https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/issue/feed วิพิธพัฒนศิลป์ 2026-04-30T00:00:00+07:00 รศ.ดร.สมภพ เขียวมณี (Assoc. Prof. Dr. Somphop Khieomani) wipit.bpi@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสาร “วิพิธพัฒนศิลป์” ISSN 2985-265X (Online) รับตีพิมพ์บทความคุณภาพทางด้านศิลปะ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสาขาศิลปะ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และบุคคลทั่วไป ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน </p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาไทย ดังนี้</p> <p> (1) นักศึกษา บทความละ 1,500 บาท</p> <p> (2) บุคลากร บทความละ 2,000 บาท</p> <p> (3) บุคคลทั่วไป บทความละ 3,000 บาท</p> <p>2. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษบทความละ 4,500 บาท</p> <p>บัญชี : ธนาคารกรุงไทย</p> <p>ชื่อบัญชี : สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (เงินนอกงบประมาณ)</p> <p>เลขที่บัญชี : 982-2-56571-2</p> <p>หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ และค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วจะไม่คืนให้กับผู้เขียนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p>นอกจากนี้ วารสารวิพิธพัฒนศิลป์ มีความประสงค์สำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการของวารสาร เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงคุณภาพของวารสาร การให้บริการ ขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงขอความอนุเคราะห์ท่านโปรดตอบแบบสำรวจความพึงพอใจการใช้บริการของวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ ตามแบบประเมินด้านล่างนี้</p> <p><a href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScoOqOOB3tKVuaIlU1cjpd5cg11lfuY0Yiks225-Rmvi4AbUQ/viewform">แบบประเมินความพึงพอใจการใช้บริการวารสารวิพิธพัฒนศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์</a></p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278077 สื่อสร้างสรรค์ละครคุณธรรมโดยใช้วรรณคดี เรื่อง มหาเวสสันดรชาดกเป็นฐาน 2025-07-14T11:12:57+07:00 วาสนา บุญญาพิทักษ์ wassana.srjp@gmail.com วีรกร ศุขศาสตร์ dramaticarts8@gmail.com ธนพล แก้วกว้าง guideqanta1994@gmail.com เจริญเสกข์ ปลื้มปรีชา jaroensek@gmail.com ภูษณ ฟ้อนรำดี pusonza@gmail.com <p>สื่อสร้างสรรค์ ละครคุณธรรมโดยใช้วรรณคดีเป็นฐาน มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างสรรค์ละครที่ส่งเสริมในด้านคุณธรรม จริยธรรม จากวรรณกรรมเรื่องมหาเวสสันดรชาดก โดยมีขอบเขตของการวิจัย 1) ขอบเขตด้านเนื้อหาจากวรรณคดี มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ชูชกและกัณฑ์กุมาร 2) ขอบเขตด้านบุคคล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านองค์ประกอบของการแสดง มีวิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร (Document) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Study) แบ่งออกเป็นระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูล ระยะที่ 2 ออกแบบการแสดงตามกระบวนการสร้างสรรค์ และฝึกซ้อมการแสดง ระยะที่ 3 ตรวจสอบคุณภาพ ระยะที่ 4 เผยแพร่และติดตามผล</p> <p> ผลการสร้างสรรค์ เป็นการแสดงละครตามวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดก โดยปรับบทให้มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการแสดง ตัวละครใช้การเคลื่อนไหวท่าทาง แสดงอารมณ์ตามสถานการณ์ด้วยการเจรจา มีการบรรจุเพลงร้องและเพลงบรรเลง การแต่งกาย เป็นไปตามเรื่องราวและวรรณะของตัวละครในเรื่อง พร้อมฉากและอุปกรณ์ แสง สี เสียง ที่ทำให้ผลงานเกิดความสมบูรณ์ สามารถนำสู่สาธารณชนในรูปแบบของการแสดง และสื่อการเรียนรู้ ที่ช่วยปลูกฝัง ส่งเสริมคุณธรรม อันดีงามในจิตใจของเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข </p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Thanaphon Kaewkwang https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/284871 การพัฒนาศิลปะการแสดงเพลงทรงเครื่องสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ 2026-02-09T00:57:19+07:00 ภาณุรัชต์ บุญส่ง Panurat_b@rmutt.ac.th มาโนช บุญทองเล็ก manoch_b@rmutt.ac.th ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ pravit@rmutt.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของร่างกายกับอารมณ์ของผู้สูงอายุ (2) พัฒนาศิลปะการแสดงเพลงทรงเครื่องสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต และ (3) ประเมินผลของกิจกรรมดังกล่าวต่อสุขภาพจิตและความพึงพอใจของผู้สูงอายุ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ในรูปแบบ Exploratory Sequential Design กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสังเกตการเคลื่อนไหว แบบประเมินสุขภาพจิต WHO-5 และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Sample t-test และ Pearson’s correlation</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้สูงอายุมีอารมณ์เชิงบวกเพิ่มขึ้นและอารมณ์เชิงลบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) (2) การเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเปิดกว้างและมีพลวัตมีความสัมพันธ์กับอารมณ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (3) กิจกรรมเพลงทรงเครื่องสร้างสรรค์ส่งผลให้คะแนนสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ (4) ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจในระดับสูง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ศิลปะการแสดงพื้นบ้านสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/284704 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา 2026-03-05T13:27:44+07:00 ฐิโนทัย ด่านกลาง thinothai_d@mail.rmutt.ac.th มาโนช บุญทองเล็ก manoch_b@rmutt.ac.th ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ pravit@rmutt.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม และ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการเข้าร่วมฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนประตูชัย จำนวน 20 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบอาสาสมัครที่มีความสนใจในหลักสูตรฝึกอบรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติท่ารำ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมเสริมทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย ชุด ระบำอยุธยา มี 10 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมายการอบรม โครงสร้าง ขอบข่ายเนื้อหา เวลาการอบรม การดำเนินการจัดอบรม กิจกรรมการอบรม การวัดและประเมินผล โครงสร้างแผนการจัดฝึกอบรม และแผนกิจกรรมฝึกอบรม ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม จำนวน 10 วัน วันละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักสูตรฝึกอบรม ด้านความรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนก่อนฝึกอบรม ( = 7.10, S.D. = 1.17) และหลังฝึกอบรม ( = 18.05, S.D. = 1.32) <br />จากคะแนนเต็ม 20 มีค่าที อยู่ที่ระดับ 27.8 ด้านทักษะการปฏิบัติท่ารำระบำอยุธยาโดยภาพรวม ( = 16.90, S.D. = 1.02) แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรฝึกอบรมทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะที่ดี และความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.70, S.D. = 0.31)</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ผศ.ดร.มาโนช บุญทองเล็ก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/266988 การสร้างชุดการสอนเมนทิมิเตอร์ เรื่อง วิธีการปรับวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ เพลงทยอยนอก สามชั้น ตามแนวทางของครูประสิทธิ์ ถาวร ศิลปินแห่งชาติ 2024-03-13T13:44:07+07:00 ทัตพล ชูเชิด thatpholchuchert@gmail.com <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดการสอนเมนทิมิเตอร์ เรื่อง วิธีการปรับวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ เพลงทยอยนอก สามชั้น ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะการบรรเลงเพลงทยอยนอก สามชั้น ของนักเรียนระดับพื้นฐานและประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระหว่างปรับวงโดยใช้ชุดการสอนเมนทิมิเตอร์กับการปรับวงแบบปกติ ดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน นักศึกษา วิชาเอกปี่พาทย์ วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ กำหนดแผนการทดลองแบบ Two Group Posttest Only Design จำแนกเป็น กลุ่มทดลอง คือ นักเรียนวิชาเอกปี่พาทย์ที่ทดลองใช้ชุดการสอน และ กลุ่มควบคุม ที่ปรับวงแบบปกติ ผลการศึกษาพบว่า 1) การทดสอบค่าประสิทธิภาพของชุดการสอน ครั้งที่ 1 แบบ 1 ต่อ 1 มีผล 80.20/81.73 ครั้งที่ 2 แบบกลุ่มย่อย 81.18/83.21 และครั้งที่ 3 ภาคสนาม มีประสิทธิภาพ 81.14/84.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้ง 3 ครั้ง สรุปผลได้ว่า ชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลการประเมินทักษะการบรรเลงจากการใช้ชุดการสอน สูงกว่า การปรับวงแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ทัตพล ชูเชิด https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/284517 การออกแบบมาสคอตสามมิติจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์วัดไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2026-01-26T15:34:01+07:00 ณิชานันทน์ เสริมศรี nichanant.se@ssru.ac.th ฟาริดา วิรุฬหผล farida.vi@ssru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและออกแบบมาสคอตสามมิติจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์วัดไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเน้นการสร้างสรรค์ตัวละคร สื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรมและดึงดูดนักท่องเที่ยว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและนักออกแบบตัวละคร รวมทั้งการวิจัยเชิงปริมาณโดยการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และการประเมินต้นแบบมาสคอต ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบสำคัญของการออกแบบมาสคอตที่ประสบความสำเร็จต้องประกอบด้วย 1) การรักษาอัตลักษณ์และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยที่ชัดเจน 2) การปรับรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยและเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเป้าหมาย 3) การสร้างความน่ารักและเป็นมิตรโดยไม่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ และ 4) การมีเรื่องราวและบุคลิกที่โดดเด่น ต้นแบบมาสคอตที่พัฒนาขึ้นจากโปรแกรม Blender ได้รับการตอบรับเชิงบวก โดยร้อยละ 87.5 เห็นว่าสามารถสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรมได้ดี และร้อยละ 92.3 มีความสนใจในการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้อง เห็นได้ว่ามาสคอตสามารถเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเชื่อทางพุทธศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาในรูปแบบสามมิติช่วยเพิ่มศักยภาพการนำไปประยุกต์ใช้ในสื่อดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ ขยายการเข้าถึงกลุ่มเยาวชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยผ่านสื่อร่วมสมัย การวิจัยนี้จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมรดกทางวัฒนธรรมไทยและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ณิชานันทน์ เสริมศรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/283209 ผลการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติระบำนางสงกรานต์ 2025-11-24T15:21:45+07:00 อาทิตยา เงินแดง artitaya_n@rmutt.ac.th ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ jomyut_30@hotmail.com ชวลิต สุนทรานนท์ chaovalit99@hotmail.com ศวิตากัญพร เมืองทอง 1165107220261@rmutt.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบของเดวีส์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติระบำนางสงกรานต์ 2) ศึกษาผลการรับรู้ความสามารถของตนเอง และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบของเดวีส์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา และผู้ที่มีความสามารถในการแสดงด้านนาฏศิลป์ไทยมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 14 คน โดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง 2) แบบวัดทักษะปฏิบัติท่ารำระบำนางสงกรานต์ 3) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผลการถ่ายทอดรูปแบบการแสดงระบำนางสงกรานต์ ใช้กระบวนการถ่ายทอดท่ารำตามรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์มีแนวคิดสำคัญคือการแบ่งทักษะใหญ่เป็นทักษะย่อย ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 1) ขั้นสาธิตทักษะ 2) ขั้นสาธิตและให้ผู้รับการถ่ายทอดปฏิบัติทักษะย่อย 3) ขั้นให้ผู้้รับการถ่ายทอดปฏิบัติทักษะย่อย 4) ขั้นให้เทคนิควิธีการ และ 5) ขั้นให้ผู้รับการถ่ายทอดเชื่อมโยงทักษะย่อย ที่สามารถพัฒนาทักษะในการปฏิบัติท่ารำของผู้รับการถ่ายทอดโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.07 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73 โดยผู้เรียนมีการรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 และมีความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการถ่ายทอดในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อาทิตยา เงินแดง, ประวิทย์ ฤทธิบูลย์, ชวลิต สุนทรานนท์, ศวิตากัญพร เมืองทอง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/278085 ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ชุด ระบำคล้องช้าง ในจังหวัดกำแพงเพชร 2025-07-25T11:33:27+07:00 ศศิณัฐ รักสุทธี ssasinut39@gmail.com ณรงค์ฤทธิ์ เชาว์กรรม Narongrit.chao@gmail.com จินตนา สายทองคำ krujin@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการและความสำคัญของศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ชุด ระบำคล้องช้าง ในจังหวัดกำแพงเพชร โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการแสดงพื้นบ้าน ชุด ระบำคล้องช้าง ได้แก่ ปราชญ์ท้องถิ่น นักแสดงและนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง รวมจำนวนทั้งสิ้น 9 คน ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำมาวิเคราะห์และนำเสนอผ่านการพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การแสดงระบำคล้องช้างในจังหวัดกำแพงเพชรไม่มีหลักฐานระบุถึงช่วงเวลาที่เริ่มต้นอย่างชัดเจน แต่จากการวิเคราะห์บริบททางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่สันนิษฐานว่ามีอายุมากกว่าหนึ่งศตวรรษ การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ทั้งในพื้นที่ตำบลไตรตรึงษ์และ ตำบลนครชุม โดยปราชญ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชนดำเนินการรวบรวมองค์ความรู้ จัดฝึกซ้อม และพัฒนาการแสดง<br />ในองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อสืบทอดและอนุรักษ์ศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้คงอยู่จนถึงปัจจุบันระบำคล้องช้างมีบทบาทสำคัญทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรม เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น สร้างความสุขให้แก่ผู้แสดงและผู้ชม พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะการแสดงพื้นบ้านจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและสร้างอัตลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชรให้คงอยู่</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศศิณัฐ รักสุทธี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT/article/view/277898 วิวัฒนาการการประดับอุบะ ดอกไม้ทัดบนศิราภรณ์ในงานนาฏศิลป์ไทย โขนละคร 2025-04-02T11:57:09+07:00 ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์ khwanfa.star@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษารูปแบบและวิวัฒนาการของอุบะ ดอกไม้ทัด ที่นำมาประดับศิราภรณ์ในการแสดงนาฏศิลป์ไทยโขน ละคร ตั้งแต่เริ่มปรากฏนำมาใช้ในละครหลวงและสืบทอดมาถึงปัจจุบันชุดที่ใช้ในการแสดงโขน ละคร มาจากเครื่องต้นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์รวมถึงศิราภรณ์และอุบะ ดอกไม้ทัดในตำราทรงพระเครื่องต้นเรียกว่าดอกไม้ฟอง อุบ ะคือ ดอกไม้ที่ร้อยเป็นสายนำมาประกอบกันหลายสายประดับเพื่อให้เกิดความสวยงามมีหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมคืออุบะแขกพวงหรือเต่ารั้ง อุบะที่นำมาใช้ในยุคแรกทำจากดอกไม้สด ดอกไม้ทัดใช้ดอกไม้หลายประเภท เช่น ดอกมะเขือ ดอกมะละกอ ดอกกุหลาบหรือร้อยเย็บแบบจากดอกไม้ ปัจจุบันมีทั้งดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ทัดปรากฏบนศิราภรณ์ก่อนดอกไม้เพชร แต่เดิมถือว่ากรรเจียกจรบนศิราภรณ์คืออุบะ ดอกไม้ทัด ในสมัยรัชกาลที่ 1 เคยเป็นของต้องห้ามใช้เฉพาะในละครหลวงเท่านั้น การประดับอุบะ ดอกไม้ทัดปรากฏภาพถ่ายในละครทั่วไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ในอดีตใช้ดอกไม้สดและไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน จากการศึกษาปรากฏ 6 รูปแบบ รูปแบบที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันคือตัวพระประดับอุบะ ดอกไม้ทัดด้านขวา ตัวนางประดับอุบะ ดอกไม้ทัดด้านซ้าย และเป็นการแยกเพศสภาพตัวละคร ปัจจุบันนิยมแต่งกายยืนเครื่องอย่างโบราณทำให้มีการนำรูปแบบการประดับอุบะ ดอกไม้ทัดตามอย่างละครตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และมีการคิดค้นรูปแบบการประดับอุบะ ดอกไม้ทัดโดยวิเคราะห์ตามรูปแบบและความต้องการของผู้จัดการแสดง</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์