถของผู้เรียนที่มีหลากหลายทางชาติพันธุ์</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/271889 การวิเคราะห์จำแนกกลุ่มปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2024-09-15T17:29:36+07:00 การุณ อุปโภค karunouppok1990@gmail.com สวนีย์ เสริมสุข v.svanee@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟและระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) เพื่อวิเคราะห์จำแนกประเภทปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน&nbsp;&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จากแนวคิดของ แฮร์และคณะ (Hair et al. 1998) จำนวน 240 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินภาวะหมดไฟ มีลักษณะแบบประมาณค่า (rating scale) ที่มีคำตอบเป็นทางเลือก 7 ระดับ และ 2) แบบประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้วิธีการวิเคราะห์จําแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟอยู่ในระดับปานกลางและสูง โดยมีด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ ด้านการลดความเป็นส่วนบุคคลระดับต่ำ และด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับสูง เมื่อพิจารณาผู้ที่มีภาวะหมดไฟ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และผู้ไม่มีภาวะหมดไฟ คิดเป็นร้อยละ 29.60&nbsp; 2) ตัวแปรที่สามารถจำแนกประเภทปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามี 6 ตัวแปร ประกอบด้วย ปริมาณงานและภาระงานที่รับผิดชอบ (<sub>x1</sub>) การขาดอำนาจในการตัดสินใจ (<sub>x2</sub>) รางวัลและการยอมรับ (<sub>x3</sub>) ความยุติธรรมในองค์กร (<sub>x4</sub>) ความขัดแย้งทางค่านิยม (<sub>x5</sub>) และสัมพันธภาพเชิงลบทางสังคม (<sub>x6</sub>) สามารถทำนายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแตกต่างกันได้ถูกต้องร้อยละ 75.80 ซึ่งได้สมการจําแนกกลุ่ม (Discriminant Analysis) ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมการจำแนกกลุ่มในรูปคะแนนดิบ&nbsp;&nbsp;</p> <p>Y = -2.315 + .418<sub>x6</sub> &nbsp;+ .635<sub>x2</sub> &nbsp;&nbsp;+ .267<sub>x5</sub> + -.718<sub>x4</sub> &nbsp;&nbsp;+ -.101<sub>x1</sub> &nbsp;+ .264<sub>x3</sub></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมการจำแนกกลุ่มในรูปคะแนนมาตรฐาน&nbsp;</p> <p>Zy = .383<sub>z6</sub> &nbsp;+ .428<sub>z2</sub> &nbsp;+ .221<sub>z5</sub> &nbsp;+ -.334<sub>z4</sub> &nbsp;+ .221<sub>z1</sub> &nbsp;+ .383<sub>z3</sub></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/271303 ผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้การ์ตูนแอนิเมทร่วมกับคำถามแบบเปิดกว้าง ที่มีต่อการคิดเชิงสุนทรียะของเด็กปฐมวัย 2024-07-09T11:16:59+07:00 ศศิธร ประภัสสร sasithorn.prap@ku.th อรพรรณ บุตรกตัญญู sasithorn.prap@ku.th เพ็ญศรี แสวงเจริญ sasithorn.prap@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการคิดเชิงสุนทรียะของเด็กปฐมวัยผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้การ์ตูนแอนิเมทร่วมกับคำถามแบบเปิดกว้าง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัย จำนวน 20 คน อายุ 5-6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ห้อง 2 ประจำปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนวัดราษฎร์นิยม จังหวัดนนทบุรี โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การ์ตูนแอนิเมทร่วมกับการใช้คำถามอย่างเปิดกว้างเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสุนทรียะของเด็กปฐมวัย 2) แบบประเมินการคิดเชิงสุนทรียะของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยการคิดเชิงสุนทรียะของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งโดยรวมและรายด้าน ประกอบด้วย ด้านการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัส ด้านการเกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ด้านการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในความคิด ด้านการนำข้อมูลและประสบการณ์ไปใช้สร้างสิ่งใหม่ แต่ด้านการเห็นคุณค่าความงามที่ค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edupsru/article/view/283165 การเปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2568 2025-12-11T18:37:59+07:00 เทิน สีนวน turn_3@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยใช้รูปแบบซิป (CIPP Model) ประกอบด้วย ด้านบริบท ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ระหว่างปี พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างในปี พ.ศ. 2558 ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน 220 คน ครูผู้สอนระดับปฐมวัย 220 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 440 คน รวม 880 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างในปี พ.ศ. 2568 ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน 206 คน ครูผู้สอนระดับปฐมวัย 206 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 412 คน รวม 824 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า (1) โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวมในปี พ.ศ. 2568 มีระดับความพร้อมในการจัดการศึกษาปฐมวัยสูงกว่าปี พ.ศ. 2558 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) ความพร้อมในการจัดการศึกษาปฐมวัยด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปี พ.ศ. 2568 มีความพร้อมสูงกว่า ส่วนด้านบริบทไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม