วารสารพิชญทรรศน์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat
<p>วารสารพิชญทรรศน์</p> <p> วารสารพิชญทรรศน์เป็นวารสารฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่พิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และ/หรือ บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์บทความดังกล่าวในด้านบริหารธุรกิจ, การจัดการ และการบัญชี ด้านระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ด้านการศึกษา ด้านการบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ต่อวงการวิชาการและสังคม ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีกำหนดออกราย 4 เดือน</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 </strong><strong>ฉบับ</strong></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul>
สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี
th-TH
วารสารพิชญทรรศน์
3088-3407
<p>บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจความถูกต้องทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อย 3 คน ความคิดเห็นในวารสารพิชญทรรศน์เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์มิใช่ความคิดเห็นของผู้จัดทำ จึงมิใช่ความรับผิดชอบของวารสารพิชญทรรศน์ และบทความในวารสารพิชญทรรศน์สงวนสิทธิ์ตามกฎหมายไทย การจะนำไปเผยแพร่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p> </p>
-
คุณภาพบริการและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการใช้บริการ คลินิกเสริมความงามในจังหวัดอุบลราชธานี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/282988
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพบริการที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการเข้าใช้บริการคลินิกเสริมความงาม และ 2) ศึกษาการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในการเข้าใช้บริการคลินิกเสริมความงาม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการคลินิกเสริมความงามอย่างน้อย 3 ครั้งภายในระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 400 คน จากคลินิกเสริมความงามยอดนิยม 8 แห่งในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนร่วมกับการสุ่มแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (IOC = 0.95) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้นแบบ Enter</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) คุณภาพบริการสามารถอธิบายความแปรปรวนของความภักดีในการใช้บริการคลินิกเสริมความงามได้ร้อยละ 46 (Adjusted R² = 0.46) โดยปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านความใส่ใจลูกค้า (ß = 0.34) ด้านการให้ความมั่นใจ (ß = 0.24) ด้านการตอบสนองลูกค้า (ß = 0.14) ขณะที่ด้านสิ่งที่สามารถจับต้องได้มีอิทธิพลในเชิงลบ (ß = -0.15) ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอาจเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างความภักดีในบริบทของคลินิกเสริมความงาม</p> <p> 2) การบริหารลูกค้าสัมพันธ์สามารถอธิบายความแปรปรวนของความภักดีได้ร้อยละ 25 (Adjusted R² = 0.25) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านการทำให้บริการเฉพาะเจาะจงบุคคล และด้านการให้อำนาจแก่ลูกค้า (ß = 0.28) ด้านสัมพันธภาพกับลูกค้า (ß = 0.18) ด้านการเข้าใจความคาดหวังของลูกค้า (ß = 0.12) ส่วน ด้านการติดตามลูกค้ามีอิทธิพลเชิงลบ (ß = -0.08) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาคุณภาพบริการที่มุ่งเน้นความใส่ใจและความมั่นใจควบคู่กับการบริหารความสัมพันธ์เชิงลึกและบริการเฉพาะบุคคล เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างและรักษาความภักดีของลูกค้าในธุรกิจคลินิกเสริมความงามในจังหวัดอุบลราชธานี</p>
จริยา สวงรัมย์
พิมุกต์ สมชอบ
นรีนุช ยุวดีนิเวศ
บุษยมาศ ชื่นเย็น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
1
18
-
ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบสรุปเรื่องราวที่มีต่อความสามารถ ด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดเกาะแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283443
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยโรงเรียนวัดเกาะแก้ว ก่อนเรียน และหลังเรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบสรุปเรื่องราว และ (2) ศึกษาความก้าวหน้าของความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยโรงเรียนวัดเกาะแก้วที่เรียนด้วยการจัดกรรมการเล่านิทานแบบสรุปเรื่องราว ประชากร ได้แก่ เด็กปฐมวัยโรงเรียนวัดเกาะแก้ว จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียน 28 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากมีนักเรียนเพียงห้องเดียว เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบสรุปเรื่องราว ซึ่งมีค่า IOC ระหว่าง .60-1.00 และมีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( =4.43) และแบบวัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่า IOC ระหว่าง .67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<em>µ</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>s</em>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) เด็กปฐมวัยโรงเรียนวัดเกาะแก้วที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบสรุปเรื่องราวมีคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังเรียน (<em>µ</em>=21.14,<em>s</em>=3.21) ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน (<em>µ</em> =14.50, <em>s</em>=3.82) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 2) เด็กปฐมวัยโรงเรียนวัดเกาะแก้วมีความก้าวหน้าของความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบสรุปเรื่องราวตามลำดับดังนี้ ก่อนเรียน <em>µ</em>=14.50,<em>s</em>=3.82 และหลังเรียน <em>µ</em>=21.14,<em>s</em>=3.21</p>
กนกรัตน์ ศรีสรรค์
ชนิพรรณ จาติเสถียร
ปุริมปรัชญ์ คณิณผศุตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
19
27
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283542
<p> ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นคุณลักษณะสำคัญที่จะสนับสนุนการพัฒนาองค์การสมรรถนะสูงนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาและเปรียบเทียบองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษา <br />(4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งสิ้น 255 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง<br />โดยใช้เกณฑ์ร้อยละจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 2 ฉบับ คือ (1) แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา (2) แบบสอบถามการเป็นองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที (t-test แบบ Independent Samples) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพ และตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมพบว่า ไม่แตกต่างกัน</p> <p> 2) การเป็นองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพ และขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเป็นองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษาในระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> <p> 4). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อการเป็นองค์การสมรรถนะสูงในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 73</p>
ศิริลักษณ์ วดีศิริศักดิ์
ชาญวิทย์ หาญรินทร์
ไพฑูรย์ พวงยอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
28
47
-
คุณภาพแชตบอตอัจฉริยะในการบริการลูกค้าต่อความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในแบรนด์ของผู้บริโภค
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283612
<p> ในยุคดิจิทัลผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อการบริการที่รวดเร็ว ถูกต้อง และให้บริการได้ตลอดเวลา องค์กรจำนวนมากเริ่มนำแชตบอตอัจฉริยะมาใช้ในการบริการลูกค้า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลของคุณภาพแชตบอตต่อความพึงพอใจของผู้บริโภค ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในแบรนด์ และ ประเมินบทบาทของปัญญาประดิษฐ์เชิงอารมณ์ (Affective Computing) ในฐานะตัวแปรอิสระที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์องค์ประกอบของคุณภาพแชตบอต ได้แก่ ความเร็ว ความแม่นยำ ความเป็นธรรมชาติ ความสามารถในการแก้ปัญหา และความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงอารมณ์ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่าง 400 คนที่มีประสบการณ์ใช้แชตบอตอย่างน้อย 1 ครั้งภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Cochran (1977) และสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เส้นทาง (Path Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> คุณภาพแชตบอตส่งผลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R² = .56, F(5,394) = 100.07, p < .001) และความพึงพอใจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์ (β = .62, p < .001) นอกจากนี้ปัญญาประดิษฐ์เชิงอารมณ์มีอิทธิพลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์ (β = .18, p < .001) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²/df = 1.95, CFI = .96, TLI = .95, RMSEA =.049) โดยงานวิจัยเสนอแนะแนวทางให้ธุรกิจพัฒนาระบบแชตบอตที่สามารถประมวลผลความรู้สึกและให้บริการอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง</p>
ภัทรพร ทิมแดง
วรรณรัตน์ ศรีรัตน์
นกุล ฤกษ์จริจุมพล
สุตตมา แสงวิเชียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
48
62
-
ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดบอร์ดเกมที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) ของเด็กปฐมวัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/284029
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) ของเด็กปฐมวัยตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดบอร์ดเกม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านโนนบอน (คำหล้าประชานุเคราะห์) จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ จำนวน 12 ชุด 2) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) แบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Dependent-Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ชุดบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.50/85.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ และมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> 2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดบอร์ดเกมมีทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่าด้านการยับยั้งชั่งใจและการควบคุมตนเองมีการพัฒนาโดดเด่นที่สุด</p> <p> 3) เด็กปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดบอร์ดเกมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ธิดารัตน์ จันทะหิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
63
77
-
ประสิทธิภาพของระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ e - LAAS ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้านบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/284369
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ e - LAAS ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 3) เพื่อทดสอบผลกระทบของประสิทธิภาพระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ e - LAAS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชี 4) เพื่อเปรียบเทียบความเห็นต่อประสิทธิภาพระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการกองคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 306 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ การทดสอบที และการทดสอบเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1) ประสิทธิภาพของระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ e - LAAS ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว ด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทางการบัญชี และด้านการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2) ผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดคือ ด้านความโปร่งใสตรวจสอบได้ ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน ด้านความพึงพอใจของทุกฝ่าย ด้านความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร และด้านคุณภาพการบริหารจัดการ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 3) ประสิทธิภาพของระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ ด้านการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ด้านการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว และด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทางการบัญชีสามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชีในภาพรวม ได้ร้อยละ 62 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p> 4) ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีการศึกษา และระดับประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการคลังที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อประสิทธิภาพระบบบัญชีคอมพิวเตอร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ประทุมวรรณ์ สาทะ
ประนอม คำผา
วรนุช กุอุทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
78
93
-
การประเมินและพัฒนาหลักสูตรเตรียมอุดมศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิศวกรรมเทคโนโลยี: การประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินซิปป์ในการศึกษานำร่อง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/284602
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้และทดลองใช้หลักสูตรเตรียมอุดมศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิศวกรรมเทคโนโลยี (ทวว.) ในรูปแบบการศึกษานำร่อง ของโรงเรียนสาธิต (มัธยมศึกษา) มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินซิปป์สำหรับประเมินความพร้อมทั้ง 4 มิติ วิธีการวิจัยใช้แบบผสมผสานกับกลุ่มตัวอย่าง 75 คน ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร 10 คน ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 5 คน ผู้ปกครองนักเรียน 30 คน และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ 0.88 ถึง 0.94</p> <p> ผลการวิจัยด้านบริบท พบว่า</p> <p> ผู้ปกครองและครูผู้สอนมีความต้องการจัดการศึกษาเฉพาะทางสูงถึงร้อยละ 93.3 และ 88.7 ด้านปัจจัยนำเข้า หลักสูตรได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับดีมากเท่ากับ 4.52 จาก 5.00 โดยด้านปรัชญาและหลักการได้คะแนนสูงสุดเท่ากับ 4.60 ด้านกระบวนการ การสังเกตการจัดการเรียนการสอนพบว่าครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐานด้วยคะแนน 4.35 และบูรณาการศึกษาแบบสตีมด้วยคะแนน 4.22 ด้านผลผลิต นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 3.42 ถึง 3.58 สมรรถนะทางวิชาชีพ 4.10 ถึง 4.22 และนักเรียนร้อยละ 73.3 มีความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับ B1 ตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาของสหภาพยุโรป (Common European Framework of Reference for Languages: CEFR) รวมถึงความพึงพอใจของนักเรียนและผู้ปกครองต่อหลักสูตรอยู่ในระดับสูง เท่ากับ 4.35 และ 4.42 ตามลำดับ การวิจัยสรุปว่าหลักสูตรมีความเป็นไปได้สูงในการเปิดดำเนินการในปี 2569</p>
สาโรช พูลเทพ
คณิต เขียววิชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
94
120
-
การศึกษาเปรียบเทียบการนำเสนอภาพถ่ายบนเอกสารขาวดำ โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม คิวอาร์โค้ด กับเอกสารขาวดำปกติ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการถ่ายภาพ และความพึงพอใจ ของนักศึกษาปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285171
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) เปรียบเทียบทักษะการถ่ายภาพ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรูปแบบเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) รูปแบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) และรูปแบบเอกสารปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบสลับลำดับ (Counterbalanced Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน 3 รูปแบบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการถ่ายภาพ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระด้วยสถิติ Friedman Test และ Wilcoxon Signed Rank Test </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรูปแบบ AR รูปแบบ QR Code และรูปแบบเอกสารปกติ ไม่มีความแตกต่างกัน ( = 1.00, p = .607, W = .019) </p> <p> 2) ทักษะการถ่ายภาพของผู้เรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนทั้ง 3 รูปแบบ ไม่มีความแตกต่างกัน ( = 2.854, p = .240, W = .053)</p> <p> 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนรูปแบบ QR Code และรูปแบบ AR อยู่ในระดับมากที่สุด และสูงกว่ารูปแบบเอกสารปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( = 43.00, p < .001, W = .796) โดยรูปแบบ QR Code ได้รับความพึงพอใจสูงสุดเนื่องจากความสะดวกในการใช้งาน</p>
ณรัช ไชยชนะ
วชิระ โมราชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
121
133
-
การบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285464
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล (2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจำนวนทั้งสิ้น 322 คน ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) เมื่อพบความแตกต่างทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe’s และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <p> 1) สภาพการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> 2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> <p> 3) แนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ได้แก่ (1) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่ชัดเจนสอดคล้องกับมาตรฐานระดับชาติ และเหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา (2) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ควรจัดทำให้สอดคล้องกับมาตรฐานและบริบทของตนเอง โดยทำงานร่วมกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (3) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการกำหนดภาระงาน (4) ด้านการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา ควรใช้ระบบติดตามผลที่เป็นระบบ รายงานผลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (5) การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานที่กำหนด ควรมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูล และ (6) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง ควรมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประเมิน เผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์</p>
รัตนาพร ง้าวทอง
ไพรวัลย์ โคตรตะ
อุดมเดช ทาระหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
134
151
-
ความพึงพอใจในเทคโนโลยี และนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีในฐานะตัวแปรคั่นกลางระหว่างสภาพแวดล้อมทางสังคมต่อการใช้งานเทคโนโลยีของนักเรียนในโรงเรียนสตรีล้วน (Convent) แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285158
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสภาพแวดล้อมทางสังคม นวัตกรรมการใช้เทคโนโลยี ความพึงพอใจในเทคโนโลยี และการใช้งานเทคโนโลยี และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของความพึงพอใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีในฐานะตัวแปรคั่นกลางระหว่างสภาพแวดล้อมทางสังคมต่อการใช้งานเทคโนโลยี การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บข้อมูลจากนักเรียนหญิงในโรงเรียนสตรีล้วนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 500 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ระดับสภาพแวดล้อมทางสังคม ( =4.04), นวัตกรรมการใช้เทคโนโลยี ( =4.07), ความพึงพอใจในเทคโนโลยี ( =4.09) และการใช้งานเทคโนโลยี ( =4.06) อยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) แบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²/df=1.546, CFI=0.991, SRMR=0.022, RMSEA=0.033) ในด้านความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ พบว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้งานเทคโนโลยีและความพึงพอใจในเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีและความพึงพอใจในเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ โดยนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจในเทคโนโลยี และความพึงพอใจในเทคโนโลยีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการใช้งานเทคโนโลยี ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางสังคมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องดำเนินการผ่านกลไกด้านนวัตกรรมการใช้งานและการสร้างประสบการณ์เชิงบวกของผู้เรียนจึงจะนำไปสู่การใช้งานเทคโนโลยีอย่างแท้จริง</p>
สุวรรณา วงศ์สุรไกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
152
168
-
การประเมินระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ของผู้ทำบัญชีในเขตบางแค กรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285621
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรของผู้ทำบัญชีในเขตบางแค กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรของผู้ทำบัญชีในเขตบางแค ตามปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ทำบัญชีในเขตบางแค กรุงเทพมหานคร จำนวน 300 คน ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้ t-test และ F-test One-way ANOVA</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1) ผู้ทำบัญชีมีระดับความรู้ความเข้าใจโดยรวมอยู่ในระดับน้อยร้อยละ 59 โดยด้านที่มีความรู้ความเข้าใจมากที่สุดคือการคำนวณกำไรสุทธิตามเกณฑ์สิทธิร้อยละ 69.01 รองลงมาคือมาตรา 65 ทวิ ร้อยละ 68.74 และการยื่นแบบและชำระภาษี ร้อยละ 53.63 ขณะที่ด้านรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ร้อยละ 49.69 และเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ร้อยละ 48.78 มีระดับความเข้าใจต่ำที่สุด</span></p> <p> 2) การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรของผู้ทำบัญชีในเขตบางแค ตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้ทำบัญชีที่มีเพศต่างกันมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ผู้ทำบัญชีที่มีอายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ จำนวนแห่งที่รับทำบัญชี และประเภทของผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแตกต่างกันมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายภาษีเงินได้นิติบุคคลความแตกต่างกันในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาความรู้เชิงลึกด้านการปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษีและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อยกระดับคุณภาพการปฏิบัติงานและลดความเสี่ยงทางภาษีในบริบทกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p>
อานุภาพ ทองบ่อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
169
186
-
แนวทางการส่งเสริมวินัยเชิงบวกสู่การเรียนรู้บนฐานวิถีชีวิตใหม่เพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้า ในเด็กปฐมวัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283588
<p> เด็กปฐมวัยมีความเสี่ยงต่อการขาดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มาจากการสัมผัสกับธรรมชาติ ทำให้เกิดปัญหาด้านพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา การเลี้ยงดูที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปทำให้เด็กเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเล่นและการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ดังนั้น แนวทางการฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้เด็กปฐมวัยต้องเผชิญกับวิถีชีวิตใหม่ท่ามกลางวิกฤตการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากมายที่เด็กปฐมวัยต้องปรับตัวในระบบการศึกษา ผู้ปกครองและครูควรส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีโอกาสได้เรียนรู้และสัมผัสธรรมชาติมากขึ้น และการเรียนรู้เชิงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติ อย่างเหมาะสม</p> <p> การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยผ่านวิธีการเชิงบวกที่ไม่เพียงแค่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแต่ควรส่งเสริมการพัฒนาด้านพฤติกรรมควบคู่ไปด้วย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กได้รับความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้อง การสร้างจิตสำนึก การตระหนักรู้ถือเป็นเรื่องที่ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับเด็กไทย การมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก สื่อสาร พูดคุย โดยบุคคลในครอบครัวควรเป็นกลุ่มแรกที่จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีให้กับเด็ก ครูควรเป็นแบบอย่าง และชี้แนะแนวทางที่เหมาะสม การใช้วินัยเชิงบวกจะทำให้เด็กปฐมวัยมีนิสัย หรือพฤติกรรมที่ดี ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์คือ ความรู้จักอารมณ์ตนเอง รู้จักจัดการอารมณ์ของตนได้ ควบคุมอารมณ์ ความต้องการ และแสดงออกมาอย่างเหมาะสม อีกทั้งการปลูกฝังวินัยเชิงบวกตั้งแต่ระดับปฐมวัยนั้นถือเป็นช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนาได้ดี การเสริมสร้างวินัยในระดับเด็กปฐมวัยด้วยวิธีการทางบวกนั้นจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนทั้งทักษะทางอารมณ์ ทักษะสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างเกราะป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตที่สามารถเกิดขึ้นในเด็กระดับปฐมวัยเพื่อคุณภาพของเด็กที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป</p>
บุญเลี้ยง ทุมทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
21 1
187
200