https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/issue/feed
วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2025-12-28T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ แสนทวีสุข
grad_snru@hotmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร</strong> จัดทำและเผยแพร่โดยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบตีพิมพ์ (Print) โดยได้เริ่มจัดทำตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ได้เริ่มจัดทำตั้งแต่ปีที่ 9 ฉบับที่ 44 กันยายน - ตุลาคม 2555</p> <p class="card-text"><strong>หมายเลข ISSN วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร </strong></p> <p class="card-text"> - ISSN (Print) : 2774-0420 - ISSN (Online) : 2697-3855</p> <p><strong>ขอบข่ายวารสาร</strong></p> <div> <p> วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ได้จัดทำวารสารฉบับภาษาไทยขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความงานวิจัยและบทความวิชาการในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวคือ ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศิปศาสตร์ การจัดการ สารสนเทศศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ ของคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> </div> <div> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ul> <li class="show">บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</li> </ul> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong>เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ</p> <ul> <li class="show">- ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม เผยแพร่ 15 เมษายน</li> <li class="show">- ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน เผยแพร่ 15 กรกฎาคม</li> <li class="show">- ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน เผยแพร่ 15 ตุลาคม</li> <li class="show">- ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม เผยแพร่ 15 มกราคม</li> </ul> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p> ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p> วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มีผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยประเมินตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด โดยเริ่มมีการประเมินบทความที่ส่งเข้าระบบ ThaiJo2 ตั้งแต่ มกราคม 2565 เป็นต้นไป</p> </div> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong>บทความที่ส่งมาเพื่อขอตีพิมพ์ จะต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากกำหนด Peer Review ประเมินบทความได้แล้ว และในกรณีที่บทความได้รับการประเมินผลไม่สามารถตีพิมพ์ได้ ท่านจะไม่ได้รับค่าตีพิมพ์คืนในทุกกรณี มีอัตราการเก็บค่าตีพิมพ์ ดังนี้</p> <ul> <li class="show">- นักศึกษาปริญญา ภายในและภายนอกสถาบัน ค่าธรรมเนียม 2,000 บาท</li> <li class="show">- นักศึกษาปริญญาโท-เอก ภายในและภายนอกสถาบัน ค่าธรรมเนียม 4,000 บาท </li> <li class="show">- นักวิชาการ ภายนอกสถาบัน ค่าธรรมเนียม 4,000 บาท</li> <li class="show">- คณาจารย์ประจำ และบุคลากร ภายในสถาบัน ค่าธรรมเนียม 2,000 บาท</li> </ul> <p>*ชำระค่าตีพิมพ์บทความโดยการโอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา</p> <p> ชื่อบัญชี : เงินรับฝากอื่นมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร บัญชีเลขที่ : 421-1-17857-8</p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/274891
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี
2024-11-21T09:22:33+07:00
จุฬาลักษณา ประพันธ์
churalaksana@pbpvc.ac.th
สัมฤทธิ์ แสงทอง
churalaksana@pbpvc.ac.th
ไพรัช มณีโชติ
churalaksana@pbpvc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 302 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมัน 0.987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) และสถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหูคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก พิจารณาเป็นรายด้านมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ปัจจัยด้านบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยด้านการมีงานทำ ปัจจัยด้านเหตุผลส่วนตัว ปัจจัยด้านหลักสูตร ปัจจัยด้านชื่อเสียงภาพลักษณ์วิทยาลัย 2) การตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก พิจารณาเป็นรายด้านมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การนำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ การวิเคราะห์ทางเลือก การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด การระบุปัญหา การพัฒนาทางเลือก การระบุข้อจำกัดของปัจจัย และการสร้างระบบควบคุมและประเมินผล 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีวศึกษาของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรี มี 4 ด้านประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านเหตุผลส่วนตัว 2) ปัจจัยด้านหลักสูตร 3) ปัจจัยด้านบุคคลที่เกี่ยวข้อง และ 4) ปัจจัยด้านการมีงานทำ โดยมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ร่วมกัน ร้อยละ 75.20 และสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบได้ ดังนี้ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" /> <sub>tot</sub> = 0.854 + 0.338X<sub>1</sub> + 0.151 X<sub>3</sub> + 0.171 X<sub>4</sub> + 0.151 X<sub>5</sub></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/274375
แนวทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
2024-11-12T15:05:01+07:00
อนุพงษ์ พรมเมือง
anupong57ed@gmail.com
นาวี อุดร
nawee@npu.ac.th
อัครวัฒน์ บุปผาทวีศักดิ์
nawee@npu.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา และ 4) เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 26 คน และครู จำนวน 311 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 337 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเป็นไปได้ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของแนวทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็น ด้านที่มีค่าสูงกว่าค่าโดยรวม ได้แก่ ด้านอุบัติเหตุ และด้านร่างกายและจิตใจ 3) แนวทางทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ประกอบด้วย (1) ด้านอุบัติเหตุ (2) ด้านร่างกายและจิตใจ (3) ด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน (4) ด้านการใช้ความรุนแรง และ (5) ด้านภัยพิบัติ และ 4) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา พบว่า แนวทางการพัฒนางานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275136
ทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อสุขภาวะองค์กร ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี
2024-12-01T14:07:16+07:00
Arthitiya Detphadung
arthitiya.dph@gmail.com
Phuwadon Chulasukhont
phuwadon84@gmail.com
Sermsap Vorapanya
sermsapvorapanya@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี 2) ศึกษาระดับสุขภาวะองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี และ 3) ศึกษาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อสุขภาวะองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ มีจำนวน 269 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบ่งแบบชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ได้แก่ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะด้านมีวิสัยทัศน์ และทักษะด้านความร่วมมือ 2) สุขภาวะองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน และอยู่ในระดับมาก 1 ด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำ ได้แก่ ด้านการเชื่อมโยงกับชุมชน ด้านทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพในที่ทำงาน ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพในการทำงาน และด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมในการทำงาน 3) ทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ทักษะด้านมีวิสัยทัศน์ ทักษะด้านความร่วมมือ และ ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ สามารถทำนายสุขภาวะองค์กรในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ได้ร้อยละ 62.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/274215
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเสริมต่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2024-12-09T09:10:48+07:00
พักตร์พิไล พิมพันธ์
Phakpilaiphim@gmail.com
กชกร ธิปัตดี
Phakpilaiphim@gmail.com
สิริสุดา ทองเฉลิม
Phakpilaiphim@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเสริมต่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้เทคนิคการเสริมต่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเสริมต่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอำนาจเจริญพิทยาคม จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ จำนวน 12 ชุด แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเสริมต่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.00/83.92 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ คือ เกณฑ์ 80/80 2) ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 75.75 ซึ่งอยู่ในระดับสูง และ 3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิคการเสริมต่อการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.67 และ S.D. = 0.58)</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/274826
การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ ผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองนครพนม
2024-11-20T16:16:27+07:00
สิรินา มุงธิสาร
sirinagamegee@gmail.com
เอกลักษณ์ เพียสา
sirinagamegee@gmail.com
วาโร เพ็งสวัสดิ์
sirinagamegee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน สังกัดเทศบาลเมืองนครพนม กลุ่มเป้าหมายการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม จำนวน 175 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .80–1.00 โดยสภาพที่เป็นจริงมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .31–.97 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สภาพที่ควรจะเป็นมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .30–.66 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.55) สภาพที่ควรจะเป็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.71) 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาพรวม (PNI<sub>Modified</sub> = 0.053) เรียงลำดับองค์ประกอบที่มีค่า PNI<sub>Modifie</sub> จากมากไปหาน้อย ได้แก่ การกระตุ้นทางปัญญา การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม การสร้างแรงบันดาลใจ และการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ตามลำดับ 3) การศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม พบว่า ด้านที่ต้องการนำไปหาแนวทางพัฒนา ได้แก่ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275658
การโอนย้าย/ลาออก ของข้าราชการและพนักงานจ้าง กรณีศึกษาเทศบาลในเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
2024-12-20T13:38:14+07:00
พัฒนภรณ์ แสนบุตร
ploysone11@gmail.com
วัลลภ พิริยวรรธนะ
s65563825004@ssru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจโอนย้ายหรือลาออกของข้าราชการและพนักงานจ้างของเทศบาล ในเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการโอนย้ายหรือลาออกของข้าราชการและพนักงานจ้างของเทศบาลในเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล<br />การโอนย้าย การลาออก ความผูกพันต่อองค์กรเป็นกรอบการวิจัย ข้าราชการและพนักงานจ้างที่ปฏิบัติงานอยู่เทศบาลในเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จำนวนทั้งสิ้น 291 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 168 คน แยกเป็นกลุ่มตัวอย่าง เทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ จำนวน 108 คน และแยกเป็นกลุ่มตัวอย่าง เทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า จำนวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง กำหนดตามแนวคิดของ Taro Tamane การวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, t-test,และ F-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยภายในองค์กรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโอนย้ายหรือลาออกของข้าราชการและพนักงานจ้าง ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และ 2) ปัจจัยความผูกพันกับองค์กรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโอนย้ายหรือลาออกของข้าราชการและพนักงานจ้าง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมุติฐาน ทั้ง 7 สมมุติฐาน พบว่า ข้าราชการและพนักงานจ้าง มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ (ต่อเดือน) ตำแหน่ง และอายุราชการในองค์กรแตกต่างกัน มีการตัดสินใจโอนย้ายและลาออก ไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปแก้ไขปัญหา และหาแนวทางแก้ไขเพื่อลดอัดตราการโอนย้ายหรือลาออกของข้าราชการและพนักงานจ้าง โดยการกำหนดนโยบายการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้การคงอยู่ของข้าราชการและพนักงานจ้างได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพ</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275573
การประเมินหลักสูตรวิชาชีพตัดเย็บพื้นฐาน ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพบีฟอร์ลาว แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP Model)
2024-12-18T10:49:28+07:00
สิรินุช สุริยะคำ
sirinuch.nan@gmail.com
สุวิสาข์ จรัสกมลพงศ์
sirinuch.nan@gmail.com
พิจิตรา ธงพานิช
sirinuch.nan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรวิชาชีพตัดเย็บพื้นฐาน ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพบีฟอร์ลาว แขวงสะหวันนะเขต โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ดังนี้ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหาร 2 คน ครูผู้สอนวิชาชีพตัดเย็บ 1 คน คณะกรรมการมูลนิธิ 1 คน ผู้เรียนที่กำลังศึกษา 5 คน และศิษย์เก่า 33 คน รวมทั้งสิ้น 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) บริบท หลักสูตรส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริง รองรับตลาดแรงงานและชุมชน มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 2) ปัจจัยนำเข้า ครูผู้สอนมีความเชี่ยวชาญ ผู้เรียนตั้งใจพัฒนาทักษะ จัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.95 3) กระบวนการ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ครบทุกด้าน มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับผู้เรียน มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 และ 4) ผลผลิต ผู้เรียนและศิษย์เก่ามีพัฒนาการด้านทักษะและคุณลักษณะส่วนบุคคล สามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.83</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275473
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของครู จังหวัดสมุทรสงคราม
2025-01-13T15:15:39+07:00
จิรเมธ เจียงตระกูล
jiramate.jia@mail.pbru.ac.th
จุฬาพร ศรีรังสรรค์
jiramate.jia@mail.pbru.ac.th
อภิชาติ เลนะนันท์
jiramate.jia@mail.pbru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จังหวัดสมุทรสงคราม 2) ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของครู จังหวัดสมุทรสงคราม และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของครู จังหวัดสมุทรสงคราม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูระดับมัธยมศึกษา จังหวัดสมุทรสงคราม ปีการศึกษา 2566 จำนวน 201 คน ผู้วิจัยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยได้มาด้วยเทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ เครือข่ายการเรียนรู้นวัตกรรม การมีทักษะการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม บรรยากาศแห่งองค์กรนวัตกรรม และการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม 2) การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของครู จังหวัดสมุทรสงคราม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การลงมือปฏิบัติจริง การทำงานร่วมกัน บทบาทผู้สอน การใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้ทักษะการเรียนรู้ และ 3) ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของครูในจังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า บรรยากาศแห่งองค์กรนวัตกรรม (X<sub>4</sub>) และการมีทักษะการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (X<sub>3</sub>) มีประสิทธิผลการทำนาย ร้อยละ 31.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถสร้างสมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบได้ ดังนี้ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" /><sub>tot</sub><em> = </em>2.451 + 0.238 (X<sub>4</sub>) + 0.215 (X<sub>3</sub>)</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275817
การมีส่วนร่วมหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม จากเมืองรองสู่เมืองหลัก
2025-01-08T11:33:45+07:00
พสิษฐ์ จันแดง
jamierash23@gmail.com
สำราญ วิเศษ
jamierash23@gmail.com
วรวุฒิ อินทนนท์
jamierash23@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม จากเมืองรองสู่เมืองหลัก, 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมจากเมืองรองสู่เมืองหลัก และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมหน่วยงานภาครัฐใน<br />การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมจากเมืองรองสู่เมืองหลัก กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 378 คน โดยใช้สูตรของยามาเน่ (Yamane Taro) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaires) ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมจากเมืองรองสู่เมืองหลัก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์, ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ และด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมจากเมืองรองสู่เมืองหลัก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พิจารณารายปัจจัย พบว่า ปัจจัยด้านแรงจูงใจ, ปัจจัยด้านการสื่อสาร และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม จากเมืองรองสู่เมืองหลัก โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s correlations Coefficient) พบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275779
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในภาคตะวันออก
2025-01-08T10:54:58+07:00
พรพัชร ปิ่นทอง
dc4duck@gmail.com
ลินดา นาคโปย
dc4duck@gmail.com
พรทิพย์ อ้นเกษม
dc4duck@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับของปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 4) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู จำนวน 274 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (rating scales) 5 ระดับ แบ่งออกเป็น 2 ตอน จำนวน 51 ข้อ มีผลการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ข้อคำถามมีดัชนี IOC อยู่ระหว่าง .80–1.00 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .76– .91 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยใช้วิธี enter</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับของปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านภาวะผู้นำ ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามลำดับ 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผล ตามลำดับ 3) ปัจจัยการบริหารกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง (r<sub>xy </sub>= .818) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เรียงลำดับตามอำนาจพยากรณ์จากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาวะผู้นำ และด้านโครงสร้างองค์กร สามารถร่วมกันทำนายการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 85.90 และเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ได้คือ Y´ = 1.067 + .434X<sub>2</sub> + .233X<sub>4</sub> + .185X<sub>3</sub> + .167X<sub>1 </sub>และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้คือ Z´Y = .454Z<sub>2</sub> + .222Z<sub>4</sub> + .186Z<sub>3</sub> + .168Z<sub>1</sub></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275736
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1
2025-01-30T10:17:38+07:00
กัลยรัตน์ กางถิ่น
opavarada@gmail.com
ลินดา นาคโปย
opavarada@gmail.com
พรทิพย์ อ้นเกษม
opavarada@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร 2) ระดับการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา และ 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 285 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่ และมอร์แกน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi–stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม โดยได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ด้านการพัฒนาครู และด้านการจัดหลักสูตรและการเรียนการสอน ตามลำดับ 2) ระดับการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการปฏิบัติการนิเทศ ด้านการวางแผนการนิเทศ ด้านการประเมินผลและรายงานผล ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ และด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ ตามลำดับ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารส่งผลต่อการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา เรียงลำดับตามอำนาจพยากรณ์จากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ด้านการจัดหลักสูตรและการเรียนการสอน ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ และด้านการพัฒนาครู สามารถร่วมกันทำนายการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 74.80 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ ดังนี้ Y´= .193 + .456X<sub>2</sub> + .296X<sub>4</sub>+ .107X<sub>1</sub> + .092X<sub>3</sub> และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานได้ ดังนี้ Z´Y = .597Z<sub>2</sub> + .285Z<sub>4</sub> + .105Z<sub>1</sub> + .089Z<sub>3</sub></p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/275617
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
2024-12-20T13:41:32+07:00
ชาติชนก เหง้าละคร
chatchanokngaolakhon1994@gmail.com
วันเพ็ญ นันทะศรี
chatchanokngaolakhon1994@gmail.com
ทรัพย์หิรัญ จันทรักษ์
chatchanokngaolakhon1994@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในโรงเรียน จำนวน 322 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่วิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร มีอำนาจในพยากรณ์การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน มี 4 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดให้มีสิ่งจูงใจให้กับครู 2) การกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน 3) การบริหารจัดการหลักสูตร และ 4) การจัดการเรียนรู้</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/273690
การพัฒนาตราสินค้าผ่านอัตลักษณ์ชุมชนและการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน
2025-01-23T11:29:13+07:00
Sittisak Suwannee
sittisak.s@snru.ac.th
ภัทร์ศินี แสนสำแดง
patsi_1st@hotmail.com
นันธารา ธุลารัตน์
nunthara2527@gmail.com
จิรภัทร เริ่มศรี
jiraphat.r@snru.ac.th
ลฎาภา ศรีพสุดา
ladapa@snru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาตราสินค้าผ่านอัตลักษณ์ชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เป็นงานวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) แบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)<br />เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก, การสนทนากลุ่ม, เก็บข้อมูลประเภทเอกสารตำรา บทความ งานวิจัย และแบบสอบถามการสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนแบบบูรณาการ โดยมี กรณีศึกษา คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลาร้าบองพิทักษ์ธรรม บ้านดงมะไฟ ต.ขมิ้น อ.เมือง จ.สกลนคร</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การออกแบบตราสินค้าผ่านอัตลักษณ์ชุมชนนั้น ผู้ออกแบบควรมีส่วนร่วมในการซึมซับอัตลักษณ์และวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างเข้าใจ จนก่อเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการและมีรูปแบบที่น่าสนใจ น่าจดจำ สามารถสื่อสารถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงคุณภาพที่ได้รับ มีบุคลิกภาพชัดเจน ดูทันสมัย ไม่ตกยุค ซึ่งการออกแบบพัฒนาตราสินค้าที่ดีควรผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกในชุมชนที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์และสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชุมชนที่มีอยู่ จนสามารถพัฒนาตราสินค้าออกมาภายใต้ชื่อ “ปลาร้าบองพิทักษ์ธรรม”นำไปสู่การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ผ่าน 5 ช่องทาง ประกอบด้วย 1) การโฆษณา 2) การประชาสัมพันธ์ 3) การส่งเสริมการขาย 4) การใช้พนักงานขาย และ 5) การตลาดทางตรง ผลจากการสื่อสาร พบว่า การสื่อสารแบบบูรณาการสามารถสร้างการรับรู้และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าจนก่อให้เกิดการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสะดวกสบาย ลดต้นทุนด้านการสื่อสาร เก็บรวบรวมข้อมูลผู้บริโภคเพื่อนำไปส่งเสริมการขายในภายภาคหน้า ทั้งนี้ การสื่อสารต้องมีความต่อเนื่อง หลากหลาย ครอบคลุมทั้งในส่วนของสื่อออนไลน์และออฟไลน์ และสื่อสารในทิศทางเดียวกัน เพื่อสามารถต่อยอดและสร้างเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ในอนาคต</p>
2025-12-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร