วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM <p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ </span><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ </span></strong></p> <p> วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ เป็นวารสารระดับชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>โดยบทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประเมิน (reviewers) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน โดยพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้พิจารณาบทความ และผู้เกี่ยวข้อง (double-blinded review)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการฯ ได้เริ่มจัดทำขึ้นวัน 1 กันยายน 2554 ปีที่ 1 <br />ฉบับที่ 1 (กันยายน - ธันวาคม 2554) ISSN 2229-1598 (Print) รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ วันที่ 1 มกราคม 2559 ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2562) E-ISSN 2697-4460 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2568) จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 3057-1758 (Online) โดยมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ประกอบด้วย</p> <p> ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)</p> <p> ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)</p> <p> ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความในวารสาร</strong></p> <p> ผู้ส่งบทความจะชำระเมื่อผู้ส่งบทความดำเนินการปรับบทความตามรูปแบบของวารสารเบื่ยงต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางบรรณาธิการแจ้งให้ผู้ส่งบทความชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /> บทความภาษาไทย 4,500 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ 6,500 บาท</p> <p> </p> <p> </p> th-TH <p>ข้อความและบทความในวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ เป็นแนวคิดของผู้เขียน ไม่ใช่ความคิดเห็นและความรับผิดชอบของคณะผู้จัดทำ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการ วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์</p> <p>ข้อความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการีพิมพ์ในวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ หากบุคคลใดหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการก่อนเท่านั้น</p> haruthai.s@rmutr.ac.th (ดร.หฤทัย สมศักดิ์) haruthai.s@rmutr.ac.th (ดร.หฤทัย สมศักดิ์) Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 อิทธิพลของโซ่ความเย็นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการการสูญเสียอาหาร ของผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/278560 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของปัจจัยโซ่ความเย็นและปัจจัยการจัดการการสูญเสียอาหารของผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของโซ่ความเย็นที่ส่งผลต่อการจัดการการสูญเสียอาหารของผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณกับผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย คัดเลือกแบบเจาะจงและสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 348 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพคือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งออกผลไม้ไทย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบ สอบถามด้วยค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบนําตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยมีระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยโซ่ความเย็นในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 และปัจจัยการจัดการการสูญเสียอาหาร มีระดับความคิดเห็นในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.23 และ (2) ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ พบว่า ตัวแปรทำนายด้านโซ่ความเย็น ได้แก่ ระบบทำความเย็น คลังสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ การขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ การแปรรูปและจัดจำหน่าย การติดตามและการตรวจสอบกลับ เป็นตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กัน และมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับการจัดการการสูญเสียอาหารที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าอัตราความแปรปรวนเฟ้อของตัวแปรทำนายพบว่า ไม่มีภาวะร่วมเส้นตรงพหุ ในการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้ ผลการวิเคราะห์ สัมประสิทธิ์การถดถอยพบว่า ปัจจัยโซ่ความเย็นมีอิทธิพลต่อปัจจัยการจัดการการสูญเสียอาหารของผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สิรภพ วงศ์ลภัส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/278560 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพบริการร้านอาหารจานด่วนและความพึงพอใจ ของผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276997 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์วิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพบริการร้านอาหารจานด่วนและความพึงพอใจของผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผู้วิจัยรวบรวมความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 323 คน และนำกลับมาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลวิจัยพบว่า คุณภาพบริการร้านอาหารจานด่วนกับความพึงพอใจของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่า r = 0.60 กับมีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ค่า r<sup>2</sup> = 0.36 ส่งผลให้มีปัจจัยอื่นแทรกได้ร้อยละ 64 นอกจากนี้พบว่า องค์ประกอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและคุณภาพอาหารมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับความพึงพอใจของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมีค่า r = 0.53 กับ 0.50 และด้วยเหตุนี้ ทำให้มีแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการของร้านอาหารจานด่วนจำนวน 3 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมกายภาพ คุณภาพอาหาร และคุณภาพบริการของพนักงาน</p> กันตภณ หลอดโสภา, สุภาภรณ์ พลเที่ยง, สุภาพร ทองสร้อย, นุสรา บุญมาตุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276997 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในการชำระภาษี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276999 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์วิจัยเพื่อศึกษาระดับการรับรู้คุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในการชำระภาษี โดยผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มาชำระภาษีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 394 คน วิเคราะห์สถิติประกอบด้วย สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลวิจัยพบว่า คุณภาพบริการมีคะแนนเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมาก = 4.34 และ SD 0.39 และความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยระดับมากทั้งในภาพรวมและค่าเฉลี่ย โดย = 4.39 และ SD 0.64 นอกจากนี้ผลวิจัยยังพบว่า คุณภาพบริการมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขนาดมากที่ค่า R = 0.70 และมีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ R<sup>2</sup> .49 ส่งผลให้มีปัจจัยอื่นกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้าได้ร้อยละ 51 และอาจหมายถึงความต่างกันด้านอายุ การศึกษาและรายได้ของผู้มาติดต่อชำระภาษีขององค์กร อันเป็นเหตุให้มีอย่างน้อย 3 แนวทางสำหรับนำไปพัฒนาคุณภาพบริการจัดเก็บภาษีให้ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ที่มาใช้บริการจากองค์กรแห่งนี้</p> วาสนา ศรีมะเรือง, จุไรวรรณ ปัตถาภูมิพัชร์, อภิชาติ เนียงภา, จิราพร บุญธรรมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276999 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการดำเนินชีวิตและการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ ของเล่นสะสมอาร์ตทอย (Art Toy) ของผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280635 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินชีวิตที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อ และ 2) เพื่อศึกษาการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อของเล่นสะสมอาร์ตทอยของผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 385 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบัค 0.983 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการดำเนินชีวิต ด้านกลุ่มทันกระแส ด้านกลุ่มนำเทรนด์ และ ด้านกลุ่มรับตาม ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อของเล่นสะสมอาร์ตทอยของผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.814-0.954 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหูคูณ (R) เท่ากับ 0.873 และมีค่าสัมประสิทธิ์ของการพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) มีอำนาจในการพยากรณ์รวมเท่ากับร้อยละ 76.30 และ 2) การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้านกระแสนิยม ด้านความต้องการเฉพาะ และด้านความบันเทิงส่งผลต่อความตั้งใจซื้อของเล่นสะสมอาร์ตทอยของผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.850-0.950 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหูคูณ (R) เท่ากับ 0.890 และมีค่าสัมประสิทธิ์ของการพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) มีอำนาจในการพยากรณ์รวมเท่ากับร้อยละ 79.10</p> ชูใจ สุภาภัทรพิศาล, นตา เตชะบุญมาส, กิตติพร พูลสวัสดิ์, เมษาวดี สุขกรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280635 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้: กรณีศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276832 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ จังหวัดอำนาจเจริญ และ 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ จำแนกตามลักษณะประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยในจังหวัดอำนาจเจริญ โดยทำการสุ่มตัวอย่างการวิจัย เชิงสำรวจ จำนวน 378 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการการศึกษา สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test และ F-test ผลการศึกษาพบว่า ระดับความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ ภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากมากไปน้อยได้ดังนี้ด้านความต่อเนื่อง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 รองลงมา คือ ด้านความเท่าเทียมกัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.04 ด้านความโปร่งใส มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 ด้านการเข้าถึงได้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.90 ตามลำดับ การเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ จังหวัดอำนาจเจริญ จำแนกตามลักษณะประชากรศาสตร์ ผู้สูงอายุที่มีเพศแตกต่างกัน ด้านการเข้าถึง และด้านความโปร่งใส มีระดับความ พึงพอใจต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ ไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านความเท่าเทียมกัน และด้านความต่อเนื่อง มีระดับความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้สูงวัยที่มีการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ไม่แตกต่างกัน</p> ลัดดาพร ช้อนทอง, นวลจันทร์ แนบชิด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276832 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนา : กรณีศึกษา อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/279570 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานด้านการพัฒนา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่กับการดำเนินงานด้านการพัฒนา 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนา และ 5) นำเสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อ การดำเนินงานด้านการพัฒนา: กรณีศึกษา อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 377 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ จำนวน 6 คน กำหนดแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) การดำเนินงานด้านการพัฒนา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก <br />(3) ปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินงานด้านการพัฒนาเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง <br />(4) ปัจจัยการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนา มี 4 ปัจจัยได้แก่ ปัจจัยด้านมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน ปัจจัยด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ปัจจัยด้านการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี และปัจจัยด้านการวางแผนกำลังคนเชิงยุทธศาสตร์ และ (5) ข้อเสนอแนะประกอบด้วย 1) ควรมีการปฏิบัติโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีอย่างจริงจัง จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานมาก 2) ควรมีการประเมินผลงานโดยหน่วยงานที่มีประสบการณ์อย่างตรงไปตรงมา และ 3) การบริหารงานแบบมืออาชีพควรทำงานด้วยความรับผิดชอบสูงสุด ต่อผลสำเร็จของงานตามวัตถุประสงค์</p> กนกภักดิ์ บุญสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/279570 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การทำการตลาดออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ กรณีศึกษากระเป๋าสานจากผักตบชวา “ยิ้มไทย” ตำบลคลองนกกระทุง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280309 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาศักยภาพและโอกาสของการทำการตลาดออนไลน์ ในการสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นธรรมชาติ โดยกรณีศึกษากระเป๋าสานจากผักตบชวา ตำบลคลองนกกระทุง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม</p> <ol start="2"> <li>เพื่อพัฒนาแนวทางและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์ ที่เหมาะสมในการสร้างการรับรู้ให้แก่ผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา “ยิ้มไทย” ของชุมชนตำบลคลองนกกระทุง</li> <li>เพื่อศึกษาหลักการและแนวทางการทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย สำหรับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น</li> <li>เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา โดยมุ่งสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น</li> </ol> <p>งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยได้สร้างเพจและบัญชีสื่อสังคมออนไลน์บน Facebook, Instagram และ TikTok ภายใต้แบรนด์ “ยิ้มไทย” เพื่อทดลองทำการตลาดออนไลน์ และใช้เป็นเครื่องมือในการสังเกตการณ์ เก็บข้อมูลการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การตลาดออนไลน์เป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังเป็นกระบวนการสร้างคุณค่า เสริมความยั่งยืน และส่งเสริมการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจชุมชนในระยะยาว โดยในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคสามารถจดจำแบรนด์ได้แม้เป็นสินค้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เนื่องจากเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคุณค่าท้องถิ่นและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความ โดดเด่นในสายตาผู้รับสาร และก่อให้เกิด “การเปิดรับข้อมูล” ของผู้บริโภคมากขึ้น</p> <p>โดยเฉพาะเมื่อใช้สื่อประเภท วิดีโอสั้น เช่น TikTok ซึ่งเน้นความกระชับและความบันเทิง ผลวิจัยพบว่าวิดีโอสั้นเหล่านี้มียอดเข้าชมและการมีส่วนร่วม (engagement) สูงภายในไม่กี่วัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภคให้ความสนใจกับ คอนเทนต์สั้นที่น่าสนใจและกระตุ้นอารมณ์ มากกว่าคอนเทนต์ยาวแบบเดิม สอดคล้องกับผลของงานวิจัย“วิดีโอสั้น” เช่น Reels หรือ TikTok เป็นเครื่องมือทรงพลังในการดึงความสนใจและเพิ่มการจดจำแบรนด์ เนื่องจากผู้ชมยุคใหม่ชื่นชอบสื่อที่รวดเร็วและดึงดูดสายตา ซึ่งช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อิสรี ไพเราะ, ธนิต พฤกธรา, กัลยรัตน์ เส็งหะพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280309 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการทรัพยากรอาคารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280966 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการทรัพยากรอาคารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อระบุปัญหาการจัดการทรัพยากรอาคารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) เพื่อเสนอนวัตกรรมการจัดการทรัพยากรอาคารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารอาคาร นักพัฒนาระบบ และผู้ใช้งานในอาคาร จากหน่วยงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 15 ราย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้วิจัยได้แก่แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการทรัพยากรอาคารในปัจจุบันยังยึดกับโครงสร้างการบริหารแบบแยกส่วน ขาดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไม่ทั่วถึง 2) ปัญหาที่พบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการขาดระบบสารสนเทศที่บูรณาการ การวิเคราะห์ข้อมูลที่จำกัด และการขาดแนวทางสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในระยะยาว และ 3) นวัตกรรมที่เสนอประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การมีนโยบายที่ชัดเจน 2) การเสริมสร้างองค์ความรู้และสมรรถนะบุคลากร และ 3) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ไอโอที, ปัญญาประดิษฐ์ และ คลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อยกระดับการจัดการทรัพยากรอาคารให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และรองรับความซับซ้อนของการใช้อาคารในยุคดิจิทัล</p> พรเทพ เกิดมนต์, ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ, ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280966 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280501 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินความต้องการจำเป็นพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรในระดับการศึกษา<br />ขั้นพื้นฐาน (2) กำหนดกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ (3) ตรวจสอบคุณภาพกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีหลายระยะ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณคือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 440 โรงเรียน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญการวิจัยเชิงคุณภาพคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา การบริหารสถานศึกษา และการบริหารเทคโนโลยีการศึกษา จำนวน 18 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แนวคำถามการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ และการสนทนากลุ่มเฉพาะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) องค์ประกอบของการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรที่มีความต้องการจำเป็นพัฒนา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 10 องค์ประกอบย่อย (2) กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์หลัก 29 กลยุทธ์รอง และ 92 กลยุทธ์ปฏิบัติการ โดยกลยุทธ์หลักมีความครอบคลุมสมรรถนะด้านการรู้ดิจิทัล การใช้ทักษะดิจิทัล การผลิตและสื่อสารด้วยเครื่องมือดิจิทัล การแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล การประเมินข้อมูลสารสนเทศดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม และ (3) คุณภาพกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ความครอบคลุมและสอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสู่ครูนวัตกร และความเหมาะสมที่จะนำไปใช้จริงในบริบทเป้าหมายทั้งด้านความเป็นประโยชน์ ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้</p> นุ่นนภา เหล่าเจริญ, พงษ์สุวรรณ ศรีสุวรรณ, ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280501 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280324 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 3) เพื่อประเมินกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ค่า IOC รวมของผลรวมทุกด้านในภาพรวมทั้งหมดคือ 0.985 หรือประมาณ 98.5% ซึ่งแสดงถึงความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์การวิจัยในระดับที่ดีมากและใช้ได้ การวิจัยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบของกลยุทธ์ฯ โดยศึกษาจากเอกสาร ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 7 คน ตอนที่ 2 การพัฒนาร่างกลยุทธ์ฯ และตรวจสอบโดยการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน ตอนที่ 3 การประเมินกลยุทธ์ฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน โดยใช้สถิติหาค่าความถี่ของผลการประเมินด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของกลยุทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของนักเรียน ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก 12 องค์ประกอบย่อยได้แก่ ด้านปัจจัยภัยคุกคามทางไซเบอร์ 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การโต้เถียง ปะทะคารม ยั่วยุ การนินทาหรือด่าทอ 2) การคุกคาม ข่มขู่ ติดตาม ก่อกวน 3) การหมิ่นประมาท 4) การปลอมตัว แอบอ้างชื่อ แฮกข้อมูล 5) การกีดกันทางสังคม และด้านแนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียนในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 7 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การเฝ้าระวังติดตามการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของนักเรียน 2) จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 3) การจัดการเรียนรู้สื่อสังคมออนไลน์หลากหลาย 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ 5) การนำนักเรียนศึกษาดูงาน 6) มีศูนย์กลางโดยการจัดบุคลากรเฉพาะงานให้รับผิดชอบโดยตรง 7) กำหนดนโยบายและระบุหน้าที่อย่างชัดเจนและ 84 วิธีดำเนินการ 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ ที่ประกอบด้วย 12 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ P-valaue=0.866,chi-square=3297.970,df=3389, chi-square/df=0.973,CFI=1.000, GFI =0.921, AGFI =0.901, RMSEA =0.000 แสดงให้เห็นว่า โมเดลมีความเหมาะสมและสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ผลการประเมินกลยุทธ์พบว่ามีความเหมาะสมสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก</p> สุนันทา จันทร์ชูกลิ่น, จํารัส แจ่มจันทร์, ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280324 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการคุณภาพการบริการของโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ในพื้นที่ภาคตะวันตก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280887 <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพรรณนาปัญหาและอุปสรรคของการจัดการคุณภาพการบริการของโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ภาคตะวันตก 2) เพื่อวิเคราะห์การจัดการคุณภาพการบริการของโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ภาคตะวันตก 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบนวัตกรรมการจัดการคุณภาพการบริการของโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ภาคตะวันตก เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากผู้ใช้บริการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง จำนวน 12 ราย และผู้ให้บริการ จำนวน 10 ราย ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระโดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกแบบเจาะจง ด้วยวิธีการกําหนดคุณสมบัติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและอุปสรรคของการจัดการคุณภาพการบริการส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและทำให้มาตรฐานไม่สม่ำเสมอ ทั้งปัญหาด้านสุขอนามัยและการจัดการมูลฝอยผลกระทบภาพลักษณ์หากขาดระบบรองรับที่ชัดเจน ข้อจำกัดด้านบุคลากร ระบบ และพื้นที่ 2) การจัดการคุณภาพบริการสร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานสุขอนามัย ความปลอดภัย และความพึงพอใจ แม้กฎหมายยังไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจน แต่โรงแรมต่าง ๆ ใช้วิธีการออกนโยบายภายในเพื่อกำกับดูแล เช่น การแบ่งโซนสัตว์เลี้ยง และการทำความสะอาดเชิงลึก ทั้งนี้การสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์มักเชื่อมโยงกับความจริงใจ ความโปร่งใส และการให้บริการที่ยืดหยุ่น ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจและกลับมาใช้บริการซ้ำ 3) รูปแบบนวัตกรรมการจัดการคุณภาพการบริการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองความคาดหวัง คุณภาพการบริการชี้ให้เห็นว่าการรู้จักและเข้าใจ และ ความเชื่อมั่นในบริการคือมิติสำคัญ ขณะที่การบูรณาการกับกรอบ 7S ของแมคคินซีย์สะท้อนว่า ค่านิยมร่วมและกลยุทธ์ภายในองค์กรเป็นกลไกหลักในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและปลอดภัย งานวิจัยนี้เสนอรูปแบบนวัตกรรมการจัดการคุณภาพการบริการแบบบูรณาการประกอบด้วยสามแกนหลัก ได้แก่ นวัตกรรมเชิงความน่าเชื่อถือ นวัตกรรมเชิงประสบการณ์ และนวัตกรรมเชิงระบบ ซึ่งเชื่อมโยงและเกื้อกูลกันภายใต้ค่านิยมว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัว อันเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณภาพการบริการที่โดดเด่นและยั่งยืนของโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง</p> สาวิตรี ใจแจ้ง, กาญจนา พันธุ์เอี่ยม, ชัยฤทธิ์ ทองรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280887 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280850 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพบริบทธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกันในเขตย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อวิเคราะห์การจัดการธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกันในกรุงเทพมหานคร ตามมิติผู้ประกอบการและมิติผู้ใช้บริการ 3) เพื่อเสนอรูปแบบนวัตกรรมการจัดการธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกันกับบริบทย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ภายใต้กรอบทฤษฎีคุณภาพการบริการ และส่วนประสมทางการตลาดบริการ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสําคัญแบบเจาะจงด้วยวิธีการกําหนดคุณสมบัติ คือ ผู้ประกอบการพื้นที่ทำงานร่วมกันระดับผู้บริหารในเขตย่านศูนย์กลางธุรกิจจำนวน 7 ราย และผู้ใช้บริการ 14 ราย ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการระดับปานกลาง จาก 7 เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพบริบทธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกันในเขตย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานครมีจุดร่วมด้านภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ ความหนาแน่นของแรงงานอิสระ ธุรกิจสตาร์ทอัพ และองค์กร การเดินทางสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ แต่กลุ่มผู้ใช้บริการแต่ละย่านแตกต่างฃ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะพื้นที่ 2) การวิเคราะห์การจัดการธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกันในกรุงเทพมหานคร พบว่าผู้ประกอบการใช้แพ็กเกจที่ยืดหยุ่น ประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล และสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการทำงาน ขณะที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และการบริการที่เอาใจใส่ ส่งผลต่อความผูกพันและการใช้บริการซ้ำ 3) รูปแบบนวัตกรรมการจัดการธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมกันกับบริบทย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เป็นรูปแบบโมเดลเชิงโครงสร้าง 3 ระดับเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างคุณค่า ความพึงพอใจ และความภักดีของผู้ใช้บริการ ประกอบด้วย (1) ปัจจัยหลัก คือ ความเข้าใจ ความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่น สิ่งที่จับต้องได้ และการตอบสนอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้ใช้บริการ (2) ปัจจัยรอง คือ บุคลากร หลักฐานทางกายภาพ กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาด ช่วยขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพบริการ และ (3) ปัจจัยสนับสนุน คือ ราคาและสถานที่จัดจำหน่าย เพื่อเสริมประสบการณ์</p> ดวงธิดา ทารพันธ์, สุพัตรา ยอดสุรางค์, ชัยฤทธิ์ ทองรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280850 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 Improving the Logistics for Shipping Second-hand Mobile Phones from China to Thailand https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280875 <p>This study investigates the optimization of cross-border logistics for shipping second-hand mobile phones from China to Thailand, focusing on logistical bottlenecks, cultural and regulatory constraints, and the effectiveness of innovative solutions. Using a qualitative case study approach—stakeholder interviews, field simulations of ten shipments, and comparative benchmarks—we identify inefficiencies in mode selection, customs clearance (including IMEI and HS-code misclassification), and reverse logistics (i.e., returns and repair flows). Evaluated strategies include IMEI pre-registration, blockchain-enabled customs processing, augmented reality (AR) inspection support, and rail-centered multimodal logistics with a Chiang Mai smart-warehouse node.</p> <p>Results show measurable performance gains: IMEI pre-registration reduces order-change rates by 67% and accelerates clearance by up to 40%; blockchain shortens processing time from 96 to 36 hours (≈62.5%); AR cuts physical-inspection time and port delays by &gt;60%; rail lowers line-haul cost by 18%, while warehouse sorting efficiency improves by 40%. Comparative benchmarks indicate Thailand’s competitive rework capability but higher unit cost ($0.38/kg vs. $0.25/kg to Vietnam) and slower clearance (76%), highlighting scope for policy and process reform. We recommend aligning HS codes to distinguish refurbished devices from e-waste, mandating digital preprocessing (IMEI + blockchain), and localizing last-mile operations; together, these measures provide a practical roadmap for a more resilient, efficient, and culturally adaptive logistics framework for the circular electronics trade.</p> Gao Zhanpeng , Rojsuwan Rojsuwan ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280875 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จในโรงงานคอนกรีตในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277686 <p>การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญของปัจจัยทางโลจิสติกส์กับปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จของโรงงานคอนกรีตแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยทางโลจิสติกส์กับปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางโลจิสติกส์กับปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ บริษัท ห้างร้าน หน่วยงานราชการผู้รับเหมาก่อสร้าง ช่างก่อสร้าง หรือเจ้าของบ้านที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อที่เคยสั่งซื้อหรือมีประสบการณ์ในการใช้งานคอนกรีตผสมเสร็จของโรงงานคอนกรีตในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไม่น้อยกว่า 1-2 ปี ที่ผ่านมา จำนวน 134 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบการคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ที่ระดับค่าความเชื่อมั่นที่ 95% เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามออนไลน์ การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาและการทดสอบความเชื่อมั่น โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยสำคัญทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งมากที่สุด คือ การคาดการณ์ความต้องการ รองลงมาคือ กิจกรรมเกี่ยวกับการขนส่ง ส่วนปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุด คือ ด้านค่าใช้จ่าย 2) ปัจจัยทางโลจิสติกส์ทุกด้านมีความสัมพันธ์กับปัจจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และ 3) ปัจจัยทางโลจิสติกส์ด้านการคาดการณ์ความต้องการมีความสัมพันธ์สูงสูงสุดกับปัจจัยด้านเวลาของการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง (<em>X<sup>2</sup></em> = 355.798) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงระบบการคาดการณ์ความต้องการและการบริหารต้นทุนการขนส่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการโรงงานคอนกรีตและสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> ภูวิศา ฉวาง, บวรวิทย์ โรจน์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277686 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามต่อความไม่ผูกพันในงาน ของบุคลากร ในมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลไชน่านอร์มอล ประเทศจีน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/278112 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามที่มีต่อความไม่ผูกพันในงานพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลไชน่านอร์มอล 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความหมายของงานที่มีต่อความไม่ผูกพันในงาน และ 3) เพื่อศึกษาบทบาทของความหมายของงานในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามกับความไม่ผูกพันในงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลไชน่านอร์มอล จำนวน 541 คน โดยสุ่มเลือกตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความไม่ผูกพันในงานในแบบจำลองที่ 1 แต่ไม่มีนัยสำคัญในแบบจำลองที่ 2 ความหมายของงานมีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อความไม่ผูกพันในงานทั้งในแบบจำลองที่ 1 และแบบจำลองที่ 2 นอกจากนี้ 2) ผลการวิจัยในแบบจำลองที่ 2 พบว่าความหมายของงานมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามและความไม่ผูกพันในงาน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมพฤติกรรมความไม่ผูกพันในงาน ในขณะที่ความหมายของงานทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับซึ่งช่วยลดผลกระทบเชิงลบของผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามต่อพฤติกรรมความไม่ผูกพันในงาน และ 3) ผลการวิจัยนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของปัจจัยทางจิตวิทยา ได้แก่ การรับรู้ความหมายของงานซึ่งมีบทบาทในการช่วยลดผลกระทบของผลตอบแทนที่ไม่สมดุลกับความพยายามต่อพฤติกรรมความไม่ผูกพันในงาน นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางให้องค์กรพัฒนานโยบายและกลยุทธ์สำหรับส่งเสริมการรับรู้ความหมายของงาน เพื่อช่วยเพิ่มความผูกพันในงานของพนักงาน</p> หวาง ยูเว่ย, สำเริง ไกยวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/278112 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาประสิทธิภาพในการให้บริการตามความคาดหวังกับที่ได้รับจริงของผู้รับบริการจากเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277143 <p>บทความวิจัยเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ความคาดหวังของผู้รับบริการถูกนำมาเปรียบเทียบกับที่ได้รับจริงในการให้บริการ 5 ด้าน ได้แก่ (1) ความเป็นรูปธรรมของบริการ (2) ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของบริการ (3) การให้บริการที่ตอบสนองต่อความต้องการการ (4) การให้บริการที่สร้างความมั่นใจ และ (5) การให้บริการที่รู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ สมรรถนะของเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปได้ถูกประเมินและใช้พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการและลดช่องว่างระหว่างการให้บริการและความคาดหวังของผู้รับบริการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการให้บริการตามความคาดหวังกับที่ได้รับจริงของผู้รับบริการจากเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการตามความคาดหวังกับที่ได้รับจริงของผู้รับบริการจากงานบริหารงานทั่วไป ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ 3) เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาศักยภาพการให้บริการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ ตรงต่อความต้องการของผู้รับบริการ</p> <p>รูปแบบการวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มประชากรได้แก่ (1) ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์ (2) ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข (3) ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ (4) ศูนย์ตรวจวินิจฉัยทางการสัตวแพทย์ (5) สำนักงานคณบดี (6) โรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทร (7) โรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า ปศุปาลัน จำนวนทั้งสิ้น 183 คน กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 127 คน การศึกษาใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มอย่างง่ายและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เชิงสถิติประกอบด้วย paired t- test โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ 3 ประเด็นได้แก่ (1) ความคาดหวังและสิ่งที่ได้รับจริงในประสิทธิภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยความคาดหวัง (Mean = 4.36, S.D. = 0.44) และค่าที่ได้รับจริง (Mean = 4.38, S.D. = 0.44) (2) ผลการเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังและสิ่งที่ได้รับจริงไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -1.182, p = 0.239) และ (3) การนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ พบว่าศักยภาพการให้บริการมีความสอดคล้องกับความคาดหวังและสร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ โดยข้อมูลที่ได้รับสามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการให้บริการในอนาคตได้อย่างเหมาะสม</p> วิภาภรณ์ แก้วเมืองกลาง, สริญญา ศรีมา, จราวรรณ ทวีรัชกุลไพศาล, ปริญ สุวรรณประภา, ปานวาด ปรียานนท์, พรทิพย์ เสมฉาย, กาญจนา ประสงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277143 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการคงอยู่ในงานของครู สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/279415 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการคงอยู่ในงานของครู สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และ 2) เปรียบเทียบปัจจัยการคงอยู่ในงานของครู สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อายุราชการ และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นครู จำนวน 259 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง 0.67-1.00 และความเที่ยงเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบรายคู่แบบแอลเอสดี เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการคงอยู่ในงานของครู สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสนับสนุนจากผู้บริหาร ด้านความสัมพันธ์ในองค์กร ด้านโอกาสก้าวหน้าและการพัฒนาตนเอง ด้านนโยบายโรงเรียน ด้านการได้รับการยอมรับในองค์กร ด้านค่าตอบแทนและความรับผิดชอบในงาน และในด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ตามลำดับ และ 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อปัจจัยการคงอยู่ในงานของครู สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พบว่า ครูที่มีเพศ อายุ อายุราชการ และขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นในภาพรวมและรายด้านไม่ต่างกัน ส่วนระดับการศึกษา พบว่า ในภาพรวมไม่ต่างกัน แต่ด้านนโยบายโรงเรียน ด้านการสนับสนุนจากผู้บริหาร และด้านการได้รับการยอมรับในองค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สาลินี อ่อนหมื่นไวย์, ดรุณี ปัญจรัตนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/279415 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อการกลับมาเยือนซ้ำที่วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276836 <p>การศึกษาเรื่อง ปัจจัยคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อการกลับมาเยือนซ้ำที่วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาปัจจัยคุณภาพการบริการของนักท่องเที่ยวที่มาวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อศึกษาการกลับมาเยือนซ้ำของนักท่องเที่ยวที่มาวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อการกลับมาเยือนซ้ำของนักท่องเที่ยวที่มาวัดบรมราชากาญจนาภิเษก อนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาท่องเที่ยววัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 385 คน ใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยเชิงพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยคุณภาพการบริการของวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก 2) การกลับมาเยือนซ้ำที่วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ปัจจัยคุณภาพการบริการ ได้แก่ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ รองลงมา คือ ด้านการเข้าใจและรู้จักลูกค้า และด้านความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้ ส่งผลต่อการกลับมาเยือนซ้ำที่วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุริยันต์ บุญเจิง , ยุทธนาท บุญยะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276836 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 องค์ประกอบของการจัดการกีฬาในโรงเรียนกีฬาสู่ความเป็นเลิศในยุค 5.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277823 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และอธิบายองค์ประกอบของการจัดการกีฬาในโรงเรียนกีฬาเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในยุค 5.0 โดยใช้ทฤษฎีระบบ (System theory) เป็นกรอบแนวคิดหลักในการศึกษากระบวนการจัดการกีฬาแบบองค์รวมที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาอย่างยั่งยืนและสมดุล แนวคิดการจัดการกีฬาครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน บทความวิชาการได้จำแนกองค์ประกอบสำคัญของการจัดการกีฬาสู่ความเป็นเลิศออกเป็น 10 ด้าน ได้แก่ 1) การส่งเสริมและจูงใจ 2) ความพร้อมของนักกีฬา 3) การบริหารจัดการองค์กร 4) วิทยาศาสตร์การกีฬา 5) สถานที่และอุปกรณ์ 6) ผู้ฝึกสอนผู้เชี่ยวชาญ 7) การคัดเลือกนักกีฬา 8) การฝึกซ้อม 9) การจัดประสบการณ์การแข่งขัน และ 10) งบประมาณ โดยองค์ประกอบเหล่านี้ส่งผลต่อการพัฒนากีฬาในโรงเรียนกีฬาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง นอกจากนี้ บทความวิชาการยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างจิตสำนึกทางกีฬาในทุกภาคส่วนของสังคมไทย เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้เป็นเลิศทั้งในเชิงสุขภาพและอาชีพกีฬา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนากีฬาในยุค 5.0 อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ ผลการศึกษายังเป็นแนวทางที่มีคุณค่าในการบริหารจัดการกีฬาในโรงเรียนกีฬาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นเลิศในเวทีนานาชาติอย่างแท้จริง</p> พชรพล คำสมาน, ปลวัชร รุจิรกาล, ละมุล รอดขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277823 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277914 <p> บทความวิชาการนี้ มุ่งศึกษาและวิเคราะห์การบริหารนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ เป็นองค์กรภาครัฐที่มีความใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ มากที่สุด ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บทบาท อำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด รวมถึงดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และประเด็นสำคัญ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามบริบทแต่ละพื้นที่ได้ ผลการศึกษาพบว่า การบริหารนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีกระบวนการที่สำคัญตั้งแต่ 1) การกำหนดวาระ 2) การกำหนดนโยบาย 3) การตัดสินใจ 4) การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และ 5) การติดตามและประเมินผล และครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และ ด้านการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุ</p> อับดลเล๊าะ เอกอัคราภิบาล, วิทยาธร ท่อแก้ว, กานต์ บุญศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/277914 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700