https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/issue/feed วิพิธพัฒนศิลป์ 2025-12-29T16:31:23+07:00 รศ.ดร.สมภพ เขียวมณี (Assoc. Prof. Dr. Somphop Khieomani) wipit.bpi@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสาร “วิพิธพัฒนศิลป์” ISSN 2985-265X (Online) รับตีพิมพ์บทความคุณภาพทางด้านศิลปะ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสาขาศิลปะ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และบุคคลทั่วไป ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน </p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาไทย ดังนี้</p> <p> (1) นักศึกษา บทความละ 1,500 บาท</p> <p> (2) บุคลากร บทความละ 2,000 บาท</p> <p> (3) บุคคลทั่วไป บทความละ 3,000 บาท</p> <p>2. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษบทความละ 4,500 บาท</p> <p>บัญชี : ธนาคารกรุงไทย</p> <p>ชื่อบัญชี : สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (เงินนอกงบประมาณ)</p> <p>เลขที่บัญชี : 982-2-56571-2</p> <p>หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ และค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วจะไม่คืนให้กับผู้เขียนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p>นอกจากนี้ วารสารวิพิธพัฒนศิลป์ มีความประสงค์สำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการของวารสาร เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงคุณภาพของวารสาร การให้บริการ ขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอความอนุเคราะห์ท่านโปรดตอบแบบสำรวจความพึงพอใจการใช้บริการของวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ ตามแบบประเมินด้านล่างนี้</p> <p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScoOqOOB3tKVuaIlU1cjpd5cg11lfuY0Yiks225-Rmvi4AbUQ/viewform">แบบประเมินความพึงพอใจการใช้บริการวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์</a></p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/282842 การพัฒนาสมรรถนะด้านนาฏศิลป์ไทย [โขนยักษ์] โดยการเรียนรู้ในการปฏิบัติงานจริง 2025-11-24T14:59:43+07:00 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก manoch_b@rmutt.ac.th อธิศักดิ์ ฤกษ์ดี athisak_r@mail.rmutt.ac.th คำรณ สุนทรานนท์ kamron_s@rmutt.ac.th ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ pravit@rmutt.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ รูปแบบการสอนซิปปาโมเดลและรูปแบบการสอนของครูนาฏศิลป์ไทยในอดีตในการจัดการเรียนรู้ 2) พัฒนาสมรรถนะทางด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ประโยชน์ต่อผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนนาฏศิลป์ไทย สาขาโขนยักษ์ ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ปีการศึกษา 2567 ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องรำหน้าพาทย์เชิดฉิ่งศรประจัน จำนวน 8 แผนการเรียนรู้ แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจผู้ที่เกี่ยวข้องในการใช้ประโยชน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ รูปแบบการสอนซิปปาโมเดล และรูปแบบการสอนของครูนาฏศิลป์ไทยในอดีต มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้เดิม ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ใหม่ ขั้นที่ 3 ปฏิบัติทักษะย่อย ขั้นที่ 4 แลกเปลี่ยนความรู้และปฏิบัติซ้ำ ๆ ขั้นที่ 5 ให้เทคนิคและเก็บรายละเอียด ขั้นที่ 6 เชื่อมโยงให้สมบูรณ์ และขั้นที่ 7 ประเมินผล โดยมีผลการพัฒนาสมรรถนะทางด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 56.84 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.36 และมีผลการพัฒนาสมรรถนะด้านทักษะปฏิบัติคิดเป็นร้อยละ 79.57 ซึ่งสูงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมถึงมีผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ประโยชน์ต่อผู้เรียน มีผลรวมค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.57 คิดเป็นร้อยละ 93.38 อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเทียบกับเกณฑ์แล้วมีความพึงพอใจสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/282980 การพัฒนาทักษะการบรรเลงอังกะลุงเบื้องต้น โดยการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด 2025-11-11T13:37:53+07:00 กนกวรรณ บุญทิพย์ภานนท์ teacherpoppo@gmail.com <p>การพัฒนาทักษะการบรรเลงอังกะลุงเบื้องต้น โดยการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) <br />ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางช้าย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงอังกะลุงเบื้องต้นของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดยางช้าย โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด (Think) ให้นักเรียนคิดหาคำตอบด้วยตนเองคนเดียว จับคู่ (Pair) ให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปัน (Share) ให้นักเรียนนำเสนอแนวคิดที่ได้จากการแลกเปลี่ยนกับชั้นเรียนทั้งหมดเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง <br />กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 12 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด จำนวน 6 แผน แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน <br />และแบบบันทึกผลการเรียนรู้ การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน <br />(One-Group Pretest–Posttest Design) โดยดำเนินการทั้งหมด 8 สัปดาห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 8 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 40 ซึ่งอยู่ในระดับ “ปรับปรุง” ส่วนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 92.08 อยู่ในระดับ “ดีมาก” <br />แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดสามารถพัฒนาทักษะการบรรเลงอังกะลุงของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกองค์ประกอบของทักษะ ทั้งความถูกต้องของระดับเสียง ทำนอง ความสม่ำเสมอของจังหวะ การอ่านโน้ต และการบรรเลงรวมวง ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้พบว่า ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนสูงขึ้น กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการบรรเลงอังกะลุงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าใจการเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน รู้จักการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม ส่งผลให้บรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปในเชิงบวก ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจในตนเองและกลุ่ม รวมทั้งมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนดนตรีไทยมากยิ่งขึ้น</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กนกวรรณ บุญทิพย์ภานนท์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/269320 สวดพระมาลัยคณะแม่วันดี จันจำรัส 2024-05-08T15:34:36+07:00 กณพ กิ้มเฉี้ยง kanop624@gmail.com ดุษฎี มีป้อม dusmeepom@gmail.com บำรุง พาทยกุล bumrung_ptk@hotmail.com <p> บทความวิจัยฉบับนี้นำเสนอข้อมูลตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ของการวิจัยเรื่อง การสร้างสรรค์ “ทักษิณมาลัยวาทย์” จากองค์ความรู้การสวดพระมาลัยคณะแม่วันดี จันจำรัส มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้การสวดพระมาลัยคณะแม่วันดี จันจำรัส โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการเก็บข้อมูลภาคสนามแบบมีส่วนร่วมจากสมาชิกคณะสวดพระมาลัยแม่วันดี จันจำรัส ตลอดจนนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 9 คน โดยมีผลการศึกษาดังนี้</p> <p> การสวดพระมาลัยคณะแม่วันดี จันจำรัส ตำบลท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบทที่ใช้ในการสวดพระมาลัยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท 1) บทพระมาลัยคำสวด ซึ่งเป็นบทที่มีต้นฉบับมาจาก<br />พระมาลัยคำสวดฉบับเก่า สันนิษฐานว่าประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นบทพระมาลัยคำสวดฉบับเดียวกับที่ใช้ในการสวดพระมาลัยทุกพื้นที่ ทั้งนี้ จากการสืบทอดแบบมุขปาฐะจึงทำให้มีสำนวนแตกต่างกันไปเล็กน้อย <br />2) บทนอกพระมาลัยคำสวด มีบทที่ใช้ในการเบิกโรง อำลา สื่อสารกับผู้ฟัง และบทลำ โดยส่วนมากจะเป็นบทที่นำมาจากบทวรรณกรรมหรือบทวรรณคดี ทั้งนี้ยังพบการนำเพลงพื้นบ้านอื่น เช่น บทลำตัด บอกชุด มาใช้ในการสวดพระมาลัยด้วย การบรรเลงดนตรีประกอบการสวดใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ รำมะนา และเครื่องประกอบจังหวะ มีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศเพื่อคลายความโศกเศร้าในงานศพ ทำนองที่ใช้ในการว่าบทเป็นทำนองสั้น มีทำนองเฉพาะของแต่ละบทแตกต่างกัน โดยมากจะมีจังหวะที่ไม่ต่อเนื่องและปรากฏลักษณะที่แตกต่างกับทำนองที่เป็นวรรคเป็นคู่แบบทำนองดนตรี มีลักษณะเด่นคือการใช้ “เอ เหะ เอ” ในการร้องเอื้อนทำนอง</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กณพ กิ้มเฉี้ยง, ดุษฎี มีป้อม, บำรุง พาทยกุล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/283098 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์ ชุด ระบำพรหมาสตร์ 2025-11-13T11:31:05+07:00 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก manoch_b@rmutt.ac.th นัฐพล จันทร์พิธาร nattapon_J@mail.rmutt.ac.th กัญชพร ตันทอง kanchaporn_t@rmutt.ac.th ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ pravit@rmutt.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์ ชุด ระบำพรหมาสตร์ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรและการประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรม กลุ่มเป้าหมายสัมภาษณ์เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแบบเจาะจง จำนวน 55 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 1 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ จำนวน 1 คน ครูวิชานาฏศิลป์โรงเรียนสตรียะลา จังหวัดยะลา จำนวน 3 คน และนักเรียนชุมนมนาฏศิลป์ไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสตรียะลา จังหวัดยะลา จำนวน 50 คน กลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชุมชุมนาฏศิลป์ โรงเรียนสตรียะลา จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบอาสาสมัคร (Voluntary Selection) ที่มีความสนใจในหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์ ชุดระบำพรหมาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะปฏิบัติการขับร้องเพลงการแสดง แบบประเมินทักษะปฏิบัติท่ารำการแสดง และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์ ชุด ระบำพรหมาสตร์ ใช้แนวคิดการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรจัดฝึกอบรม มี 10 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมายการอบรม โครงสร้าง ขอบข่ายเนื้อหา เวลาการอบรม การดำเนินการจัดอบรม กิจกรรมการอบรม การวัดและประเมินผล โครงสร้างแผนการจัดฝึกอบรม และแผนกิจกรรมฝึกอบรม จำนวน 6 แผน <br />รวม 21 ชั่วโมง 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักสูตรฝึกอบรม ด้านความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านทักษะปฏิบัติการขับร้องเพลงการแสดง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ <br />9 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.90 อยู่ในระดับดีมาก ด้านทักษะปฏิบัติ<br />ท่ารำการแสดง ครั้งที่ 2 สูงกว่าครั้งที่ 1 โดยครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน <br />ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.78 อยู่ในระดับปานกลาง ครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.06 อยู่ในระดับดีมาก</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/269879 กลวิธีการปรับวงมหาดุริยางค์ไทยเพลงชุดสำราญดนตรีกลอง ตามแนวทางครูประสิทธิ์ ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) 2024-05-08T15:30:33+07:00 อนุสรณ์ คดีเวียง anuson2541.kadewiang@gmail.com วัชรมณฑ์ อรัณยะนาค Aeh_aem1640@hotmail.com สาริศา ประทีปช่วง Sarisa14ketja@gmail.com <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากลวิธีการปรับวงมหาดุริยางค์ไทย เพลงชุดสำราญดนตรีกลอง ตามแนวทางครูประสิทธิ์ ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) วิธีการดำเนินงานวิจัยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ <br />โดยจาการสัมภาษณ์ การสังเกต และค้นคว้าจากเอกสารโดยกำหนดเก็บข้อมูลข้อมูล 3 ส่วน 1) ข้อมูลจากเอกสาร 2) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ 3) ข้อมูลจากการสังเกต เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 8 ท่าน และกลุ่มนักวิชาการดนตรีไทย จำนวน 3 ท่าน โดยจะนำข้อมูลที่ได้มาดำเนินการตรวจสอบคุณภาพแบบสามเส้า คือ 1) การตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล 2) การตรวจสอบสามเส้าวิธีรวบรวมข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีการปรับวงมหาดุริยางค์ไทยของครูประสิทธิ์ ถาวร ในการบรรเลงเพลงชุด สำราญดนตรีกลอง มีลักษณะเด่นคือ การกำหนดรูปแบบการบรรเลงแบบบังคับทางในทุกบทเพลง โดยใช้จังหวะกลองเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างเพลง รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงจังหวะของบทเพลงอย่างเป็นระบบ แนวทางการบรรเลงดังกล่าวก่อให้เกิดความสอดคล้องและกลมกลืนกันระหว่างกลุ่มเครื่องดนตรีดำเนินทำนอง และกลุ่มเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ส่งผลให้บทเพลงมีความต่อเนื่องและมีเอกภาพ<br />ทางดนตรี การปรับวงมหาดุริยางค์ไทยของครูประสิทธิ์ ถาวร ยังสะท้อนถึงการนำแนวคิดการบรรเลงของวงออร์เคสตรามาประยุกต์ใช้กับดนตรีไทย โดยมีการจัดสรรบทบาทการบรรเลงของเครื่องดนตรีในลักษณะสลับกัน หรือแบ่งช่วงการบรรเลงออกเป็นตอน ๆ ทั้งในกลุ่มเครื่องสายและกลุ่มปี่พาทย์ ทั้งนี้ยังคงเน้นการบรรเลงอย่างพร้อมเพรียงของเครื่องดนตรีทุกชนิด เพื่อสร้างพลังเสียงและความชัดเจนทางอารมณ์ของบทเพลง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับเสียง เช่น ความดัง ความหนัก–เบา รวมถึงความยาวและความสั้นของเสียง เพื่อเพิ่มมิติและความหลากหลายทางการแสดงออกทางดนตรี การบรรเลงเพลงชุดสำราญดนตรีกลอง สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลวิธี ได้แก่ 1) กลวิธีการขึ้นเพลง ซึ่งประกอบด้วยการขึ้นพร้อมกันทุกเครื่องดนตรี การขึ้นโดยเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง และการขึ้นเพลงโดยใช้จังหวะหน้าทับ 2) กลวิธีการเชื่อมต่อเพลง ได้แก่ การเชื่อมด้วยจังหวะกลอง การเชื่อมด้วยทำนองเพลง และการเชื่อมโดยการเปลี่ยนจังหวะกลอง 3) กลวิธีการบรรเลง ซึ่งประกอบด้วยการบรรเลงลูกล้อ การลักจังหวะ การเหลื่อมจังหวะ การสลับเครื่องดนตรี และการบรรเลงพร้อมกันทุกเครื่องดนตรี</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 anuson kadewiang, วัชรมณฑ์ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาริศา ประทีปช่วง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/279166 Exploring Intangible Cultural Heritage in Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province 2025-05-18T23:03:16+07:00 ธัญญาลักษณ์ ใจเที่ยง thanya02523@gmail.com <p>This qualitative research aims to (1) explore the intangible cultural heritage of Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province, and (2) develop guidelines for the conservation and promotion of such intangible cultural heritage. A snowball sampling approach involved 29 participants, including public servants, farmers, community volunteers, and village philosophers. The semi-structured interview was employed for data collection.</p> <p> According to the findings, there were thirty-three intangible cultural heritage artifacts: riceberry rice and young coconut ice cream, rice crackers, salted eggs, <em>RD43</em> rice, <em>Mu Hong</em>, crispy rice, processed products from Gac fruit, <em>Kaeng Bon</em>, <em>Khao tom Mat</em>, <em>Sai Krok Mu Som Khun Yai Noi</em>, <em>Pla Duk Fu</em> chili paste, Thai coconut rice pancake, <em>Phat Thai</em> with papaya strips, Thai-style fried banana, aromatic pounded unripe rice, <em>Mok Pla Chon</em>, basketry hats and woven arches, <em>Bai Si Phak Cham</em>, <em>Phan Lang Nam Sang</em>, fishnet weaving, carpentry, shipwright, Uncle Jam's Lotus Field, local herbs, Thai massage, local practitioners, <em>Tham Khwan Nak</em>, traditional water almsgiving, funeral rites, wedding ceremonies, rain retreat rituals, rice cultivation, and ordination ceremony rites. The development of guidelines included the integration of intangible cultural heritage curricula within educational institutions, the preservation of knowledge supported by information technology, the establishment of a dynamic repository for cultural heritage education, along with the soliciting support from educational entities, private sectors, and governmental bodies to effectively promote and incorporate intangible cultural heritage into both pedagogy and research.</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ธัญญาลักษณ์ ใจเที่ยง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/279476 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การแสดงฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา 2025-05-30T19:39:49+07:00 โสฬส มงคลประเสริฐ soros.mong9@gmail.com คำรณ สุนทรานนท์ kamron_s@rmutt.ac.th รจนา สุนทรานนท์ rojana_s@rmutt.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างหลักสูตรฝึกอบรมการแสดงฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้การแสดงฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะปฏิบัติการแสดงฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมต่อหลักสูตรฝึกอบรมการแสดงฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา</p> <p> กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยศึกษา วิชาเอกโขนลิง ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี <br />ปีการศึกษา 2567 จำนวน 11 คน โดยใช้วิธีการอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 2 วัน โดยใช้เวลา 12 ชั่วโมง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมชุดฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 4.89 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.32 2) ผู้เข้าอบรมมีผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อทดสอบด้วยสถิติ t-test พบว่า ค่า t = 20.49 3) ผู้เข้าอบรมมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 19.86 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.452 และ 4) ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมการแสดงฉุยฉายพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 4.89 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.144 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านได้พบว่ามีความพึงพอภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 soros mongkonprasert https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278291 นาฏยประดิษฐ์ ชุด นาฏะปันจักลีลา 2025-05-19T15:32:19+07:00 มรกต ไพรศรี praisri_morakot@yahoo.com <p>นาฏยประดิษฐ์ ชุด นาฏะปันจักลีลา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์และเผยแพร่<br>นาฏยประดิษฐ์ ชุด นาฏะปันจักลีลา โดยนำเสนอการแสดงที่ถ่ายทอดศิลปะป้องกันตัวปันจักสีลัต ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ตามหลักกระบวนการวิจัยที่สามารถอธิบายออกมาในรูปแบบงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านกระบวนการวิจัยสร้างสรรค์<br>ผลการศึกษาพบว่า นาฏยประดิษฐ์ ชุด นาฏะปันจักลีลา มีแรงบันดาลใจและแนวคิดมาจาก<br>สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น<br>ผู้หญิงจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำจากอคติทางจารีต ประเพณี<br>และวัฒนธรรม ทำให้บางคนสูญเสียโอกาสและได้รับผลกระทบในชีวิตอย่างหนัก<br>ด้วยสาเหตุนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผู้วิจัยตระหนักถึงความเท่าเทียมและการป้องกันสิทธิสตรี<br>จึงเกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดง<br>ที่สามารถนำศิลปะป้องกันตัวมาผสมผสานกับความสวยงามอ่อนช้อย<br>แต่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งของผู้หญิง<br>โดยการนำการกระบวนท่าต่อสู้ป้องกันตัวปันจักสีลัตมาผสมผสานกับศิลปะการเต้นร็องเง็งนาฏศิลป์พื้<br>นบ้านภาคใต้ จนเกิดเป็นนาฏยประดิษฐ์ ชุด นาฏปันจักลีลา<br>ที่มีความแข็งแกร่งของกระบวนท่าต่อสู้และความนุ่มนวลอ่อนช้อยจากกระบวนท่าเต้นของนาฏศิลป์<br>การแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 อัตลักษณ์ของสตรีมุสลิม<br>ขึ้นต้นด้วยการขับร้องเป็นภาษามลายู ทำนองดนตรีเป็นจังหวะช้า ช่วงที่ 2<br>การฝึกหัดศิลปะป้องกันตัว จังหวะดนตรีมีความกระชับขึ้น ใช้จังหวะและทำนองดนตรีสุมาตรา ช่วงที่<br>3 การประลองฝีมือจากการฝึกป้องกันตัวปันจักสีลัต<br>จังหวะดนตรีมีการผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อเร้าอารมณ์</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มรกต ไพรศรี