วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu
<p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</strong></p> <p><strong>ความเป็นมา<br />พ.ศ. 2532</strong> เริ่มดำเนินการในชื่อ “วารสารศึกษาศาสตร์ pISSN: 0125-3212” <br /><strong>พ.ศ. 2563</strong> ได้เปลี่ยนชื่อวารสารและ ISSN เป็น “วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา pISSN: 2730-1303” และเริ่มใช้ระบบ THAIJO ในการบริหารจัดการวารสาร<br /><strong>พ.ศ. 2566</strong> ได้ปรับรูปแบบวารสารให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเพิ่มรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ THAIJO เป็น “วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา pISSN: 2730-1303 eISSN: 2822-0730”<br /><strong>พ.ศ. 2567</strong> วารสารปรับรูปแบบเป็นวารสารออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านระบบ THAIJO โดยยกเลิกการให้บริการระบบ Print เป็น “วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา eISSN: 2822-0730”<br /><strong>พ.ศ. 2568</strong> วารสารดำเนิน<span lang="TH">การขอรหัส</span> DOI <span lang="TH">จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อให้ทุกบทความมีเลขมาตรฐานสากลในการบ่งชี้เอกสารดิจิทัลถาวร (Permanent Identifier) </span></p> <p><strong>ปัจจุบัน</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ (Social science) ที่มีวัตถุประสงค์เผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวกับศึกษาศาสตร์/ ครุศาสตร์ (Education) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ของนักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภายในและภายนอก มีขอบเขตการตีพิมพ์บทความในสาขาหลักสูตรและการสอน สาขาการสอนวิทยาศาสตร์ สาขาการสอนคณิตศาสตร์ สาขาการประเมินผลการศึกษา สาขาสถิติและวิจัยทางการศึกษา สาขาการบริหารการศึกษา สาขาจิตวิทยาการปรึกษา สาขาเทคโนโลยีการศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กำหนดกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviewer) จากในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 2 ท่านต่อบทความ ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลเจ้าของบทความ และไม่เปิดเผยผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ (Double blinded) มีกำหนดออกเผยแพร่วารสาร จำนวน 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม -เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p>
Faculty of Education, Burapha University
th-TH
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
2822-0730
<p>ลิขสิทธิ์ของบทความที่ปรากฏในวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นของวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ทั้งนี้บทความทุกเรื่องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ ข้อความและข้อมูลของบทความในวารสารฯ เป็นแนวคิดของผู้แต่ง มิใช่เป็นความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ และมิใช่ความรับผิดชอบของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการแต่ต้องอ้างอิงแสดงแหล่งที่มาและอยู่ในขอบเขตของกฎหมายลิขสิทธิ์</p>
-
ระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตอย่างยั่งยืน กรณีศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐในสาธารณรัฐสิงคโปร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278674
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระบบนิเวศดิจิทัลที่สนับสนุนสุขภาวะของนิสิตอย่างยั่งยืน โดยใช้กรณีศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐในสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการบูรณาการนโยบายระดับชาติและกลยุทธ์ของสถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐกับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกสารเผยแพร่ของมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สังคมแห่งสิงคโปร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ ร่วมกับนโยบายระดับประเทศ อาทิ ขบวนการดิจิทัลเพื่อคุณภาพชีวิต (Digital for life movement) และกรอบตัวบ่งชี้สุขภาวะดิจิทัล (Digital wellbeing indicator framework - DWIF) เพื่อนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม บทความเสนอกรอบการวิเคราะห์ระบบนิเวศดิจิทัล 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย (Macro level) ระดับสถาบัน (Meso level) และระดับการบริการนิสิต (Micro level) ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์มีการออกแบบระบบที่สนับสนุนสุขภาวะดิจิทัลแบบองค์รวมอย่างต่อเนื่อง สามารถสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย</p>
เอกวิทย์ โทปุรินทร์
หทัยรัตน์ ทองปลั่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
1
21
10.14456/edubuu.2026.1
-
กลไกการขับเคลื่อนอัตลักษณ์โรงเรียนผู้นำ: กรอบแนวคิดสู่การพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียนมัธยมศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282822
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากรอบแนวคิดเชิงระบบของกลไกอัตลักษณ์โรงเรียนผู้นำ และ (2) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของนักเรียนมัธยมศึกษาอย่างแท้จริง โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมและการสังเคราะห์เชิงทฤษฎี ผลการสังเคราะห์ในประเด็นที่หนึ่ง นำไปสู่กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการระบบ–วัฒนธรรม–ความแท้จริง (Systemic–Cultural–Authentic Framework) ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติระบบ มิติวัฒนธรรมโรงเรียน และมิติความแท้จริงของนักเรียน โดยทั้งสามมิติมีส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกันและนำไปสู่ระดับผลลัพธ์ด้านภาวะผู้นำ ทั้งในระดับบุคคล ระหว่างบุคคล และโรงเรียนหรือชุมชน รวมถึงเสนอวงจรกลไกการขับเคลื่อนอัตลักษณ์ 5 ขั้นตอน ครอบคลุมการกำหนดอัตลักษณ์ การออกแบบระบบสนับสนุน การประเมินตามสภาพจริง การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการสร้างวัฒนธรรมภาวะผู้นำร่วม ผลการสังเคราะห์ในประเด็นที่สอง เสนอแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำอย่างแท้จริงในสามระดับ คือ ระดับนโยบาย (กำหนดอัตลักษณ์และมาตรฐานการประเมินภาวะผู้นำที่ชัดเจน) ระดับโรงเรียนและการจัดการเรียนรู้ (สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและหน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ประสบการณ์จริงและการสะท้อนคิดเป็นฐาน) และระดับนักเรียน (พัฒนาความตระหนักรู้ คุณธรรม และการกำกับตนเอง) กรอบแนวคิดและแนวทางดังกล่าวสามารถใช้เป็นประโยชน์เชิงปฏิบัติในการออกแบบนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับสมรรถนะหลักแห่งศตวรรษที่ 21 ในบริบทการศึกษาไทย</p>
อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
ชญาพิมพ์ อุสาโห
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
22
39
10.14456/edubuu.2026.2
-
A STUDY OF STUDENTS’ SYSTEMATIC THINKING DEVELOPMENT IN THE PROBABILITY LESSON THROUGH USING CONCRETE-PICTURE-ABSTRACT (CPA) COMBINED WITH GRADUAL RELEASE OF RESPONSIBILITY (GRR)
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/275887
<p>Systematic thinking is critical in mathematics as it helps students solve complex problems and develop a deep understanding of mathematical concepts. However, many students still struggle to develop these skills effectively. This study aimed to (1) compare students' systematic thinking in lessons on probability using Concrete-Picture-Abstract (CPA) teaching strategies combined with Gradual Release of Responsibility (GRR) and (2) compare the development of four aspects of systematic thinking of students using Concrete-Picture-Abstract teaching strategies (CPA) combined with Gradual Release of Responsibility (GRR). This research was conducted with a sample group of 40 Matthayom Suksa 3 (Grade 9) students, randomly selected using the cluster random sampling method. It employed pre-experimental research with pre- and post-tests. 8 learning management plans were used, incorporating the CPA technique along with GRR in the lesson on probability in research. A systematic thinking test was administered before and after the lesson, and a dependent t-test was used for data analysis. The study found that (1) students' systematic thinking significantly increased after the experiment at the .01 level, and (2) the scores of the four sub-skills of systematic thinking significantly increased after the experiment at the .01 level. These results indicate that the CPA approach combined with GRR effectively promotes systematic thinking.</p>
Apichyaya Thongprasert
Chalita Toopsuwan
Mingkhuan Phaksunchai
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
40
54
10.14456/edubuu.2026.3
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/276494
<p>การวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.894 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ สถิติพื้นฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s multiple comparison method) ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และรองผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ครูที่อยู่ในกลุ่มระดับอำเภอต่างกัน มีทัศนะต่อภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการวัดและประเมินผลต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ครูที่อยู่ในขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีทัศนะต่อภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการวัดและประเมินผล ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีทัศนะต่อภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ครูที่มีตำแหน่งต่างกัน มีทัศนะต่อภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพหุปัญญา โดยใช้หลักการครองคน ครองตน ครองงาน ศึกษาและวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของสถานศึกษา มีการบูรณาการหลักสูตรแกนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาหลักสูตรในสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนและนำหลัก KPA มาใช้ในการวัดและประเมินผลในการจัดการเรียนการสอน</p>
สัตยานันท์ อับดุลการี
ศิริพงษ์ เศาภายน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
55
72
10.14456/edubuu.2026.4
-
แนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ขับเคลื่อนโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสำหรับสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/279279
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโครงสร้างและปฏิสัมพันธ์ของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ที่เหมาะสม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มประชากรประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก 17 แห่ง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากมหาวิทยาลัย 4 แห่ง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 10 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ (<em>f</em>) ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (<span class="CCcommand"><img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /></span>) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>S.D</em>.) และการสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มผู้มีสถานะเป็นผู้บริหารและกลุ่มที่มีลักษณะปฏิบัติงานด้านบริหาร มีระดับการรับรู้ในมิติโครงสร้างและระดับความพึงพอใจในมิติปฏิสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มอื่นในทุกข้อคำถาม 2) ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) สร้างความคล่องตัวในการบริหารจัดการงานวิจัยผ่านโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ (2) พัฒนาโครงสร้างสนับสนุนการดึงดูดทุนสากลและนักวิจัยระดับโลก (3) ปรับระบบบริหารจัดการให้ตอบสนองต่อแนวโน้มโลก และ (4) ลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงทรัพยากรวิจัยในระดับคณะ/วิทยาลัย ในขณะที่ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์องค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ลดช่องว่างข้อมูลและสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรทุกระดับเพื่อลดภาวะเพิกเฉย (2) เปิดพื้นที่อำนาจต่อรองและมีส่วนร่วมเชิงนโยบายของบุคลากรฐานล่าง และ (3) ปรับสมดุลภาระงานและความสัมพันธ์ข้ามรุ่นเพื่อลดความขัดแย้งภายในองค์กร</p>
ชีวิน ตินนังวัฒนะ
อุบลวรรณ หงษ์วิทยากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
73
88
10.14456/edubuu.2026.5
-
องค์ประกอบและตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัย ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282404
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2) ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรีปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีปีการศึกษา 2566 จำนวน 360 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis : CFA) ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นนักวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีจำนวน 2 องค์ประกอบ ประกอบด้วย (1) ด้านคุณลักษณะที่เอื้อต่อการวิจัย ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ ความอยากรู้อยากเห็น ความคิดสร้างสรรค์ ความอดทน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การควบคุมตนเอง และความซื่อสัตย์ (2) ด้านความรู้ความสามารถทางการวิจัย ประกอบด้วย ความรู้ทางการบริหารจัดการและการทำงานเป็นระบบ ความรู้ในระเบียบวิธีวิจัย ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะทำวิจัย ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 2) เครื่องมือมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p>
อนุรักษ์ เผยกลาง
กิติพงษ์ ลือนาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
89
102
10.14456/edubuu.2026.6
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสหวิทยาเขตสตรีประเสริฐศิลป์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282686
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและตรวจสอบยืนยันแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสหวิทยาเขตสตรีประเสริฐศิลป์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมวิธี แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครู โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์กับครูจำนวน 118 คน จากโรงเรียนในสหวิทยาเขตสตรีประเสริฐศิลป์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น 2) ออกแบบแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครู โดยศึกษาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้อง ผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) 3) ตรวจสอบยืนยันแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครู ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) โดยผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาฯ ในสหวิทยาเขตสตรีประเสริฐศิลป์ โดยใช้แนวทางที่พัฒนาขึ้นร่วมกับคำถามสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครู ในสหวิทยาเขตสตรีประเสริฐศิลป์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่ สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครู มีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาความสามารถดิจิทัล การใช้ดิจิทัลเพื่อการทำงานของครู ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การเป็นพลเมืองดิจิทัล และดิจิทัลมายด์เซ็ต รวมทั้งสิ้น 25 แนวทาง 3) การตรวจสอบยืนยันแนวทาง พบว่า แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้คำศัพท์และรูปแบบประโยคบางส่วนที่อาจก่อให้เกิดความคลุมเครือ ซึ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้แนวทางมีความชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น</p>
จตุรงค์ วรรธนะเมทนี
สฎายุ ธีระวณิชตระกูล
ภัคณัฏฐ์ จันทนวรานนท์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
103
119
10.14456/edubuu.2026.7
-
การพัฒนาเกมแบบสถานการณ์จำลองเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282795
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเกมแบบสถานการณ์จำลองเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อศึกษาผลการใช้เกมแบบสถานการณ์จำลองเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนวิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เกมแบบสถานการณ์จำลอง 2) แบบสัมภาษณ์การใช้เกม 3) แบบประเมินการรู้ดิจิทัล สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (Dependent t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาเกมแบบสถานการณ์จำลอง มีองค์ประกอบของการออกแบบเกม 9 ขั้นตอน ได้แก่ เป้าหมาย กติกา การแข่งขัน ความท้าทาย เรื่องราว ความสนุกสนาน ความปลอดภัย จินตนาการและการตัดสินใจ เนื้อหาครอบคลุม 4 มิติของการรู้ดิจิทัล คือ การใช้ การเข้าใจ การสร้างและการเข้าถึง ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาเกมตามวงจรการพัฒนาระบบ (System development life cycle : SDLC) 7 ขั้นตอน มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅=4.60, <em>S.D.</em>=0.64) 2) การศึกษาผลการใช้เกมแบบสถานการณ์จำลอง พบว่า การรู้ดิจิทัลหลังการใช้เกมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <div class="host-lopnbnfpjmgpbppclhclehhgafnifija" style="position: relative; z-index: 2147483647;"> </div> <div class="host-lopnbnfpjmgpbppclhclehhgafnifija" style="position: relative; z-index: 2147483647;"> </div>
อัชชมา สมบูรณ์
นฤมล ศิระวงษ์
รัฐพล ประดับเวทย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
120
134
10.14456/edubuu.2026.8
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/284436
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ (2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนต่อระดับการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษา และ (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ AI การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน และ ระยะที่ 4 การประเมินประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ AI แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดการเรียนรู้เชิงรุก และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ AI ที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ คือ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กระบวนการจัดการเรียนการสอน บทบาทของผู้สอน ผู้เรียน และ AI และการวัดและประเมินผล มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) นักศึกษามีระดับการเรียนรู้เชิงรุกหลังการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับสูง และ (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ไพโรจน์ เนียมนาค
สมพร ไชยะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
135
152
10.14456/edubuu.2026.9
-
การพัฒนาทักษะการเขียนประกาศภาษาจีนโดยใช้แนวคิดอรรถฐานกระบวนการ (PROCESS GENRE APPROACH) ของนิสิตสาขาวิชาภาษาจีน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/284650
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเปรียบเทียบคะแนนทักษะการเขียนประกาศภาษาจีนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการ (Process genre approach) และ 2) ศึกษาเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การเขียนประกาศภาษาจีนโดยใช้แนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นิสิตสาขาวิชาภาษาจีน ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนในรายวิชาภาษาจีนระดับกลาง 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนประกาศภาษาจีนตามแนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการ (Process genre approach) 2) แบบทดสอบทักษะการเขียนประกาศภาษาจีนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้การเขียนประกาศภาษาจีนตามแนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการ และ 3) แบบวัดเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การเขียนประกาศภาษาจีนตามแนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการ ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการเขียนประกาศภาษาจีนของนิสิตมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในรูปแบบการเขียนประกาศ《启事 (คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 56.03 หลังเรียน 66.95) และการเขียนหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร《通知书 (คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 52.92 หลังเรียน 64.31) โดยผลการทดสอบที (t-test) เท่ากับ 17.28 และ 14.11 ตามลำดับ 2) เจตคติของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การเขียนประกาศภาษาจีนโดยใช้แนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการเพิ่มขึ้นหลังการเรียนการจัดการเรียนรู้ โดยคะแนนเฉลี่ยเจตคติก่อนเรียนเท่ากับ 63.73 และหลังเรียนเท่ากับ 78.92 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แนวคิดการเขียนแบบอรรถฐานกระบวนการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงปฏิบัติและส่งเสริมเจตคติเชิงบวกของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
รัฐพร ปานมณี
วัฒนพร จตุรานนท์
โสภี ชาญเชิงยุทธชัย
ศศิชญา แก่นสาร
วีรนุช สัจจาสัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-04-28
2026-04-28
37 1
153
166
10.14456/edubuu.2026.10