วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM <p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ </span><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ </span></strong></p> <p> วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ เป็นวารสารระดับชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>โดยบทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประเมิน (reviewers) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน โดยพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้พิจารณาบทความ และผู้เกี่ยวข้อง (double-blinded review)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการฯ ได้เริ่มจัดทำขึ้นวัน 1 กันยายน 2554 ปีที่ 1 <br />ฉบับที่ 1 (กันยายน - ธันวาคม 2554) ISSN 2229-1598 (Print) รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ วันที่ 1 มกราคม 2559 ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2562) E-ISSN 2697-4460 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2568) จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 3057-1758 (Online) โดยมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ประกอบด้วย</p> <p> ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)</p> <p> ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)</p> <p> ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความในวารสาร</strong></p> <p> ผู้ส่งบทความจะชำระเมื่อผู้ส่งบทความดำเนินการปรับบทความตามรูปแบบของวารสารเบื่ยงต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางบรรณาธิการแจ้งให้ผู้ส่งบทความชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /> บทความภาษาไทย 4,500 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ 6,500 บาท</p> <p> </p> <p> </p> วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ th-TH วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 2229-1598 <p>ข้อความและบทความในวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ เป็นแนวคิดของผู้เขียน ไม่ใช่ความคิดเห็นและความรับผิดชอบของคณะผู้จัดทำ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการ วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์</p> <p>ข้อความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการีพิมพ์ในวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ หากบุคคลใดหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการก่อนเท่านั้น</p> การวิเคราะห์ความต้องการหลักสูตรการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสำหรับ คนทุกช่วงวัยด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์การประกอบการ และการพัฒนาหลักสูตรใหม่(NCD)ในยุคดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/282775 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการหลักสูตรการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสำหรับคนทุกช่วงวัย 2)เพื่อพัฒนาหลักสูตรผู้ประกอบการหลายช่วงวัยโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ และปัญญาประดิษฐ์ 3) รูปแบบการเรียนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยไม่มีการใช้ AI กับการเรียนแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งมีการใช้ AI ร่วมด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบทดสอบ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 โดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired – Sample T-Test <br />ใช้ข้อมูลจากผู้เรียนในหลักสูตรจำนวน 181 ราย จาก 4 กลุ่มอายุ ได้แก่ 1) 20-29 ปี 2) 30-39 ปี 3) 40-49 ปี 4) 50 ปี ขึ้นไป และจาก 3 ประเภทกลุ่มอาชีพ ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมการผลิต 2) อุตสาหกรรมการค้า 3) อุตสาหกรรมบริการ โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองใช้หลักสูตร 1 ปี</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ความต้องการหลักสูตรผู้ประกอบการหลายช่วงวัย ต้องการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม (ร้อยละ 30.12) รองลงมา ได้แก่ ต้องการเพิ่มความรู้และทักษะสำหรับการทำงานยุคใหม่ (ร้อยละ 29.09) และต้องการนำความรู้มาใช้ในการปรับปรุงธุรกิจของตนเอง/ที่ทำงาน (ร้อยละ 21.40) ตามลำดับ 2) หลักสูตรผู้ประกอบการหลายช่วงวัยที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย4 ชุดวิชา ได้แก่ การบริหารงานจัดซื้อ การบริหารการวางแผนการผลิต การบริหารคลังสินค้า และการบริหารการขนส่ง 3) การสอนวิธีที่ 2 ซึ่งมีการนำเอา AI มาใช้ร่วมในการสอน ส่งผลให้ผู้เรียนมีคะแนนค่าเฉลี่ยมากกว่าการสอนวิธีที่ 1 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองวิธีการสอน โดยมีขนาดของผลกระทบที่สูง ซึ่งบ่งชี้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างวิธีการสอนทั้ง 2 แบบ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการนำแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรใหม่ และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรผู้ประกอบการหลายช่วงวัยทำให้มีศักยภาพต่อการพัฒนาหลักสูตรยุคดิจิทัล</p> พรประสิทธิ์ เด่นโมฬี กฤษฎา แก่นมณี สิริฉันท์ สถิรกุล เตชพาหพงษ์ สุชาติ พรหมขัติแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 1 15 Forecasting Inpatient Bed Demand Using Exponential Smoothing with Trend and Seasonal Index https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/281329 <p>Forecasting of inpatient hospital bed demand is important for optimizing resource allocation and enhancing healthcare service. This study aims to improve the accuracy of the forecasting model, Exponential Smoothing with Trend, including the Seasonal Index (ETS-SI), to address the complexities of trend and seasonality in hospital admissions data. Anonymized inpatient data from government hospitals in Thailand (2020–2024) was used and categorized by hospital size (small, medium, and large). Then, the ETS-SI model integrated trend and seasonal components to improve forecasting precision and was evaluated against traditional forecasting methods, including Exponential Smoothing (ES), Exponential Smoothing with Trend (EST), and the Seasonal Index (SI). Mean Absolute Percentage Error (MAPE) was used to validate forecasting accuracy. ETS-SI achieved the lowest error rates compared with other methodologies for capturing seasonal and trend-driven variations. Findings emphasize the suitability of ETS-SI for addressing the unique challenges of hospital demand forecasting. The ETS-SI model demonstrated the lowest MAPE among all models, and statistical validation using ANOVA confirmed that its forecasting accuracy was significantly higher (p &lt; 0.05). The ETS-SI model demonstrated superior forecasting accuracy and can be applied to support holistic hospital decision-making—particularly in patient scheduling, staff rostering, and bed resource planning. Future research should explore hybrid models for enhanced forecasting accuracy and broader applicability.</p> Rath Burirat Suteera Vonganansup Parinda Labcharoenwongs Orawan Chunhapran Duangjai Noolek Tongjai Yampaka ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Administrative and Management Innovation https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 16 34 การพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น : กรณีศึกษาอำเภอเบตง จังหวัดยะลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280489 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1.เพื่อศึกษาระดับความต้องการของนักท่องเที่ยวกับการพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น 2.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับการพัฒนาการจัดการแผน การท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น และ3.เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชน ทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย คือ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในอำเภอเบตง จำนวน 389 คน วิธีการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถาม และกลุ่มตัวอย่างตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวน และข้อแสนเอแนะ การพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1.การวิเคราะห์ระดับความต้องการของนักท่องเที่ยวกับการพัฒนาการจัดการ แผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2.ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับการพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีผลต่อการพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 3.ข้อเสนอแนะการพัฒนาการจัดการแผนการท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น พบว่า การจัดการ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยการส่งเสริมด้านความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชนในการพัฒนาการท่องเที่ยว</p> สุวิมล แซ่ก่อง สุวิมล อิสระธนาชัยกุล สถาวิทย์ จันจุฬา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Administrative and Management Innovation https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 35 53 การตลาดดิจิทัลกับกระบวนการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของผู้บริโภค ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276830 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยการตลาดดิจิทัลของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี 2) เพื่อศึกษาระดับความสำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี 3) เพื่อศึกษาปัจจัยการตลาดดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของผู้บริโภค เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อหรือกำลังจะซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กผ่านการสื่อสารการตลาดดิจิทัล โดยทำการสุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) จำนวน 700 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณ ใช้วิเคราะห์เชิงพรรณนาและสถิติการถดถอยพหุคุณโดยใช้เทคนิค Enter Selection ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับปัจจัยการตลาดดิจิทัลอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านช่องทางการตลาดเชิงเนื้อหา อยู่ในระดับมากที่สุด คือมีการสื่อสารด้วยภาพกราฟิกที่มีเนื้อหาสั้น กระชับ อธิบายขั้นตอนการทำงานหรือคุณประโยชน์ของสินค้า อย่างเข้าใจง่าย รองลงมา คือ ช่องทางการตลาดดิจิทัล ผู้บริโภคนิยมค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไชต์มากที่สุด กระบวนการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการประเมินทางเลือกมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการตัดสินใจซื้อ การวิเคราะห์สถิติการถดถอยพหุคุณ พบว่า ช่องทางการตลาดดิจิทัลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 งานวิจัยนี้มีส่วนในการนำช่องทางการตลาดดิจิทัลมาเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อเพิ่มยอดขาย เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า</p> ณิราวัณย์ มหานา นลินี พลไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 54 72 แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่คุณค่าสุราพื้นบ้านจากเมล็ดบัควีต วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรบ้านนากอก ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283225 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการจัดการห่วงโซ่คุณค่าของสุราพื้นบ้านจากเมล็ดบัควีต ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรบ้านนากอก จังหวัดน่าน 2) ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า และ 3) เสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่าภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการระดมความคิดเห็นและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 12 คน และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด จำนวน 55 คน ประกอบด้วยสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้แปรรูป ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบประชากรทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่าของสุราพื้นบ้านจากเมล็ดบัควีตโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 89.16 โดยด้านการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจ BCG และความยั่งยืนมีค่าประสิทธิภาพสูงที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 94.97 2) จุดแข็งสำคัญของกลุ่ม ได้แก่ การมีกลไกความร่วมมือกับผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ซื้อ และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ขณะที่จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การขาดความรู้ด้านการตลาด การควบคุมต้นทุน และการพัฒนาการแปรรูปอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มยังมีโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตของตลาดสุราพื้นบ้าน และการสร้างเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากการแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีอยู่เดิมในตลาด 3) แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่าภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG ได้แก่ การส่งเสริมองค์ความรู้และเครื่องมือในการแปรรูปเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เป็นคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างความแตกต่างทางการตลาด ซึ่งจะสามารถเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม</p> กัลยา พงสะพัง กัญญ์ณพัชญ์ ดวงแก้ว ธัญทิพย์ ศิริพรอัครชัย ณัฐพันธ์ ปัญญโรจน์ สิทธิบูรณ์ ศิริพรอัครชัย บรรจง อูปแก้ว ณัฐกร ไชยแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 73 88 แนวทางการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติตามแนวคิดผสานวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/282929 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของแนวทางการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติตามแนวคิดผสานวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (2) เพื่อสร้างแนวทางการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติตามแนวคิดผสานวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 3) เพื่อประเมินและนำเสนอแนวทางการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติตามแนวคิดผสานวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตรจำนวน 199 คน ซึ่งเป็นประชากรทั้งหมดที่ปฏิบัติงานในหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 4 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบประเมิน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการจากประชากรทั้งหมด และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติตามแนวคิดผสานวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับสูงสุด คือ การบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติ รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตร และการประกันคุณภาพหลักสูตร ในขณะที่ด้านที่มีผลการประเมินต่ำที่สุด คือ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมและการใช้เทคโนโลยี 2) แนวทางการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติตามแนวคิดผสานวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ประกอบด้วย 7 ด้านหลัก และ 33 แนวทางปฏิบัติย่อย และ 3) การประเมินแนวทาง พบว่า มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ในระดับมากที่สุด สามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษานานาชาติให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนภายใต้บริบทของประเทศไทย</p> วลี อมาตยกุล จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์ ละมุล รอดขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 89 101 การจัดการการนำโครงการส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283853 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การจัดการการนำโครงการส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ 2) ระบุปัญหาการนำโครงการส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ และ 3) เสนอแนวทางการจัดการการนำโครงการส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวนา เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ผู้ปฏิบัติงานระดับภูมิภาค และผู้ให้บริการเทคโนโลยี ที่เข้าร่วมโครงการ “ไทย ไรซ์ นามา” ใน 6 จังหวัดภาคกลาง รวมทั้งสิ้น 20 ราย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ชาวนามีข้อจำกัดด้านความรู้ และเงินทุน ขณะที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลางขาดความเข้าใจบริบทพื้นที่ ผู้ปฏิบัติงานระดับภูมิภาคเป็นกลไกสำคัญแต่ขาดทรัพยากรและความยืดหยุ่น ส่วนผู้ให้บริการเทคโนโลยีมีศักยภาพเชิงเทคนิคแต่จำกัดด้านการขยายผล (2) ปัญหาหลักคือการดำเนินงานขาดการบูรณาการและไม่สอดคล้องกันระหว่างระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และระดับผู้ใช้จริง โดยเฉพาะความซับซ้อนของนวัตกรรม ความไม่เท่าเทียมด้านศักยภาพ และระบบประเมินผลที่เน้นเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ และ (3) การจัดการการนำโครงการไปปฏิบัติจำเป็นต้องปรับใน 3 มิติหลัก นำไปสู่การเสนอนวัตกรรมการจัดการ 8 แนวทาง ได้แก่ 1) มิติความยืดหยุ่นเชิงพื้นที่: นวัตกรรมแพลตฟอร์มระบบวิเคราะห์การปรับพื้นที่นาอัจฉริยะ และระบบจับคู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะ 2) มิติการเสริมศักยภาพผู้เกี่ยวข้อง: นวัตกรรมแพลตฟอร์มชาวนาอัจฉริยะ และแอพพลิเคชั่นการติดตามและรายงานผลแบบเรียลไทม์ และ 3) มิติการสร้างแรงจูงใจเชิงเศรษฐกิจและสังคม: นวัตกรรมแพลตฟอร์มตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ กองทุนสนับสนุนการทำนาคาร์บอนต่ำ ศูนย์กลางการจัดการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร และสื่อเชิงรณรงค์</p> เกษรินทร์ พูลทรัพย์ ชัยฤทธิ์ ทองรอด สุนันทา เสถียรมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 102 119 นวัตกรรมการบริหารจัดการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมของชุมชน สู่การพัฒนาคุณธรรมของผู้เรียน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283196 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการโรงเรียน 2) สร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการ และ 3) ประเมินนวัตกรรมการบริหารจัดการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมของชุมชนสู่การพัฒนาคุณธรรมของผู้เรียน การวิจัยใช้รูปแบบผสมผสานวิธีพหุระยะ โดยเก็บข้อมูลจากโรงเรียน ในเขตตรวจราชการที่ 3 และ 4 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน และประธานคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน รวม 324 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบประเมินนวัตกรรม ซึ่งแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน และการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน อยู่ในระดับมาก โดยด้านการวางแผนและกำหนดเป้าหมาย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สำหรับการมีส่วนร่วมพัฒนาคุณธรรมของผู้เรียน พบว่า การสนับสนุนและดูแลนักเรียนจากบ้านและผู้ปกครอง อยู่ในระดับสูงที่สุด รองลงมาคือ การออกแบบกิจกรรมร่วมกับชุมชน รวมทั้งการเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมและการประเมินติดตามผลร่วมกับชุมชน 2) นวัตกรรมการบริหารจัดการโรงเรียน ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ด้านการบริหารจัดการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมของชุมชน จำนวน 5 ด้าน 2.2) ด้านการมีส่วนร่วมพัฒนาคุณธรรมของผู้เรียน จำนวน 4 ด้าน <br />มีแนวทางปฏิบัติรวมทั้งสิ้น 36 ข้อ และ3) นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ในระดับมาก สามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมและพัฒนาคุณธรรมผู้เรียนอย่างเป็นระบบ</p> ณัฐกฤตา บุตรแพ จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์ ละมุล รอดขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 120 135 กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283659 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ ของกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล 2)พัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล และ 3)ประเมินกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล วิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา 350 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค และผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริหารโรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และประเด็นคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)สภาพปัจจุบันของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล โดยสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชน พบว่า โดยรวมอยู่ระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการประเมินผลบุคลากร มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือด้านการพัฒนาบุคลากรและด้านการธำรงรักษาบุคคล ตามลำดับ 2)ผลการพัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์ SWOT และตาราง TOWS ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลักคือ 1วางแผน สรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์เหมาะสมกับยุคดิจิทัล <br />2 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความพร้อมด้านดิจิทัล 3 พัฒนาระบบแพลตฟอร์มงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ 4 สร้างวัฒนธรรมองค์กรทางดิจิทัล ซึ่งมีแนวทางดำเนินการรวม 21 ข้อ และ 3)ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชน โดยการสนทนากลุ่มพบว่า มีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และทุกกลยุทธ์เป็นประโยชน์ต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนเอกชนในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี</p> ประจักษ์ เอนกฤทธิ์มงคล รักชนกชรินร์ พูลสุวรรณนธี วรรณรี ปานศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 136 152 กลยุทธ์การบริหารการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสู่ความเป็นเลิศ ของโรงเรียนเอกชน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/282588 <p>การวิจัยนี้มีมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชน และ 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การบริหารจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอนภาษาอังกฤษจำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์ SWOT และการสร้างเมทริกซ์ TOWS ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการประเมินความต้องการจำเป็น พบว่า โดยรวมมีค่าดัชนีระดับต่ำ ทั้งปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และการพัฒนา ขณะที่ด้านผลลัพธ์ของการเรียนรู้มีค่าดัชนีสูงทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก และ 2) ด้านการสร้างกลยุทธ์การบริหารจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสู่ความเป็นเลิศสามารถจัดกลยุทธ์ได้เป็น 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนเพื่อยกระดับคุณภาพ การยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล การพัฒนาระบบและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนครูและผู้เรียน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน และการประเมินผลการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและแรงงาน ผลการวิจัยยืนยันว่า การใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการบริหารการศึกษาแบบองค์รวม ทฤษฎีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร และแนวคิดการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ช่วยให้โรงเรียนเอกชนสามารถกำหนดทิศทางการบริหารจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างยั่งยืน</p> ปานิสรา เอี่ยมวิบูลย์ ทัศนีย์ ช่อเทียนทิพย์ ทนง ทองภูเบศร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 153 171 กลยุทธ์การบริหารจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสสู่สถานศึกษาแห่งนวัตกรรม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283943 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสสู่สถานศึกษาแห่งนวัตกรรม (2) สร้างกลยุทธ์การบริหารจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนขยายโอกาส และ (3) ประเมินและรับรองกลยุทธ์ดังกล่าวโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงลำดับในลักษณะการวิจัยและพัฒนา แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษาและสะเต็มศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการบริหารจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีช่องว่างระหว่างสภาพปัจจุบันกับสภาพที่พึงประสงค์ในทุกด้าน ปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความไม่เพียงพอของบทเรียนสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพ และข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะของครูในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบฐานปัญหา จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสสู่สถานศึกษาแห่งนวัตกรรม ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านนโยบายและวิสัยทัศน์สะเต็มศึกษา (2) ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมในห้องเรียน และ (4) ด้านการสร้างชุมชนการเรียนรู้และเครือข่ายนวัตกรรม ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด</p> วัลลภ โพธิ์ไทย วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 172 187 แนวทางการจัดสวัสดิการแรงงานนอกระบบบนแพลตฟอร์ม การให้บริการรับส่งอาหาร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283674 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ (1) ศึกษาการจัดสวัสดิการแรงงานของผู้ประกอบการแพลตฟอร์มการให้บริการรับส่งอาหาร (2) ศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการแรงงานนอกระบบแพลตฟอร์มการให้บริการรับส่งอาหาร (3) ระบุ ปัญหา และความต้องการด้านสวัสดิการของแรงงานนอกระบบแพลตฟอร์มการให้บริการรับส่งอาหาร และ (4) เสนอแนวทางการจัดสวัสดิการแรงงานนอกระบบบนแพลตฟอร์มการให้บริการรับส่งอาหาร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 54 คน ได้แก่ กลุ่มแรงงานนอกระบบแพลตฟอร์มการให้บริการรับส่งอาหาร จาก Grabfood Lineman Foodpanda กลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการแรงงาน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการแรงงาน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) บริษัทแพลตฟอร์ม Grabfood Lineman และ Foodpanda มีการดำเนินการจัดสวัสดิการให้กับแรงงานแต่เป็นลักษณะสวัสดิการแบบสมัครใจไม่ใช่สวัสดิการพื้นฐานที่แรงงานทุกคนได้รับ สวัสดิการเป็นเพียงกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจที่เน้นสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ไม่ได้สร้างความพึงพอใจหรือสะดวกสบายให้กับแรงงาน (2) แรงงานรับรู้ข้อมูลสวัสดิการจากบริษัทแพลตฟอร์มไม่ครบถ้วน และมีความต้องการสวัสดิการด้านความปลอดภัย ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงรายได้ และด้านการให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ ต้องการยกเลิกเงื่อนไขสวัสดิการและสำรวจความต้องการแรงงานก่อนกำหนดสวัสดิการ (3) ปัจจุบันกฎหมายไม่ได้กำหนดสถานภาพของแรงงานแพลตฟอร์ม ส่งผลต่อการไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการและการคุ้มครองตามกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐขาดอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทแพลตฟอร์ม (4) แนวทางการจัดสวัสดิการแรงงานนอกระบบแพลตฟอร์มการให้บริการรับส่งอาหาร ต้องยึดหลักการจัดสวัสดิการแรงงานที่ตอบสนองความต้องการแท้จริงของแรงงาน หลักการจัดสวัสดิการแรงานที่ครอบคลุมทุกคน หลักการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการแรงงาน และหลักความยืดหยุ่นหลากหลาย ผลักดันให้แรงงานแพลตฟอร์มได้รับสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านสวัสดิการที่เหมาะสม ปรับปรุงกฎหมายให้รองรับรูปแบบธุรกิจบนแพลตฟอร์ม และสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างแรงงาน บริษัทแพลตฟอร์ม และหน่วยงานภาครัฐ</p> กอบกุลณ์ คำปลอด เพ็ญศรี ฉิรินัง อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ศิริพร แย้มนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 188 209 การพัฒนานวัตกรรมการจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283709 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาการจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 2) เพื่อระบุปัญหาการจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลรัตนโกสินทร์ 3) เพื่อเสนอการพัฒนานวัตกรรมการจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลรัตนโกสินทร์ การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร ขอบเขตเนื้อหาตามแนวทางจากการสังเคราะห์แนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา คู่มือการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2557 โดยการสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัย กลุ่มหัวหน้าหน่วยงานมหาวิทยาลัย กลุ่มบุคลากรมหาวิทยาลัย และชุมชน โดยมีประสบการณ์ในเรื่องที่ศึกษาซึ่งมีผลต่อสารัตถะด้วยข้อมูล และต้องอาศัยความชำนาญ ผู้เชี่ยวชาญ หรือมีองค์ความรู้ของผู้ให้สัมภาษณ์เป็นพิเศษเป็นข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 ท่าน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้หลักการวิเคราะห์แบบแก่นสาระ (Thematic Analysis)</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) การจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน คือ การจัดการงานบริการวิชาการ การตอบสนองความต้องการของชุมชนและสังคม การนำเทคโนโลยีในการพัฒนางานบริการวิชาการ และ การมีส่วนร่วมของบุคลากรในงานบริการวิชาการ 2) ปัญหาการจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พบประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา ได้แก่ ความเชี่ยวชาญการให้บริการวิชาการ แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ การชี้นำสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาอาจารย์ นำไปใช้ในการเรียนและวิจัย สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม และเป็นแหล่งรายได้ของมหาวิทยาลัย และ 3) เสนอการพัฒนานวัตกรรมการจัดการงานบริการวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย แนวทาง การพัฒนางานบริการวิชาการ ลักษณะของนวัตกรรมการจัดการงานบริการวิชาการ การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม การบูรณาการความรู้ทางวิชาการ และความคาดหวังของผู้รับบริการ</p> มงคล ฟองศรี อำนวย บุญรัตนไมตรี ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 210 223 นวัตกรรมการจัดการการตลาดยุคดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/281124 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์การตลาดยุคดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) ระบุปัจจัยที่มีผลต่อการตลาดยุคดิจิทัล และ 3) เสนอนวัตกรรมการจัดการการตลาดยุคดิจิทัล การวิจัยเป็นแบบเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 คน ประกอบด้วยผู้บริหารศูนย์ ผู้รับบริการ และผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างเป็นเครื่องมือ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีแก่นสาระ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การตลาดยุคดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยในอดีตพึ่งพาช่องทางการตลาดแบบดั้งเดิม เช่น การขายตรงในตลาดสดและผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรขาดอำนาจในการกำหนดราคา ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังเป็นผลสด ไม่ผ่านการแปรรูป ไม่มีตราสินค้าหรือมาตรฐานสากล บรรจุภัณฑ์ไม่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น จุดแข็งคือคุณภาพมาตรฐาน การสนับสนุนด้านนวัตกรรม และความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น ส่วนจุดอ่อนคือการขาดความหลากหลายและทักษะดิจิทัลของเกษตรกร โอกาสมาจากการสนับสนุนของภาครัฐ และความนิยมในสินค้าคุณภาพปลอดภัย ขณะที่อุปสรรคคือผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนสูง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และข้อจำกัดด้านทักษะ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตลาดดิจิทัลประกอบด้วย 1) ผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพและความปลอดภัย 2) ราคาที่แม้ต้นทุนสูงแต่แข่งขันได้ 3) ช่องทางจำหน่ายที่ขึ้นกับพันธมิตรและทำเล 4) การส่งเสริมการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ 5) การตลาดเชิงเนื้อหาที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ 6) เว็บไซต์มีอิทธิพลต่ำ 7) สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook มีบทบาทสูง และ 8) อีเมลไม่มีผลต่อการตลาด แต่ Search Engine ช่วยเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึง และงานวิจัยเสนอแนวทางนวัตกรรมการจัดการการตลาดดิจิทัล 8 ด้าน (8P’s) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางจัดจำหน่าย (Place) การส่งเสริมการตลาด (Promotion) บุคลากร (People) กระบวนการ (Process) ลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence) และพันธมิตรทางการค้า (Partnership) เพื่อยกระดับการตลาดดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน</p> ธนัชชยาณินทร์ ดอกสร้อยฟ้า กาญจนา พันธุ์เอี่ยม สุดารัตน์ สุดสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 224 242 กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดนครศรีธรรมราช : ศึกษากรณีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2567 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/282191 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) เพื่อเปรียบเทียบกลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กรอบแนวคิดการตลาดทางการเมือง ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เนื้อหาจากสื่อออนไลน์ของผู้สมัคร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สมัครมีการผสมผสานกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมือง กลยุทธ์แบบผสมผสาน ทั้งในรูปแบบการพบปะประชาชนโดยตรงและการใช้สื่อดิจิทัลโดยเฉพาะเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และ 2) ผลการเปรียบเทียบกลยุทธ์ สะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเมืองแบบดั้งเดิม ที่เบอร์ 1 และ 3 ใช้ ซึ่งยึดเครือข่ายท้องถิ่น กับการเมืองสมัยใหม่ ที่เบอร์ 2 และ 4 ใช้ ซึ่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพื่อสร้างภาพลักษณ์มากขึ้น การวิจัยนี้มีประโยชน์เชิงปฏิบัติสำหรับผู้สมัครในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์แบบผสมผสานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อีกทั้งยังมีข้อเสนอแนะเชิงการจัดการในการพัฒนาทักษะการสื่อสารดิจิทัล และเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เข้มแข็ง</p> ณัฐพล สุขบาล พีระพงค์ สุจริตพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 243 258 นวัตกรรมสีเขียวที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนผ่านความได้เปรียบ ในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283523 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับนวัตกรรมสีเขียว ความได้เปรียบในการแข่งขันและผลการดำเนินงานที่ยั่งยืน 2) อิทธิพลของนวัตกรรมสีเขียวที่มีต่อความได้เปรียบในการแข่งขัน 3) อิทธิพลของความได้เปรียบ<br />ในการแข่งขันที่มีต่อผลการดำเนินงานที่ยั่งยืน 4) อิทธิพลของนวัตกรรมสีเขียวที่มีต่อการดำเนินงานที่ยั่งยืน และ 5) อิทธิพลของนวัตกรรมสีเขียวที่ส่งผลต่อการดำเนินงานผ่านความได้เปรียบทางการแข่งขันธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 160 แห่ง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยอย่างง่ายและแบบพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับนวัตกรรมสีเขียว ความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) นวัตกรรมสีเขียวด้านกระบวนการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) นวัตกรรมสีเขียวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) ความได้เปรียบทางการแข่งขันมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเพชรบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 5) นวัตกรรมสีเขียวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนอย่าง<br />มีนัยสำคัญทางสถิติโดยมีความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ทั้งนี้ <br />เมื่อพิจารณาแยกมิติของนวัตกรรมสีเขียว พบว่า นวัตกรรมกระบวนการสีเขียวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันและผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียวไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ปิยะนุช ขวัญอ่อน วัชระ เวชประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 259 276 การรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงาน ของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/282992 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) เปรียบเทียบการรับรู้นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา ตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ โดยมีรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 399 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยแยกตามสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างในอำเภอพระนครศรีอยุธยา แต่ละตำบลทั้ง 21 ตำบล สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ 0.96 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบความแตกต่างด้วย t-test และ ANOVA <br />ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านยุทธศาสตร์ที่ 2 (พัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพไร้รอยต่อ) มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย =3.63) รองลงมา คือ ด้านการนำไปปฏิบัติ (ค่าเฉลี่ย =3.58) ด้านคุณลักษณะ (ค่าเฉลี่ย = 3.49) ด้านทักษะ (ค่าเฉลี่ย = 3.45) และด้านความรู้ (ค่าเฉลี่ย = 3.44) ตามลำดับ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบการรับรู้นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ และสถานภาพ ที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของสาธารณสุขอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่เพศที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้ที่ไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย คือ ควรมีวิธีการส่งต่อข้อมูลตามนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพกับผู้คนในพื้นที่ของอำเภอพระนครศรีอยุธยาที่มีประสิทธิภาพโดยบุคลากรของสาธารณสุขต้องลงพื้นที่ให้ความรู้และคำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน</p> นฤมล อนุสนธิ์พัฒน์ ภาณุพันธ์ ตวงมงคลชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Administrative and Management Innovation https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 277 294 การพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคของเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/281343 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภค และ 2) แนวทางการพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคของเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เชิงปริมาณ <br />กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี จำนวน 396 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ เชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน เลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์เนื้อหา เชิงพรรณนา</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong>1. การพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคของเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการตราออกเทศบัญญัติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก ด้านการขับเคลื่อนและผลักดันกฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก และ ด้านการติดตามและกำกับดูแลการแต่งตั้งคณะอนุกรรม การคุ้มครองผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ<strong> <br /></strong>2. แนวทางการพัฒนานโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคของเทศบาลเมืองปัตตานี ประกอบด้วย 1) การยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิผู้บริโภคจัดทำฐานข้อมูลผู้บริโภค การให้ความรู้และอบรม และเพิ่มช่องทางการร้องเรียนแก่ประชาชน 2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงบริการ โดยการสร้างช่องทางที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย สร้างกลไกการมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และ 3) การบริหารจัดการและบูรณาการนำเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงนโยบายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> ศทิชา รัตนเดช สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 295 307 รูปแบบการสื่อสารของสภาเด็กและเยาวชนที่ส่งผลต่อความตื่นตัวทางการเมือง : ศึกษากรณีสภาเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/280861 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) กระบวนการสื่อสารของสภาเด็กและเยาวชนที่ส่งผลต่อความตื่นตัวทางการเมือง 2.) รูปแบบการสื่อสารของสภาเด็กและเยาวชนที่ส่งผลต่อความตื่นตัวทางการเมือง 3.) ปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการสื่อสารของสภาเด็กและเยาวชนที่ส่งผลต่อความตื่นตัวทางการเมือง โดยศึกษากรณีสภาเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มประชากรแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัยพบว่า : 1.) กระบวนการสื่อสารมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความตื่นตัวทางการเมืองของเด็กและเยาวชนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน 2.) รูปแบบการสื่อสารที่ใช้ ได้แก่ การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม การสื่อสารแบบสองทางและการสื่อสารแบบสื่อผสม 3.) ปัญหา/อุปสรรค ด้านผู้ส่งสาร ขาดทักษะและความรู้ทางการเมือง ด้านสาร มีลักษณะเป็นทางการเข้าใจยาก ด้านช่องทางการสื่อสาร เน้นระบบออนไลน์มากเกินไป ด้านผู้รับสาร บางกลุ่มยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเมือง มีข้อเสนอแนะ คือ ผู้ส่งสาร ควรมีการพัฒนาทักษะผู้ส่งสารอยู่เสมอ สาร ควรปรับเนื้อหาให้เข้าใจง่าย เพิ่มช่องทางสื่อสารให้หลากหลาย จัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้กับผู้รับสารมากขึ้น ผลกระทบแบ่งได้ 2 ประเด็น คือ 1.ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมและความต้องการที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดกระบี่มากขึ้น 2. ผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากการรับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ถูกต้อง</p> ศิรินทิพย์ พรหมจันทร์ พีระพงศ์ สุจริตพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 308 321 อธิปไตยทางดิจิทัล: การออกแบบการกำกับดูแลและธรรมาภิบาล ในมิติที่หลากหลาย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/276437 <p>บทความนี้วิเคราะห์แนวคิดอธิปไตยทางดิจิทัลและการออกแบบการกำกับดูแลในมิติต่าง ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ที่รวดเร็ว การศึกษานี้ครอบคลุมการวิเคราะห์มิติที่สำคัญของอธิปไตยทางดิจิทัล ได้แก่ อธิปไตยของรัฐ อธิปไตยทางเศรษฐกิจ อธิปไตยของปัจเจกบุคคล อธิปไตยทางเทคโนโลยี และอธิปไตยทางข้อมูล โดยพิจารณาทั้งรูปแบบการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน การออกแบบและการนำกฎระเบียบไปปฏิบัติ รวมถึงความท้าทายและความตึงเครียดที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์กรณีศึกษาจากสหภาพยุโรปและประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าการรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลต้องการการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการเปิดกว้าง การพัฒนาความสามารถภายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ การวิเคราะห์เผยให้เห็นความซับซ้อนในการนำกรอบอธิปไตยทางดิจิทัลไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในด้านการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแข่งขันในตลาด การวิจัยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ บทความมีข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเน้นความสำคัญของความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วม และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง</p> <p> </p> เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว วรกฤษณ์ นุ้ยพิน จิรภัทร บุญอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 14 1 322 340