https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/issue/feed วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2026-01-22T11:41:10+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา รักการศิลป์ supit.kc@bru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการ</strong></p> <p> วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นวารสารที่พิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย (Research articles) <br />และบทความวิชาการ (Academic articles) ในสาขาวิชาทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย <br />1. บทความด้านการศึกษา <br />2. บทความด้านดนตรี และประวัติศาสตร์ดนตรี <br />3. บทความด้านการเงิน การบัญชี</p> <p><strong>อัตราค่าตีพิมพ์</strong> 3,500 บาท/บทความ โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อทำการส่งไปยังผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาต่อไป</p> <p>การพิจารณาประเมินบทความ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ </p> <p> </p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/282756 การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ ของนิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) 2026-01-22T11:14:31+07:00 เอษณ ยามาลี easonyml@gmail.com อิสยาภรณ์ พิทยาภรณ์ easonyml@gmail.com วัชรา หมัดป้องตัว easonyml@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต โดยใช้วิธีการสอนแบบ DR-TA และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตก่อน และหลังเรียนด้วยวิธีการสอนแบบ DR-TA กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตปีการศึกษา 2567 จำนวน 17 คน จากห้องเรียน 1 ห้อง ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้จำนวนหมู่เรียนเป็นฐานการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการสอนการอ่านแบบ DR-TA และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยสี่ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) นิสิตที่ได้เรียนโดยวิธีการสอนแบบ DR-TA มีการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษอยู่ในระดับร้อยละ 70.60 และ 2) นิสิตที่ได้รับการสอนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA มีความสามารถในการอ่านหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนที่ 11.71 และค่าเฉลี่ยหลังเรียนที่ 21.18</p> 2026-03-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/282966 แนวทางพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-01-22T11:23:45+07:00 ปิยชนม์ สังข์ศักดา piyachon.ss@bru.ac.th สมบัติ ประจญศานต์ sombat.pj@bru.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการสอบทานข้อมูลปัจจัยนำเข้าและข้อมูลย้อนกลับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาหลักสูตที่เน้นผลลัพธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักการศึกษาแบบมุ่งผลลัพธ์ โดยมีการสำรวจความต้องการศึกษาต่อของนักเรียนในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหลักสูตร โดยใช้การสอบถามนักเรียน 200 คน สอบถามและสนทนากลุ่มศิษย์ปัจจุบัน 52 คน อาจารย์ 6 คน ศิษย์เก่า 19 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน และผู้ใช้บัณฑิตจากสถานประกอบการ 24 คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยระบุว่า มีผู้สนใจเลือกศึกษาต่อหลักสูตรนี้ร้อยละ 34 เพราะมีผู้สนใจวิชาชีพ มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้บ้าน คาดหวังที่จะได้ทักษะการออกแบบสถาปัตยกรรม เขียนแบบ และนำเสนอทางสถาปัตยกรรม สามารถประกอบอาชีพเป็นผู้ช่วยสถาปนิก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความคิดเห็นว่า หลักสูตรสามารถสร้างสมรรถนะตามที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอให้จัดโครงสร้างรายวิชาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพกำหนด เพื่อให้บัณฑิตมีสมรรถนะเพียงพอในการเข้าสอบใบอนุญาตวิชาชีพสถาปนิกในประเภทภาคีสถาปนิกพิเศษ</p> 2026-03-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/283832 การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ตามแนวคิดการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2026-01-22T11:10:22+07:00 ทิพย์ญาดา พินิจผล tipyada.pg67@ubru.ac.th ภควัฒน์ วงศ์วรรณวัฒนา pakawat.w@ubru.ac.th ปริญา ปริพุฒ pariya.p@ubru.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหน่วยการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังด้วยหน่วยการเรียนรู้ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหน่วยการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนาคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 28 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง บัวบ้านฉัน ทั้งฉบับมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 2) แบ[ทดสอบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.27 – 0.77 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.54 และมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 – 1.00 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.20 – 0.75 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 – 0.58 และมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 – 1.00 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 – 1.00 โดยมีขั้นตอนพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง บัวบ้านฉัน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2) การจัดการเรียนรู้ และ 3) ประเมินหน่วยการเรียนรู้ ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ตามแนวคิดการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแนวคิดชุมชนเป็นฐาน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ชื่อหน่วยการเรียนรู้ (2) มาตรฐานการเรียนรู้ (3) สาระสำคัญของหน่วยการเรียนรู้ (4) จุดประสงค์ (5) กระบวนการเรียนรู้ (6) ภาระงาน และ (7) การวัดและประเมินผล โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียนด้วยหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหน่วยการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก</p> <p> </p> <p> </p> 2026-03-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/284236 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการใช้แอปพลิเคชันเช็คอินออนไลน์ด้วยตัวเองของผู้โดยสาร ผ่านระบบสายการบิน 2026-01-22T11:41:10+07:00 ทิพาพรรณ พิมพาพันธุ์ pimphaphan.t@gmail.com ชวกิจ เกศจุฑารัตน์ pimphaphan.t@gmail.com วรางคณา ไกรเพ็ชร์ pimphaphan.t@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการใช้แอปพลิเคชันเช็คอินออนไลน์ด้วยตนเองของผู้โดยสารสายการบินในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้โดยสารจำนวน 525 คน ที่เคย เดินทางภายในประเทศ โดยได้มาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 77.52 ของผู้โดยสารเคยใช้งานแอปเช็คอินออนไลน์ โดยมีการใช้งานสูงสุดกับสายการบิน Thai AirAsia และนิยมเช็คอินล่วงหน้ามากกว่า 6 ชั่วโมงก่อน การเดินทาง ปัญหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ขั้นตอนที่ซับซ้อน และความไม่มั่นใจต่อผลลัพธ์ของการเช็คอินผ่านแอปพลิเคชัน ผู้โดยสารส่วนใหญ่มีทัศนคติในระดับกึ่งกลางต่อการใช้งาน แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์การใช้งานยังไม่สร้างความประทับใจเชิงบวกหรือลบอย่างเด่นชัด ข้อเสนอแนะจาก ผู้โดยสารมุ่งไปที่การพัฒนาความเสถียร ความรวดเร็วของระบบ ลดขั้นตอนการใช้งาน เพิ่มระบบแจ้งเตือน อัตโนมัติ และช่องทางช่วยเหลือแบบทันที เพื่อให้การใช้งานสะดวกและสร้างความมั่นใจมากขึ้น ผลการศึกษานี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแอปพลิเคชันเช็คอินออนไลน์ของสายการบินให้มีประสิทธิภาพและ ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้โดยสารได้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-03-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/278999 The Study of Singing Techniques and Performance of the Aria “Look at Your Loved Ones Again” in the Opera Yimeng Mountain 2025-08-28T15:21:04+07:00 Fan Yifan akachai.tp@bru.ac.th Akachai Teerapusksiri akachai.tp@bru.ac.th Panasin Sriviset akachai.tp@bru.ac.th <p>This study had two main objectives: (1) to examine and analyze the singing techniques and performance of the aria “Look at Your Loved Ones Again” from the opera Yimeng Mountain; and (2) to examine the practice guidelines for singing and performing the aria “Look at Your Loved Ones Again” in the opera Yimeng Mountain. The research involved four professional voice instructors and opera performers with expertise in Chinese national opera. Data were collected through semi-structured interviews, expert evaluations, and performance observations, using interview protocols, expert evaluation forms, and a performance analysis rubric.Thematic content analysis and cross-case comparison were employed to identify recurring patterns and insights.</p> <p> The findings revealed that the aria requires advanced vocal techniques, including smooth register transitions, breath support, and tonal modulation. A distinctive stylistic feature is the integration of Chinese folk singing elements with Western bel canto. The character’s emotional journey from nostalgia and sorrow to internal conflict and heroic determination demands expressive vocal coloring, dynamic phrasing, and dramatic contrast. Structurally, the aria unfolds through lyrical and dramatic phases shaped by tempo, rhythm, and orchestration. Based on expert perspectives, performance guidelines were proposed, focusing on resonance adjustment, diction clarity, emotional pacing, coordinated movement, and facial expression. Stage elements such as lighting, props, and chorus interaction were also emphasized. These results provide a framework for singers, educators, and directors to achieve both technical precision and emotional depth.</p> 2025-12-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/view/278998 A Study of Singing Techniques and Performance Practices in the Role of “Giorgio Germont” in Verdi’s Opera La Traviata 2025-08-28T15:21:46+07:00 Wang Yuxian akachai.tp@bru.ac.th Panasin Sriveset akachai.tp@bru.ac.th Akachai Teerapusksiri akachai.tp@bru.ac.th <p>This study aims (1) to study and analyze the singing techniques and performance of <br />the role of Giorgio Germont in Giuseppe Verdi’s opera La Traviata, and (2) to examine practice <br />guidelines for singing and performing this role. The interpretation of opera characters requires <br />careful attention to arias, recitatives, and ensembles, which together shape both musical and <br />dramatic identity. Singers must therefore analyze every vocal passage of a character while also <br />exploring representations of the character across other artistic forms to deepen understanding <br />of personality and imagery. Such a study not only strengthens artistic cultivation but also refines <br />interpretative skills. Taking Germont as the research object, this study applies vocal pedagogy <br />and dramatic theory to systematically analyze the baritone role’s dual demands in vocal technique <br />and stage expression. Verdi’s writing requires complete mastery of breath control, tonal stability, <br />and phrasing, while also demanding expressive nuance to convey the tension between Germont’s <br />authority as an enforcer of patriarchal values and his vulnerability in moral dilemmas. <br />The findings provide a framework for linking vocal technique with character portrayal, <br />offering practice guidelines that integrate musical precision with dramatic depth. This research <br />contributes theoretical insight and practical value to vocal teaching, rehearsal strategies, and <br />operatic stage performance.</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์