วิพิธพัฒนศิลป์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT
<p>วารสาร “วิพิธพัฒนศิลป์” ISSN 2985-265X (Online) รับตีพิมพ์บทความคุณภาพทางด้านศิลปะ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสาขาศิลปะ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และบุคคลทั่วไป ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน </p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาไทย ดังนี้</p> <p> (1) นักศึกษา บทความละ 1,500 บาท</p> <p> (2) บุคลากร บทความละ 2,000 บาท</p> <p> (3) บุคคลทั่วไป บทความละ 3,000 บาท</p> <p>2. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษบทความละ 4,500 บาท</p> <p>บัญชี : ธนาคารกรุงไทย</p> <p>ชื่อบัญชี : สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (เงินนอกงบประมาณ)</p> <p>เลขที่บัญชี : 982-2-56571-2</p> <p>หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ และค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วจะไม่คืนให้กับผู้เขียนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p>นอกจากนี้ วารสารวิพิธพัฒนศิลป์ มีความประสงค์สำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการของวารสาร เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงคุณภาพของวารสาร การให้บริการ ขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอความอนุเคราะห์ท่านโปรดตอบแบบสำรวจความพึงพอใจการใช้บริการของวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ ตามแบบประเมินด้านล่างนี้</p> <p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScoOqOOB3tKVuaIlU1cjpd5cg11lfuY0Yiks225-Rmvi4AbUQ/viewform">แบบประเมินความพึงพอใจการใช้บริการวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์</a></p>
Bunditpatanasilpa Institute of Fine Arts
th-TH
วิพิธพัฒนศิลป์
2730-3640
<p> เนื้อหาและข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้แต่งเท่านั้น โดยกองบรรณาธิการวารสารไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในบทความ</p> <p> </p>
-
การพัฒนาศิลปะการแสดงเพลงทรงเครื่องสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/284871
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการเคลื:อนไหวของร่างกายที:มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ของผู้สูงอายุ (2) สร้างสรรค์เพลงทรงเครื่องที่ส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อเพลงทรงเครื่องดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจํานวน 18 คนที่อาศัยอยู่ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสังเกตการเคลื:อนไหว แบบวัดสุขภาพจิตมาตรฐาน WHO-5 และแบบสอบถามความพึงพอใจผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้สูงอายุมีอารมณ์เชิงบวกเพิ่มขึ้นและอารมณ์เชิงลบลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยมีความสัมพันธ์ระหว่างท่าทางการเคลื่อนไหวที่เปิดกว้าง พลวัตมือแขน และช่วงกว้างการเคลื:อนไหวกับอารมณ์เชิงบวก (2) ผลการสร้างสรรค์เพลงทรงเครื่อง มีเนื้อหาสอดแทรกสาระที่ส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น การมองโลกในแง่ดี การสร้างพลังใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เมื่อทดลองใช้จริงพบว่าผู้สูงอายุมีคะแนนสุขภาพจิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ (3) ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อเพลงทรงเครื่องสร้างสรรค์ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความสนุกสนานและการมีส่วนร่วม ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เพลงทรงเครื่องสร้างสรรค์สามารถเป็นเครื่องมือทางศิลปะการแสดงที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนและสังคม</p>
ภาณุรัชต์ บุญส่ง
มาโนช บุญทองเล็ก
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
1
19
-
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/284704
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา 2. ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์หลังการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา ด้านความรู้และทักษะปฏิบัติท่ารำ และ 2. ความพึงพอใจที่มีต่อการเข้าร่วมฝึกอบรมเสริมทักษะนาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนประตูชัย จำนวน 20 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบอาสาสมัคร (Voluntary Selection) ที่มีความสนใจในหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์ ชุด ระบำอยุธยา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบมีโครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติท่ารำ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา มี 10 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมายการอบรม โครงสร้าง ขอบข่ายเนื้อหา เวลาการอบรม การดำเนินการจัดอบรม กิจกรรมการอบรม การวัดและประเมินผล โครงสร้างแผนการจัดฝึกอบรม และแผนกิจกรรมฝึกอบรม ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม จำนวน 10 วัน วันละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักสูตรฝึกอบรม ด้านความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนก่อนฝึกอบรม ( = 7.10, S.D. = 1.17) และหลักงฝึกอบรม ( = 18.05, S.D. = 1.32) จากคะแนนเต็ม 20 มีค่า t อยู่ที่ระดับ 27.8 ด้านทักษะการปฏิบัติท่ารำระบำอยุธยาโดยภาพรวม ( = 16.90, S.D. = 1.02) แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรฝึกอบรมทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะที่ดี และความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา พบว่า ความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.70, S.D. = 0.31)</p>
ฐิโนทัย ด่านกลาง
มาโนช บุญทองเล็ก
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
20
39
-
การสร้างชุดการสอนเมนทิมิเตอร์ เรื่อง วิธีการปรับวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ เพลงทยอยนอก สามชั้น ตามแนวทางของครูประสิทธิ์ ถาวร ศิลปินแห่งชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/266988
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดการสอนเมนทิมิเตอร์ เรื่อง วิธีการปรับวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ เพลงทยอยนอก สามชั้น ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะการบรรเลงเพลงทยอยนอก สามชั้น ของนักเรียนระดับพื้นฐานและประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระหว่างปรับวงโดยใช้ชุดการสอนเมนทิมิเตอร์กับการปรับวงแบบปกติ ดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน นักศึกษา วิชาเอกปี่พาทย์ วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ กำหนดแผนการทดลองแบบ Two Group Posttest Only Design จำแนกเป็น กลุ่มทดลอง คือ นักเรียนวิชาเอกปี่พาทย์ที่ทดลองใช้ชุดการสอน และ กลุ่มควบคุม ที่ปรับวงแบบปกติ ผลการศึกษาพบว่า 1) การทดสอบค่าประสิทธิภาพของชุดการสอน ครั้งที่ 1 แบบ 1 ต่อ 1 มีผล 80.20/81.73 ครั้งที่ 2 แบบกลุ่มย่อย 81.18/83.21 และครั้งที่ 3 ภาคสนาม มีประสิทธิภาพ 81.14/84.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้ง 3 ครั้ง สรุปผลได้ว่า ชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลการประเมินทักษะการบรรเลงจากการใช้ชุดการสอน สูงกว่า การปรับวงแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ทัตพล ชูเชิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ทัตพล ชูเชิด
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
40
55
-
การออกแบบมาสคอตสามมิติจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์วัดไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/284517
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและออกแบบมาสคอตสามมิติจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์วัดไทยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรม โดยเน้นการสร้างสรรค์ตัวละครที่สามารถสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรมและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทย และนักออกแบบตัวละคร รวมทั้งการวิจัยเชิงปริมาณโดยการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปต่อการออกแบบมาสคอต กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวที่มาเยือนวัดในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และการประเมินต้นแบบมาสคอต ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบสำคัญของการออกแบบมาสคอตจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์วัดไทยที่ประสบความสำเร็จต้องประกอบด้วย 1) การรักษาอัตลักษณ์และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยที่ชัดเจน 2) การปรับรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยและเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเป้าหมาย 3) การสร้างความน่ารักและเป็นมิตรโดยไม่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ และ 4) การมีเรื่องราวและบุคลิกที่โดดเด่น ต้นแบบมาสคอตที่พัฒนาขึ้นได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากนักท่องเที่ยว โดยร้อยละ 87.5 เห็นว่ามาสคอตสามารถสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรมได้ดี และร้อยละ 92.3 มีความสนใจในการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่ามาสคอตสามารถเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเชื่อทางพุทธศาสนาให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นการมีส่วนร่วมและประสบการณ์ที่มีความหมาย การพัฒนามาสคอตในรูปแบบสามมิติช่วยเพิ่มศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในสื่อดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ ทั้งแอปพลิเคชันมือถือ เกม ความเป็นจริงเสริม และสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยผ่านสื่อร่วมสมัย การวิจัยนี้จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมรดกทางวัฒนธรรมไทยและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
ณิชานันทน์ เสริมศรี
ฟาริดา วิรุฬหผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ณิชานันทน์ เสริมศรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
6 1
56
70
-
ผลการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติระบำนางสงกรานต์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/283209
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินทักษะปฏิบัติการแสดงระบำนางสงกรานต์ 2) ประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเอง และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการเรียนรู้โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา และผู้ที่มีความสามารถในการแสดงด้านนาฏศิลป์ไทย และมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 14 คน โดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง 2) แบบวัดทักษะปฏิบัติท่ารำระบำนางสงกรานต์ 3) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผลการถ่ายทอดรูปแบบการแสดงระบำนางสงกรานต์ ใช้กระบวนการถ่ายทอดท่ารำตามรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ โดยมีแนวคิดสำคัญคือการแบ่งทักษะใหญ่เป็นทักษะย่อย เพื่อให้ผู้รับการถ่ายทอดฝึกฝนทีละส่วนก่อนจะนำมาเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นทักษะที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 1) ขั้นสาธิตทักษะ 2) ขั้นสาธิตและให้ผู้รับการถ่ายทอดปฏิบัติทักษะย่อย 3) ขั้นให้ผู้้รับการถ่ายทอดปฏิบัติทักษะย่อย 4) ขั้นให้เทคนิควิธีการ และ 5) ขั้นให้ผู้้รับการถ่ายทอดเชื่อมโยงทักษะย่อย ที่สามารถพัฒนาทักษะในการปฏิบัติท่ารำของผู้รับการถ่ายทอดโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.07 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73 โดยผู้เรียนมีการรับรู้ความสามารถของตนเองของผู้รับการถ่ายทอดในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 และมีความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการถ่ายทอด ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50</p>
อาทิตยา เงินแดง
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์
ชวลิต สุนทรานนท์
ศวิตากัญพร เมืองทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อาทิตยา เงินแดง, ประวิทย์ ฤทธิบูลย์, ชวลิต สุนทรานนท์, ศวิตากัญพร เมืองทอง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
71
88
-
ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ชุด ระบำคล้องช้าง ในจังหวัดกำแพงเพชร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278085
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและความสำคัญของศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ชุดระบำคล้องช้าง ในจังหวัดกำแพงเพชร โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการแสดงพื้นบ้านชุดระบำคล้องช้าง ได้แก่ ปราชญ์ท้องถิ่น นักแสดงและนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง รวมจำนวนทั้งสิ้น 9 คน ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำมาวิเคราะห์และนำเสนอผ่านการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การแสดงระบำคล้องช้างในจังหวัดกำแพงเพชรไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุถึงช่วงเวลาที่เริ่มต้นอย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์บริบททางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ สันนิษฐานได้ว่าการแสดงนี้มีอายุมากกว่าหนึ่งศตวรรษ การฟื้นฟูระบำคล้องช้างเกิดขึ้นภายหลังปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่ยังคงรักษาประเพณีการแสดงนี้ไว้จนถึงปัจจุบัน </p> <p> ระบำคล้องช้างมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมภายในชุมชนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังสร้างความสุขให้แก่ผู้เข้าร่วมและผู้ชม ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะการแสดงพื้นบ้านจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและเสริมสร้างอัตลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชรให้คงอยู่</p>
ศศิณัฐ รักสุทธี
ณรงค์ฤทธิ์ เชาว์กรรม
จินตนา สายทองคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศศิณัฐ รักสุทธี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
89
106
-
วิวัฒนาการการประดับอุบะ ดอกไม้ทัดบนศิราภรณ์ในงานนาฏศิลป์ไทย โขนละคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/277898
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษารูปแบบและวิวัฒนาการของอุบะ ดอกไม้ทัด ที่นำมาประดับศิราภรณ์ในการแสดงนาฏศิลป์ไทยโขน ละคร ตั้งแต่เริ่มปรากฏนำมาใช้ในละครหลวงและสืบทอดมาถึงปัจจุบันชุดที่ใช้ในการแสดงโขน ละคร มาจากเครื่องต้นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์รวมถึงศิราภรณ์และอุบะ ดอกไม้ทัดในตำราทรงพระเครื่องต้นเรียกว่าดอกไม้ฟอง อุบ ะคือ ดอกไม้ที่ร้อยเป็นสายนำมาประกอบกันหลายสายประดับเพื่อให้เกิดความสวยงามมีหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมคืออุบะแขกพวงหรือเต่ารั้ง อุบะที่นำมาใช้ในยุคแรกทำจากดอกไม้สด ดอกไม้ทัดใช้ดอกไม้หลายประเภท เช่น ดอกมะเขือ ดอกมะละกอ ดอกกุหลาบหรือร้อยเย็บแบบจากดอกไม้ ปัจจุบันมีทั้งดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ทัดปรากฏบนศิราภรณ์ก่อนดอกไม้เพชร แต่เดิมถือว่ากรรเจียกจรบนศิราภรณ์คืออุบะ ดอกไม้ทัด ในสมัยรัชกาลที่ 1 เคยเป็นของต้องห้ามใช้เฉพาะในละครหลวงเท่านั้น การประดับอุบะ ดอกไม้ทัดปรากฏภาพถ่ายในละครทั่วไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ในอดีตใช้ดอกไม้สดและไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน จากการศึกษาปรากฏ 6 รูปแบบ รูปแบบที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันคือตัวพระประดับอุบะ ดอกไม้ทัดด้านขวา ตัวนางประดับอุบะ ดอกไม้ทัดด้านซ้าย และเป็นการแยกเพศสภาพตัวละคร ปัจจุบันนิยมแต่งกายยืนเครื่องอย่างโบราณทำให้มีการนำรูปแบบการประดับอุบะ ดอกไม้ทัดตามอย่างละครตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และมีการคิดค้นรูปแบบการประดับอุบะ ดอกไม้ทัดโดยวิเคราะห์ตามรูปแบบและความต้องการของผู้จัดการแสดง</p>
ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
107
123
-
สื่อสร้างสรรค์ละครคุณธรรมโดยใช้วรรณคดี เรื่อง มหาเวสสันดรชาดกเป็นฐาน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278077
<p>สื่อสร้างสรรค์ ละครคุณธรรมโดยใช้วรรณคดีเป็นฐาน มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างสรรค์ละครที่ส่งเสริมในด้านคุณธรรม จริยธรรม จากวรรณกรรมเรื่องมหาเวสสันดรชาดก โดยมีขอบเขตของการวิจัย 1) ขอบเขตด้านเนื้อหาจากวรรณคดี มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ชูชกและกัณฑ์กุมาร 2) ขอบเขตด้านบุคคล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านองค์ประกอบของการแสดง มีวิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร (Document) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Study) แบ่งออกเป็นระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูล ระยะที่ 2 ออกแบบการแสดงตามกระบวนการสร้างสรรค์ และฝึกซ้อมการแสดง ระยะที่ 3 ตรวจสอบคุณภาพ ระยะที่ 4 เผยแพร่และติดตามผล</p> <p> ผลการสร้างสรรค์ เป็นการแสดงละครตามวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดก โดยปรับบทให้มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการแสดง ตัวละครใช้การเคลื่อนไหวท่าทาง แสดงอารมณ์ตามสถานการณ์ด้วยการเจรจา มีการบรรจุเพลงร้องและเพลงบรรเลง การแต่งกาย เป็นไปตามเรื่องราวและวรรณะของตัวละครในเรื่อง พร้อมฉากและอุปกรณ์ แสง สี เสียง ที่ทำให้ผลงานเกิดความสมบูรณ์ </p>
วาสนา บุญญาพิทักษ์
วีรกร ศุขศาสตร์
ธนพล แก้วกว้าง
เจริญเสกข์ ปลื้มปรีชา
ภูษณ ฟ้อนรำดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thanaphon Kaewkwang
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
6 1
108
123