วิพิธพัฒนศิลป์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT <p>วารสาร “วิพิธพัฒนศิลป์” ISSN 2985-265X (Online) รับตีพิมพ์บทความคุณภาพทางด้านศิลปะ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสาขาศิลปะ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และบุคคลทั่วไป ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน </p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาไทย ดังนี้</p> <p> (1) นักศึกษา บทความละ 1,500 บาท</p> <p> (2) บุคลากร บทความละ 2,000 บาท</p> <p> (3) บุคคลทั่วไป บทความละ 3,000 บาท</p> <p>2. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษบทความละ 4,500 บาท</p> <p>บัญชี : ธนาคารกรุงไทย</p> <p>ชื่อบัญชี : สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (เงินนอกงบประมาณ)</p> <p>เลขที่บัญชี : 982-2-56571-2</p> <p>หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ และค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วจะไม่คืนให้กับผู้เขียนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p>นอกจากนี้ วารสารวิพิธพัฒนศิลป์ มีความประสงค์สำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการของวารสาร เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงคุณภาพของวารสาร การให้บริการ ขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอความอนุเคราะห์ท่านโปรดตอบแบบสำรวจความพึงพอใจการใช้บริการของวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ ตามแบบประเมินด้านล่างนี้</p> <p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScoOqOOB3tKVuaIlU1cjpd5cg11lfuY0Yiks225-Rmvi4AbUQ/viewform">แบบประเมินความพึงพอใจการใช้บริการวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์</a></p> Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts th-TH วิพิธพัฒนศิลป์ 2730-3640 <p> เนื้อหาและข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้แต่งเท่านั้น โดยกองบรรณาธิการวารสารไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในบทความ</p> <p> </p> Creative Media for Moral Drama: An Analysis of the Nine Virtues Reflected in the Vessantara Jataka https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278179 <p>This article the reflection of nine basic virtues as depicted in the <em>Vessantara Jataka </em>story, a revered Buddhist literary work known for its moral significance. The primary objective is to identify and analyze each of the nine virtues embodied within the story. We propose guidelines for applying these virtues through a moral drama, a creative medium intended to promote ethics and inspire audiences. For instance, the character of <em>Chuchok</em> serves as a catalyst for <em>Dana Paramita</em> (the perfection of giving), enabling Prince Vessantara’s acts of generosity to culminate in <em>Bodhiñana</em> (enlightenment knowledge). This journey ultimately leads to the highest level of perfection in his tenth life, achieving enlightenment in the realm of giving before his final birth as the Lord Buddha.</p> Pusan Fonramdee Wassana Bunyaphithak Jaroensek Pluempreecha Weerakorn Suksard Thanaphon Kaewkwang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PUSANA FONRAMDEE, Wassana Bunyaphithak, Jaroensek Pluempreecha , Weerakorn Suksard , Thanaphon Kaewkwang; Wannawat Kaewsuriyapron https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 98 113 การสร้างสรรค์เพลงสงขลาสถาปัตย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/287544 <p>การวิจัยสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถาปัตยกรรมที่พักอาศัยในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลา บริเวณถนนนางงาม ถนนนครใน และถนนนครนอก ในปัจจุบัน และเพื่อสร้างสรรค์เพลงสงขลาสถาปัตย์ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาเอกสาร ลงพื้นที่และสัมภาษณ์ นำข้อมูลมาสร้างสรรค์บทเพลง และนำเสนอสู่สาธารณชน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า สถาปัตยกรรมที่พักอาศัยในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลา บริเวณถนนนางงาม ถนนนครใน และถนนนครนอก ที่ยังคงพบเห็นในปัจจุบัน มีการผสมผสานรูปแบบทั้งไทย จีน และฝรั่ง ได้แก่ เรือนไทย ห้องแถวแบบไทย (พาณิชย์) ห้องแถวแบบไทยร่วมสมัย ห้องแถวแบบจีนดั้งเดิม ห้องแถวแบบจีน (พาณิชย์) ห้องแถวแบบชิโน-ยูโรเปียน และห้องแถวแบบร่วมสมัย ความหลากหลายนี้เป็นแรงบันดาลใจไปสู่การสร้างสรรค์เพลงสงขลาสถาปัตย์ โดยสร้างสรรค์บทร้องเป็นกลอนสุภาพ 3 บท บรรยายถึงสถาปัตยกรรมในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลาที่พบเห็นในปัจจุบัน และนำเพลง 新鴛鴦蝴蝶夢 (ซินเยวียนยางหูเตี๋ยเมิ่ง) จากละครซีรีส์ไต้หวันเรื่อง "เปาบุ้นจิ้น" ฉบับปี 1993 มาเป็นทำนองต้นรากและสร้างสรรค์ให้เป็นอัตราจังหวะสามชั้น 2 ท่อน มีทางเปลี่ยนสำเนียงภาษา โดยท่อน 1 เที่ยวแรกทำเป็นทางพื้น เที่ยวเปลี่ยนทำเป็นสำเนียงจีน สื่อถึงสถาปัตยกรรมแบบจีน และท่อน 2 เที่ยวแรกทำเป็นการล้อ-ขัด-เหลื่อม เที่ยวเปลี่ยนทำเป็นสำเนียงฝรั่ง (Marching) สื่อถึงสถาปัตยกรรมแบบฝรั่ง นำเสนอโดยเกริ่นนำด้วยการร้องทำนองหุ่นกระบอก การร้องส่งเพลงสงขลาสถาปัตย์ และออกท้ายด้วยทำนองต้นรากและเพลงจีนซัวเถา ใช้วงเครื่องสายผสมขิมและเครื่องจังหวะตามสำเนียงภาษา งานวิจัยสร้างสรรค์นี้สะท้อนให้เห็นความงามของสถาปัตยกรรมในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลาผ่านมุมมองดนตรีไทย และเป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่คุณค่าของเมืองเก่าสงขลาให้เป็นที่รู้จัก อันจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาต่อไป</p> ปรัชญา บุญมาสูงทรง ศรัทธา จันทมณีโชติ ปริญญา คงกะโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Prachya Boonmasoongsong, ศรัทธา จันทมณีโชติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 114 133 การสอนทักษะการปฏิบัติท่ารำสำหรับระบำมาตรฐาน : บทเรียนถอดจากศิลปินแห่งชาติ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/287813 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสอนทักษะการปฏิบัติท่ารำสำหรับระบำมาตรฐาน โดยการถอดบทเรียนจากศิลปินแห่งชาติ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ นางรัจนา พวงประยงค์ นางสาวเวณิกา บุนนาค นางรัตติยะ วิกสิตพงศ์ และนางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม ชุดการแสดงที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ระบำสี่บท (ในการแสดงโขน–ละคร) และระบำดาวดึงส์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบถอดบทเรียนโดยใช้การเล่าเรื่อง และแบบสังเกตการปฏิบัติท่ารำ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการศึกษาพบว่า การสอนทักษะการปฏิบัติท่ารำสำหรับระบำมาตรฐานของศิลปินแห่งชาติ ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) ความรู้พื้นฐานที่สำคัญจำเป็น โดยเน้นการวิเคราะห์ผู้เรียน การปูพื้นฐานทักษะ และการเตรียมความพร้อมของครู 2) การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจ ผ่านการสร้างบรรยากาศทางกายภาพและจิตวิทยาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงการเปิดโอกาสในการแสดง 3) การสอนอย่างเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย การนำเข้าสู่บทเรียน <br />การอบอุ่นร่างกาย การศึกษาและปฏิบัติท่ารำ การพัฒนาทักษะ และการสรุปบทเรียนร่วมกับการผ่อนคลายร่างกาย และ 4) การใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย ได้แก่ การสาธิตและอธิบาย การปรับท่าทางและควบคุมการเคลื่อนไหว ตลอดจนการฝึกปฏิบัติซ้ำและการใช้จังหวะกำกับการเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติท่ารำได้อย่างถูกต้อง งดงามและเป็นไปตามแบบแผนนาฏศิลป์ไทย</p> ปริญญา บ่อจักพันธ์ ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 PARINYA BORJAKPANTH, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 1 17 การวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางดนตรีของสรภัญญ์บ้านฮ่องฮี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/279275 <p style="font-weight: 400;"> </p> <p>งานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางดนตรีของสรภัญญ์บ้านฮ่องฮี” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทำนองขับร้องสรภัญญ์อีสานของคณะเพชรฮ่องฮี บ้านฮ่องฮี ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามด้วยวิธีสัมภาษณ์ และสังเกตการณ์การขับร้อง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เชิงดุริยางคศิลป์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คณะเพชรฮ่องฮีมีทำนองสรภัญญ์ 4 ทำนอง ได้แก่ ทำนองกาเต้นก้อน ทำนองลมพัดชายเขา ทำนองลมพัดพร้าว และทำนองนกเขาทอง แต่ละทำนองมีโครงสร้างบันไดเสียง การดำเนินทำนอง และอารมณ์แตกต่างกัน ทำนองกาเต้นก้อน และนกเขาทองใช้บันไดเสียงแบบดอเรียนโมด (Dorian Mode) ให้บรรยากาศเศร้าแฝงความสว่าง และความหวัง ทำนองลมพัดชายเขาใช้บันไดเสียงไมเนอร์ (Minor Scale) มีการเอื้อนเสียง และการดำเนินทำนองที่ยืดหยุ่น สะท้อนอารมณ์โศกอันเป็นลักษณะเฉพาะของการขับร้องอีสาน ส่วนทำนองลมพัดพร้าวใช้บันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scale) มีจังหวะสม่ำเสมอไม่เน้นการเอื้อนเสียง ก่อให้เกิดลักษณะอารมณ์ที่มีความกระฉับกระเฉง นิยมใช้กับกลอนที่มีเนื้อหาไม่เศร้าสร้อย</p> <p> องค์ประกอบทางดุริยางคศิลป์ดังกล่าวสะท้อนอัตลักษณ์เชิงเสียง และความงามทางดนตรีของสรภัญญ์บ้านฮ่องฮีได้อย่างชัดเจน</p> สิทธิพงษ์ ยอดนนท์ อาทิตย์ คำหงษ์ศา ศิริพงศ์ สมบูรณ์ ชานนท์ ดำสนิท ศตวรรต มาไลศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Sitthiphong Yodnon https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 18 33 คุณสมบัติพื้นฐานและองค์ประกอบที่จำเป็นของการเป็นนักศิลปะการละครที่ดี:มุมมองของตัวแทนผู้สอนในสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนในไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/287186 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติพื้นฐานและองค์ประกอบที่จำเป็นของการเป็นนักศิลปะการละครที่ดี ในมุมมองของตัวแทนผู้สอนในสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 16 คน ประกอบด้วยอาจารย์ผู้สอนทางด้านศิลปะการแสดงและนาฏศิลป์ไทยจากสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา 15 แห่ง ครอบคลุม 5 ภูมิภาคของประเทศไทย และมีประสบการณ์การสอนมากกว่า 5 ปี เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สถิติพรรณนา และค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (Index of Item-Objective Congruence: IOC)<br />ผลการวิจัยพบว่า คุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นนักศิลปะการละครที่ดีประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านร่างกาย มิติด้านความคิดและอารมณ์ มิติด้านความสัมพันธ์ และมิติด้านวิชาชีพ เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (IOC = 0.67–1.00) และเมื่อนำรายการประเมิน 15 ข้อให้ผู้ให้ข้อมูลพิจารณาความเหมาะสม พบว่าทุกรายการได้รับคะแนนเฉลี่ยความเหมาะสมในระดับมากที่สุด สะท้อนความเห็นพ้องของผู้ให้ข้อมูลต่อความสำคัญของรายการประเมินดังกล่าว โดยรายการ "วุฒิภาวะ" ได้รับคะแนนเต็มที่ร้อยละ 100 ในขณะที่กลุ่มคุณสมบัติด้านวินัยและความรับผิดชอบ ความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง และทักษะทางการแสดง เป็นกลุ่มคุณสมบัติที่ผู้ให้ข้อมูลให้ความสำคัญสูงสุดในการตอบคำถามปลายเปิด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าคุณสมบัติพื้นฐานของนักศิลปะการละครที่ดีไม่ได้จำกัดเพียงทักษะเชิงเทคนิค หากแต่ครอบคลุมการพัฒนาแบบองค์รวมที่บูรณาการสมรรถนะทางร่างกาย จิตใจ สังคม และวิชาชีพอย่างสมดุล</p> ศักดิ์ชัย เอี่ยมกระสินธุ์ ผกามาศ จิรจารุภัทร ชุติม มณีวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศักดิ์ชัย เอี่ยมกระสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 34 49 ความเป็นมาและองค์ประกอบการรำยั่วโนรา สายขุนอุปถัมภ์นรากร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278013 <p>งานวิจัยเรื่อง “ความเป็นมาและองค์ประกอบการรำยั่วปี่โนรา สายขุนอุปถัมภ์นรากร”เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา และองค์ประกอบการรำยั่วปี่โนรา สายขุนอุปถัมภ์นรากรโดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตำราทางโบราณคดี การสัมภาษณ์เชิงลึกกับครูโนรารุ่นเก่า ผู้สืบทอดศิลปะโนรา นักวิชาการด้านนาฏศิลป์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสังเกตการณ์การฝึกซ้อมและการแสดงจริงของโนราในสายขุนอุปถัมภ์นรากร ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแนวทางมานุษยวิทยาและศิลปะการแสดงเพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่ถูกต้องและครอบคลุมผลการศึกษาพบว่า กระบวนการรำยั่วปี่ในโนราสายขุนอุปถัมภ์นรากร มีรากฐานมาจากประเพณีการรำโนราของชาวใต้ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมท้องถิ่น โดยกระบวนการรำยั่วปี่มีบทบาทสำคัญในการแสดงโนรา เพราะเป็นการเชิญชวนให้ผู้ชมมีส่วนร่วมและสร้างบรรยากาศของการแสดงให้มีความเข้มขลัง สนุกสนาน และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการรำยั่วปี่ในสายขุนอุปถัมภ์นรากรได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม กล่าวคือ การรำยั่วปี่ในอดีตมักเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคล และถูกใช้เป็นสื่อในการบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคติความเชื่อของคนในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกระบวนการรำยั่วปี่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเวทีการแสดงมากขึ้น แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของท่วงท่าที่สืบทอดมาตามแนวทางของโนราสายขุนอุปถัมภ์นรากร ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการรำยั่วปี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงโนราในสายขุนอุปถัมภ์นรากร และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมในฐานะศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทย ซึ่งการศึกษาครั้งนี้นอกจากจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับกระบวนการรำยั่วปี่แล้ว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านนาฏศิลป์ไทย ตลอดจนสามารถนำไปใช้ในการสืบทอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจศิลปะการแสดงโนราต่อไป</p> นนทวัฒน์ ขาวคง ณรงค์ฤทธิ์ เชาว์กรรม จินตนา สายทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 nontawat khawkhong https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 50 65 เทคนิคบัลเลต์: แนวทางการฝึกปฏิบัติเพื่อบ่มเพาะร่างกายแบบบัลเลต์ผ่านกระบวนการสร้างแนวจริต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/288013 <p style="font-weight: 400;">บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เรื่อง เทคนิคบัลเลต์: กระบวนการเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติของร่างกายแบบบัลเลต์อย่างเป็นเนื้อเป็นตัว มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจแนวทางการฝึกปฏิบัติเพื่อบ่มเพาะร่างกายแบบบัลเลต์ผ่านกระบวนการสร้างแนวจริต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคบัลเลต์ ร่างกายแบบบัลเลต์ และแนวจริต ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงเรื่องเล่าจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่มีประสบการณ์ในแวดวงบัลเลต์มากว่า 30 ปี จำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดด้วยวิธีการวิเคราะห์อุปนัย</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการบ่มเพาะร่างกายแบบบัลเลต์ผ่านกระบวนการสร้างแนวจริตประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) แนวจริตเชิงวัฒนธรรม มุ่งสร้างความเข้าใจให้ซึมซับวัฒนธรรม ความงาม ระบบราชสำนักและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (2) แนวจริตเชิงการปฏิบัติ มุ่งพัฒนาให้เกิดความเข้าใจต่อชุดความคิด วิธีการฝึกและวินัยในการควบคุมร่างกายตนเอง และ (3) แนวจริตบนเวที ซึ่งมุ่งพัฒนาสัญชาตญาณในการรับรู้ การสื่อสาร ถ่ายทอดอารมณ์ และสร้างพลังดึงดูด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าแนวจริตทั้งสามมิติส่งผลต่อการก่อรูปบุคลิกภาพและแนวจริตในชีวิตประจำวันของผู้เรียน&nbsp; องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน การพัฒนาแบบฝึกปฏิบัติ และการฝึกฝนเฉพาะทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านเทคนิค ความงาม และการแสดงออกทางศิลปะ</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;</p> ภัชภรชา แก้วพลอย ชุติมา มณีวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภัชภรชา แก้วพลอย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 66 82 ศึกษากระบวนการสร้างสรรค์ลายดนตรีพื้นบ้านอีสานของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์: ลายนกไส่บินข้ามทุ่ง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/277877 <p>การวิจัยเรื่อง “ศึกษากระบวนการสร้างสรรค์ลายดนตรีพื้นบ้านอีสานของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์: ลายนกไส่บินข้ามทุ่ง” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางดนตรีวิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติและกระบวนการสร้างสรรค์ลายดนตรีพื้นบ้านอีสานของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ลายนกไส่บินข้ามทุ่ง และ 2) วิเคราะห์ลักษณะทางดนตรีของลายนกไส่บินข้ามทุ่ง ผลการวิจัยพบว่า ลายนกไส่บินข้ามทุ่งประพันธ์โดยอาจารย์เปลื้อง ฉายรัศมี โดยคำว่า “นกไส่” เป็นชื่อเรียกนกชนิดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะคล้ายนกหัวขวาน แนวคิดในการประพันธ์เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมการกระพือปีกของนกไส่ และนำลักษณะดังกล่าวมาถ่ายทอดเป็นแนวคิดทางดนตรีโดยใช้โปงลางเป็นเครื่องดนตรีหลักในการบรรเลง มือขวาดำเนินทำนอง ส่วนมือซ้ายควบคุมจังหวะด้วยการตีบาร์เสียงต่ำเพื่อเน้นจังหวะหลักและจังหวะย่อย ผลการวิเคราะห์พบว่า ลายนกไส่บินข้ามทุ่งใช้บันไดเสียงเพนทาโทนิกแบบเมเจอร์บนพื้นฐานของบันไดเสียงไมเนอร์แบบเนเจอรัล หรือโหมดเอโอเลียน (Aeolian Mode) ประกอบด้วยโน้ตขั้นที่ 1, 2, 3, 5 และ 6 มีโครงสร้างเพลงแบบท่อนเดียว (A) ประกอบด้วย 8 บรรทัดเพลง และ 16 วรรคเพลง โดยแต่ละวรรคมี 4 ห้องเพลง รูปแบบทำนองปรากฏลักษณะสำคัญ ได้แก่ การเคลื่อนที่แบบสลับฟันปลา การเคลื่อนจากเสียงสูงลงสู่เสียงต่ำ และการเคลื่อนที่ของเสียงต่ำสลับขึ้น–ลง สะท้อนกระบวนการสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงพฤติกรรมของธรรมชาติกับอัตลักษณ์ทางดนตรีพื้นบ้านอีสาน </p> คมจรัส ทองจรัส อภิรักษ์ ภูสง่า ชนิตร์นันท์ ไชยสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คมจรัส ทองจรัส https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 6 2 83 97