วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu <p>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา<strong> ISSN 2822-0730 (Online) </strong>เป็นวารสารด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่เผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวกับสาขาศึกษาศาสตร์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ของบุคลากร คณาจารย์ นิสิต และผู้สนใจ ทุกบทความผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จากหลากหลายสถาบัน ซึ่งไม่อยู่สังกัดเดียวกันกับผู้แต่ง อย่างน้อย 3 ท่าน ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลเจ้าของบทความและข้อมูลผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ (Double blinded) โดยกองบรรณาธิการมีสิทธิ์แก้ไขบทความตามความเหมาะสม มีกำหนดออกเผยแพร่วารสาร จำนวน 3 ฉบับต่อปี ดังนี้<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม -เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN <span style="font-size: 0.875rem;">2822-0730</span> (Online)</strong></p> Faculty of Education, Burapha University th-TH วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 2822-0730 <p>บทความทุกบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</p> ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะตีมศึกษาเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารสำหรับเด็กวัยอนุบาล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278101 <p> การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารสำหรับเด็กวัยอนุบาลก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะตีมศึกษา และเพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะตีมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กวัยอนุบาล อายุ 4-5 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดอรัญญิกาวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 17 คน ระยะเวลาทดลอง 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะตีมศึกษา (2) แบบประเมินความสามารถในการสื่อสารสำหรับเด็กวัยอนุบาล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าดัชนีประสิทธิผล</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) เด็กวัยอนุบาลมีความสามารถในการสื่อสารก่อนการจัดประสบการณ์อยู่ในระดับพอใช้หลังการทดลองอยู่ในระดับดี (2) เด็กวัยอนุบาลมีความสามารถในการสื่อสารหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง (3) การเรียนรู้แบบสะตีมศึกษามีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.9125 แสดงว่า เด็กวัยอนุบาลมีความสามารถในการสื่อสารเท่ากับ 0.9125 หรือคิดเป็นร้อยละ 91.25 แสดงว่าการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะตีมศึกษาสามารถส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารได้</p> <p> </p> จริยา มงคลแสน สุกัลยา สุเฌอ เชวง ซ้อนบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 1 13 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเกมเพื่อส่งเสริมความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278419 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับเกม เพื่อส่งเสริมความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา 2) เพื่อศึกษาความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา หลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับเกม เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเกม และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี (๑๐ปี สปช.) จำนวน 36 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเกม 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบประเมินความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับเกม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.89 2) ผลการศึกษาความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหาหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสามารถการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 87.96 3) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเกม พบว่า นักเรียนจำนวน 36 คน ความพึงพอใจเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ยศวัจน์ อภิรัตน์ระพี บุญรัตน์ แผลงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 14 28 แนวทางการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ของครู ผ่านกระบวนการชุมชน แห่งการเรียนรู้ (PLC) ของโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่พิเศษ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278264 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและแนวทางการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ของครูผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) ของโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่พิเศษ ของผู้บริหารและครูในโรงเรียนบ้านนาแฝก อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 6 คน การเก็บข้อมูลโดยแบบสัมภาษณ์ครูและผู้บริหารสถานศึกษาร่วมกับการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพระบบนิเวศการเรียนรู้ของครูโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่พิเศษทั้ง 5 ด้าน โดยครูควรได้รับการส่งเสริมเพื่อพัฒนาทักษะและศักยภาพให้ทันต่อสภาพเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ร่วมกันออกแบบเนื้อหาของหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและสภาพชุมชน การสะท้อนถึงปัญหาและความจำเป็นที่จะพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และพัฒนาทักษะครูในด้านเทคโนโลยีสำหรับการปฏิบัติงาน 2. ผลการศึกษาแนวทางการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ของครูผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) ของโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่พิเศษทั้ง 5 ด้าน โดยควรกระตุ้นและสร้างความเข้าใจแก่ครูต่อวิสัยทัศน์ต่อการขับเคลื่อนของโรงเรียน การมีส่วนร่วมด้วยการรวมกลุ่มระหว่างครูและผู้บริหารเพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขหรือการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ร่วมกัน เพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเรียนการสอนระหว่างครูภายในโรงเรียน เพื่อค้นหาเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และส่งเสริมให้ครูเป็นผู้นำโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนการสอนทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน</p> เอื้อมพร วงษ์สมบูรณ์ พิทยา แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 29 42 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย โดยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278449 <p> การวิจัยในครั้งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิด ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิด หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาลวัดกลาง จำนวน 35 คน เป็นการสุ่มแบบยกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test (One sample) ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิดมีค่าประค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 96.21/95.52 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิดหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังความคิด โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> นราธิป แสงศรีเรือง ภูษิต บุญทองเถิง วนิดา ผาระนัด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 43 56 การพัฒนาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278684 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 38 คน จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มวิธีวิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบอธิบายตามลำดับขั้น ตามแนวคิดของ Creswell &amp; Creswell (2018) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน มีค่าความเหมาะสมตั้งแต่ 4.33 – 4.55 2) แบบวัดความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.70 - 1.00 และค่าความเหมาะสมตั้งแต่ 4.47 - 4.80 3) แบบประเมินใบกิจกรรมการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ มีค่าความเหมาะสมตั้งแต่ 4.30 - 4.60 และ 4) อนุทินนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ และค่าทีแบบสองกลุ่มสัมพันธ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในภาพรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานสามารถพัฒนาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้จากกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการการสร้างคำอธิบายต่อสถานการณ์ที่ศึกษาและเรียนรู้ลักษณะของคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้นักเรียนสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบ</p> ธนวรรณ เทียนศรี กิตติมา พันธ์พฤกษา เชษฐ์ ศิริสวัสดิ์ ศาณิตา ต่ายเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 57 72 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GEOGEBRA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278942 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GeoGebra 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GeoGebra กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ งานวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) โดยผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบ Randomized control-group pretest- posttest design กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสารคามพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) จาก 8 ห้องเรียน สุ่มมา 2 ห้องเรียน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยวิธีการจับฉลากเพื่อเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มทดลอง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 จำนวน 40 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GeoGebra กลุ่มควบคุม เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 จำนวน 39 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GeoGebra จำนวน 10 แผน และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียน และ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดย Dependent samples t-test และ Hotelling's T<sup>2 </sup>ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้</p> <p> 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GeoGebra มีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับ GeoGebra มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ภัทรพร บุญยิ่ง มนตรี ทองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 73 95 การพัฒนาเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่อง ระบบโครงกระดูก เพื่อส่งเสริมความคงทนในการจำชื่อชิ้นส่วนกระดูก กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278765 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อการสอนเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ เรื่อง ระบบโครงกระดูก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่อง ระบบโครงกระดูก 3) ศึกษาความคงทนในการจำชื่อชิ้นส่วนกระดูก 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อสื่อดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 36 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดความคงทนในการจำชื่อชิ้นส่วนกระดูก 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการพัฒนาคุณภาพสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเรื่อง ระบบโครงกระดูก มีคุณภาพในระดับมากที่สุด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบโครงกระดูกหลังเรียนทันที สูงกว่าก่อนเรียน 3) ผลการศึกษาความคงทนในการจำศัพท์ชิ้นส่วนกระดูก คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังเรียน ไม่แตกต่างจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนทันที 4) ผลการศึกษาความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> เจษฎ์จิรา แก้วฉาย เอกนฤน บางท่าไม้ น้ำมนต์ เรืองฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 96 110 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมผู้สอนยูโดขั้นพื้นฐานสำหรับประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/279085 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมผู้สอนยูโดขั้นพื้นฐานสำหรับประเทศไทย โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาหลักสูตรด้วยการวิจัยเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 25 คน 2) ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรและเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน และนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน 3) หาประสิทธิภาพของหลักสูตรตามเกณฑ์ 80/80 และสำรวจความความคิดเห็นของผู้เข้าอบรมที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมผู้สอนยูโดขั้นพื้นฐานสำหรับประเทศไทย ด้วยวิธีวิจัยกึ่งทดลองในกลุ่มอาสาสมัคร 30 คน และ 4) ประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร ด้วยวิธีการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย หลักสูตรฝึกอบรม ข้อสอบ แบบทดสอบทักษะ แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบสอบถามความคิดเห็น ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ ปรัชญา วัตถุประสงค์ มาตรฐานสมรรถนะ โครงสร้างหลักสูตร วิธีการอบรม สื่อ การวัดและประเมินผล คุณสมบัติผู้เข้าอบรม และกำหนดการอบรม 2) การหาคุณภาพหลักสูตรพบว่าหลักสูตรมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เครื่องมือวัดผลมีคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหา ความยาก อำนาจจำแนก ความเป็นปรนัย และความเชื่อมั่นสามารถนำไปใช้ได้ 3) การหาประสิทธิภาพหลักสูตรพบว่า หลักสูตรมีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.36/88.00 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ผู้เข้าอบรมมีความรู้หลังการอบรมสูงขึ้นกว่าก่อนการอบรม ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ผู้เข้ารับการอบรมมีพฤติกรรมการเรียนรู้และความคิดเห็นต่อหลักสูตรอบรมอยู่ในระดับดีมาก และ 4) ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้จริง</p> ณัฐวุฒิ วุฒิพงษ์ ศิริชัย ศรีพรหม ธารินทร์ ก้านเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 111 124 การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียประกอบการสอนในรายวิชาพื้นฐานการสร้างงานแอนิเมชัน เรื่อง การสร้างวัตถุด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ในโปรแกรม ADOBE FLASH CS6 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278725 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาสื่อมัลติมีเดียประกอบการสอนที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังการเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดีย และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อสื่อมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 แผนกช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ จำนวน 20 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ สื่อมัลติมีเดีย แบบทดสอบ แบบประเมินความเหมาะสม และแบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p> ผลวิจัยพบว่า (1) ได้พัฒนาสื่อมัลติมีเดียในรูปแบบวิดีโอสาธิตจำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ การสร้างวัตถุด้วย Line tool, Pen tool, Oval tool และ Rectangle tool และสื่อมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.50/97.25 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) (3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจสูง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทักษะการสร้างงานแอนิเมชัน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.80, <em>S.D.</em> = 0.41)</p> ชญาณี จุลทัศน์ ระพิน ชูชื่น ไพฑูรย์ มีกุศล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 125 140 การสร้างเครื่องมือประเมินความสามารถในการอ่านวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278954 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเครื่องมือประเมินความสามารถในการอ่านวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือประเมิน และ 3) สร้างเกณฑ์ปกติสำหรับแปลความหมายของคะแนนและคู่มือของเครื่องมือ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 455 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความสามารถในการอ่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความยาก อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ และการหาเกณฑ์ปกติ ผลการวิจัยพบว่า 1) เครื่องมือที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ การอ่านออกเสียงการอธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน การตั้งคำถามและตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน การระบุใจความสำคัญ การแสดงความคิดเห็น เครื่องมือแบ่งออกเป็น 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประเมินการอ่านออกเสียง และชุดที่ 2 ประเมินการอ่านรู้เรื่อง 2) การหาคุณภาพของเครื่องมือประเมินการอ่าน ประกอบด้วย ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 แบบประเมินการอ่านออกเสียง ความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน มีค่าเท่ากับ 0.95 ส่วนของแบบประเมินการอ่านรู้เรื่อง ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.28 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.44 – 0.96 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (KR20) เท่ากับ 0.92 และมีความเที่ยงตรงเชิงสภาพ 3) เกณฑ์ปกติท้องถิ่นของเครื่องมือ พบว่า มีคะแนนดิบตั้งแต่ 5 ถึง 49 คะแนน คะแนนมาตรฐานทีอยู่ในช่วง 23.07 – 61.31 มีเปอร์เซ็นต์ไทล์อยู่ในช่วง 0.20 – 97.80 </p> ฉัตรสุดา เอี่ยมอุดม ปรารถนา โกวิทยางกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-25 2025-12-25 36 3 141 156