วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm <p>วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ บริหารธุรกิจ มนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ บริหารการศึกษา ครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย </p> th-TH appmaadmimppm@gmail.com (ดร.อำนวย บุญรัตนไมตรี) paewphan.rcim@gmail.com (นางสาวแพรวพรรณ พระพานะ) Thu, 30 Apr 2026 16:04:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277909 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยจำแนกตามระดับการศึกษา วิทยฐานะ และประสบการณ์ทำงาน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดภาวะผู้นำที่แท้จริงโดยสังเคราะห์จากแนวคิด งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำที่แท้จริง เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ ครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 316 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) และการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และ 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)<br>ผลการวิจัยพบว่า<br>1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า โดยภาพรวมภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับสูง โดยมีองค์ประกอบที่โดดเด่น ได้แก่ ความโปร่งใสเชิงสัมพันธ์ และมุมมองเชิงจริยธรรม<br>2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่า ครูที่มีระดับการศึกษาและวิทยฐานะต่างกันไม่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ครูที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยครูที่มีประสบการณ์ระหว่าง 5-10 ปี มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงที่สุด<br>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารสถานศึกษา ส่งเสริมให้เกิดการบริหารที่มีจริยธรรม โปร่งใส และสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับประถมศึกษาอย่างยั่งยืน<br>คำสำคัญ: 1.ภาวะผู้นำ; 2.ภาวะผู้นำที่แท้จริง; 3.ผู้บริหารสถานศึกษา</p> ธนพล กลิ่นเดช, รัตนา กาญจนพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277909 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพบริการเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ และการพูดปากต่อปากอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276986 <p>งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์วิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพบริการเฟซบุ๊ก ความพึงพอใจ และการพูดปากต่อปากอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย วิธีการวิจัยแบบสำรวจได้ออกแบบเพื่อรวบรวมความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน และนำกลับมาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสมพันธ์ ผลวิจัยพบว่า คุณภาพบริการเฟซบุ๊กมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับความพึงพอใจและการพูดปากต่อปากอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ r<sup>2</sup> .32 และ .65 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของคุณภาพบริการเฟซบุ๊กในด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพปฏิสัมพันธ์ และคุณภาพผลลัพธ์สามารถพยากรณ์ความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสามารถอธิบายตัวแปรผลที่ค่า R<sup>2</sup> .39 กับมีความคลาดเคลื่อนสะสมที่ .74 ผลทดสอบความแปรปรวนที่ค่า F = 85.15 (Sig. 000) แสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบของคุณภาพบริการเฟซบุ๊กดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางใหม่เพื่อการพัฒนาความพึงพอใจ และการพูดปากต่อปากอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค</p> คัมภีร์ นิลแสง, ดวงตา อ่อนเวียง, วีระกิตติ์ เอกอัครวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276986 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275648 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันนวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน 2. เพื่อพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน 3. เพื่อประเมินนวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แนวคิด นวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้และ การจัดการเรียนรู้โรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีนยุคดิจิทัล เป็นกรอบการวิจัยพื้นที่ของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน กลุ่มเป้าหมาย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 21 คน จำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.เป็นผู้มีอำนาจโดยตรงและโดยอ้อมในการกำหนดนโยบาย 2.เป็นผู้มีหน้าที่ในการดำเนินงานตามนโยบาย 3.เป็นนักวิชาการด้านนวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ยุคดิจิทัลข้อมูล ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การตอบข้อคำถาม EDFR จำนวน 3 รอบ วิเคราะห์เนื้อหาและบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่าด้าน 1 นวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้แบ่งได้ 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 2) วิธีการดำเนินงานที่มีคุณภาพเป็นเลิศ 3) การจัดทำหลักสูตรและกิจกรรมที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน 4) จัดสรรทรัพยากรการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทศวรรษที่ 21&nbsp; 5) การใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ 6) การสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืนของเครือข่าย วัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า 1) มุมมองยุทธศาสตร์การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา 2) มุมมองการจัดการเรียนการสอน 3) มุมมองออกแบบหลักสูตรและกิจกรรม 4) มุมมองนโยบายการสร้างความร่วมมือกับเครือข่าย วัตถุประสงค์ที่ 3 พบว่าผลการประเมินนวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ยุคดิจิทัลของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีนทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ณรงค์ ครุฑฒา, เฉลิมพล มีชัย, จิรศักดิ์ สุรังพิพรรธน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275648 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการที่พักอาศัยชั่วคราวของแรงงานก่อสร้างในจังหวัดสมุทรสาคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275664 <h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาที่พักอาศัยของแรงงานก่อสร้างในจังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อระบุปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการที่พักอาศัยของผู้ใช้แรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการที่พักอาศัยของผู้ใช้แรงงานก่อสร้างที่เหมาะสม ในจังหวัดสมุทรสาคร รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่การวิจัย คือจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีกลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลมี 4 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ผู้ใช้แรงงานจำนวน 12 คน กลุ่มที่ 2 ผู้จัดการโครงการ วิศวกร หรือผู้ควบคุมงาน จำนวน 3 คน กลุ่มที่ 3 ผู้รับเหมาก่อสร้างหรือผู้ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำนวน 3 คน กลุ่มที่ 4 เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ดูแลด้านสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน จำนวน 3 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบกำหนดคุณสมบัติตามตำแหน่ง และอายุการทำงาน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1>1. สภาพปัญหาที่พักอาศัยของแรงงานก่อสร้างในจังหวัดสมุทรสาคร ทางด้านกายภาพไม่มีความแข็งแรงมั่นคง เนื่องจากผู้รับเหมาต้องการลดต้นทุนโครงการก่อสร้าง จำนวนที่พักต่อพื้นที่มีความแออัดเพราะสถานที่เช่ามีน้อย ราคาเช่าที่ดินมีราคาสูง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินไม่มีผู้ดูแลอย่างจริงจัง</h1> <h1> 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการที่พักอาศัยของผู้ใช้แรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร คืองบประมาณของผู้รับเหมามีจำกัด พื้นที่เช่ามีราคาสูง</h1> <h1> 3. รูปแบบการจัดการที่พักอาศัยของผู้ใช้แรงงานก่อสร้างที่เหมาะสม จะเป็นโครงสร้างเหล็กแบบถอด-ประกอบได้ ผนังห้องพักเป็นแผ่น Metal Sheet อาคารห้องสุขาก็เช่นกัน</h1> อำนวย ทุ่งมาศ, สุเชาวน์ มีหนองหว้า, ธนัญชกร ปกิตตาวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275664 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275765 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)วิเคราะห์องค์ประกอบของระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล 2) เพื่อพัฒนาระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัลและ 3)เพื่อประเมินและรับรองระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสานวิธี มีขั้นตอนการวิจัยดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คนเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 847 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือ การสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามที่มีความเที่ยง .891 สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือการสัมภาษณ์เชิงลึก และเอกสารคู่มือประกอบการสัมมนา อิงผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 ประเมินและรับรองระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินและรับรองเชิงคุณภาพ</p> <h1>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ และ 31 ตัวบ่งชี้ 2) ผลการพัฒนาระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ การค้นหาสาเหตุและการป้องกัน การควบคุมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล การจัดเก็บข้อมูลย้อนกลับ และการบริหารจัดการเทคโนโลยีความปลอดภัย 3) ผลการประเมินและรับรองระบบนวัตกรรมการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมพบว่า มีความความถูกต้อง ความเหมาะสม ความประโยชน์ และความเป็นไปได้</h1> <h1> องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้คือ การสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ ความสุข และความสามารถในการปรับตัวต่อสังคม ช่วยให้นักเรียนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ป้องกันตนเองในสถานการณ์คับขัน และจัดการชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</h1> เตชินท์พัฒน์ โชติวัชรธนานนท์, เฉลิมพล มีชัย, วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275765 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้คุณค่าทางสุขภาพที่มีต่อความตั้งใจซื้อน้ำดื่มผสมวิตามินของผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276583 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ (1) เพื่อเปรียบเทียบระดับการรับรู้คุณค่าของผลิตภัณฑ์น้ำดื่มผสมวิตามินของผู้บริโภค จำแนกตามกลุ่มอายุ และรายได้ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มผสมวิตามินของผู้บริโภค การวิจัยนี้เป็นการวิจัยปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริโภคน้ำดื่มผสมวิตามินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 407 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สองตัวแปร แบบจำลองสมการถดถอยเชิงเส้นตรง และแบบจำลองโพรบิทเรียงลำดับ โดยใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีคุณค่าผู้บริโภค ซึ่งครอบคลุมคุณค่าทางหน้าที่ อารมณ์ สังคม ความแปลกใหม่ และสุขภาพ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มอายุที่แตกต่างกันส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่ม Gen X - Gen BB (40 - 56 ปี ขึ้นไป) มีการรับรู้คุณค่าสูงกว่าในหลายมิติ ขณะที่ระดับรายได้ที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (2) ปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อมากที่สุดคือคุณค่าทางสุขภาพ รองลงมาคือคุณค่าทางอารมณ์ และคุณค่าทางสังคม&nbsp; ตามลำดับ ขณะที่คุณค่าความแปลกใหม่ส่งผลเชิงลบต่อความตั้งใจซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเพศหญิง</p> ทิพยาภรณ์ โสมปาน, ดารารัตน์ สุขแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276583 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276246 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 4) อำนาจการพยากรณ์ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 5) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำนวน 285 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตาราง Krejcie &amp; Morgan โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ความถี่ ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยของพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีจำนวน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาครู การบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจของสถานศึกษา การนิเทศและติดตาม มีอำนาจพยากรณ์ประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 74.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานเท่ากับ ± .17062 5. แนวทางการยกระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร ได้แก่ การบริหารแบบมีส่วนร่วม การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่</p> ณรงค์ศักดิ์ คำแสงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276246 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการเพื่อสร้างการยอมรับ แอปพลิเคชันทางการเงินของผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276255 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1)เพื่อพรรณาสถานการณ์การยอมรับแอปพลิเคชันทางการเงินของผู้สูงอายุ 2)เพื่อระบุปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับแอปพลิเคชันทางการเงินของผู้สูงอายุ 3)เพื่อเสนอนวัตกรรมการจัดการเพื่อสร้างการยอมรับแอปพลิเคชันทางการเงินของผู้สูงอายุ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยในการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 27คน ได้แก่ ผู้สูงอายุใช้แอปพลิเคชัน 10คน ผู้สูงอายุไม่ใช้แอปพลิเคชัน 10คน สถาบันการเงินจำนวน 3คน ผู้พัฒนาระบบจำนวน2 คน ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน1คน สมาคมธนาคารไทยจำนวน1คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p>ผลการวิจัย 1)สถานการณ์การยอมรับแอปพลิเคชันทางการเงินพบว่า (ก)ความเข้าใจของผู้ใช้งานเกี่ยวกับ การทำธุรกรรม, การจัดการบัญชี ยังมีความเข้าใจไม่เพียงพอ (ข)การใช้งาน ขึ้นอยู่กับความสะดวก,ประสิทธิภาพของระบบ (ค)ความกังวลได้แก่ ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว 2)ปัจจัยด้านการยอมรับแอปพลิเคชันทางการเงินพบว่า(ก)ความง่ายในการใช้งานใช้งานง่าย มีการออกแบบที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน(ข)ความปลอดภัยการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน(ค)ความไว้วางใจความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ 3)ปัจจัยด้านการบริการการยอมรับแอปพลิเคชันทางการเงิน(ก)บริการใหม่ที่ช่วยลดความยุ่งยาก(ข)บริการที่เป็นมิตรแสดงออกผ่านการใช้ภาษาเข้าใจง่าย(ค)การออกแบบที่ดีช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกสะดวกปลอดภัยและมั่นใจในการทำธุรกรรม</p> อิมรอน มะเด็ง, ฐิติมา โห้ลำยอง, สุนันทา เสถียรมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276255 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัล สำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276815 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินความต้องการจำเป็นพัฒนาและวิเคราะห์องค์ประกอบองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัลสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชน และ (2) พัฒนารูปแบบองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัลสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีแบบเป็นลำดับเชิงอธิบาย การวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรสายสนับสนุนวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชน จำนวน 402 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มตามตำแหน่งแบบสัดส่วนไม่เท่า วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัลสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนคือ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยเทคนิคการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบขององค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัลสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 30 องค์ประกอบย่อย และรูปแบบองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัลสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัล วัตถุประสงค์การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัล รูปแบบองค์ประกอบองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัล และเงื่อนไขความสำเร็จของการพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในยุคดิจิทัล โดยอธิบายรูปแบบในรูปแบบองค์ประกอบของบ้าน</p> สิทธิพร กล้าแข็ง, พงษ์สุวรรณ ศรีสุวรรณ, ทนง ทองภูเบศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276815 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการความรู้ ช่องทางการตลาดและการแปรรูปสมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มเกษตรกรในชุมชนอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282144 <p style="font-weight: 400;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการความรู้ด้านช่องทางการตลาดและด้านการแปรรูปพืชสมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มเกษตรกรในชุมชนอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางรูปแบบการจัดการความรู้ด้านช่องทางการตลาดและด้านการแปรรูปพืชสมุนไพรพื้นบ้านของกลุ่มเกษตรกรในชุมชนอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา&nbsp; รูปแบบการวิจัยเป็นแบบมีส่วนร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนในชุมชนอำเภอบางปะกง&nbsp;ด้วยใช้วิธีการเลือกสุ่มตัวแบบเจาะจง จำนวน 20 ราย เครื่องมือในการวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์เชิงลึก &nbsp;การสนทนากลุ่มย่อยและการแบบมีส่วนร่วม</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มเกษตรกรมีการจัดการความรู้พื้นฐานจากการแปรรูปพืชสมุนไพรจากนักปราชญ์ในชุมชนเรียนและฝึกฝนตนเองจนชำนาญ ช่องทางการตลาดเน้นการจำหน่ายตามคำสั่งซื้อจากลูกค้าประจำ ออกบูธ ตลาดนัด การสื่อสารแบบปากต่อปาก เฟซบุ๊ก ส่วนการแปรรูปพืชสมนุไพรเน้นแหล่งวัตถุดิบที่นำมาผลิตต้องปลอดภัยจะต้องเน้นกลุ่มเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชสมุนไพรต้องให้ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และ 2) ด้านการจัดการจัดความรู้โดยเน้นตั้งแต่ด้านต้นน้ำเน้นการปลูกพืชสมุนไพรให้เพิ่มขึ้น กลางน้ำเน้นการผลิตและการแปรรูปที่ทันสมัย และปลายน้ำในการหาช่องทางการตลาดให้สามารถกระจายสินค้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ด้านการพัฒนาช่องทางการตลาดเน้นการขายจำหน่ายเอง และการให้ขายผ่านออนไลน์ และด้านการแปรรูปเน้นผลิตพืชสมุนไพรแปรรูปได้รับรองมาตรฐาน อย. และได้เลขที่จดแจ้งทะเบียนสินค้า</p> พิพรรธน์ พิเชฐศิรประภา, นรินทร สมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282144 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของประชาชนที่มีผลต่อคุณภาพบริการ การคลังขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276982 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจของประชาชนและคุณภาพบริการการคลังขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี โดยผู้วิจัยรวบรวมความเห็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 และนำกลับมาวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลวิจัยพบว่า องค์ประกอบของคุณภาพบริการสาธารณะในด้านบริการ ปฏิสัมพันธ์ สิ่งแวดล้อม และผลลัพธ์ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญเชิงบวกต่อความพึงพอใจของประชาชนที่สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ r = .85, .83, .75 และ .70 และความแปรปรวนที่ R<sup>2</sup> = .72, .69, .56 และ .64, (Sig. .01) ตามลำดับนอกจากนี้ องค์ประกอบของคุณภาพบริการสาธารณะในด้านปฏิสัมพันธ์ ผลลัพธ์ และสิ่งแวดล้อม สามารถพยากรณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความพึงพอใจของประชาชนที่ผลทดสอบ t = 8.34, 6.29 และ 2.69, (Sig. .000) ตามลำดับ องค์ประกอบทั้งสามของคุณภาพบริการสาธารณะดังกล่าวสามารถทำให้เกิดความพึงพอใจของประชาชน</p> ยลดา สื่อวงศ์สุวรรณ, อุทัย อร่ามเรือง, รัชนก สร้อยเพชร, อนรรฆ ชมาฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/276982 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการโมเดล TOE-TAM สำหรับการยอมรับระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280571 <h1 style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลเชิงประจักษ์กับรูปแบบของปัจจัยการบูรณาการโมเดล </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">TOE-TAM </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">สำหรับการใช้งานระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ยื่นข้อเสนอราคาที่เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลของตัวแปรส่งผ่านของปัจจัยการบูรณาการโมเดล </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">TOE-TAM </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยื่นข้อเสนอราคาผ่านทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ค้ากับภาครัฐไว้กับกรมบัญชีกลางในประเทศไทย ด้วยการแจกแบบสอบถามจำนวน 520 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน สำหรับสถิติเชิงอนุมานนั้น ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">SEM) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ด้วยโปรแกรม </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">LISREL </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการบูรณาการโมเดล </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">TOE-TAM </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">สำหรับใช้งานระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">e-GP) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ว่าง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด เท่ากับ 0.94 รองลงมาสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ว่ามีประโยชน์ เท่ากับ 0.80 และสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลทางตรงต่อการยอมรับการใช้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด เท่ากับ 0.77 ซึ่งมีค่าอิทธิพลที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.84 (.</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">01</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">) และหลังจากใช้โปรแกรมสำเร็จรูปตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้าง พบว่าดัชนีทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบด้วย </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">Chi-Square/df = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">1.79</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">, p-value = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">0.00</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">, GFI = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">0.93</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">, AGFI = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">0.92</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">, CFI = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">0.99</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">, SRMR = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">0.04</span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">, </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">และ </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">RMSEA = </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">0.04 ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าผลการวิเคราะห์ที่ได้ครั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</span></h1> ศรัณยา ศิริรัมย์, สุรสิทธิ์ บุญชูนนท์, มาเรียม นะมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280571 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็น โรงเรียนพระราชทาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280770 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี จำนวน 311 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทานโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทานโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุดและความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทานเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่ด้านการบริหารและการจัดการศึกษาด้านการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการด้านคุณภาพนักเรียนด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ และด้านความดีเด่นของสถานศึกษาตามลำดับ</p> สราญรัตน์ โพนค้อ, ฐิติพร พิชญกุล , กันต์ฤทัย คลังพหล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280770 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 The THE EFFECTS OF GAME-BASED LEARNING ON ENGLISH VOCABULARY OF GRADE 1 STUDENTS AT A CHINESE PRIMARY SCHOOL IN SICHUAN https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/281206 <p>This study investigated the effects of game-based learning (GBL) on English vocabulary acquisition and student satisfaction among Grade 1 students at a primary school in Sichuan, China, addressing a gap in empirical work at the early primary level. A mixed-methods design combined a one-group pre/post-test with a brief satisfaction survey and structured classroom observations. Thirty Grade 1 students (ages 6–7) participated in eight 50-minute GBL lessons delivered across four weeks and aligned to the People’s Education Press (PEP) Grade 1 English curriculum. Instruments included parallel vocabulary tests (pre/post), a ten-item three-point Likert questionnaire, and an observation checklist capturing participation, affect, cooperation, vocabulary use, and teacher feedback. Quantitative results showed a statistically significant gain from pre-test (&nbsp;= 48.33, SD = 13.956) to post-test (&nbsp;= 66.43, SD = 8.799), t(29) = 8.671, p &lt; .001. Satisfaction was uniformly high across enjoyment, engagement, memory retention, and application. Observations documented strong attention, positive emotions, and frequent accurate use of target vocabulary. The findings indicate that short, curriculum-aligned GBL sequences can accelerate early EFL vocabulary learning while sustaining high learner satisfaction. Practical recommendations and a conceptual framework for implementation are provided, providing evidence for the pedagogical value of interactive, student-centered approaches in primary-level language education.</p> Liu wuting, Anchalee Chayanuvat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/281206 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280323 <p>การศึกษาเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทยจำนวน 3,344คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับมาก และปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า บุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ที่มีปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประเภทตำแหน่ง รายได้ต่อเดือนและสังกัดต่างกัน มีระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน และปัจจัยส่วนบุคคลที่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานต่างกัน มีระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน</p> สุพิชชา วงศ์ลือชา, สมเกียรติ วันทะนะ, ภิรดา ชัยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280323 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมจิตอาสาของอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/279688 <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายพฤติกรรมจิตอาสาของอาสาสมัคร สาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมจิตอาสาของ อสรจ. จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจอาสา การสนับสนุนทางสังคม และการมีตัวแบบจิต อาสา กับพฤติกรรมจิตอาสาของ อสรจ. ในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็น อสรจ. จำนวน 102 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br>ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมพฤติกรรมจิตอาสาอยู่ในระดับสูง สำหรับปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ และอายุ ส่งผลต่อพฤติกรรมจิตอาสา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมจิตอาสา ได้แก่ แรงจูงใจอาสา ด้านเจตคติต่อจิตอาสา (r = 0.666) และการรับรู้ ความสามารถของตนเอง (r = 0.660) และการสนับสนุนทางสังคม ด้านการสนับสนุนจากครอบครัว (r = 0.865) และการมีตัวแบบจิตอาสา (r = 0.750) นอกจากนี้ในภาพรวมพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุข เรือนจำที่มีแรงจูงใจอาสา การได้รับการสนับสนุนทางสังคม และการมีตัวแบบจิตอาสาในระดับสูง จะมี แนวโน้มแสดงพฤติกรรมจิตอาสาอย่างมาก ทั้งนี้ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ควรให้ความสำคัญต่อ การออกแบบลักษณะกิจกรรมจิตอาสา โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจอาสาในเชิงบวก ควบคู่กับการสนับสนุนทางสังคมและการมีตัวแบบจิตอาสา เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและพัฒนาพฤติกรรมจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง</p> <p>&nbsp;</p> ช่ออุษา อินทร์จันทร์, พรพรรณ เหมะพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/279688 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลเชิงสาเหตุของสมรรถนะบุคลากรต่อความพึงพอใจในการทำงาน: บทบาทตัวแปรกลางของบรรยากาศองค์กรและนวัตกรรมดิจิทัลในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/286658 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบอิทธิพลเชิงสาเหตุของสมรรถนะบุคลากรต่อความพึงพอใจในการทำงานโดยศึกษาบทบาทตัวแปรกลางของบรรยากาศองค์กรและระบบนวัตกรรมดิจิทัลในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหาร ครู และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 240 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 22 ตัวบ่งชี้ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .985 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้างโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และทดสอบอิทธิพลทางอ้อมด้วย Bias-Corrected Bootstrap 2,000 ซ้ำ ผลการวิจัย พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่ยอมรับได้ (CFI = .992, TLI = .985, RMSEA = .047) สมรรถนะบุคลากรส่งอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อบรรยากาศองค์กร (β = .763) ระบบนวัตกรรมดิจิทัล (β = .780) และความพึงพอใจในการทำงาน (β = .421) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระบบนวัตกรรมดิจิทัลส่งอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความพึงพอใจในการทำงานในระดับสูง (β = .736) และทำหน้าที่เป็นตัวแปรกลางที่มีประสิทธิภาพระหว่างสมรรถนะบุคลากรและความพึงพอใจในการทำงาน (β_indirect = .574) ในขณะที่บรรยากาศองค์กรไม่ส่งอิทธิพลทางตรงต่อระบบนวัตกรรมดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ และส่งอิทธิพลทางตรงต่อความพึงพอใจในทิศทางลบอันเป็นผลของปรากฏการณ์ Suppressor effect โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจในการทำงานได้ร้อยละ 77.6 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน</p> วิภาดา พูลศักดิ์วรสาร, สิทธิพร กล้าแข็ง, กัณณ์ศศิชา เนาว์เย็นผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/286658 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 องค์ประกอบโรงเรียนแห่งความสุขในยุคดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275807 <p>โรงเรียนแห่งความสุขในยุคดิจิทัลเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสุขของผู้เรียนและบุคลากรในโรงเรียน โดยผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต บทความนี้นำเสนอองค์ประกอบโรงเรียนแห่งความสุขในยุคดิจิทัลโดยแบ่งเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านคน ด้านกระบวนการ และด้านสถานที่ ซึ่งถูกวิเคราะห์และสังเคราะห์จากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่ตอบสนองต่อความต้องการของยุคดิจิทัล</p> นิสิต จรูญภาค, พงษ์สุวรรณ ศรีสุวรรณ, ทนง ทองภูเบศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/275807 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนทางเลือกของประชาชนอายุ 15–60 ปี ในกรุงเทพมหานคร : ข้อเสนอทางนโยบายสาธารณสุข https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282108 <p>การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนถือเป็นมาตรการด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุดในการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคติดต่อ แม้ว่าประเทศไทยจะมีโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติที่ให้บริการวัคซีนพื้นฐานฟรีแก่ประชาชน แต่อัตราการรับวัคซีนทางเลือกในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (Knowledge, Attitude, Practice: KAP) เกี่ยวกับการรับวัคซีนของประชาชนอายุ 15–60 ปีที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และศึกษาปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการรับวัคซีน โดยใช้การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นชนิดการเลือกตามความสะดวก (Convenience sampling) ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Cochran สำหรับประชากรไม่จำกัดจำนวน ได้ขั้นต่ำ 356 คน และตอบกลับจริง 372 คน เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC ≥ 0.6) และมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s Alpha = 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมานโดยการถดถอยพหุคูณเพื่อทำนายพฤติกรรมการรับวัคซีน พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรับวัคซีนอยู่ในระดับดี โดยปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการรับวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้ครัวเรือน (β = 0.248, p &lt; .001) ทัศนคติต่อวัคซีน (β = 0.200, p &lt; .001) และความรู้เกี่ยวกับวัคซีน (β = 0.120, p = .034) โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมได้ร้อยละ 15.2 (R² = .152, F(8, 363) = 8.138, p &lt; .001) ประชาชนวัยผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานครมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านการรับวัคซีนอยู่ในระดับดี โดยรายได้ ทัศนคติ และความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้ารับวัคซีน จึงควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านวัคซีน เพิ่มการเข้าถึงวัคซีนทางเลือก และพัฒนามาตรการลดข้อจำกัดด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ เพื่อสนับสนุนการเข้ารับวัคซีนให้ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว</p> ศุจิมน มังคลรังษี, ตฤรณสร หวังจิรนิรันดร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282108 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการบริหารการศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277566 <p>บทความฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมการบริหารการศึกษา ซึ่งนวัตกรรมการบริหาร ถือเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยการนำแนวคิด ทฤษฎี ที่มีอยู่แล้วนำมาพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทหรือวิธีการบริหารใหม่ ๆ หรือรูปแบบการบริหารที่ผู้บริหารนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา และการบริหารโรงเรียน เพื่อมุ่งหวังประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ บทความวิชาการนี้ผู้เขียนจะนำเสนอในหัวข้อ 1) วิวัฒนาการของนวัตกรรม 2) นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมัย 3) นวัตกรรมทางการศึกษา 4) นวัตกรรมการบริหารการศึกษาในประเทศไทย 5) แนวความคิดพื้นฐานของนวัตกรรมทางการศึกษา</p> <p>&nbsp;ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมากมายในแทบทุกวงการ โดยนวัตกรรมต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ทำให้ชีวิตสะดวกรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงข่าวสารความรู้ ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่หยุดคิดค้น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ นอกจากเราจะมีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้ว นวัตกรรมยังมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาประเทศทั้งในระดับจุลภาค และมหัพภาค ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ได้แก่ การพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อหน่วยงาน การเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนในการผลิต นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษา ที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้สอนในการออกแบบและจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ที่จะเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยเริ่มจากการพัฒนาทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และนานาชาติ</p> มารุต แพรกหา, อุษา งามมีศรี, ละมุล รอดขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277566 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วยการสื่อสารจากสื่อสังคมออนไลน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277016 <p>การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตามแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุของไทย เน้นการมีส่วนรวมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวของในทุกระดับที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สัมพันธภาพ สิ่งแวดล้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยิ่งในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสื่อสารที่มิใช่เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียวกับสื่อดั้งเดิม แต่เป็นยุคของการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ บทความวิชาการนี้จึงมุ่งนำเสนอพฤติกรรมและปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งประโยชน์ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พบว่า 1) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ 2) ปัญหาจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุ ส่งผลต่อสุขภาพ ถูกหลอกลวง ได้รับและกระจายข้อมูลที่เป็นเท็จ ได้รับความกระทบทางจิตใจ และ 3) สื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งด้านกาย จิตใจ การมีส่วนร่วมกับสังคม สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เชิงเศรษฐกิจการเงินเปิดโลกทัศน์ และ รู้จักการปรับตัว</p> อับดลเล๊าะ เอกอัคราภิบาล, วิทยาธร ท่อแก้ว, กานต์ บุญศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277016 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมองค์กรในมิติของหน่วยงานภาครัฐ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277205 <h1>องค์กรภาครัฐไทยแต่ละแห่งย่อมมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา และประสบการณ์ในอดีตที่แตกต่างกัน ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จย่อมทราบดีว่าองค์กรของตนมีวิถีชีวิตอย่างไร และองค์กรของตนต้องอาศัยแบบแผนใดในการดำเนินงาน ในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเกิดความยั่งยืนของสมาชิกในองค์กรในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะซึ่งเป็นภาระกิจหลักของรัฐ ในการให้บริการโดยไม่หวังผลกำไร ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้คนในองค์กรภาครัฐสามารถทำงานให้เกิดประสิทธิผลได้ เพราะคนในองค์กรภาครัฐมีวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับปัจเจกบุคคลในองค์กร บทความวิชาการนี้ผู้เขียนได้นำเสนอ 1) วัฒนธรรมในหน่วยงานภาครัฐ 2) แนวคิดในการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรในภาครัฐ และ 3) การขับเคลื่อนหน่วยงานภาครัฐด้วยวัฒนธรรมองค์กร</h1> <h1> องค์ความรู้จากบทความนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นต้นแบบแห่งการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดประสิทธิผลแก่ประชาชนที่มาติดต่อกับหน่วยงานราชการ และทำให้การทำงานของหน่วยงานภาครัฐดำเนินไปด้วยดี</h1> ธัชพงษ์ กาญจนังกูร, สุพัตรา ยอดสุรางค์, ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277205 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ตอบสนองความต้องการของคนไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277209 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหวังนำเสนอเนื้อหาเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในมิติของนวัตกรรมการจัดการโครงการภายใต้บริบทของสภาพแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์หรือ(Artificial Intelligence; AI) ที่ต้องการการศึกษาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ตอบสนองความต้องการของคนไทยอย่างรวดเร็ว ฉับไว ชัดเจน กล่าวได้ว่าการจัดการเวลา (Time Management) ให้อยู่ในรอบระยะเวลาสั้นที่สุด เพื่อการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ถูกต้องของการดำเนินธุรกิจโดยภาพรวม และส่งผลลัพธ์ต่อกระแสทางบวกที่ดีในการประกอบธุรกิจโดยตรง ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นตลาดภาคธุรกิจที่เสียหายอย่างหนักหลังจากสถานการณ์วิกฤตโควิท -19 ระบาดเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมาทำให้หลายองค์กรต้องเร่งการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานในการจัดการโครงการให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคเพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว</p> <p>บทความวิชาการนี้ผู้เขียนนำเสนอวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความต้องการของคนไทยที่มีต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ 2) เพื่อเสนอแนวคิดการพัฒนาการจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบสนองความต้องการของคนไทย และ 3) เพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาการจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบสนองความต้องการของคนไทย จึงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ประสบความสำเร็จ และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p> เกียรติศักดิ์ สุขยา, สุเชาวน์ มีหนองหว้า, ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277209 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/283570 <h1 style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">บทความนี้นำเสนอแนวคิดและกระบวนการที่ผสมผสานกันเพื่อพัฒนาการบริหารการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาในระดับประถมศึกษาได้แก่1) แนวคิดนวัตกรรมในโรงเรียน การท้าทายแนวคิด สร้างพื้นที่สำหรับนวัตกรรม สร้างสมรรถนะใหม่ ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน วัฒนธรรมที่สนับสนุนนวัตกรรม และการปรับตัวและสร้างนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง 2) </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">SEAT Project </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">เส้นทางการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่ผสมผสานกับการบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ 3) </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">STEM BCG </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">การบริหารการเรียนรู้ที่เน้นโครงงานในสาขาสะเต็มศึกษา ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์ สร้างสิ่งใหม่ และทำงานเป็นทีม 4) </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">STEM-Integrated Blended Learning </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">การบริหารการเรียนรู้ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ในกระบวนการเรียนการสอน เน้นความหลากหลายและความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน 5) รูปแบบการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา บริหารงานวิชาการ และพัฒนาครูและนักเรียน 6) มาตรฐานโรงเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษาด้านสะเต็มศึกษามาตรฐานและตัวชี้วัดที่ให้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาและเป็นเครื่องมือในการติดตาม ประกอบด้วยมาตรฐานด้านคุณภาพนักเรียน คุณภาพครู และการบริหารจัดการโรงเรียน และ 7) การบริหารการจัดการความรู้ด้านสะเต็มศึกษาสำหรับระดับประถมศึกษา การพัฒนาครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การวางระบบสนับสนุน การสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงาน และการสร้างความตระหนักในการจัดการความรู้ด้านสะเต็มศึกษา</span></h1> สมควร รัชตวิมล, ทนง ทองภูเบศร์, ทัศนีย์ ช่อเทียนทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/283570 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเพื่อความยั่งยืนในมิติด้านสังคม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277424 <p>การจัดการเพื่อความยั่งยืนจะต้องเริ่มจากการมีแนวคิดว่า องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนจะต้องบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจในระยะยาว คือ ความสามารถด้านการสร้างความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ความสามารถในการรักษาลูกค้าด้วยการจัดการลูกค้าสัมพันธ์และการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความสามารถในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์อย่างมีจรรยาบรรณ และความสามารถในการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสังคม ซึ่งประเด็นด้านความยั่งยืนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่สำคัญกับกระบวนการดำเนินธุรกิจสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน<br>ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนองค์กรสู่ความยั่งยืน และเป็นประเด็นสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เพราะการดำเนินกิจการขององค์กรล้วนส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการลดผลกระทบต่อสังคมจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร เพื่อหวังผลทางการตลาดหรือ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ความรับผิดชอบต่อสังคมได้พัฒนาเป็นแนวคิด และวิธีการจัดการองค์กรและธุรกิจเพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาส และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันรวมถึงการจัดการห่วงโซ่มูลค่าซึ่งจะนำไปสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน<br>ดังนั้นการจัดการเพื่อความยั่งยืนในมิติสังคม องค์กรจะต้องจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อสังคม คือ ด้านการประกอบกิจการด้วยความเป็นธรรม ด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน ด้านการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม ด้านความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และ ด้านการร่วมพัฒนาชุมชนหรือสังคม ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนองค์กรสู่ความยั่งยืน </p> จุมพล เด่นเมฆา, สุนันทา เสถียรมาศ, ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/277424 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700