วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm <p>วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ บริหารธุรกิจ มนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ บริหารการศึกษา ครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย </p> th-TH appmaadmimppm@gmail.com (ดร.อำนวย บุญรัตนไมตรี) paewphan.rcim@gmail.com (นางสาวแพรวพรรณ พระพานะ) Fri, 19 Dec 2025 11:26:08 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบริหารงานวิชาการแบบเปลี่ยนผ่านของโรงเรียนประถมศึกษา ตามแนวคิดพลเมืองดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/271722 <h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการแบบเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของโรงเรียนประถมศึกษาและความเป็นพลเมืองดิจิทัล และ 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 362 คน ได้แก่ ผู้บริหารและครู โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1> 1. การสังเคราะห์กรอบแนวคิด การบริหารงานวิชาการ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) การวัดผลประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน 4) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5) การนิเทศการศึกษา 6) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา และ 7) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมการเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) การสร้างพื้นที่การทำงานที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และ 3) การใช้เทคโนโลยี และความเป็นพลเมืองดิจิทัล ประกอบด้วย 1) อัตลักษณ์ดิจิทัล 2) การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม 3) การจัดการความปลอดภัยในโลกดิจิทัล 4) การรู้เท่าทันดิจิทัล และ 5) การสื่อสารดิจิทัล</h1> ขวัญชนก อายุยืน, อุษา งามมีศรี, สมใจ สืบเสาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/271722 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้สูงอายุของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/273359 <h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการจัดการผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้สูงอายุของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) ระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการตลาดของผลิตภัณฑ์ 3) ศึกษาความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุในด้านคุณค่าทางโภชนาการและความสะดวกในการบริโภค และ 4) เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการจัดการผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้สูงอายุของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ผู้บริโภคผู้สูงอายุ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 27 คน ซึ่งถูกคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1> 1. บริบทการจัดการผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้สูงอายุในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์และเศรษฐกิจชุมชน</h1> <h1> 2. ปัญหาที่พบได้แก่ การขาดการวางแผนการตลาดที่ชัดเจน การจัดหาวัตถุดิบที่ไม่สม่ำเสมอ และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ</h1> <h1> 3.ความต้องการของผู้สูงอายุในการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปนั้นเน้นไปที่คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะโปรตีนและแคลเซียม รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการใช้งาน</h1> <h1> 4.นวัตกรรมการจัดการมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการใช้บรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและรักษาคุณภาพของอาหาร รวมถึงการพัฒนาสูตรอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์</h1> <h1> องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุในบริบทอื่น ๆ ได้ ทั้งในด้านการจัดการผลิตภัณฑ์ การตลาด และการใช้เทคโนโลยีในการผลิต</h1> สมใจ ศรีเนตร, อำนวย บุญรัตนไมตรี, ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/273359 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/273413 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน 2) สร้างนวัตกรรมการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนประถมศึกษา และ 3) ประเมินและนำเสนอนวัตกรรมการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยมีโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง ตรัง และสตูล เป็นพื้นที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือผู้อำนวยการหรือรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการและครูหัวหน้างานวิชาการ จำนวน 328 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก สาขาการบริหารการศึกษา ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 9 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .93 แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และแบบประเมินนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานและการบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนประถมศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) นวัตกรรมการบริหารประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการ การบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารการจัดการเรียนรู้ และ 3) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา</p> ผดุง ละเอียดศิลป์, จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์, ละมุล รอดขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/273413 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 องค์ประกอบกลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัย ด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/273668 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาองค์ประกอบกลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา2)เพื่อพัฒนากลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method research) ใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยองกลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำนวน 400 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มขั้นตอนเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสัมภาษณ์ เป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง 2) แบบสอบถามระดับการปฏิบัติต่อกลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบกลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษาได้ทั้งหมด 8 องค์ประกอบ 2) ได้กลยุทธ์ 3Ps Modelซึ่งเป็นกลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ได้กลยุทธ์บริหารจัดการความปลอดภัยด้านมลภาวะทางอากาศของสถานศึกษา (3Ps Model)</p> ไชยฉัตร โรจน์พลทามล, สมใจ สืบเสาะ, จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/273668 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/270587 <h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพรรณนาบริบทการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อระบุปัญหาการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และ 3) เพื่อเสนอนวัตกรรมการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือจังหวัดปทุมธานี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ)คือ ผู้ประกอบการ คู่ค้า และลูกค้า จำนวน 15 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบคุณลักษณะของประชากร เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องใน อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ แบบแก่นสาระ ผลการศึกษาพบว่า</h1> <ol> <li>บริบทการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตสินค้าด้วยกระบวนการผลิตเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีการควบคุมคุณภาพขั้นสูง มีผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการบริหาร และหัวหน้างาน เป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจกระบวนการผลิตมที่มีความเชี่ยวชาญความรู้ ทักษะด้านการผลิตที่ทันสมัย พร้อมทั้งหัวหน้างานด้านการผลิต วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ มีส่วนร่วมในการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ทำการสำรวจความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในมาตรฐานคุณภาพการผลิต ตลอดจนการส่งมอบตรงเวลา</li> <li>ปัญหาการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การขาดการวิเคราะห์กระบวนการต่าง ๆ ในองค์กร ปัญหาความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำงาน และขาดการนำมาวางแผน ปรับปรุง พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยให้กิจการบรรลุเป้าหมายในการผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า สามารถส่งสินค้าที่มีคุณภาพ ได้ทันตามความต้องการ ขาดการนำกิจกรรมต่างๆ เข้ามาดำเนินการในองค์กร และพัฒนาองค์กรทั้งในด้านการผลิตและต้นทุน ไม่มีการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และกระบวนการสรรหาผู้เชี่ยวชาญผู้ปฏิบัติงานเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ออกแบบ และวางแผนกระบวนการผลิต ปัญหาการจัดวางผังโรงงานที่ไม่เหมาะสม</li> </ol> <h3> 3. แนวทางการจัดการปัญหาการสูญเปล่าของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยการออกแบบการผลิตที่เหมาะสม ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีความแม่นยำสูง มีการออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถป้องกันการทำงานผิดพลาด และต้องมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถของพนักงานให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง พิจารณาปรับปรุงแนวคิด และการจัดการแผนการผลิตให้มีการผลิตตามปริมาณและเวลาที่ต้องการเท่านั้น มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในส่วนต่างๆ เพื่อนำความรู้จากจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีทักษะประสบการณ์ในการทำงาน มาใช้ในการพัฒนา ออกแบบ และวางแผนกระบวนการผลิต มีอุปกรณ์ขนย้ายที่ทันสมัย และรวดเร็ว ลดความสูญเสียทั้ง ต้นทุนด้านเวลา จัดลำดับขั้นตอนการทำงานและปรับสภาพการทำงานอย่างเหมาะสม พิจารณาทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอน ที่เกินจำเป็นออกไป หรือหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการ เพื่อขจัดความสูญเปล่าการซ้ำซ้อนของงาน ให้ขั้นตอนกระบวนการผลิตให้อยู่ในขั้นตอนเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนที่ ไม่จำเป็น</h3> อภิชา สุขสุเมฆ, เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์, ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/270587 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการแบบบูรณาการด่านความมั่นคงยุคดิจิทัลตามนโยบายความมั่นคงของประเทศ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274028 <h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ด่านความมั่นคงด้านการบริหาร การป้องกัน การปราบปราม การประสานงาน 2) เพื่อวิเคราะห์การบริหารจัดการด่านความมั่นคงตามนโยบายความมั่นคงของประเทศด้านอาชญากรรม ด้านยาเสพติด ด้านการเข้าเมือง ด้านโรคระบาด 3) วิเคราะห์การบริหารจัดการด่านความมั่นคงยุคดิจิทัลด้านเครื่องมือ ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านเทคโนโลยี ด้านฐานข้อมูล และ 4) เพื่อประเมินแนวทางการบริหารจัดการแบบบูรณาการด่านความมั่นคงยุคดิจิทัลตามนโยบายความมั่นคงของประเทศด้านการบริหาร ด้านทรัพยากร ด้านนโยบาย ด้านชุมชนและประชาคม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่การศึกษา คือ ด่านความมั่นคงในจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ กลุ่มเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จำนวน 28 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</h1> <h1>ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1> 1. การบริหารจัดการด่านความมั่นคงทั้ง 7 ด่าน ในจังหวัดกาญจนบุรี พบว่า มี 4 ด่าน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และ 3 ด่านมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม</h1> <h1> 2. การบริหารด่านความมั่นคงภายใต้นโยบายความมั่นคงของประเทศ พบว่า มุ่งเน้นไปที่นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมเป็นหลักรวมทั้งจัดการด้านการหลบหนีเข้าเมือง</h1> <h1> 3. การบริหารจัดการด่านความมั่นคงยุคดิจิทัล พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์</h1> <h1> 4. แนวทางการบริหารจัดการแบบบูรณาการของด่านความมั่นคงยุคดิจิทัลทั้ง 7 ด่าน พบว่า ทุกด่านให้ความสำคัญกับงานด้านการบริหารเป็นหลักและเป็นการบริหารจัดการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด</h1> <h1> ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลและงบประมาณ ผลการวิจัยสามารถนำไปพัฒนาแผนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการด่านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปอย่างยั่งยืน</h1> อภิชา นกยูงทอง, วิพัฒน์ หมั่นการ, วรเดช จันทรศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274028 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษาในวิถีอนาคต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274072 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อวิเคราะห์อนาคตภาพของนวัตกรรมการจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษาในวิถีอนาคตรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสานวิธีใช้แนวคิดและทฤษฎีของการจัดการศึกษาและแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านบริหารการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 17 ท่าน ใช้วิธีการใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบชาติพันธ<strong>ุ์</strong>วรรณา (Ethnographic Delphi Futures Research: EDFR) เป็นเทคนิคการวิจัยอนาคต โดยผสมผสานระหว่าง EFR (Ethnographic Futures Research: EFR) และเทคนิคเดลไฟล์ (Delphi ) เข้าด้วยกัน เพื่อหาฉันทามติ (Consensus) ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ได้มาจากขั้นตอนการดำเนินการทำ EDFR รอบที่ 1 และ EDFR รอบที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าผลการสร้างนวัตกรรมการจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษาในวิถีอนาคต พบว่านวัตกรรมการจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษาในวิถีอนาคต มีทั้งหมด 5 นวัตกรรม ได้แก่ 1) นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน 2) นวัตกรรมด้านการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม 3) นวัตกรรมด้านการพัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยี 4) นวัตกรรมการบริการวิชาการและการสร้างเครือข่าย และ 5) นวัตกรรมด้านการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการศึกษาในยุควิถีถัดไปจำเป็นต้องมีนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ (Educational Management Innovation) ที่เป็นการนำสิ่งใหม่ ๆ ความคิด วิธีการหรือการกระทำใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารการจัดการศึกษาเพื่อช่วยปรับปรุงระบบการบริหารจัดการสถานศึกษาและระบบการศึกษา นอกจากนี้นวัตกรรมการจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษาในวิถีอนาคต องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ได้นวัตกรรมที่สามารถนำไปจัดการการศึกษาระดับอุดมศึกษาในวิถีอนาคต ที่สอดคล้องกับตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนอุดมศึกษาที่กำหนดทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาไทยในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพอุดมศึกษาไทยให้เทียบเคียงกับนานาชาติและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ</p> ณัฏฐกิตติ์ พาสภาการ, อุษา งานมีศรี, วรรณรี ปานศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274072 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาด ของธุรกิจโรงแรมในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/270501 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ (1) เพื่ออธิบายบริบทการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดของธุรกิจโรงแรมในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (2) เพื่อวิเคราะห์การจัดการการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ของตลาดธุรกิจโรงแรมในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และ (3) เพื่อเสนอนวัตกรรมการจัดการการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดของธุรกิจโรงแรมในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มผู้ใช้บริการ กลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มนักวิชาการ คัดเลือกโดยเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย (1) บริบทการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ ประกอบด้วย ช่องทางการสื่อสาร ปัญหาและอุปสรรค และนโยบายภาครัฐ (2) การวิเคราะห์การจัดการการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ พบประเด็นที่ต้องพัฒนาและปรับปรุง จำนวน 6 เรื่อง ดังนี้ (ก) การใช้เนื้อหาที่น่าสนใจและมีคุณค่า (ข) การใช้สื่อออนไลน์ที่หลากหลาย (ค) การตอบโต้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ (ง) การใช้ระบบจัดการการสื่อสาร (จ) การให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (ฉ) การวิเคราะห์และปรับปรุง และ (3) นวัตกรรมการจัดการการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ พบว่า โรงแรมควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการตลาดของธุรกิจ โดยคำนึงถึงองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ที่สำคัญ ดังนี้ (ก) ฐานข้อมูล(ข) ช่องทางการสื่อสาร (ค) การบริการ (ง) การสร้างการตระหนักรู้ (Technique) และ (จ) การตรวจสอบและการวิเคราะห์</p> พลภัทร บริรักษ์ธนกุล, อำนวย บุญรัตนไมตรี, เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/270501 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274018 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการนิเทศภายในสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการนิเทศภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา จำนวน 268 คน จากประชากร 812 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.967 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การสังเกตและการปรับปรุงการสอน รองลงมา ได้แก่ การกำหนดพันธกิจของสถานศึกษา ส่วนการบริหารหลักสูตรและการสอน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ระดับการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผนการนิเทศ รองลงมาได้แก่ การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ ส่วนการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.91 (r=.911) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการนิเทศภายในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดภารกิจของสถานศึกษา และสามารถวางแผนในการบริหารงานวิชาการและการนิเทศภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาเสริมสร้างสถานศึกษาให้เกิดคุณภาพอย่างสูงสุด</p> กลอยใจ ขันวงค์, มังกร หริรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274018 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารลูกค้าสัมพันธ์และคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าศูนย์บริการยางรถยนต์แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274104 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้า และ 2) ปัจจัยคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าศูนย์บริการยางรถยนต์ในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นลูกค้าที่มาใช้ศูนย์บริการยางรถยนต์ในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 194 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <h1>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ด้านการสื่อสารกับลูกค้าส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าศูนย์บริการยางรถยนต์ในจังหวัดนนทบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.415-0.674 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.602 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) มีอำนาจในการพยากรณ์ร่วมเท่ากับร้อยละ 36.20 และ 2) คุณภาพการบริการด้านการตอบสนองต่อลูกค้าและด้านการให้ความมั่นใจแก่ลูกค้าส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าศูนย์บริการยางรถยนต์ในจังหวัดนนทบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.384-0.659 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.561 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) มีอำนาจในการพยากรณ์ร่วมเท่ากับร้อยละ 31.40</h1> ธัญสุดา เสถียรวงศ์มาศ, ธัญนันท์ บุญอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274104 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพลเมืองดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274322 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ(1)เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบันและที่พึงประสงค์(2)เพื่อพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพลเมืองดิจิทัล(3)เพื่อประเมินและรับรองกลยุทธ์การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพลเมืองดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 176 โรงเรียน แหล่งข้อมูลวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มบริหารงานบุคคล และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ คนรวมทั้งทั้งสิ้น 528 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น การวิจัยคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการรับรองและประเมินกลยุทธ์ จำนวน 7 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ผลการวิจัย (1) ด้านคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบันภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบันภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) กลยุทธ์การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพลเมืองดิจิทัล ประกอบไปด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 6 กลยุทธ์ 19 วิธีดำเนินการ และ (3) ผลการประเมินและรับรองกลยุทธ์การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพลเมืองดิจิทัล ทั้งความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำกลยุทธ์ไปใช้ของกลยุทธ์หลักทั้ง 4 ข้อและกลยุทธ์รอง 6 ข้อ และ วิธีการดำเนินดำเนินการทั้งสิ้น 19 ข้อนั้น อยู่ในระดับ มากที่สุด</p> ธัญญภัสร์ วีรลักษมีภรณ์, จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์ , ทนง ทองภูเศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274322 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษา ของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274273 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับคุณภาพการจัดการศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับคุณภาพการจัดการศึกษา และ 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 157 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกนจากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา แล้วสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98 และคุณภาพการจัดการศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทาง ด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์การเชิงกลยุทธ์ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ ด้านการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ ด้านการควบคุมและ ประเมินผลกลยุทธ์ และด้านการวางแผนกลยุทธ์ 2) คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา และด้านผลลัพธ์ของผู้เรียน 3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (r =.900) กับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และทำนายคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในจังหวัดน่าน ได้ร้อยละ 80.80</p> <p> </p> อโณทัย ทะศรีแก้ว, โสภนา สุดสมบูรณ์, ฐิติกรณ์ ยาวิไชย จารึกศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274273 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา จังหวัดน่าน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274277 <h1>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1)ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน2)ระดับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน 3)ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสุขในการทำงานและความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน และ4)ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา จังหวัดน่าน</h1> <h1> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนเอกชนจังหวัดน่าน จำนวน 157 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเคร็จซี่และมอร์แกน จากนั้นสุ่มอย่างง่ายโดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</h1> <h1>ผลการวิจัยพบว่า1)ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ ดังนี้ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน คุณลักษณะส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว คุณลักษณะของงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และสวัสดิการและค่าตอบแทน 2) ความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ ดังนี้ การมีอารมณ์ทางบวก ความสำเร็จในงาน ความพึงพอใจในงาน และความพึงพอใจในชีวิต 3) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสุขในการทำงานกับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน ในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง และ 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนเอกชน ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่ ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ร่วมกันทำนายความสุขในการทำงานของครู ได้ร้อยละ 83.7 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนสามารถนำมาสร้างสมการ ได้ดังต่อไปนี้</h1> <h1>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</h1> <h1>Y1' = .516 + .503(X2) + .388(X5)</h1> <h1>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</h1> <p>Z1 = .498 (X2) + .453(X5) </p> จิตประภัสสร ทะศรีแก้ว, โสภนา สุดสมบูรณ์, ฐิติกรณ์ ยาวิไชย จารึกศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274277 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275946 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษาสภาพที่พึงประสงค์และ 3) ความต้องการจำเป็นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ 2 จำนวน 370 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. สภาพที่พึงประสงค์ของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ความต้องการจำเป็นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณ และด้านการบริหารทั่วไป ตามลำดับ <span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; letter-spacing: -.2pt; font-weight: normal;">องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษาในการกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร</span></p> กรธิดา รักธรรม, สุภัชฌาน์ ศรีเอี่ยม, ชาญชัย วงศ์สิรสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275946 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรู้ ความเข้าใจของมารดาวัยรุ่นต่อการใช้ยาฝังคุมกำเนิดแบบชั่วคราวสำหรับลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการตั้งครรภ์ซ้ำในมารดาวัยรุ่นของโรงพยาบาลสงขลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275440 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจของมารดาวัยรุ่นต่อการใช้ยาฝังคุมกำเนิดแบบชั่วคราวสำหรับลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการตั้งครรภ์ซ้ำในมารดาวัยรุ่น ในโรงพยาบาลสงขลา กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 10-19 ปี จำนวน 18 คน ใช้การสุ่มแบบเจาะจง เกณฑ์การคัดเลือก คือ อายุตรงตามช่วงที่กำหนด และสามารถอ่านออกเขียนได้ โดยใช้เแบบสำรวจความรู้ ความเข้าใจ และแบบทดสอบการประเมินความรู้ของมารดาวัยรุ่นฯ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคมีค่าเท่ากับ .746 ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 4 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการหาค่าเฉลี่ยแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ พบว่า มารดาวัยรุ่นมีความรู้ระดับดีมาก (ร้อยละ 82.22) ต่อการใช้ยาฝังคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เมื่อพิจารณารายประเด็น ที่ยังมีความรู้ที่ไม่ถูกต้องต่อการฝังยาคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (ร้อยละ 38.89) ว่าสามารถป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ได้</p> <p>มารดาวัยรุ่นมีความเข้าใจระดับปานกลาง (ร้อยละ 67.78) ต่อการใช้ยาฝังคุมกำเนิดแบบชั่วคราวเมื่อพิจารณารายประเด็น ที่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องต่อการฝังยาคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (ร้อยละ38.89) ในประเด็นข้อห้ามสำหรับบุคคลโรคต่างๆ ดังนั้น การส่งเสริมความรู้และความเข้าใจต่อมารดาวัยรุ่นและครอบครัวในการใช้ยาฝังคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ ผลข้างเคียง และความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการสนับสนุนการตัดสินใจของมารดาวัยรุ่นเพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ซ้ำ</p> จิรัชยา เจียวก๊ก, คุณานนท์ ศรีโสภา, ฮาซานะห์ กามา, คฑาวุธ แสงอรุณ, สกุลรัตน์ เทพสุทา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275440 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274541 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ (1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน และ (2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษาเอกชน และ 3) เพื่อประเมินความถูกต้อง ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 165 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการวิทยาลัย ครูวิชาการ และครูผู้สอน เก็บรวมรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น การวิจัยคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย ผลการวิจัย (1) ด้านการประเมินความต้องการจำเป็นการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับสูง (2) ด้านการสร้างกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษาเอกชน พบว่า ได้ 4 กลยุทธ์หลัก 4 กลยุทธ์รอง และ 4 กลยุทธ์การปฏิบัติการ และ 3) ด้านการความถูกต้อง ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน พบว่า ผลการประเมินผ่าน และได้รับการรับรอง</p> ราชกิจ พรหมชาติ, วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย, ทนง ทองภูเบศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274541 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรับรู้ความปลอดภัย ความไว้วางใจ และความพึงพอใจของลูกค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เด็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274650 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการรับรู้ความปลอดภัย ความไว้วางใจ และความพึงพอใจของลูกค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เด็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เด็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 385 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการรับรู้ความปลอดภัย ความไว้วางใจ และความพึงพอใจของลูกค้าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เด็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.344-0.402 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.543 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) มีอำนาจในการพยากรณ์ร่วมเท่ากับร้อยละ 29.50</p> กีรติ มีสกุล, ธัญนันท์ บุญอยู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274650 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการสร้างตราสินค้าที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ตราสินค้าของลูกค้าที่ใช้บริการผู้ประกอบการที่รับสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274861 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยการสร้างตราสินค้าปัจจัยการสร้างตราสินค้าและระดับภาพลักษณ์ตราสินค้าของลูกค้าที่ใช้บริการผู้ประกอบการที่รับสร้างแบรนด์เครื่องสำอางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (2) วิเคราะห์สมการพยากรณ์ปัจจัยการสร้างตราสินค้าที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ตราสินค้าของลูกค้าที่ใช้บริการผู้ประกอบการที่รับสร้างแบรนด์เครื่องสำอางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (3) เสนอแนวทางการสร้างตราสินค้าที่ช่วยให้ภาพลักษณ์ตราสินค้าของลูกค้าที่ใช้บริการผู้ประกอบการที่รับสร้างแบรนด์เครื่องสำอางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยใช้การวิจัยเชิงผสม เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักธุรกิจเครื่องสำอาง จำนวน 335 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 15 คน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับปัจจัยการสร้างตราสินค้าโดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับภาพลักษณ์ตราสินค้าโดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) การวิเคราะห์สมการพยากรณ์ของปัจจัยการสร้างตราสินค้าที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ตราสินค้า โดยรวมทั้ง 7 ปัจจัย สามารถอธิบายได้ร้อยละ 86.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีจำนวน 4 ปัจจัยที่เข้าสู่สมการตามความสัมพันธ์ดังต่อไปนี้ คือ ปัจจัยการบริหารความสัมพันธ์กับตราสินค้า ปัจจัยการกำหนดตำแหน่งตราสินค้า ปัจจัยการสร้างอัตลักษณ์ของตราสินค้า ปัจจัยการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (3) แนวทางการสร้างตราสินค้าที่ช่วยให้ภาพลักษณ์ตราสินค้า<span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ของนักธุรกิจเครื่องสำอางมีประสิทธิภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก มีองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การส่งเสริมการตลาด การส่งเสริมพันธมิตรทางธุรกิจ และ การส่งเสริมภาพลักษณ์ตราสินค้าด้านความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการ </span></p> ชูชาติ หลอดทองหลาง, รังสรรค์ อินทน์จันทน์, สิทธิพรร์ สุนทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274861 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคของร้านสะดวกซื้อ ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274865 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษาปัจจัยกลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคของร้านสะดวกซื้อ ในจังหวัดสุพรรณบุรีและ 2) ศึกษารูปแบบปัจจัยกลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคของร้านสะดวกซื้อ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ใช้บริการจากร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 400 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ สำหรับการวิจัยระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง จำนวน 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 12 คน และใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและประเด็นสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยกลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยรวมทั้ง 6 ปัจจัย ได้แก่ การปรับตัวทางการตลาด การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ การจัดจำแนกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การพัฒนากลยุทธ์การขาย การออกแบบโครงสร้างองค์กร และปัจจัยการศึกษา สามารถอธิบายได้ร้อยละ 79.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) กลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมกลุ่มย่อย เพิ่มเติมอีก 4 ปัจจัย ประกอบด้วย ความหลากหลายของช่วงวัย ความเท่าเทียมในการให้บริการ การให้บริการเชิงรุก และการสร้างทางเลือกสินค้าและบริการ</p> บารมี บัวสมบูรณ์, รังสรรค์ อินทน์จันทน์, วัชรินทร์ สุทธิศัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274865 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275446 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร 2)ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานของครู แตกต่างกันหรือไม่ ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำนวน 284 คน ได้จากการเทียบตารางกำหนดกลุ่มตัวอย่างของเครซี่ และมอร์แกน และวิธีการได้มาของกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .995 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบด้วยค่าที การทดสอบด้วยค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยยพบว่า1)ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานครโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ด้านความเคารพ ด้านความซื่อสัตย์ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความไว้วางใจ ด้านความยุติธรรม 2) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานของครู ไม่แตกต่างกัน</p> สุมิตรา ใจติ๊บ, มีนมาส พรานป่า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275446 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ชาตินิยมในลาตินอเมริกาสมัยใหม่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/281267 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่ออธิบายการศึกษาเรื่องแนวคิดชาตินิยมในปัจจุบัน 2) เพื่อนำเสนอแนวคิดเรื่องชาตินิยมลาตินอเมริกาและระบบอินเตอร์อเมริกัน และ 3) เพื่อวิเคราะห์ถึงความแปลกแยกของชาตินิยมลาตินอเมริกาในบริบทของการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือโลกาภิวัตน์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กรอบวิเคราะห์และแนวคิดด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ พื้นที่วิจัย คือ ภูมิภาคลาตินอเมริกา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เอกสาร หนังสือ สิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เช่น อินเทอร์เน็ต ยูทูป สารคดีเกี่ยวกับเรื่องที่วิจัย โดยอาศัยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟนในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 แนวความคิดเรื่องชาติมีจุดเริ่มต้นมาจากประเด็นที่สืบเนื่องมาจากเรื่องของสงคราม สำหรับในลาตินอเมริกาซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาณานิคมของสเปนยกเว้นบราซิลที่เป็นของโปรตุเกส ประเด็นเรื่องชาติถูกจุดพลุขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพในราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวคือสงครามนั้นก่อให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์ของชาติที่เกิดขึ้นมาใหม่ กองทัพผู้นำการปลดแอกประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายมี่มีพื้นเพที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สัญชาติ ชนชั้น และต่างก็มาจากหลากหลายพื้นที่ กระบวนการในการก่อร้างสร้างตัวขึ้นเป็นกองทัพและต่อสู้เพื่ออิสรภาพนำมาซึ่งอัตลักษณ์ใหม่ของชาติที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้เกิดขึ้น</p> <p>&nbsp;2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ชาตินิยมลาตินอเมริกาได้ก่อร้างสร้างตัวขึ้นในลักษณะที่เป็นรูปแบบของการต่อต้านสหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าในฐานะประเทศมหาอำนาจ ผลประโชขน์ของสหรัฐอเมริกานั้นมีได้หลายรูปแบบ แต่มีอยู่หนึ่งประเด็นที่สหรัฐอเมริกาดำรงนโยบายการต่างประเทศกับลาตินอเมริกามาโดยตลอดนั้นก็คือ ความพยายามที่จะเปิดตลาดสินค้าและการลงทุนในลาตินอเมริกาให้นักลงทุนจากชาติต่างๆ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาเข้าไปลงทุน นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อลาตินอเมริกาเช่นนี้นับถอยหลังได้ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รวมถึงนโยบาย Pan-Americanism ที่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในทวีปอเมริกาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองชาตินิยมลาตินอเมริกาจึงปะทะกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ</p> <p>&nbsp;3. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ชาตินิยมลาตินอเมริกาแตกต่างไปจากชาตินิยมในภูมิภาคอื่นๆ อาทิในยุโรป ดังนี้ 1) ชาตินิยมในลาตินอเมริกาถูกสร้างหรือกำหนดจากผู้นำเชื้อสายยุโรปที่อาศัยอยู่ในลาตินอเมริกา ไม่ได้มาจากคนในท้องถิ่นดังเดิมอย่างพวกอินเดียน ชาตินิยมมีลักษณะจากเบื้องบนกำหนดเบื้องล่าง ผู้นำเชื้อสายยุโรปในลาตินอเมริกาบังคับให้ชนพื้นเมืองอินเดียนหรือคนเชื้อสายแอฟริกันต้องพูดภาษาสเปนหรือไม่ก็โปรตุเกส (ในกรณีของบราซิล) นอกจากนั้นยังกำหนดค่านิยมยุโรปให้ถือเป็นค่านิยมหลักในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจเจกชน การถือครองที่ดินอย่างเสรี ระบบการค้าแบบเสรี รวมถึงในประเด็นเสรีภาพทางการเมือง ซึ่งการบังคับจากชนชั้นนำเหล่านี้ ก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากคนเบื้องล่างอยู่เป็นระยะๆ 2) ถึงแม้ว่าจะมีสงครามแย่งชิงพรมแดนเกิดขึ้นบ้างในลาตินอเมริกา แต่ชาตินิยมลาตินอเมริกาไม่ได้ถือกำเนิดหรือได้รับอิทธิพลโดยตรงจากสงครามแย่งชิงดินแดนดังที่เกิดขึ้นในยุโรป และ 3) ชาตินิยมลาตินอเมริกามีความแตกต่างจากที่อื่นๆ เพราะมีการรวมเอาแนวคิดชาตินิยมของคนพื้นเมืองเข้าไปผสมผสานอยู่ด้วย</p> <p>&nbsp;ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาชาตินิยมในลาตินอเมริกาในมิติต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมแต่การศึกษาส่วนใหญ่เหล่านั้นมุ่งไปที่การทำความเข้าใจชาตินิยมของกลุ่มคนที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างของสังคม เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจหรืออิทธิพลน้อยกว่าชนชั้นกลางหรือชนชั้นนำ แตกต่างไปงานวิจัยนี้ที่พยายามศึกษาครอบคลุมชาตินิยมของทุกภาคส่วนของสังคมในลาตินอเมริกาสมัยใหม่</p> <p>&nbsp;</p> เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/281267 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 Political Science in Digital and Sustainability Era https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282026 <p class="whitespace-pre-wrap"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">In today's digital and sustainable era, the field of political science must adapt to keep up with rapid changes. Digital technology has played an important role in driving politics and public policy. Meanwhile, sustainability issues have become urgent and require all sectors to work together to solve them. Political science must adjust its paradigms and analytical tools to suit this new context.</span></p> <p class="whitespace-pre-wrap"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">One of the key issues is the use of digital technology in the political process. Whether it is a campaign, communication and interaction with the public, policy setting, or the delivery of public services, this helps increase public participation and transparency in administration. But at the same time, there are challenges regarding equal access to technology, data security, and the spread of false information. Political science must give importance to studying these effects and find ways to balance benefits and risks.</span></p> <p class="whitespace-pre-wrap"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">Another equally important issue is the integration of the sustainability dimension into politics. Policy formulation must take into account environmental impacts and social justice, both in the short term and in the long term. Balanced allocation of resources to achieve sustainable development, including creating mechanisms for citizens to participate more in policy decision-making, is necessary in order to develop in accordance with the needs of the community and society.</span></p> <p class="whitespace-pre-wrap"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">In addition, political science must develop conceptual frameworks and theories that are compatible with new political phenomena, such as cross-border politics, social movements </span></p> Wanlop Rathachatranon ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282026 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 นโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/270021 <h1 style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">การพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์เป็นหัวใจและจุดมุ่งหมายสำคัญของนโยบายสาธารณะในหลายประเทศทั่วโลกความมั่นคงของมนุษย์ไม่เพียงแค่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างสภาวะที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคนในสังคม และการเติบโตของสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต อีกทั้ง ให้ทุกคนมีโอกาสและสภาพความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสการศึกษาและการทำงานที่มั่นคง การเข้าถึงสิทธิสุขภาพและบริการทางการแพทย์ การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อชีวิต</span></h1> <h1 style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">นอกจากนี้การพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ยังเชื่อมโยงกับการร่วมมือระหว่างประเทศโดยการสร้างพันธมิตรที่มั่นคงและยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของมนุษย์ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></h1> <h1 style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ดังนั้นนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายเพื่อสร้างสังคมที่เป็นฐานรากและยั่งยืน ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและในการก้าวไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้</span></h1> ฐิตพล น้อยจาด, วิพัฒน์ หมั่นการ, เพ็ญศรี ฉิรินัง, จุมพล หนิมพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/270021 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาททางการเมืองไทยของกลุ่มทหารวงศ์เทวัญ สู่การเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจในกองทัพ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275550 <p>บทความนี้มีการนำเสนอประเด็นบทบาททางการเมืองไทยของกลุ่มทหารวงศ์เทวัญสู่การเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจในกองทัพ จากความสัมพันธ์ของทหารในการรวมกลุ่มที่เหนียวแน่นเข้ามามีบทบาททางการเมืองไทย ตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา กลุ่มทหารเป็นองค์กรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎร ซึ่งประกอบด้วย ทหารและพลเรือนไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองอื่น เข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการทั้งบทบาทในฐานะผู้ปกครอง สนับสนุนคณะผู้ปกครอง และเป็นกลุ่มอำนาจผู้ปกครอง โดยเฉพาะกลุ่มทหารวงศ์เทวัญ ซึ่งเป็นทหารบกที่รับราชการในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล. 1 รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่อยู่ในกรุงเทพ มีบทบาทเรื่องความมั่นคงเป็นอย่างมาก และมักผูกขาดตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และมักจะผูกขาดตำแหน่งสูงสุดในกองทัพและเป็นกลุ่มที่ก่อรัฐประหารในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญและที่มีบทบาทสูง มีส่วนกำหนดความเป็นไปของสังคมการเมืองไทยมาเสมอ นับว่าบทบาทของทหารได้เข้ามาสู่สังคมไทยระดับฝั่งรากลึก มีการวางรากฐานหลายอย่างให้ทหารเข้าไปอยู่ในกลไกต่าง ๆ ของสังคมอย่างกว้างขวาง จนทำให้ไม่สามารถแยกทหารออกจากการเมืองได้ กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่ทหารมีบทบาทอย่างสูงในทางการเมือง</p> กิตติวินท์ หาญศักดิ์สิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275550 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของคนพิการตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274511 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของคนพิการตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการพ.ศ. 2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2556 เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการเพิ่มขึ้นจำนวนมาก การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของคนพิการขั้นพื้นฐาน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับการจัดสรรจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ทั่วถึงตั้งแต่การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 เพื่อให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ การสื่อสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของคนพิการตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เพื่อให้คนพิการ มีความรับรู้และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับคนพิการของภาครัฐ สื่อมวลชนและคนในสังคมไทย ยังมีค่อนข้างน้อย จึงทำให้คนพิการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ยังไม่ได้รับการพัฒนา คุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง เนื่องจากการให้บริการของหน่วยงานของรัฐเป็นไปแบบแยกส่วน และไม่เปิดโอกาสให้คนพิการ และคนพิการยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างทั่วถึง รวมทั้งคนพิการถูกละเมิดสิทธิและคนทั่วไปมีทัศนคติเชิงลบต่อคนพิการ คนพิการต้องการการยอมรับและนับถือในวิถีชีวิตของคนพิการ สามารถมีวิถีชีวิตอิสระและประกอบอาชีพ เลี้ยงตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง และสามารถช่วยเหลือสังคมได้ซึ่งคนพิการสามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพ</p> เมธานันท์ เพชรนาค, จิรัชยา เจียวก๊ก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/274511 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700