https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/issue/feed
วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
2026-08-31T14:41:36+07:00
Assist. Prof. Dr. Sirawan Jaradrawiwat
sirawan@go.buu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</strong></p> <p><strong>ความเป็นมา<br />พ.ศ. 2532</strong> เริ่มดำเนินการในชื่อ “วารสารศึกษาศาสตร์ pISSN: 0125-3212” <br /><strong>พ.ศ. 2563</strong> ได้เปลี่ยนชื่อวารสารและ ISSN เป็น “วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา pISSN: 2730-1303” และเริ่มใช้ระบบ THAIJO ในการบริหารจัดการวารสาร<br /><strong>พ.ศ. 2566</strong> ได้ปรับรูปแบบวารสารให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเพิ่มรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ THAIJO เป็น “วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา pISSN: 2730-1303 eISSN: 2822-0730”<br /><strong>พ.ศ. 2567</strong> วารสารปรับรูปแบบเป็นวารสารออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านระบบ THAIJO โดยยกเลิกการให้บริการระบบ Print เป็น “วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา eISSN: 2822-0730”<br /><strong>พ.ศ. 2568</strong> วารสารดำเนิน<span lang="TH">การขอรหัส</span> DOI <span lang="TH">จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อให้ทุกบทความมีเลขมาตรฐานสากลในการบ่งชี้เอกสารดิจิทัลถาวร (Permanent Identifier) </span></p> <p><strong>ปัจจุบัน</strong><br />วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ (Social science) ที่มีวัตถุประสงค์เผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวกับศึกษาศาสตร์/ ครุศาสตร์ (Education) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ของนักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภายในและภายนอก มีขอบเขตการตีพิมพ์บทความในสาขาหลักสูตรและการสอน สาขาการสอนวิทยาศาสตร์ สาขาการสอนคณิตศาสตร์ สาขาการประเมินผลการศึกษา สาขาสถิติและวิจัยทางการศึกษา สาขาการบริหารการศึกษา สาขาจิตวิทยาการปรึกษา สาขาเทคโนโลยีการศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กำหนดกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviewer) จากในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 2 ท่านต่อบทความ ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลเจ้าของบทความ และไม่เปิดเผยผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ (Double blinded) มีกำหนดออกเผยแพร่วารสาร จำนวน 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม -เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN <span style="font-size: 0.875rem;">2822-0730</span> (Online)</strong></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278339
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสี่เหลี่ยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2025-06-13T21:57:48+07:00
ธนณัฐ นาคฤทธิ์
dananat.nak@ku.th
ทรงชัย อักษรคิด
songchai.u@ku.th
ต้องตา สมใจเพ็ง
tongta.s@ku.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสี่เหลี่ยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 79 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้ วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยห้องเรียนมีลักษณะการจัดแบบคละความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง รูปสี่เหลี่ยม จำนวน 8 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสี่เหลี่ยม เป็นข้อสอบแบบอัตนัยจำนวน 3 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์เนื้อหาจากคำตอบของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ทางด้านความสามารถในการให้เหตุผลโต้แย้งและสนับสนุนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสองห้องเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 78.79 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 22.23 คะแนน และ ผลการวิเคราะห์คะแนนความสามารถในการให้เหตุผลประกอบการแก้ปัญหาของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสองห้องเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 82.91 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 16.13 คะแนน นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงความรู้พื้นฐานกับคุณสมบัติของรูปสี่เหลี่ยมได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ นักเรียนสามารถใช้ภาษาคณิตศาสตร์และแสดงขั้นตอนการคิดได้ละเอียดขึ้น การอภิปรายในชั้นเรียนช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดและการให้เหตุผลที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงพบว่านักเรียนมีความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น มีทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/279478
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เเบบนิรนัยร่วมกับชุดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชื่อมโยงและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2025-06-13T21:47:49+07:00
ปุณพิชญ์ มหินทวงศ์
kirimari187@gmail.com
สุมาลี ชูกำแพง
S_choo@windowslive.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายคือ 1) เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับชุดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง ม.5/8 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสารคามพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 คน เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับชุดกิจกรรม 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 3) แบบวัดทักษะการคิดเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ 4) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนิรนัยร่วมกับชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 72.08/76.45 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 2) นักเรียนมีทักษะการคิดเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับมาก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/278693
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้มโนทัศน์ร่วมกับกลวิธี SQRQCQ ที่มีต่อมโนทัศน์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2025-06-14T17:05:34+07:00
รัฐยุทธ นันต๊ะน้อย
66910120@go.buu.ac.th
เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร
vetcharit@buu.ac.th
อาพันธ์ชนิต เจนจิต
apunchanit@buu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้มโนทัศน์ร่วมกับกลวิธี SQRQCQ กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โปรแกรมปกติ จำนวน 1 ห้องเรียน 32 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา โดยได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองที่มีการวัดผลหลังทดลองครั้งเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้มโนทัศน์ร่วมกับกลวิธี SQRQCQ เรื่อง เส้นขนาน จำนวน 5 แผน 10 ชั่วโมง 2) แบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่องเส้นขนาน แบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และ 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน แบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.72 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต 2) ร้อยละ 3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 4) one-sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้มโนทัศน์ร่วมกับกลวิธี SQRQCQ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ค่าเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นขนาน ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้มโนทัศน์ร่วมกับกลวิธี SQRQCQ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282223
การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อดิจิทัลและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลิขสิทธิ์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติด้วย AI CREATOR
2025-11-17T21:51:10+07:00
สุธินันท์ บัวศรีตัน
suthinan1916@gmail.com
ฐานิส สีไพสน
suthinan1916@gmail.com
พาทิศ จันทนารี
suthinan1916@gmail.com
อธิภัทร พลซา
suthinan1916@gmail.com
สัพพัญญู รอดเรือง
suthinan1916@gmail.com
ภาสกร เรืองรอง
passkornr@nu.ac.th
กฤติกา สังขวดี
kittika.psru@gmail.com
พิชญาภา ยวงสร้อย
pichayaphay@nu.ac.th
ราชการ สังขวดี
ratchakan@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสร้างสื่อดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลิขสิทธิ์ก่อนและหลังกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติด้วย AI Creator 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติด้วย AI Creator โดยใช้การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติ (Workshop) ร่วมกับเครื่องมือ AI Creator กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 36 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบทดสอบวัดความรู้ 20 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและการทดลองใช้เบื้องต้นเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบ แบบประเมินทักษะการสร้างสื่อดิจิทัลแบบ Rubric และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน One-sample t-test และ Dependent samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนทักษะการสร้างสื่อดิจิทัลของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 และคะแนนหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับมาก สะท้อนว่าการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติ (Workshop) ร่วมกับ AI Creator มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อดิจิทัลของผู้เรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282237
การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งผลลัพธ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาครู ในรายวิชาการบริหารการศึกษาและการประกันคุณภาพ
2025-10-08T13:56:06+07:00
สุทธิพงศ์ บุญผดุง
suttipong.bo@ssru.ac.th
<p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาครู ที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งผลลัพธ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 86 และ (3) ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ในรายวิชาและข้อเสนอแนะป้อนกลับเพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาการบริหารการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จำนวน 36 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แผนละ 4 ชั่วโมง รวม 60 ชั่วโมง มีค่าความสอดคล้องภายในขององค์ประกอบระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม และการวัดผล (IOC=.67–1.00) (2) แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบเลือกตอบ 60 ข้อ และข้อสอบอัตนัย 1 ข้อ (IOC=.67–1.00, ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเลือกตอบ = .72, ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบเลือกตอบกับข้อสอบอัตนัย = .572) และ (3) แบบประเมินคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของรายวิชา จำนวน 15 ข้อ (IOC=.67–1.00, ค่าความเชื่อมั่น= .83) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า (1) นักศึกษาครูมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 78) (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาครูต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 86 และ (3) นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการเรียนรู้ในรายวิชาในระดับมากที่สุด โดยมีข้อเสนอแนะป้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ 4 ด้าน ได้แก่ด้านเนื้อหา ด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านการใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างลุ่มลึกและอย่างมีความหมายต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282509
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม MODEL ELICITING ACTIVITIES ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2025-11-01T12:19:12+07:00
พิรพัฒณ์ พุ่มคง
pirapat.ton@pccchon.ac.th
คงรัฐ นวลแปง
kongrat@go.buu.ac.th
อาพันธ์ชนิต เจนจิต
apunchanit@go.buu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม Model Eliciting Activities กับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม Model eliciting activities เรื่องการประยุกต์อนุพันธ์ จำนวน 5 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.74 และ 3) แบบวัดความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.77 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม Model eliciting activities มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม Model Eliciting Activities มีความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282532
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1
2025-11-09T17:28:43+07:00
ทัณฑิกา สุวรรณวงษ์
6714470039@rumail.ru.ac.th
อุไร สุทธิแย้ม
urai.5694s@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและองค์กรแห่งการเรียนรู้ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของโคเฮน ที่ระดับนัยสำคัญ .05 จำนวน 322 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา และวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่ายตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.993 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธี Enter</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาได้แก่ การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม การคิดสร้างสรรค์ การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง และการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม สามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ร้อยละ 61.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และ .05 ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282556
ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง
2025-11-09T17:56:29+07:00
วิมลตรา ปานดวง
6714470049@rumail.ru.ac.th
สุภาวดี ลาภเจริญ
supawadee.l@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 4) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 357 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.977 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (2) สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกหรือไปในทิศทางเดียวกัน 0.708 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู พบว่ามีความสัมพันธ์ ในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสมการพยากรณ์สามารถอธิบายตัวแปรตามได้ร้อยละ 60.20 ชี้ให้เห็นว่าการมีภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาจะช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282552
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านโน้ตดนตรีไทยและสากล สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
2025-11-09T17:48:27+07:00
ธานี ดุจดา
thanidutjada@gmail.com
ระพิน ชูชื่น
rapinchuchuen@gmail.com
พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา
siriboonpipattana@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านโน้ตไทยและสากลก่อนเรียนกับหลังเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลมีประสิทธิภาพ 85.08/82.56 2) ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.658 คิดเป็นร้อยละ 65.8 3) ความสามารถในการอ่านโน้ตดนตรีไทยและสากลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.44, S.D. = 0.78) ครอบคลุมเนื้อหา กิจกรรม การประเมินผล สื่อการเรียนการสอน และครูผู้สอน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edubuu/article/view/282864
การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน CANVA กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
2025-11-20T09:58:42+07:00
ธีรภัทร ศิริวัฒน์
66010552005@msu.ac.th
ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน
songsak.p@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน Canva กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน Canva กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน Canva กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 64 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) และสุ่มกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม โดยการสุ่มจำแนกกลุ่ม (Random assignment) เครื่องมือที่ใช้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน Canva และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน Canva มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ KWDL โดยใช้แอปพลิเคชัน Canva ในระดับมากที่สุด และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบปกติในระดับมาก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา