https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/issue/feed วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2022-07-01T13:47:15+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุพัตรา รักการศิลป์ supit.kc@bru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการ</strong></p> <p> วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นวารสารที่พิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book review) <br />และบทความวิชาการ (Academic articles) ในสาขาวิชาต่างๆ ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>อัตราค่าตีพิมพ์</strong> 3500 บาท/บทความ</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/254094 บทบาทหน้าที่ของวัฒนธรรมดนตรีจาเป็ย ในราชอาณากัมพูชา 2022-04-01T11:09:56+07:00 Thanya Saimee thanyasaimee@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่อง “บทบาทหน้าที่ของวัฒนธรรมดนตรีจาเป็ย ในราชอาณากัมพูชา” ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในวัตถุประสงค์ของการทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก สาขาดุริยางคศิลป์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น<br>โดยผู้วิจัยสนใจเนื้อหาด้านวัฒนธรรมทางดนตรี “จาเป็ย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของวัฒนธรรมดนตรี<br>จาเป็ย ในราชอาณากัมพูชา ผลการวิจัยพบว่าบทบาทหน้าที่ของ จาเป็ย สามารถได้เป็น 2 ประเด็น คือ<br>ประเด็นที่ 1. ใช้บรรเลงประกอบในวงดนตรีต่าง ๆ ในแต่ละพิธีกรรมของชาวกัมพูชาโดยปรากฏ 4 วงคือ (1) วงเพลงการ์กูล คือวงดนตรีอารักษ์เพื่อใช้ประกอบการเลี้ยงเทวดา หรือเรียกอีกอย่างว่าพิธีเข้าทรงอารักษ์เป็นพิธีบวงสรวง (2) วงเพลงการ์โบราณ โดยชื่อของวงเพลงการ์โบราณ เป็นพิธีมงคลสมรสของชาวเขมร (3) วงเพลงมโหรี เป็นวงที่ใช้บรรเลงในงานมงคลทั่วไป เช่น งานขึ้นบ้านใหม่งานบวช งานเลี้ยงต้องรับที่เน้นการบรรเลงคลอภายในงาน หรืองานแต่ง และ (4) วงพระบิตร หรือ<br>วงเพลงปี่แก้ว เป็นชื่อเพลงที่มีความสำคัญเพลงหนึ่งในพิธีอัญเชิญพระวิญญาณในพระราชวงศานุวงศ์ของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นที่ 2. บทบาทหน้าที่ของจาเป็ยในวัฒนธรรมการเจรียง คือการร้องเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เป็นทำนองด้วยภาษาเขมรควบคู่หรือสลับการดีดจาเป็ย โดยเนื้อหาของการร้องเจรียงเป็นการเล่าเรื่องบรรยายให้ผู้ฟังจินตนาภาพตามเนื้อหานั้น ๆ โดยอาศัยเสียงของเครื่องดนตรีจาเป็ยสร้างอรรถรสให้กับเนื้อหา เช่น หากเนื้อหาในตอนใดกล่าวถึงความตื่นเต้นน่ากลัว<br>นักดนตรีก็จักบรรเลงเร็ว ๆ และดีดเน้นจังหวะของจาเป็ยให้เร็วและดังขึ้น ส่วนเนื้อหาในตอนใดต้องการจะสื่อถึงความโศกเศร้าก็จักบรรเลงให้ช้าลงสลับกับร้องเอื้อนเสียงให้เป็นทำนอง และนิยมบรรเลงเกริ่นด้วย “เพลงพักเจือย” ขึ้นก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มร้องเข้าเนื้อหาที่จะเล่าโดยเล่าเนื้อหานั้นสลับกับการดีดจาเป็ยไปเรื่อย ๆ จากนั้นเมื่อเนื้อเรื่องเล่าใกล้จะจบ ก็จะบรรเลงทำนองอีกครั้ง โดยถือเป็นการจบกระบวนการร้องเจรียงจาเป็ยในหนึ่งเรื่อง</p> 2022-06-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/254500 การพัฒนาชุดวิชาภาษาและวัฒนธรรมลาวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามแบบ T5 Model สำหรับผู้เรียนชาวไทยและชาวต่างชาติในจังหวัดนครราชสีมา 2022-03-07T14:06:57+07:00 Lerson Ritthikhan lerson.lk@bru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการได้แก่ 1) เพื่อพัฒนาชุดวิชาภาษาและวัฒนธรรมลาวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามแบบ T5 Model 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดวิชาภาษาและวัฒนธรรมลาวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามแบบ T5 Model 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนการเรียนภาษาและวัฒนธรรมลาวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามแบบ T5 Model ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูผู้สอนภาษาไทยซึ่งเป็นศิษย์เก่าหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 45 คน โดยใช้บทเรียน E-Learning รูปแบบ T5 Model เป็นแนวทาง ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียน กิจกรรม แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ภาษาและวัฒนธรรมลาวจากการทดลองครั้งที่ 1 พบว่ามีประสิทธิภาพ 80/83&nbsp; และการทดลองครั้งที่ 2 พบว่า มีประสิทธิภาพ 81/83 จึงสรุปได้ว่าบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ภาษาและวัฒนธรรมลาว เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ผลการเรียนรู้พบว่า ผู้เรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังใช้บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ภาษาและวัฒนธรรมสูงกว่าก่อนเรียนทุกหน่วยการเรียนรู้ โดยหน่วยการเรียนที่ 4 เรื่อง อาหาร มีผลการเรียนรู้สูงสุด ที่ค่าเฉลี่ย 4.31 คิดเป็นร้อยละ 86.2 รองลงมา&nbsp; คือ หน่วยการเรียนที่ 5 เรื่อง สถาปัตยกรรม ที่ค่าเฉลี่ย 4.31 คิดเป็นร้อยละ 85.8 และ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ที่ค่าเฉลี่ย 4.11 คิดเป็นร้อยละ 82.2&nbsp; และ 3) ครูผู้สอนภาษาไทยมีความพึงพอใจต่อบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากที่สุด ที่ค่าเฉลี่ย 4.56 คิดเป็นร้อยละ 88.9 รองลงมา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คือ ด้านรูปแบบบทเรียนและเว็บไซต์ ที่ค่าเฉลี่ย 4.55 คิดเป็นร้อยละ 88.9 ด้านวิธีการเรียนการสอนที่ค่าเฉลี่ย 4.48 คิดเป็นร้อยละ 87.6 ด้านการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนที่ค่าเฉลี่ย 4.47 คิดเป็นร้อยละ 87.4 และมีความพึงพอใจในภาพรวม ที่ค่าเฉลี่ย 4.58 คิดเป็นร้อยละ 89.3</p> 2022-06-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/254945 ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพบัญชีกับความสำเร็จใน การปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีสำนักงานบัญชีคุณภาพในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2022-03-10T13:53:27+07:00 สายฝน อุไร sayfon03102533@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพบัญชีกับความสำเร็จในการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีสำนักงานบัญชีคุณภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อทดสอบความสัมพันธ์การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพบัญชีกับความสำเร็จในการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีสำนักงานบัญชีคุณภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานบัญชีคุณภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 114 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐานประกอบด้วยค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบสมมติฐานประกอบด้วย t-test ,F-test วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ (Multiple Correlation Analysis), การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย (Simple Regression Analysis) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ทำบัญชีสำนักงานบัญชีคุณภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุส่วนใหญ่ต่ำกว่า 30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประสบการณ์การทำงาน น้อยกว่า 5 ปี และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่า 20,000 บาท 2) ผู้ทำบัญชีในสำนักงานบัญชีคุณภาพในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพบัญชี โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านคุณลักษณะเฉพาะของบุคคล ด้านค่านิยม จรรยาบรรณ และทัศนคติทางวิชาชีพ ด้านความรู้ทางวิชาชีพบัญชี และด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านมาตรฐานความน่าเชื่อถือ ด้านมาตรฐานความน่าเชื่อถือ ด้านความพึงพอใจของทุกฝ่าย ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน และด้านการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จ 4) การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพบัญชี มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับความสำเร็จในการปฏิบัติงานโดยรวม (SWB) ได้แก่ ด้านการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จ (AGB1) ด้านมาตรฐานความน่าเชื่อถือ (SRB2) ด้านความทันเวลาของผลลัพธ์ (TOB3) ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน (WPB4) และด้านความพึงพอใจของทุกฝ่าย (PSB5) อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2022-06-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/255580 การพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง แนวนโยบายแห่งรัฐโดยใช้กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2022-06-23T12:50:32+07:00 Supaporn Chanaman supaporntai777@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แนวนโยบายแห่งรัฐโดยใช้กระบวนการพัฒนานวัตกรรม 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน ได้มาจากสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้แนว นโยบายแห่งรัฐโดยใช้กระบวนการพัฒนานวัตกรรม แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (P &lt; 0.05) 2) ผู้เรียนมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง แนวนโยบายแห่งรัฐ โดยใช้กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2022-05-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/255463 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพ ผ่านการจัดการเรียนการสอนรายวิชา การบริหารจัดค่ายภาษาอังกฤษ 2022-06-27T14:55:13+07:00 Anothai Ponyeam Pachsang anothai.pon@pcru.ac.th <p>งานวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพ ผ่านการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการบริหารจัดค่ายภาษาอังกฤษ 2. พัฒนาเครื่องมือในการประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพ สำหรับนักศึกษาครูภาษา อังกฤษ และ 3. ประเมินตนเองเรื่องทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพของนักศึกษาครูภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการบริหารจัดค่ายภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2563 จำนวน 49 คน ได้มาโดยการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive sampling) ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพผ่านการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการบริหารจัดค่ายภาษาอังกฤษ ใช้สำหรับจัดการเรียนการสอนทั้งหมด 16 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง มีหัวข้อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนจำนวน 7 หัวข้อ มีการกำหนดภาระงานจำนวน 7 ภาระงาน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพทั้ง 5 ด้าน มีการฝึกปฏิบัติทั้งในห้องเรียนและสถานการณ์จริง และวัดประเมินผลภาระงานทั้งรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล 2. เครื่องมือในการประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพ สำหรับนักศึกษาครูภาษาอังกฤษ ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 54 ข้อ ครอบคลุมทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพทั้ง 5 ด้าน เป็นข้อคำถามที่ให้ผู้เรียนเลือกตอบตามระดับทักษะของตนเองจำนวน 5 ระดับ และ 3. ผลการประเมินตนเองเรื่องทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะชีวิตและอาชีพของนักศึกษาครูภาษาอังกฤษ พบว่า กลุ่มตัวอย่างประเมินตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (xˉ = 4.28, S.D. = 0.654)</p> 2022-05-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/257116 ส่วนหน้า 2022-06-21T13:58:18+07:00 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ supit.kc@bru.ac.th 2022-06-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/254890 จริยธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 2022-03-07T14:26:29+07:00 sathaporn vichairam sathaporn.wc@bru.ac.th <p>บทความเรื่องจริยธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ &nbsp;1) เพื่อทบทวนแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้อธิบายหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในลักษณะที่เหมือนกันในองค์การทั้งภาครัฐและเอกชน 2) เพื่อวิเคราะห์หลักจริยธรรมที่สอดคล้องในการประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์จะประกอบด้วย 4 หลักการสำคัญได้แก่ การสรรหาและการคัดเลือก การใช้ประโยชน์ การธำรงรักษา และการพัฒนา สำหรับจริยธรรมที่สอดคล้องกับการสรรหาและการคัดเลือกจะเกี่ยวข้องกับการใช้หลักการคัดเลือกคนตามระดับสติปัญญาของมนุษย์ซึ่งเปรียบได้กับบัวสี่เหล่า การใช้ประโยชน์จะสอดคล้องกับการพิจารณามอบหมายงานที่เหมาะสมกับจริตของแต่ละบุคคล การธำรงรักษาจะสอดคล้องกับการใช้หลักพรหมวิหารในการครองใจคน และการบริหารโดยปราศจากอคติ เป็นต้น รวมทั้งเมื่อมีการพิจารณาลงโทษก็จะใช้หลักอารยวิธี เช่น หลักนิคคหวิธี ปัคคหวิธี ปวารณาวิธี เป็นต้น สำหรับหลักการพัฒนาจะสอดคล้องกับการพัฒนาโดยสมบัติต้นทุน และกระบวนการไตรสิกขา เป็นต้น</p> 2022-06-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/254720 ระนาดเอกในฐานะผู้นำวงดนตรีไทย 2022-07-01T13:47:15+07:00 เอกสิทธิ์ สุนิมิตร esunimit@gmail.com <p>ผู้บรรเลงระนาดเอกเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบรรเลงของวงดนตรีไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำการบรรเลงให้เป็นไปตามมาตรฐานของการบรรเลงดนตรีไทย บทความนี้จึงนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของระนาดเอกในวงดนตรีไทย คุณสมบัติของผู้บรรเลงระนาดเอกได้แก่ ปฏิภาณไหวพริบ การสื่อสารที่ชัดเจน การเลือกใช้เทคนิคเพื่อสื่อสัญญาณ และความรอบรู้แม่นยำของบทเพลง ตลอดจนการดำเนินทำนองของผู้บรรเลงระนาดเอกสำหรับการบรรเลงนำวงดนตรีไทย</p> 2022-08-15T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์