https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/issue/feed
วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
2026-08-23T20:27:29+07:00
ดร.หฤทัย สมศักดิ์
haruthai.s@rmutr.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ </span><span class="OYPEnA font-feature-liga-off font-feature-clig-off font-feature-calt-off text-decoration-none text-strikethrough-none">มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ </span></strong></p> <p> วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ เป็นวารสารระดับชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>โดยบทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ประเมิน (reviewers) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน โดยพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้พิจารณาบทความ และผู้เกี่ยวข้อง (double-blinded review)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการฯ ได้เริ่มจัดทำขึ้นวัน 1 กันยายน 2554 ปีที่ 1 <br />ฉบับที่ 1 (กันยายน - ธันวาคม 2554) ISSN 2229-1598 (Print) รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ วันที่ 1 มกราคม 2559 ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2562) E-ISSN 2697-4460 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2568) จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 3057-1758 (Online) โดยมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ประกอบด้วย</p> <p> ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)</p> <p> ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)</p> <p> ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความในวารสาร</strong></p> <p> ผู้ส่งบทความจะชำระเมื่อผู้ส่งบทความดำเนินการปรับบทความตามรูปแบบของวารสารเบื่ยงต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางบรรณาธิการแจ้งให้ผู้ส่งบทความชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /> บทความภาษาไทย 4,500 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ 6,500 บาท</p> <p> </p> <p> </p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/286168
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจใช้เทคโนโลยีในการท่องเที่ยวข้ามวัฒนธรรม การศึกษานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตนเองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
2026-04-03T11:25:11+07:00
ธนภัทร ยีขะเด
thanapat.ye@skru.ac.th
ฮาสวานี สตอปา
654407032@parichat.skru.ac.th
อิบตีฮาล์ สาแม
654407036@parichat.skru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลทั่วไปของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยว ด้วยตนเองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย 2) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตนเองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจใช้เทคโนโลยีในการท่องเที่ยวข้ามวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตนเอง โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตนเองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควตาจำนวน 400 ตัวอย่างจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยใช้สถิติพรรณนาและ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 78.75) อยู่ในช่วงอายุ 21-30 ปี (ร้อยละ 45.75) การศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 54.80) และมาจาก รัฐ Kedah (ร้อยละ 28.75) 2) ด้านพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี พบว่านักท่องเที่ยวนิยมใช้ TikTok ในการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหาร (ร้อยละ 58.75) และใช้ Agoda ในการจองที่พัก (ร้อยละ 31.25) สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจใช้เทคโนโลยีในการท่องเที่ยวข้ามวัฒนธรรมพบว่ามี 3)ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การคาดหวังในประสิทธิภาพ (β = .108) การคาดหวังในความพยายาม (β = .072) และการคาดหวังต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น (β = .693) โดยทั้ง 3 ปัจจัย สามารถอธิบายความแปรปรวนของการตั้งใจใช้เทคโนโลยีได้ร้อยละ 59.5 (Adjusted R² = .595) ผลการวิจัยนี้เสนอว่าการพัฒนาเทคโนโลยีการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเน้นการสร้างประสิทธิภาพ ความง่ายในการใช้งาน และการสร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นและผ่านการสร้างการรับรู้ที่น่าเชื่อถือต่อนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยด้วยตนเอง</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/286139
กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบโจทย์ รูปแบบการใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าเจเนอเรชั่นซี ในจังหวัดเชียงราย
2026-04-10T09:15:07+07:00
เศรษฐ์สิทธิ์ จันทร์ตา
setthasitjanta@gmail.com
ปฏิพัทธ์ ตันมิ่ง
patipat.tun@mfu.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการตลาดดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ 3) เสนอกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มเจเนอเรชั่นซี ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2539 - 2549 ปี อยู่ในช่วงวัยทำงาน จำนวน 400 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มเจเนอเรชั่นซี มีพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลออนไลน์ 5–7 ชั่วโมงต่อวัน ค้นหาข้อมูลในช่วงกลางคืน ราคาเป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด ส่วนใหญ่สนใจบ้านราคา 2–3 ล้านบาท สไตล์คอนเทมโพรารี่ และผลการวิเคราะห์เชิงถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยการตลาดดิจิทัล 3 ด้าน <br />ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ การตลาดผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ มีค่า Beta เท่ากับ 0.211 (p ≤ 0.05) รองลงมา คือ การติดอันดับการค้นหาหน้าแรก มีค่า Beta เท่ากับ 0.211 (p ≤ 0.05) และเว็บไซต์โครงการ มีค่า Beta เท่ากับ 0.206 (p ≤ 0.05) ผลการศึกษานำไปสู่การเสนอแนวทางกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงราย โดยควรให้ความสำคัญกับการตลาดผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นกลยุทธ์หลัก ควบคู่กับการพัฒนาการติดอันดับการค้นหาและการปรับปรุงเว็บไซต์โครงการให้รองรับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน <br />เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้าเจเนอเรชั่นซีให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลในชีวิตประจำวัน</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285188
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ ในการจัดการอุทกภัยของจังหวัดลำปาง
2026-03-04T11:42:02+07:00
ดารารัตน์ ธาตุรักษ์
dararat_6@rmutl.ac.th
ปัญจพร ศรีชนาพันธ์
punjaporn@rmutl.ac.th
ณัฐนรี ทองดีพันธ์
nthongdee@rmutl.ac.th
ธัญญรัตน์ ใจน้อย
tanyarat_ja@rmutl.ac.th
ปิยะดา เนตรสุวรรณ
piyada.netsuwan@rmutl.ac.th
พรรณษา เรือนน้อย
punsa@rmutlac.th
วิรยะ เดชแสง
wirayo@rmutl.ac.th
วันไชย คำเสน
wanchai_kh@rmutl.ac.th
ปณิฐิ แสนจิตร
pan_rmutll@rmutl.ac.th
จิรพนธ์ ทาแกง
chiraphon@rmutl.ac.th
มงคลกร ศรีวิชัย
srivichai.m@gmail.com
กวีวัชร์ ทัติวงษ์
kaweewat.ta@rmutl.ac.th
ทวินันท์ จันทะวัง
thawinan_jan@rmutl.ac.th
อำนาจ ผัดวัง
amnaj@gmail.com
ณัฐพล อนุวงศ์
Nattapon_Anu@rmutl.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัญหาและความต้องการใช้ข้อมูลในการจัดการอุทกภัยของหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง (2) เพื่อออกแบบระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ในการจัดการอุทกภัยของจังหวัดลำปาง และ (3) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางในการสนับสนุนการบริหารจัดการอุทกภัยของพื้นที่โดยใช้การวิจัยเชิงพัฒนา การเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำปาง สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อมูลที่นำมาพัฒนาระบบประกอบด้วยข้อมูล<br />ด้านประชากร ข้อมูลด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และข้อมูลอุทกภัยในอดีต ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารจัดการข้อมูลอุทกภัยยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บแยกส่วน ความซ้ำซ้อน และขาดการเชื่อมโยงเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ <br />ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการตัดสินใจและการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนสู่ประชาชน (2) ระบบฐานข้อมูลกลางลำปางถูกออกแบบให้เชื่อมโยงข้อมูล 3 หมวดหลักผ่านโครงสร้างหลายมิติ พร้อมแสดงผลเชิงพื้นที่ผ่านเว็บไซต์และระบบหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจจัดการอุทกภัยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกระยะ และ <br />(3) ผลการพัฒนาระบบฯ สามารถบูรณาการข้อมูลประชากร ทรัพยากร และประวัติอุทกภัยเชิงพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและสนับสนุนการตัดสินใจด้านการป้องกันและฟื้นฟูภัยพิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285424
การพัฒนาตัวแบบพยากรณ์การรักษาฐานลูกค้า ด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง: กรณีศึกษาธุรกิจแฟรนไชส์จุดรับส่งพัสดุ
2026-03-25T11:13:01+07:00
จามรกุล เหล่าเกียรติกุล
jamornkul.lao@dpu.ac.th
วุฒินันท์ บุญโพธิ์
wuttinun101@hotmail.com
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวแบบพยากรณ์ข้อมูลด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องที่สามารถทำนายการกลับมาใช้บริการ 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของตัวแบบที่สร้างด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการรักษาฐานลูกค้าในธุรกิจแฟรนไชส์จุดรับส่งพัสดุ ในส่วนของวิธีดำเนินการวิจัยได้อ้างอิงตามกระบวนการมาตรฐานการทำเหมืองข้อมูล โดยใช้ข้อมูลรายการธุรกรรม (เดือนสิงหาคม 2568 ถึงมกราคม 2569) ข้อมูลถูกจัดเตรียมด้วยการสกัดคุณลักษณะตามกรอบแนวคิดการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าด้วย ปัจจัยด้านความใหม่ ความถี่ และ มูลค่าทางการเงิน ร่วมกับปัจจัยการใช้บริการเก็บเงินปลายทาง และนำเทคนิคการสังเคราะห์ข้อมูลรูปแบบตารางด้วยโครงข่ายเชิงปริปักษ์ มาใช้ในการปรับสมดุลของข้อมูลในชุดการเรียนรู้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของตัวแบบพยากรณ์ ก่อนดำเนินการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง คือ เทคนิคการถดถอยโลจิสติก เทคนิคป่าสุ่ม เทคนิคเอ็กซ์จีบูสต์ และ เทคนิคซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน ผลการวิจัย<br />ตอบวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ผลการพัฒนาตัวแบบพยากรณ์สำเร็จ ได้ตัวแบบที่สามารถขจัดความไม่สมดุลในการเรียนรู้ของตัวแบบได้ 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ตัวแบบเทคนิคเอ็กซ์จีบูสต์ มีประสิทธิภาพในการพยากรณ์สูงที่สุด <br />โดยให้ค่าพื้นที่ใต้กราฟ เท่ากับ 0.8462 ซึ่งมีความเหมาะสมที่สุดในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพยากรณ์การกลับมา<br />ของลูกค้า 3) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญพบว่า ปัจจัยด้านความใหม่ของการใช้บริการ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพล<br />ต่อการพยากรณ์มากที่สุด ตามด้วยสถานะการใช้บริการเก็บเงินปลายทางผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าการใช้ชุดข้อมูลจากธุรกิจขนาดเล็กสร้างตัวแบบพยากรณ์ สามารถนำตัวแบบนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อวางแผนกลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าเชิงรุกเพิ่มอัตราการใช้บริการซ้ำ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจขนส่งได้ <br />อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283393
จากอดีตสู่ปัจจุบัน: มานานุภาพไทยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การถ่ายทอดวิถีชีวิตปัจจัย 4 คนเกาะสมุย
2025-12-26T11:10:01+07:00
คัมภิราวดี นวกิจไพฑูรย์
kumpirawadee.naw@sru.ac.th
นรา พงศ์พานิช
nara.pon@sru.ac.th
สมปราชญ์ วุฒิจันทร์
somprad.wut@sru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพัฒนาการของวิถีชีวิตตามปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการแพทย์แผนไทยของคนเกาะสมุยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์บทบาทของมานานุภาพไทย<br /> (Soft Power) ในการส่งเสริมและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตามปัจจัย 4 และ (3) เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ Soft Power เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเกาะสมุยอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 40 คน จาก 4 กลุ่ม ได้แก่ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนักท่องเที่ยว และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) วิถีชีวิตตามปัจจัย 4 ของคนเกาะสมุยมีพัฒนาการแตกต่างกันในแต่ละมิติ โดยอาหารพื้นเมืองยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิม ขณะที่เครื่องนุ่งห่ม หัตถกรรม และการแพทย์แผนไทยมีการสืบทอดผ่านกลไกชุมชนและวิสาหกิจชุมชน ส่วนที่อยู่อาศัยมีการปรับเปลี่ยนตามบริบททางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว (2) Soft Power มีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังดึงดูดผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยอาศัยการสื่อสาร<br />ผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์และสื่อดิจิทัล เพื่อถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่ผู้มาเยือน และ (3) การประยุกต์ใช้ <br />Soft Power อย่างเป็นระบบสามารถสนับสนุนการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ผลการวิจัยนี้ก่อให้เกิดแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเกาะสมุย โดยเน้นการมีส่วนร่วม<br />ของชุมชนและการสื่อสารเชิงดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/284152
การพัฒนาการจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย
2026-01-16T16:39:26+07:00
เจนจิรา ชูชัยมงคล
chenchira.chu@rmutr.ac.th
ฟ้าใส สามารถ
sphasai.s@gmail.com
รัชยา ภักดีจิตต์
rachaya_pa@yahoo.co.th
<p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพรรณนาสภาพการณ์การจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยในปัจจุบัน 2) เพื่อระบุปัญหาและอุปสรรคของการจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในไทยในปัจจุบัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามใช้เก็บข้อมูลจากผู้บริโภคสื่อสิ่งพิมพ์ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า <br />1) ผู้บริโภคมีแนวโน้มบริโภคสื่อสิ่งพิมพ์ลดลง และนิยมบริโภคสื่อดิจิทัลควบคู่กัน โดยสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนและตำรายังคงมีความสำคัญ ขณะเดียวกันธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้รูปแบบการจัดการแบบเดิมไม่สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน 2) ปัญหาและอุปสรรคของการจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการตลาด มีค่าเฉลี่ย 4.31 ด้านเทคโนโลยี <br />มีค่าเฉลี่ย 4.19 และด้านการจัดการ มีค่าเฉลี่ย 4.19 รองลงมาคือด้านการควบคุม การผลิต การดำเนินงาน และบุคลากร สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวด้านเทคโนโลยี การปรับปรุงระบบการจัดการ การควบคุมคุณภาพ <br />และการพัฒนาทักษะบุคลากร และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ควรมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรอย่างบูรณาการในทุกด้าน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการบริหารจัดการ การผลิต และการตลาด <br />ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดวงจรเดมมิ่ง (PDCA) เป็นกรอบในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283777
กลยุทธ์การบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21
2026-01-19T15:07:16+07:00
อนัญญา รอดปั้น
ananya.rod@rmutr.ac.th
รักชนกชรินร์ พูลสุวรรณนธี
Rakchanokcharin.poo@rmutr.ac.th
ทัศนีย์ ช่อเทียนทิพย์
cho.tasne@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 2) กำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 และ 3) ประเมินกลยุทธ์<br />การบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี การวิจัยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และตัวแทนครูจากโรงเรียนดนตรีเอกชน จำนวน 420 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.80-1.00 <br />ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดร่างกลยุทธ์ฯ โดยใช้ตาราง TOWS เมตริกซ์ และขั้นตอนที่ 3 การประเมินกลยุทธ์ฯ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงเรียนดนตรีเอกชน การบริหารการศึกษา และผู้รับบริการโรงเรียนดนตรีเอกชน จำนวน 10 คน โดยใช้สถิติหาค่าความถี่ของผลการประเมินด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และประโยชน์ของกลยุทธ์ <br />และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 <br />เรียงตามลำดับจากสูงไปหาต่ำพบว่าด้านการอำนวยการ มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดรองลงมาคือ ด้านการควบคุม และด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดับ 2) กลยุทธ์การบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์หลัก 18 กลยุทธ์รอง และ 3) กลยุทธ์การบริหารจัดการโรงเรียนดนตรีเอกชนในศตวรรษที่ 21 มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ จริงในบริบทเป้าหมายทั้งด้านความเป็นประโยชน์ ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/284099
ตัวบ่งชี้การบริหารงานวิชาการในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-01-16T16:42:49+07:00
นฤมล มณีแดง
numonbio52@gmail.com
สมใจ สืบเสาะ
somjai.sub@rmutr.ac.th
วรรณรี ปานศิริ
wannaree.pan@rmutr.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างตัวบ่งชี้การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของตัวบ่งชี้การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงอนาคต โดยได้ทำการศึกษา แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา รวมทั้งองค์ประกอบที่มีผลต่อการบริหารงานวิชาการในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็นการวัดเจตคติจิตวิทยา 4 ตัวเลือกวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแตกต่างระหว่างค่าฐานนิยมและมัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าตัวบ่งชี้การบริหารงานวิชาการในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย 54 ตัวบ่งชี้ 8 องค์ประกอบ โดยทุกตัวบ่งชี้มีความเหมาะสมและความสอดคล้องโดยมีค่ามัธยฐาน 2.50 ขึ้นไป ค่าพิสัยระหวางควอไทล์ไม่เกิน 1.25 ค่าความแตกต่างระหว่างค่าฐานนิยมและค่ามัธยฐาน น้อยกว่า 1.00 โดยตัวบ่งชี้ของทุกองค์ประกอบมีความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด เรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยโดยรวมขององค์ประกอบจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) การเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การพัฒนาครูสู่ความเป็นครูมืออาชีพ 3) การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา 4) การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา 5) การพัฒนา การจัดการเรียนรู้เชิงรุก 6) การประกันคุณภาพการศึกษาสถานศึกษา 7) การทำงานรวมพลังของภาคีเครือข่าย และ 8) การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285717
นวัตกรรมการนิเทศการศึกษาตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-03-18T10:38:32+07:00
ดวงทิพย์ เพ็ชรนิล
duangthip.pet@rmutr.ac.th
วรรณรี ปานศิริ
wannaree.pan@rmutr.ac.th
ทัศนีย์ ช่อเทียนทิพย์
Tassanee.chot@rmutr.ac.th
<p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการนิเทศการศึกษาตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ (2) เพื่อสร้างนวัตกรรมการนิเทศการศึกษาตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน <br />เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ในการวิจัยเชิงคุณาภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า <br />(1) ความต้องการจำเป็นของการนิเทศการศึกษาประกอบด้วย 1) ด้านกระบวนการนิเทศ คือ ผู้รับการนิเทศมีโอกาสเข้าร่วมวางแผนการนิเทศการศึกษาตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (PNImodified = 0.264) 2) ด้านเทคนิคการนิเทศ คือ ผู้รับการนิเทศได้รับคำชี้แนะที่เน้นการพัฒนา ไม่ใช่การตำหนิหรือชี้ผิด (PNImodified = 0.259) และ <br />3) ด้านสื่อและเทคโนโลยีในการนิเทศ คือ มีระบบหรือแพลตฟอร์มที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ติดตามผล และวิเคราะห์ผลการนิเทศอย่างเป็นระบบ (PNImodified = 0.281) (2) นวัตกรรมการนิเทศ 2P – TIC ประกอบด้วยด้านกระบวนการนิเทศ 6 ขั้นตอน ด้านเทคนิคการนิเทศ 4 เทคนิค และด้านสื่อและเทคโนโลยีในการนิเทศ 2 รายการ ดำเนินการ<br />อย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ช่วยพัฒนาการบริหาร การจัดประสบการณ์ของครูเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัย ตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู <br />และผู้นิเทศในการดำเนินงานร่วมกันด้วยเทคนิคการนิเทศแบบสะท้อนคิดการชี้แนะด้วยความเป็นกัลยาณมิตรผ่านการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการนิเทศ นวัตกรรมการนิเทศ 2P – TIC เป็นวิธีการนิเทศเพื่อให้ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร นักวิชาการและบุคลกรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/284112
นวัตกรรมการจัดการธุรกิจร้านเล็บในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
2026-02-02T11:27:49+07:00
ปิยาณี บุญเฉลียว
piyanee.bun@rmutr.ac.th
กาญจนา พันธุ์เอี่ยม
kanjana.pun@rmutr.ac.th
สุนันทา เสถียรมาศ
sunanta.sat@rmutr.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์การจัดการธุรกิจร้านเล็บในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ <br />2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านการตลาดของธุรกิจร้านเล็บในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการจัดการธุรกิจร้านเล็บในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 ท่าน มี 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าของธุรกิจ พนักงานผู้ให้บริการ และผู้เข้ารับบริการร้านเล็บในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ ผลการวิจัย พบว่า 1) จากการวิเคราะห์การจัดการธุรกิจร้านเล็บพบว่า มี 4 ประเด็นปัญหา คือ (ก) ขาดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (ข) ขาดการจัดโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจน (ค) ขาดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ และ (ง) ขาดการควบคุมคุณภาพการบริการ 2) องค์ประกอบด้านการตลาดของธุรกิจร้านเล็บ แบ่งเป็น 2 มุมมอง ได้แก่ มุมมองผู้ให้บริการ ประกอบด้วย (ก) ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐาน (ข) ราคามีความหลากหลาย (ค) ช่องทางการจัดจำหน่ายใกล้แหล่งท่องเที่ยวและออนไลน์ (ง) การส่งเสริมการตลาดจัดโปรโมชั่นตามเทศกาล (จ) บุคลากรพัฒนาแบบมืออาชีพ (ฉ) กระบวนการนวัตกรรมการบริการ (ช) องค์ประกอบทางกายภาพเน้นความสะดวกสบายและสะท้อนเอกลักษณ์ และมุมมองลูกค้า ประกอบด้วย (ก) คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับเป็นประสบการณ์ที่ดี (ข) ต้นทุนมีความคุ้มค่า (ค) ความสะดวกเข้าถึงง่าย <br />(ง) การติดต่อสื่อสารผ่านออนไลน์ (จ) การดูแลเอาใจใส่แบบเฉพาะเจาะจง (ฉ) ความสำเร็จในการตอบสนองความต้องการแบบสร้างความเชื่อมั่นในบริการ (ช) ความสบายทั้งกายและใจ 3) ด้านนวัตกรรมการจัดการธุรกิจร้านเล็บ พบว่า มี 4 นวัตกรรม คือ (ก) การตลาดสัมพันธภาพโดยมีความสัมพันธ์ของทุกฝ่าย (ข) การตลาดแบบบูรณาการโดยมีความสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว (ค) การตลาดภายในองค์กรโดยมีการบริหารแบบมีส่วนร่วม และ (ง) การตลาดเพื่อผลสำเร็จของการดำเนินธุรกิจโดยสามารถวัดและประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p><strong> </strong></p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283924
การพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใส ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
2026-01-12T14:19:04+07:00
อภิญญา อุปวงค์ษา
apinya613@gmail.com
รักชนกชรินร์ พูลสุวรรณนธี
Rakcahanokcharin.Poo@rmutr.ac.th
วรรณรี ปานศิริ
Wannaree.Pan@rmutr.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษาและบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 62 เขต ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกี่งโครงสร้าง โดยมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เท่ากับ 0.986 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ด้านการเปิดเผยข้อมูลและด้านการป้องกันการทุจริต ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสุงสุด คือ ด้านการป้องกันการทุจริต รองลงมา คือ ด้านการเปิดเผยข้อมูล เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ข้อมูลพื้นฐาน รองลงมาคือ การดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การบริหารงาน 2) แนวทางการการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ด้านการเปิดเผยข้อมูล ประกอบด้วย 33 แนวทางปฏิบัติย่อย และด้านการป้องกันการทุจริต ประกอบด้วย 14 แนวทางปฏิบัติย่อย 3) การประเมินแนวทาง พบว่า มีความเหมาะสม ถูกต้อง เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตาม หลักคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีคุณธรรมซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา </p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/284238
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
2026-01-20T16:03:38+07:00
กรีธา นามทิพย์
absolute.disc@gmail.com
พิภพ วชังเงิน
pipop.vac@rmutr.ac.th
วรรณรี ปานศิริ
wannaree.pan@rmutr.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล และ 3) ประเมินรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลที่สร้างขึ้น การวิจัยใช้แบบผสมผสานตามลำดับ (Sequential Mixed Methods) เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 ท่าน เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและยกร่างรูปแบบเบื้องต้น จากนั้นดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลจำนวน 335 โรงเรียน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจนได้ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ 0.85 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) ด้วยวิธีสกัดองค์ประกอบแบบ PCA สุดท้ายคือการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจำนวน 12 ท่าน ครอบคลุมด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลพบว่า ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ดิจิทัล (2) สมรรถนะดิจิทัลและการจัดการเทคโนโลยี (3) การบริหารจัดการคุณภาพและมาตรฐานสากล <br />(4) การพัฒนาองค์กรและบุคลากรในยุคดิจิทัล (5) การสร้างนวัตกรรมและวัฒนธรรมดิจิทัล และ (6) การบูรณาการนโยบายและบริบทการศึกษา โดยองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ดิจิทัลมีความสำคัญสูงสุด สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 29.29 2) รูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบที่บูรณาการมิติจริยธรรมดิจิทัล มาตรฐานสากล และบริบทการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบ โดยมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง 3) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.72, <br />S.D. = 0.43) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทั้งด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ล้วนอยู่ในระดับมากที่สุดทุกประการ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล เสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลที่สอดคล้องกับบริบทการศึกษาไทยและมาตรฐานสากล รวมทั้งเป็นกรอบแนวคิดสำหรับนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนการศึกษายุคดิจิทัล</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/283944
แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ดิจิทัลทางวิชาชีพ
2025-12-30T23:15:46+07:00
กฤศณัฎฐ์ คล้ายขำ
krukritsanat@gmail.com
วีระวัฒน์ พัฒนกุลชัย
pkc_d@hotmail.com
ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร
phumphakhawat.phu@rmutr.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ดิจิทัลทางวิชาชีพ 2) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ดิจิทัลทางวิชาชีพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิดแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ 2 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2566 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้าฝ่ายงานวิชาการ จำนวน 370 คน ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของทาโร่ ยามาเน่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 7 โรงเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า <br />1) สภาพปัจจุบันของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ดิจิทัลทางวิชาชีพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวังโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ดิจิทัลทางวิชาชีพ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ วิสัยทัศน์ร่วมขององค์กร ภาวะผู้นำดิจิทัล วัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการติดตามและประเมินผล <br />มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ดิจิทัลทางวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285288
อนาคตภาพของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดี สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-03-17T14:10:29+07:00
ปริญญา พวงจันทร์
parinya.pou@rmutr.ac.th
อุษา งามมีศรี
Usa.nga@rmutr.ac.th
ละมุล รอดขวัญ
lamun.rod@rmutr.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดี และเพื่อนำเสนออนาคตภาพโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดีสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงอนาคต โดยได้ทำการศึกษา แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับอนาคตภาพแนวคิดเกี่ยวกับโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดี แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ บริบทของโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและแนวทางการบริหารสถานศึกษาในอนาคตภาพของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมโครงการวิจัยเป็นขั้นตอนในการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดีสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศจากเอกสาร ตำรา ข้อมูล สถิติ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ วารสาร วรรณกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วนำมากำหนดกรอบแนวคิด การวิจัย กำหนดขั้นตอนการวิจัยและสร้างเครื่องมือวิจัย เสนอโครงการวิจัย เพื่อขออนุมัติโครงการวิจัย ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินการวิจัย วิเคราะห์หาองค์ประกอบของอนาคตภาพของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดีสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบ EDFR ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม 4 ตัวเลือก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแตกต่างระหว่าง ค่าฐานนิยมและมัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และขั้นตอนที่ 3 จัดทำรายงานการวิจัยโดยนำเสนออนาคตภาพของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดีสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่าอนาคตภาพของโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดีสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย 4 ด้าน 30 ตัวแปร ดังนี้ 1) ด้านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 8 ตัวแปร 2) ด้านการส่งเสริมสุขภาพ สุขนิสัยและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 8 ตัวแปร 3) ด้านการบูรณาการการเรียนรู้กับสุขภาพ ประกอบด้วย 7 ตัวแปร และ <br />4) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนและเครือข่าย ประกอบด้วย 7 ตัวแปร</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285694
การพัฒนาและออกแบบระบบการบริหารจัดการเงินบริจาค คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
2026-03-25T12:40:00+07:00
สุภาภรณ์ ดิสวัสดิ์
supaporn.d@eng.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการที่เหมาะสม 2) พัฒนาระบบการบริหารจัดการเงินบริจาคด้วยแพลตฟอร์ม AppSheet และ 3) ยกระดับประสิทธิภาพการรายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรให้มีความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลา จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาในกระบวนการเดิม (As-Is Process) พบข้อจำกัดจากการใช้กระดาษและไฟล์ Excel ที่เสี่ยงต่อความผิดพลาดและใช้เวลาดำเนินการเฉลี่ย 15 นาทีต่อรายการ ผู้วิจัยได้พัฒนาระบบใหม่ (To-Be Process) โดยใช้ฐานข้อมูลกลางผ่านเทคโนโลยี No - Code เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยระบบต้นแบบและแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน (IOC) พบว่าค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 0.83 ซึ่งมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาในระดับดีมาก และมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามจากการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.973 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรและผู้บริจาคจำนวน 50 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านกระบวนการรับเงินบริจาค: การออกแบบกระบวนการใหม่ (To-Be Process) สามารถลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและลดระยะเวลลงจากเดิม 15 นาที เหลือเพียง 5 นาทีต่อรายการ 2) ด้านการพัฒนาระบบด้วยแพลตฟอร์ม AppSheet: ระบบมีประสิทธิภาพในภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />( = 4.11) โดยเด่นที่สุดด้านความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล ( = 4.20) และผู้ใช้งานยังมีความพึงพอใจระดับมาก <br />( = 3.99) รวมถึง 3) ด้านประสิทธิภาพการรายงานข้อมูล ระบบสามารถทำรายงานอัตนโนมัติเพื่อนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนร้อยละ 100 ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าระบบต้นแบบสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ของหน่วยงานภาครัฐช่วยเพิ่มธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p> </p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285013
ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความฉลาดทางสังคม กับความเมตตากรุณาต่อตนเองของทหารกองประจำการ กองบังคับการ กองการฝึกพลทหารศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ
2026-03-09T13:24:21+07:00
อัญชลี วงษ์ปัตตะ
anchalee.w1973@hotmail.com
พีสสลัลฌ์ ธำรงศ์วรกุล
anchalee.w1973@hotmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความฉลาดทางสังคม และความเมตตากรุณาต่อตนเอง ของทหารกองประจำการ กองบังคับการกองการฝึกพลทหารศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความฉลาดทางสังคม และความเมตตากรุณาต่อตนเองของทหารกองประจำการ กองบังคับการกองการฝึกพลทหารศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ กลุ่มตัวอย่าง คือ ทหารกองประจำการ ปี 2568 ผลัด 2 จำนวน 330 คน จากสูตรของ Yamane เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการทดสอบค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหาและความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค ความฉลาดทางสังคม และความเมตตากรุณาต่อตนเอง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค <br />มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความฉลาดทางสังคมของทหารกองประจำการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><.01) 3) ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเองของทหารกองประจำการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><.01) และ 4) ความฉลาดทางสังคม มีความ สัมพันธ์เชิงบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเองของทหารกองประจำการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><.01)</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285284
การศึกษาทักษะที่สำคัญในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
2026-03-12T14:04:18+07:00
ปิ่นมณี เกิดเมืองเล็ก
pinmaneekoedmuanglek@gmail.com
ระติกรณ์ นิยมะจันทร์
pinmaneekoedmuanglek@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับทักษะที่สำคัญในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา <br />สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบทักษะสำคัญในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษาจำแนกตามตำแหน่งและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 118 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะที่สำคัญในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะด้านการศึกษาและการสอน ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทักษะด้านเทคนิค ตามลำดับ และ 2) ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรในสถานศึกษา ที่มีตำแหน่งและประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อระดับทักษะที่สำคัญในการบริหารงานไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ทักษะด้านเทคนิคและทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285466
ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการเลือกใช้งาน application google map ของบุคลากรและนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต
2026-03-30T11:21:34+07:00
สิปปวิชญ์ ถิรคุณพิสิษฐ์
sippawit.t64@rsu.ac.th
บวรวิทย์ โรจน์สุวรรณ
dr.bavornwit@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบลักษณะประชากรศาสตรกับความพึงพอใจในการเลือกใช้งานแอปพลิเคชัน Google Maps ของบุคลากรและนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการเลือกใช้งานแอปพลิเคชัน Google Maps ของบุคลากรและนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามออนไลน์จากบุคลากรและนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น และการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก จำนวน 417 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบความแตกต่าง และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุไม่เกิน 25 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี และมีสถานะเป็นนักศึกษา ความพึงพอใจในการใช้งาน Google Maps โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.83, S.D. = 0.847) โดยด้านประโยชน์และด้านการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( = 3.84) รองลงมาคือด้านความน่าเชื่อถือ ( = 3.83) และด้านรูปแบบการนำเสนอ ( = 3.82) ผลการทดสอบความแตกต่างพบว่า เพศ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ตำแหน่งงาน และใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ต่อความพึงพอใจในบางด้าน ขณะที่สถานภาพและระดับการศึกษาไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยด้านความน่าเชื่อถือได้รับอิทธิพลจากปัจจัยส่วนบุคคลมากที่สุด ซึ่งผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจต่อการใช้งาน Google Maps อยู่ในระดับมาก และปัจจัยส่วนบุคคลบางประการมีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ โดยเฉพาะมิติด้านความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ข้อค้นพบสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาข้อมูลสถานที่และการยกระดับประสบการณ์ใช้งานให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกันได้</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285560
ประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าในภาวะวิกฤตไทย-กัมพูชา ปี 2568 กรณีศึกษา หน่วยส่งกำลังบำรุงของกองทัพแห่งหนึ่ง
2026-03-20T21:06:06+07:00
เขมชาติ ขนุนทอง
khemmachard.k67@rsu.ac.th
บวรวิทย์ โรจน์สุวรรณ
dr.bavornwit@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการจัดการ คลังสินค้าในภาวะวิกฤต<br />ไทย–กัมพูชา ปี พ.ศ. 2568 ของหน่วยส่งกำลังบำรุงของ กองทัพแห่งหนึ่ง (2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าในภาวะวิกฤตไทย–กัมพูชา ปี พ.ศ. 2568 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของกำลังพลในหน่วยส่งกำลังบำรุงของกองทัพ แห่งหนึ่ง และ (3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้า <br />กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรของหน่วยงาน จำนวน 185 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ โดยใช้การสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบอาศัยความน่าจะเป็น (Probability Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่าง และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าในภาวะวิกฤตโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านปฏิบัติการคลังสินค้ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านระบบสารสนเทศและการมองเห็นมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประสบการณ์ทำงานในภาวะวิกฤต อายุ ตำแหน่งงานหลัก ประสบการณ์เกี่ยวกับคลังสินค้า และประเภทอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหลัก มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณพบว่า ประสบการณ์ทำงานในภาวะวิกฤต อายุ ตำแหน่งงานหลัก ประเภทหน่วย ประสบการณ์เกี่ยวกับคลังสินค้า และวิกฤตที่พบส่วนใหญ่ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่าควรพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบริหารคงคลัง และระบบสารสนเทศควบคู่กัน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าในภาวะวิกฤตควรให้ความสำคัญกับทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบริหารสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการปฏิบัติงานให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/RCIM/article/view/285559
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในธุรกิจโลจิสติกส์สีเขียว กรณีศึกษาบริษัท ดีดีดี จำกัด
2026-03-25T12:34:08+07:00
กิรณาพัชญ์ ฐิติกุลสัมฤทธิ์
kiranapat.t67@rsu.ac.th
บวรวิทย์ โรจน์สุวรรณ
dr.bavornwit@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีผลต่อปัจจัยด้านแรงกดดันเชิงกลยุทธ์และปัจจัยการมีส่วนร่วมในธุรกิจโลจิสติกส์สีเขียว (2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยเชิงกลยุทธ์และปัจจัยด้านแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมด้านโลจิสติกส์สีเขียว และ (3) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อปัจจัยการมีส่วนร่วมด้านโลจิสติกส์สีเขียวของบริษัทที่เป็นกรณีศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและพนักงานสายงานสนับสนุน (Back office) จำนวน 265 คน โดยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง และอาศัยความสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่าง สถิติไคสแควร์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–34 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ดำรงตำแหน่งพนักงานทั่วไป อายุงานมากกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001–50,000 บาท ปัจจัยแรงกดดันเชิงกลยุทธ์และแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมด้านโลจิสติกส์สีเขียวโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงานที่แตกต่างกันส่งผลต่อปัจจัยแรงกดดันเชิงกลยุทธ์ ขณะที่รายได้ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการมีส่วนร่วมด้านโลจิสติกส์สีเขียวอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจัยแรงกดดันเชิงกลยุทธ์มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมด้านโลจิสติกส์สีเขียวทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และผลการวิเคราะห์แบบถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ชี้ว่าแรงกดดันเชิงกลยุทธ์มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในธุรกิจโลจิสติกส์สีเขียว ด้านการมีส่วนร่วมมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านโลจิสติกส์สีเขียวกับด้านความร่วมมือกับคู่ค้าและกับด้านประโยชน์ที่รับรู้</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์