วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm
<p>วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ บริหารธุรกิจ มนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ บริหารการศึกษา ครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย </p>
วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
th-TH
วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
2774-1036
-
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สหวิทยาเขตเมืองปราการ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/285032
<h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สหวิทยาเขตเมืองปราการ 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สหวิทยาเขตเมืองปราการ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สหวิทยาเขตเมืองปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สหวิทยาเขตเมืองปราการ จำนวน 234 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่ และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สถิติหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</h1> <h1> ผลการวิจัยพบว่า1)สมรรถนะสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยรวมรายด้านอยู่ในระดับมาก 2)ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน โดยรวมรายด้านอยู่ในระดับมากและ3)ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สหวิทยาเขตเมืองปราการ โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก (r = .84) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</h1> <p>องค์ความรู้/ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการและคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการส่งเสริมสมรรถนะด้านคุณธรรมและจริยธรรม และด้านการวางแผนและการบริหารจัดการ ซึ่งมีความสัมพันธ์สูงกับการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา และการนิเทศการศึกษา ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ใน<span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">การกำหนดนโยบายการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา การคัดเลือก แต่งตั้ง และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหาร เพื่อให้การบริหารสถานศึกษานำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน</span></p>
ปิยะพงษ์ เหมนิธิหิรัญโชติ
ระติกรณ์ นิยมะจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
782
797
-
นวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280617
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสานวิธี มีขั้นตอนการวิจัยดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,087 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือ การสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามที่มีความเที่ยง .885 สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือการสัมภาษณ์เชิงลึก และเอกสารคู่มือประกอบการสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 หาประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ และ 35 ตัวบ่งชี้ 2) ผลการสร้างนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย 7 ส่วน คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันและการแก้ปัญหานักเรียน การส่งต่อ การส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และกลไกข้อมูลป้อนกลับและเงื่อนไขความสำเร็จ 3) ผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก พบว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บริหาร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับครู ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองและชุมชน<br>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้คือ นวัตกรรมระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นกระบวนการที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดี และศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน โดยมีการบูรณาการข้อมูล การเฝ้าระวัง การส่งต่อ และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และการเรียนรู้ ผ่านความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จุดมุ่งหมายคือให้นักเรียนได้รับการช่วยเหลือตรงตามปัญหาและความต้องการเฉพาะบุคคล เพื่อลดปัญหาพฤติกรรม สร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
อนันต์ ดีขำ
เฉลิมพล มีชัย
ทนง ทองภูเบศร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
782
799
-
นวัตกรรมการจัดการการลงทุนและการออมของกลุ่มนักลงทุนเจนเนอเรชั่น วาย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/278973
<p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์1)เพื่อพรรณาสภาพของปัญหาการจัดการการลงทุนและการออมของกลุ่มนักลงทุนเจนเนอเรชั่น วาย 2)เพื่อวิเคราะห์แนวทางการจัดการการลงทุนและการออมของกลุ่มนักลงทุนเจนเนอเรชั่น วาย และ 3)เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการจัดการการลงทุนและการออมของกลุ่มนักลงทุนเจนเนอเรชั่น วาย โดยทำการใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กับนักลงทุนและนักออมเจนเนอเรชั่น วาย จำนวน 30 คน ผลการวิจัย1) พบว่าสภาพปัญหาการจัดการการลงทุนและการออมมีสภาพปัญหาในการลงทุนและการออมที่แตกต่างกันออกไป ตามสถานภาพของ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา และ อาชีพ 2)พบว่ามีแนวทางการจัดการการลงทุนและการออม ที่มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะมีปัจจัยทางด้านสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และ 3)พบว่าการนำเสนอนวัตกรรมการจัดการการลงทุนและการออม ที่มีการเปิดโอกาสใหม่ในการลงทุนและการออมให้กับกลุ่มนักลงทุนและนักออมเงินเจนเนอเรชั่น วาย รุ่นใหม่ ซึ่งทำให้มีความหวังที่จะมีโอกาสเกิดเครื่องมือในการลงทุน หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบใหม่ในอนาคต</p> <h1> องค์ความรู้หรือข้อค้นพบจากงานวิจัย เรื่องนวัตกรรมการจัดการการลงทุนและการออมของกลุ่มนักลงทุนเจนเนอเรชั่น วาย จะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลงทุนและการออมซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นกลุ่มคนเจนเนอเรชั่น วาย เท่านั้นที่จะนำแนวทางหรือแนวความคิดไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะเรื่องของการลงทุนและการออมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนทุกคน ทุกกลุ่มและทุกเจนเนอเรชั่น</h1>
สุวัฒน์ชัย ขุนเณร
ภคมน โภคะธีรกุล
ธนัญชกร ปกิตตาวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
485
498
-
แนวทางการบริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสในสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/285118
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารด้านการสื่อสาร 2) เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสในสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูและบุคลากรในสถานศึกษาทั้ง 10 แห่ง จำนวน 113 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการบริหารการสื่อสาร อยู่ในระดับ มาก ทุกแนวทาง แนวทางที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ช่องทางการสื่อสาร อันดับสองคือ เนื้อหาสารในการสื่อสาร อันดับสามคือ ระบบติดตามและประเมินผลการสื่อสาร อันดับสี่คือ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย และอันดับสุดท้ายคือ รูปแบบการนำเสนอข้อมูล ความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสในสถานศึกษา อยู่ในระดับ มาก ทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ การใช้งบประมาณ อันดับสองคือ การเปิดเผยข้อมูล อันดับสามคือ การป้องกันการทุจริต อันดับสี่คือ การปฏิบัติหน้าที่ อันดับห้าคือ การใช้ทรัพย์สินของสถานศึกษา อันดับหกคือ คุณภาพการดำเนินงาน อันดับเจ็ดคือ การใช้อำนาจ อันดับแปดคือ ประสิทธิภาพการสื่อสาร อันดับเก้าคือ การแก้ไขปัญหาการทุจริต และอันดับสุดท้ายคือ การปรับปรุงระบบการทำงาน</p>
ธัญญ์กวิน ธนาคุณปิยพัฒน์
ระติกรณ์ นิยมะจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
684
703
-
ผลกระทบที่รับรู้จากกิจกรรมนอกหลักสูตรต่อความพร้อมในการสร้างผลงานและ การพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียนมัธยมปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6) ในกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280711
<p>ในระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะใน TCAS รอบที่ 1 (รอบแฟ้มสะสมผลงาน) กิจกรรมนอกหลักสูตร (ECAs) ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการแสดงศักยภาพของนักเรียนที่ไม่ใช่แค่ผลการเรียน และมีบทบาทอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม การวิจัยเกี่ยวกับมุมมองของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ยังมีค่อนข้างน้อย การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความมุ่งหมาย ประเภทกิจกรรม ประโยชน์ที่นักเรียนรับรู้ และอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วม ECAs โดยทำการสำรวจนักเรียนมัธยมปลายที่เขตกรุงเทพมหานครจำนวน 249 คน ซึ่งทั้งหมดเคยมีประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อต้องการเสริมแฟ้มสะสมผลงาน (45.38%) และตามความสนใจส่วนตัว (44.17%) โดยกิจกรรมที่พบบ่อย ได้แก่ ชุมนุมวิชาการ ศิลปะ และจิตอาสา โดยประโยชน์ที่นักเรียนรับรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ ได้แก่ การนำไปใช้ประกอบแฟ้มสะสมผลงาน (30.96%) การค้นหาตนเองและอาชีพ (25.66%) และการพัฒนาความมั่นใจและทักษะการทำงานเป็นทีม ขณะที่อุปสรรคหลักที่พบ คือ ภาระการเรียนที่หนัก (41.77%) การขาดแรงจูงใจ และ<span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">การเข้าถึงกิจกรรมที่จำกัด โดยนักเรียนมากกว่า 70% ระบุว่า หากได้รับเวลาหรือการสนับสนุนเพิ่มเติมก็ยินดีที่จะเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ECAs </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ก็ยังมีอุปสรรคบางประการที่ควรได้รับการแก้ไข เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงและข้อจำกัดเรื่องเวลา ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ </span><span lang="X-NONE" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">ECAs </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH Niramit AS'; font-weight: normal;">สามารถเสริมสร้างศักยภาพของนักเรียนได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</span></p>
ณิชมน หาญกล้า
มีนา กรสุธาทิพย์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
649
666
-
การให้บริการสาธารณะดิจิทัลของที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/279443
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะดิจิทัลของที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพดังกล่าว โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนผู้ใช้บริการจำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะดิจิทัลอยู่ในระดับสูงในมิติของความสะดวกในการเข้าถึงและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ขณะที่ความรวดเร็วและความถูกต้องของบริการยังมีช่องว่างสำหรับการพัฒนา ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ ได้แก่ ทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากร และการบริหารจัดการและนโยบาย โดยเทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลสูงสุด ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ การเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะบุคลากร และการวางแผนนโยบายที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการดิจิทัลในที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชให้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน</p>
เกษม แก้วสนั่น
วิพัฒน์ หมั่นการ
เพ็ญศรี ฉิรินัง
สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
519
535
-
อิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ที่มีผลต่อความไว้วางใจและความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/285299
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณภาพของระบบแนะนำสินค้าด้วย AI คุณภาพการบริการของแชตบอต AI และความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ที่มีต่อความไว้วางใจของผู้บริโภค และเพื่อศึกษาบทบาทของความไว้วางใจในฐานะตัวแปรส่งผ่านที่ส่งอิทธิพลไปยังความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวน 450 คน ใช้วิธีคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก โดยการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพของระบบแนะนำสินค้าด้วย AI และคุณภาพการบริการของแชตบอต AI มีอิทธิพลทางบวกต่อความไว้วางใจ ในขณะที่ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวมีอิทธิพลทางลบต่อความไว้วางใจ นอกจากนี้ ความไว้วางใจยังมีบทบาทสำคัญต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ โดยส่งอิทธิพลทางตรงและทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างคุณภาพของระบบแนะนำสินค้าด้วย AI คุณภาพการบริการของแชตบอต AI และความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ไปสู่ความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ ผลการวิจัยยังยืนยันบทบาทของความไว้วางใจในฐานะตัวแปรส่งผ่านเชิงกลไกที่สำคัญ ซึ่งช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทไทย </p> <p> ผลการวิจัยนี้ เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและนักการตลาดดิจิทัล ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการบริหารจัดการความกังวลด้าน ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ กระตุ้นความตั้งใจซื้อและส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว</p>
นิตยา สวัสดิ์จุ้น
ธงชัย ศรีวรรธนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
704
720
-
นวัตกรรมการจัดการในการพัฒนาตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อนำไปสู่องค์กรสมรรถนะสูง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/278351
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พรรณนาสภาพปัจจุบันของตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) วิเคราะห์สภาพปัญหาการจัดการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่องค์กรสมรรถนะสูง 3) นำเสนอนวัตกรรมการจัดการการพัฒนาตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่องค์กรสมรรถนะสูง เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การเก็บข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่เกี่ยวข้องในประเด็นการพัฒนาตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อนำไปสู่องค์กรสมรรถนะสูง ได้แก่ กลุ่มข้าราชการตำรวจ กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มประชาชนผู้รับบริการ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตรวจสอบความถูกต้องด้วยการวิเคราะห์แบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีจุดแข็ง คือ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย จุดอ่อน คือ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการปฏิบัติงานยังไม่เพียงพอ โอกาส คือ มีความใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับประโยชน์สุขและทุกข์ภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ความท้าทาย คือ การบริหารจัดการองค์กรในภาวะขาดแคลนให้สำเร็จและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2) สภาพปัญหาการจัดการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อพัฒนาไปสู่องค์กรสมรรถนะสูง คือ การนำองค์การ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และผลลัพธ์การดำเนินการ 3) นวัตกรรมการจัดการการพัฒนาตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สู่องค์กรสมรรถนะสูง คือ การพัฒนาบริการภาครัฐเพื่อประชาชน ปรับบทบาทภารกิจ โครงสร้างหน่วยงานภาครัฐให้ทันสมัย และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ</p> <p><br /><br /></p>
พิชญ์สินี วงษ์กาวิน
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
สุดารัตน์ สุดสมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
448
465
-
แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282477
<h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบท พัฒนาการและประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ของชุมชนบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพของพื้นที่เพื่อพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และ 3)เพื่อพัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนเป็นกรอบการวิจัยพื้นที่วิจัย คือ ชุมชนบางกอบัว ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำชุมชนจำนวน 1 คน ปราชญ์ชาวบ้านจำนวน 4 คน ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวน 2 คน และนักท่องเที่ยว จำนวน 5 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกวิเคราะห์เนื้อหาเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1> 1. ชุมชนบางกอบัวมีบริบทพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์และเป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีการรวมกลุ่มจัดตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบางกอบัวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชนเพื่อพัฒนาคุ้งบางกระเจ้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอพระประแดง</h1> <h1> 2. บริบทของชุมชนสามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ได้ 8 กิจกรรม ประกอบด้วยการพายเรือชมวิถีชุมชนการเรียนรู้การทำลูกประคบสมุนไพร การนวดและแช่เท้าด้วยสมุนไพรท้องถิ่นการปั่นจักรยานชมธรรมชาติ การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านคลองบน การชิมอาหารจากกรุบมะพร้าว การทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ และการรับประทานเมี่ยงกลีบบัว ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น</h1> <h1> 3. แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน ประกอบด้วย1)การส่งเสริมช่องทางประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย 2)การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน3)การสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง4)การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลาย และ 5)การอนุรักษ์และปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้ยั่งยืน</h1> <h1> องค์ความรู้สำคัญจากงานวิจัย คือ“กรอบบูรณาการ 4 มิติ”ได้แก่ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์การสนับสนุนเชิงโครงสร้าง การออกแบบประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</h1>
พีรดา ด้วงเอี่ยม
จตุพร บานชื่น
ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
618
632
-
กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280041
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ และ 3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ โดยมีรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 277 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา เลือกแบบสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม และ 2) เอกสารประกอบการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ด้านที่มีความต้องการจำเป็นพัฒนาประกอบด้วย ระบบการปฏิบัติงาน กลยุทธ์ขององค์กร ค่านิยมร่วม และโครงสร้างองค์กร ส่วนด้านที่ไม่มีความต้องการจำเป็นพัฒนาประกอบด้วยบุคลากร ทักษะความรู้ความสามารถ และรูปแบบการบริหารจัดการ</li> <li>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่า กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 12 กลยุทธ์รอง และ 12 กลยุทธ์ปฏิบัติการ</li> <li>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 พบว่า องค์ประกอบของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ สามารถนำไปใช้ฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา</li> </ol> <p>จากผลการวิจัย องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ คือ กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลเพื่อฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้มีสาระที่ตรงกับความต้องการของโรงเรียนระดับประถมศึกษา</p>
ญาณิศา จิตต์อักษร
จำรัส แจ่มจันทร์
ทนง ทองภูเบศร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
552
566
-
การประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการบริการสาธารณะ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/286873
<h1> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการจัดและการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ประจำปีงบประมาณ 2568 และ 2) เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญและความพึงพอใจของการดำเนินงานในการจัดบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจและ คุณภาพการให้บริการเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ จังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในจังหวัดพัทลุงจำนวน 400 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์จตุภาค ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1>1.ความพึงพอใจของประชาชนต่อการจัดและการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</h1> <h1>2. องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุงมีจุดเด่นในการดำเนินงาน ได้แก่ งานด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวงานด้านสาธารณสุข งานด้านการศึกษา งานด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานด้านบริหารองค์กร ในขณะเดียวกันด้านที่ควรรักษาไว้ได้แก่ งานด้านกีฬา งานด้านการจัดระเบียบสังคมและความปลอดภัย และงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านที่ควรปรับปรุงได้แก่ งานด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีงานที่อยู่ในกลุ่มควรพัฒนาเร่งด่วน </h1> <h1>องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานวิจัยครั้งนี้คือคุณภาพการบริหารจัดการเชิงระบบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการจัดและให้บริการสาธารณะ ซึ่งนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในแต่ละด้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เรียกว่า ตัวแบบความพึงพอใจการบริการสาธารณะ</h1>
พรชัย ลิขิตธรรมโรจน์
อภิวัฒน์ สมาธิ
เสรี บุญรัตน์
วิทยา ขาวขจร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
721
737
-
การจัดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อคืนคนดีกลับสู่สังคม เขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/278352
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อคืนคนดีกลับสู่สังคมเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี 2)เพื่อระบุปัญหาและอุปสรรคของการจัดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อคืนคนดีกลับสู่สังคมเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี 3) เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อคืนคนดีกลับสู่สังคมเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติดในเขตจังหวัดราชบุรี 10 คน 2) ผู้ติดยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติดในเขตจังหวัดราชบุรี 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์ เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก และการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์แบบแก่นสาระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานการณ์การฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในเขตพื้นฟูในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี ในเขตพื้นได้มีการจัดการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในหลายรูปแบบ ทั้งชุมชนบำบัด การนำส่งบำบัดในศูนย์บำบัดของรัฐและเอกชน แต่ยังไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดยาเสพติดลงได้ ในบางพื้นที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดออยู่หลายประการ 2) ปัญหาและอุปสรรคของการจัดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ปัญหาที่พบในพื้นที่ ยังขาดความต่อเนื่องในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การประสานงานของแต่ละหน่วยงานที่มีส่วนร่วม ปัญหานโยบายของภาครัฐไม่สอดคล้อง การใช้กฎหมายยาเสพติดที่ขัดกับการปฏิบัติ และการขาดงบประมาณในการบริหารจัดการ 3) รูปแบบการจัดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จัดให้มีการใช้ชุมชนบำบัดในระดับตำบลโดยมีองกร์บริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลเป็นดำเนินการและร่วมประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง</p>
วสันต์ กลิ่นสุคนธ์
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
ธนัญชกร ปกิตตาวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
535
551
-
นวัตกรรมการจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อกระบวนการคิดของครูประถมศึกษายุคดิจิทัล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/282684
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้เทคนิคการสำรวจด้วยแบบสอบถาม มีวัตถุประสงค์สองประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อกระบวนการคิดของครูประถมศึกษายุคดิจิทัล และ (2) เพื่อสร้างนวัตกรรมการจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อกระบวนการคิดของครูประถมศึกษายุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง จำนวนไม่น้อยกว่า 272 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน และครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าระดับความต้องการพัฒนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อกระบวนการคิดของครูประถมศึกษายุคดิจิทัลในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านสภาพแวดล้อมทางจิตใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม และด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และ 2) นวัตกรรมการจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อกระบวนการคิดของครูประถมศึกษายุคดิจิทัล ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก 27 ตัวบ่งชี้ เพื่อเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติในการพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานของครูให้เอื้อต่อการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
สัชฌุกาญจน์ เริงโรจน์ธนากูล
ทนง ทองภูเบศ
ละมุล รอดขวัญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
685
701
-
การพัฒนาการบริหารงานของกรมทางหลวงสู่องค์กรดิจิทัล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280092
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาการบริหารงานของกรมทางหลวงสู่องค์กรดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาพัฒนาการบริหารงานของกรมทางหลวงสู่องค์กรดิจิทัลการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 ในการเก็บข้อมูลจากบุคลากรกรมทางหลวง จำนวน 344 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวืเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการบริหารงานของกรมทางหลวงสู่องค์กรดิจิทัลในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีของบุคลากรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาการบริหารงานของกรมทางหลวงสู่องค์กรดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านความรู้ด้านดิจิทัลของบุคลากร ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การ และปัจจัยด้านแรงกดดันจากภายนอก โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์การพัฒนาฯ ได้ร้อยละ 73.9</p>
วิพัฒน์ หมั่นการ
บุญสงค์ ประเสริฐกุล
เพ็ญศรี ฉิรินัง
อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
567
584
-
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตร ที่ดีสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง (มกษ.4402-2553) ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/287163
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง (มกษ.4402-2553) ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ และ 2) เสนอแนะแนวทางเพิ่มการยอมรับมาตรฐานดังกล่าว เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเมล็ดแห้งในพื้นที่ภาคเหนือที่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน จำนวน 291 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการดำเนินธุรกิจ (4M) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยด้านเงินทุนและแรงงานมีอิทธิพลเชิงบวก ขณะที่ด้านการผลิตและการบริหารจัดการมีอิทธิพลเชิงลบ นอกจากนี้เงินทุนและการบริหารจัดการมีอิทธิพลต่อความตระหนักรู้ของเกษตรกร และความตระหนักรู้ด้านสังคมมีอิทธิพลเชิงบวกสูงต่อการตัดสินใจ ขณะที่ความตระหนักรู้ด้านกฎระเบียบ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจมีอิทธิพลเชิงลบ เมื่อพิจารณาความตระหนักรู้เป็นตัวแปรคั่นกลาง พบว่า อิทธิพลของปัจจัย การดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยปัจจัยด้านเงินทุนมีอิทธิพลทางอ้อมในระดับสูง ส่งผลให้อิทธิพลรวมเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยด้านการบริหารจัดการซึ่งมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบ กลับเปลี่ยนเป็นอิทธิพลรวมเชิงบวก ในขณะที่ปัจจัยด้านการผลิตยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยตรง และปัจจัยด้านแรงงานไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ความตระหนักรู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แนวทางในการเพิ่มการยอมรับมาตรฐานควรมุ่งดำเนินการอย่างบูรณาการ โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและตลาดควบคู่กับการลดต้นทุนและอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรฐาน การพัฒนาความรู้และความตระหนักรู้ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การปรับระบบรับรองและติดตามผลให้สะท้อนพฤติกรรมจริง และการส่งเสริมความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มการยอมรับและการปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่</p>
อรรถพล นิติราษฎร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
755
781
-
นวัตกรรมการจัดการอาหารส่วนเกินด้วยการสร้างคุณค่าการมีส่วนร่วม ด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน จังหวัดนนทบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/278559
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการอาหารส่วนเกินด้วยการสร้างคุณค่าการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน จังหวัดนนทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research: MMR) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 447 คน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการอาหารในครัวเรือนและมีอายุ 19 ปีขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ และปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการอาหารส่วนเกิน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) แบบ Stepwise การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 ราย และวิเคราะห์ด้วยวิธีการแบบแก่นสาร (Thematic Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 19–38 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และรายได้เฉลี่ย 20,001–30,000 บาทต่อเดือน ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการอาหารส่วนเกินมากที่สุด คือ การรับรู้การจัดการอาหารส่วนเกิน (𝑥̅ = 4.54) โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการจัดการ (r = 0.683, p < 0.01) และนวัตกรรม (β = 0.335, p < 0.001) ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ สังคมและชุมชน และแรงจูงใจสามารถอธิบายพฤติกรรมการจัดการอาหารส่วนเกินได้ร้อยละ 73.0 (R² = 0.730) ขณะที่นวัตกรรมสามารถอธิบายได้จากการรับรู้ พฤติกรรม ทัศนคติ และแรงจูงใจรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 50.1 (R² = 0.501) ด้านการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า อุปสรรคสำคัญได้แก่ การขาดความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยี และแรงจูงใจในครัวเรือน ขณะที่การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนและเครือข่ายเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการอย่างยั่งยืน</p>
นภเกตน์ สายสมบัติ
สุนันทา เสถียรมาศ
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
666
684
-
แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล สู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280364
<p data-path-to-node="0">บทความวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัลและเพื่อสร้างแนวทางการบริหารงานบุคคลให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก้าวสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมได้อย่างเต็มรูปแบบ</p> <p data-path-to-node="1">การศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธีโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจำนวน 123 เขตผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย ผู้อำนวยการเขต รองผู้อำนวยการที่ดูแลงานบุคคล และผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล รวมทั้งสิ้น 369 คน พร้อมทั้งมีการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัลอีก 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นสูงและแบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้างชัดเจน</p> <p data-path-to-node="2">ผลการประเมินความต้องการจำเป็นพบว่าสภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่องค์กรคาดหวังในภาพรวมนั้นอยู่ในระดับมากที่สุดในขณะที่สภาพการดำเนินงานจริงในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเด็นเร่งด่วนที่องค์กรต้องการการพัฒนามากที่สุดคือ การประเมินผลการปฏิบัติงาน รองลงมาคือการพัฒนาบุคลากร การคัดเลือก การสรรหา การให้สวัสดิการ การบริหารค่าตอบแทน และการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ตามลำดับ</p> <p data-path-to-node="3">จากข้อค้นพบดังกล่าว งานวิจัยจึงได้เสนอแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัลเพื่อยกระดับระบบงานทั้ง 7 ด้านข้างต้น โดยเน้นการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ ขั้นที่หนึ่งคือการปรับกระบวนการคิดหรือกรอบความคิดของบุคลากร ขั้นที่สองคือการปรับกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัวและทันสมัย ขั้นที่สามคือการยกระดับและปรับทักษะการใช้เทคโนโลยีของคนในองค์กร และขั้นสุดท้ายคือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ก้าวเข้าสู่วิถีดิจิทัลอย่างแท้จริง</p>
สุรศักดิ์ คำนู
ชัยวัฒน์ ประสงค์สร้าง
ทนง ทองภูเบศร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
585
603
-
การจัดการคาร์บอนเครดิตของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/278775
<h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อระบุปัญหาการจัดการคาร์บอนเครดิตของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการคาร์บอนเครดิตของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดการจัดการคาร์บอนเครดิตเป็นกรอบการวิจัย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม จำนวน 20 คน ประกอบด้วย กลุ่มนักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย และกลุ่มผู้ให้บริการเดินรถไฟ ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงกลุ่มผู้ให้ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยวิเคราะห์แก่นสาระ</h1> <h1>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาด้านการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความซับซ้อนในการวัดผลและขาดมาตรฐานสากล รวมถึงการมีส่วนร่วมที่ไม่ทั่วถึงและกระบวนการที่ไม่ชัดเจน โครงการดูดซับก๊าซเรือนกระจกมีปัญหาด้านกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ผลกระทบจากเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ ความคุ้มค่าในการลงทุน และการใช้คาร์บอนเครดิตในระบบขนส่งทางรางมีข้อจำกัดในการใช้ชดเชยภายในองค์กร ความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบ ความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิต 2) แนวทางการจัดการคาร์บอนเครดิตของระบบขนส่งทางราง พบว่าควรใช้มาตรฐาน T-VER ในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความแม่นยำ และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน สำหรับโครงการดูดซับก๊าซเรือนกระจก เน้นการปลูกป่าอย่างมีคุณภาพภายใต้ T-VER พร้อมประเมินความคุ้มค่า สร้างความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม ด้านการใช้คาร์บอนเครดิต ควรสร้างความเข้าใจ ในการเลือกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยโดยตรงก่อนชดเชย และพิจารณาประเภทคาร์บอนเครดิตที่สอดคล้องกับเป้าหมาย</h1>
ปรัชญา ปัตถาวงศ์
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
ฟ้าใส สามารถ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
499
518
-
การพัฒนาปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานรองรับการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยในการแปรรูปให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเกษตรในชุมชน จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/283414
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการปัจจัยพื้นฐานเกษตรกรและการรวมกลุ่มภาคเกษตรในชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา 2) ศึกษาปัจจัยพื้นฐานการส่งเสริมมาตรฐานการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเกษตรในชุมชน จังหวัดฉะเชิงเทรา และ 3) ศึกษาการพัฒนาปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานรองรับการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยในการแปรรูปให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเกษตรในชุมชน จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการวิจัยแบบมีส่วนร่วมทั้งเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลหลักได้แก่ กลุ่มเกษตรกร 15 ราย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 5 ราย กลุ่มส่งเสริมอาชีพ 5 ราย วิสาหกิจชุมชน 15 ราย และผู้นำชุมชน 10 ราย ในพื้นที่ตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า ตำบลหนองไม้แก่น อำเภอแปลงยาว และตำบลคลองเขื่อน อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 50 ราย ใช้วิธีการเลือกสุ่มตัวแบบเจาะจงและเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และเชิงปริมาณมีการเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบสุ่มเจาะจง รวม 120 ราย เครื่องมือที่ใช้จากแบบสอบถามและการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนาด้วยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการปัจจัยพื้นฐานเกษตรกรและการวมกลุ่มภาคเกษตรในชุมชนเน้นการรวมกลุ่มเกษตรกรในชุมชนใส่ใจการเพาะปลูกสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน GAP และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2) การส่งเสริมมาตรฐานการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเกษตรในชุมชนเน้นการแปรรูปต้องได้คุณภาพ การบรรจุภัณฑ์ปลอดภัย มีการจดบันทึกขั้นตอนทุกครั้งในการผลิตและควบคุมต้นทุนการผลิต และ 3) การพัฒนาปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานรองรับการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยในการแปรรูปให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเกษตรในชุมชน มีการส่งเสริมยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน GAP การเพิ่มรายได้และลดต้นทุน การเพิ่มทักษะความรู้ของเกษตรกรและส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> <p> </p>
ธนเดช กังสวัสดิ์
ปรารถนา มณีฉาย
อดิเรก เยาว์วงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-10
2026-08-10
8 2
430
447
-
นวัตกรรมการจัดการธุรกิจให้เช่าโกดังอย่างยั่งยืนในเมืองซามารา ประเทศรัสเซีย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/280520
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของการจัดการธุรกิจให้เช่าโกดังอย่างยั่งยืนในเมืองซามารา ประเทศรัสเซีย 2) เพื่อระบุปัจจัยที่มีผลต่อนวัตกรรมการจัดการธุรกิจให้เช่าโกดังอย่างยั่งยืนในเมืองซามารา ประเทศรัสเซีย และ 3) เพื่อเสนอนวัตกรรมการจัดการธุรกิจให้เช่าโกดังอย่างยั่งยืนในเมืองซามารา ประเทศรัสเซีย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้เช่าโกดังในเมืองซามารา จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าโกดัง 6 คน ผู้เช่าโกดัง 10 คน และผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ 4 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ธุรกิจให้เช่าโกดังในเมืองซามารากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในสามมิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีการปรับปรุงเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืน 2) ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ ระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความสัมพันธ์กับลูกค้า และการบูรณาการแนวคิด ESG เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร 3) นวัตกรรมการจัดการที่เสนออยู่ในรูปแบบระบบนิเวศธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ผสานคุณค่าร่วมระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบระบบการบริหารจัดการธุรกิจให้เช่าโกดังอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ</p> <p> </p>
ณัฏฐ์ปภัสร์ อามีรอวา
ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
สุนันทา เสถียรมาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
605
617
-
การป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชั่น ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบุรี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/278865
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสาเหตุของการทุจริตและคอร์รัปชั่นของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพชรบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพชรบุรีโดยเป็นการสุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช้ความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จากผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตจังหวัดเพชรบุรีได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิธีการวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุของการทุจริตและคอร์รัปชั่นของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบุรี ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วยแรงจูงใจทางการเงิน งบประมาณที่ใช้มีช่องโหว่ ความไม่สมดุลรายได้และภาระที่รับผิดชอบ ด้านการเมืองการปกครอง ประกอบด้วย ระบบอุปถัมภ์ การใช้อำนาจโดยขาดการตรวจสอบ การแทรกแซงจากภายนอก ด้านสังคมและวัฒนธรรม ประกอบด้วยยึดค่านิยมวัตถุนิยม การยอมรับพฤติกรรมไม่โปร่งใส การไม่กล้าเปิดโปงและด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ กฎหมายเปิดช่องว่าง ระบบการตรวจสอบที่อ่อนแอ และการลงโทษที่ไม่เด็ดขาด</p>
ขรรคฤทธิ์ เกิดกระสินธุ์
ทัศนีย์ ช่อเทียนทิพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
8 2
448
465
-
ความรอบรู้ด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมและการป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อราในประเทศไทย: ผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหารและนโยบายคุณภาพอากาศภายในอาคาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/appm/article/view/283080
<p>การปนเปื้อนเชื้อราในอาหารและอากาศเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ เนื่องจากเสี่ยงต่อการได้รับสารไมโคทอกซินและสปอร์เชื้อราที่อาจก่อโรคทางเดินหายใจและอาการแพ้ ภายใต้สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย การใช้เครื่องปรับอากาศและการเก็บอาหารไม่เหมาะสมยิ่งเพิ่มความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันของประชาชนยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อราในอาหารและอากาศของคนไทยอายุ 15–60 ปี และหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกัน การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางในกลุ่มตัวอย่าง 411 คนทั่วประเทศ ดำเนินการด้วยแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลพบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ดี (69.83%) ทัศนคติเชิงบวก (67.88%) และพฤติกรรมการป้องกันดี (68.86%) ทัศนคติเป็นปัจจัยทำนายสำคัญที่สุดต่อพฤติกรรมการป้องกัน (β = 0.330, p < 0.01) รองลงมาคือการรับรู้ (β = 0.161, p < 0.01) และอายุ (β = 0.146, p < 0.01) ส่วนเพศ การศึกษา และรายได้ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ สรุปว่า คนไทยส่วนใหญ่มีการรับรู้และพฤติกรรมเชิงรุกในการป้องกันเชื้อรา โดยทัศนคติที่ดีมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมการป้องกัน การส่งเสริมสุขศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักรู้และทัศนคติเชิงบวกจะช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน</p>
อภิรุจ ชมชื่น
วสิช อัตถศาสตร์
ปุญญพัฒน์ ฤทธิเดช
ปัณณ์ญฉัตร ลิ่มกังวาฬมงคล
มัทธิว ทวีวุฒิ
ศุจิมน มังคลรังษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการภาครัฐและเอกชน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-10
2026-08-10
8 2
412
429