วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat <p>วารสารพิชญทรรศน์</p> <p> วารสารพิชญทรรศน์เป็นวารสารฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่พิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และ/หรือ บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์บทความดังกล่าวในด้านบริหารธุรกิจ, การจัดการ และการบัญชี ด้านระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ด้านการศึกษา ด้านการบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ต่อวงการวิชาการและสังคม ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีกำหนดออกราย 4 เดือน</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 </strong><strong>ฉบับ</strong></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul> สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี th-TH วารสารพิชญทรรศน์ 3088-3407 <p>บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจความถูกต้องทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อย 3 คน ความคิดเห็นในวารสารพิชญทรรศน์เป็นความคิดเห็นของผู้นิพนธ์มิใช่ความคิดเห็นของผู้จัดทำ จึงมิใช่ความรับผิดชอบของวารสารพิชญทรรศน์ และบทความในวารสารพิชญทรรศน์สงวนสิทธิ์ตามกฎหมายไทย การจะนำไปเผยแพร่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p> </p> ผลของการใช้รูปแบบแผนผังความคิดร่วมกับกรณีศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความเข้าใจในรายวิชาการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286352 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบแผนผังความคิดร่วมกับกรณีศึกษา 2) ศึกษาพัฒนาการความเข้าใจในเนื้อหารายวิชาการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบแผนผังความคิดร่วมกับกรณีศึกษา และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นด้วยรูปแบบแผนผังความคิดร่วมกับกรณีศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี ชั้นปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบแผนผังความคิดร่วมกับกรณีศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความเข้าใจในหลักการสอบบัญชีแบบปรนัย และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples) และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นของนักศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 39.62, df = 23, p = .000)</p> <p>2) นักศึกษามีพัฒนาการความเข้าใจในเนื้อหารายวิชาการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นในระดับสูงมาก โดยมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ย (GS(%)) เท่ากับ 76.66 </p> <p>3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบแผนผังความคิดร่วมกับกรณีศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" /> = 4.83, SD = 0.15)</p> <p> </p> วรรณวณัช ด่อนคร้าม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 1 13 อิทธิพลของการบริหารความเสี่ยง ระบบสารสนเทศทางบัญชี และทักษะของบุคลากรที่มีผลต่อคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/288540 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการบริหารความเสี่ยง ระบบสารสนเทศทางบัญชีภาครัฐ และทักษะของบุคลากร ที่มีผลต่อคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรด้านการเงินและบัญชีของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก จำนวน 217 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีในหลายมิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเงินมีอิทธิพลต่อคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศทางบัญชีภาครัฐด้านความเสถียรของระบบ ความง่ายต่อการใช้งาน และความปลอดภัยและการเข้าถึงข้อมูล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ทักษะของบุคลากรด้านความเข้าใจมาตรฐานบัญชีภาครัฐ ความเข้าใจระเบียบการบัญชีหน่วยงานภาครัฐ และการจัดการข้อมูลทางการบัญชี มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีด้านความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ ความโปร่งใส และความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01 สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารความเสี่ยง ระบบสารสนเทศทางบัญชีภาครัฐ และทักษะของบุคลากร เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพข้อมูลทางการบัญชีของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> วรัญญา ธนมารินทร์ มัตธิมา กรงเต้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 14 32 ปัจจัยการเรียนรู้ทางสังคมที่มีต่อความยึดมั่นในวิชาชีพของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/288021 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการเรียนรู้ทางสังคมที่มีต่อความยึดมั่นในวิชาชีพของนักศึกษาสาขาการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี กลุ่มประชากรคือนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.2) จำนวน 422 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามต่อกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมพิจารณารายด้านดังนี้ ด้านแรงจูงใจ ด้านการให้ความสนใจ ด้านการจดจำ และด้านการนำไปปฏิบัติ อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.103 , 4.086, 3.739 และ 3.731 ตามลำดับ ระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามต่อความยึดมั่นในวิชาชีพด้านความยึดมั่นเชิงอารมณ์ ด้านความยึดมั่นตามบรรทัดฐานและด้านความยึดมั่นจากการคงอยู่ อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.100, 4.035 และ 4.031 ตามลำดับ และจากการทดสอบการสมมติฐานในภาพรวม ปัจจัยการเรียนรู้ทางสังคมสามารถส่งผลต่อความยึดมั่นในวิชาชีพของนักศึกษาสาขาการบัญชีได้ร้อยละ 70.30 โดยปัจจัยการเรียนรู้ทางสังคมที่ส่งผลสูงสุด คือด้านแรงจูงใจ (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" /></span>= 0.584) รองลงมาคือ ด้านการให้ความสนใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;&amp;space;\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.176) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ด้านการจดจำ และ การนำไปปฏิบัติ ไม่ส่งผลต่อความยึดมั่นในวิชาชีพของนักศึกษาสาขาการบัญชีอย่างมีนัยสำคัญในการศึกษาครั้งนี้</p> นวพร แซ่อึ๊ง สุนา สุทธิเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 33 48 แรงจูงใจในการทำงาน การยอมรับเทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เขต 13 และเขต 14 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286308 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการทำงาน การยอมรับเทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เขต 13 และเขต 14 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงาน การยอมรับเทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เขต 13 และเขต 14 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ข้าราชการ พนักงานราชการ จ้างเหมาบริการ และลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 229 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การทดสอบค่า t-test และค่า F-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) แรงจูงใจในการทำงานด้านปัจจัยจูงใจ การยอมรับเทคโนโลยีด้านความตั้งใจใช้และวัฒนธรรมองค์กร ด้านวัฒนธรรมองค์กรแบบปรับตัว ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />2) การเปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงาน การยอมรับเทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร โดยการจำแนกด้านประชากรศาสตร์ พบว่า อายุ สถานภาพสมรส และอายุการทำงานที่แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการทำงานด้านปัจจัยจูงใจ การยอมรับเทคโนโลยีด้านความตั้งใจใช้และวัฒนธรรมองค์กรด้านวัฒนธรรมองค์กรแบบปรับตัวส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ไม่ต่างกัน แต่ในด้านของเพศ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และตำแหน่งงานที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานแตกต่างกัน <br />ทั้งนี้การกำหนดนโยบายสนับสนุนการยอมรับเทคโนโลยีด้านการรับรู้ในการใช้งานง่าย สะดวกและไม่ยุ่งยาก สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในองค์กรเพิ่มมากขึ้น</p> กุลวดี แต้วิริยะกุล วลัยพร สุขปลั่ง มาลิณี ศรีไมตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 49 70 การพัฒนาแอปพลิเคชันความจริงเสริมส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/287702 <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; color: windowtext;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันความจริงเสริมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายกความต้องการของผู้ใช้ 2) ประเมินคุณภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน </span><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; color: windowtext;">3 คน และผู้ใช้งานทั่วไปจำนวน 35 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แอปพลิเคชันความจริงเสริม แบบประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; color: windowtext;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; color: windowtext;">1) แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายกผ่านเทคโนโลยีความจริงเสริม โดยใช้กล้องของอุปกรณ์เคลื่อนที่ตรวจจับสื่อเป้าหมายและแสดงผลข้อความ ภาพประกอบ องค์ประกอบเสมือนหรือแบบจำลองสามมิติที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย มีความน่าสนใจ และมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าการนำเสนอด้วยข้อความหรือภาพนิ่ง</span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; color: windowtext;">2) ผลการประเมินคุณภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.68 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.41 </span></p> <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; color: windowtext;">3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 และส่วนเบี่<span style="letter-spacing: -.1pt;">ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 แสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในการใช้เป็นสื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว และสนับสนุนการรับรู้ข้อมูลในรูปแบบที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้</span></span></p> พรหมบัญชา พรหมมาหล้า มนัสวี สีดาจันทร์ สิทธิพงศ์ พรอุดมทรัพย์ รณกร รัตนธรรมมา สุนันทา ศรีม่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 71 89 จรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285636 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้จรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการใช้จรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง อายุ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาจรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 16 คน และครูผู้สอน 260 คน รวมทั้งสิ้น 276 คน โดยกำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan และการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Stratified Random Sampling) กลุ่มเป้าหมายวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้บริหาร จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ค่า IOC ระหว่าง .80–1.0 มีค่าความเชื่อมั่น .96 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การใช้จรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) เปรียบเทียบการใช้จรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง อายุ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีตำแหน่งแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้จรณทักษะในการจัดการความขัดแย้งโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อจำแนกตามอายุ โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาจรณะทักษะการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาคือเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นและใช้การวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ยึดหลักความโปร่งใส มาตรฐานวิชาชีพและยอมรับความรู้ของผู้อื่น เพื่อจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์และเสริมสร้างความร่วมมือในองค์กร</p> สุภาพร คำจันทร์ เศวตาภรณ์ ตั้งวันเจริญ นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 90 105 บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285642 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อบทบาทของผู้บริหาร จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 343 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.834 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การทดสอบเอฟ และการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการส่งเสริมการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ และด้านการวางแผนการจัดการเรียนการสอน ส่วนด้านการนิเทศภายในและกำกับติดตามการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> <p>2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่าโดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านการส่งเสริมการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ</p> <p>3) แนวทางพัฒนาบทบาทของผู้บริหารควรมุ่งเน้นการวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การนิเทศและติดตามอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลที่ยืดหยุ่นและใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ตลอดจนการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งด้านกายภาพ ดิจิทัล และสังคม เพื่อเพิ่มความพร้อมของสถานศึกษาในการรับมือกับวิกฤตและสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปิยวรรณ ขลิบทองรอด จิตติมาภรณ์ สีหะวงษ์ พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 106 122 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลวัดพระโต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/285644 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลวัดพระโต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนอนุบาลวัดพระโต จำนวน 29 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทศนิยม จำนวน 5 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ .73 (3) แผนการจัดการเรียนรู้ และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระกัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์มีประสิทธิภาพเท่ากับ 77.14/78.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75</p> <p>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลวัดพระโต มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 15.72, S.D. = 1.83) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 13.07, S.D. = 2.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>3) ความพึงพอใจทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง ทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลวัดพระโต พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.27, S.D. = .65)</p> สุพรรษา ถะเกิงสุข วิลาวัลย์ วงศ์บา สิริกัลยา สุขขี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 123 140 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุมชนเป็นฐาน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง “ภูมิปัญญาท้องถิ่น กาละแมขนมโบราณ” เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286090 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุมชนเป็นฐาน 2) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 3) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ และ 4) ประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิจัยดำเนินตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนธาตุพนม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน และระยะที่ 4 ประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">1) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการมีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI = .74)</span></p> <p>2) กิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 79.61/82.87 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75</p> <p>3) คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 13.21 (S.D. = 3.53) เป็น 24.87 (S.D. = 1.48) จากเต็ม 30 คะแนน (t = 24.81, p &lt; .001)</p> <p>4) ระดับความพึงพอใจโดยนักเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.32, S.D. = .44) ครู (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.61, S.D. = .32) ผู้บริหาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.68, S.D. = .47) ผู้ปกครอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.59, S.D. = .32) และปราชญ์ท้องถิ่น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />= 4.71, S.D. = .46)</p> วราจิตร พรมเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 141 158 การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดอุดรธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286330 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพแบบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดอุดรธานี 2) สร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัด 3) สร้างคู่มือการใช้แบบวัด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 และ 4 จำนวน 450 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบวัดสถานการณ์แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีการให้คะแนนเป็น 0 และ 1 จำนวน 50 ข้อ ซึ่งได้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และสร้างเกณฑ์ปกติในรูปของเกณฑ์ปกติคะแนนที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) แบบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดอุดรธานี เป็นแบบวัดสถานการณ์แบบเลือกตอบ มีการให้คะแนนเป็น 0 และ 1 จำนวน 42 ข้อ มีแบบวัดจำนวน 8 ข้อไม่ผ่านเกณฑ์ทางสถิติหลังการทดลองใช้จึงถูกตัดออก แบบวัดมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง .60 – 1.00 มีค่าความยากตั้งแต่ .20 – .80 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .24 – .48 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .92</p> <p>2) เกณฑ์ปกติของแบบวัดทั้งฉบับ มีค่า T ปกติ เท่ากับ T27 - T68</p> <p>3) ผลของการสร้างคู่มือการใช้แบบวัด ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบและมีค่าความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 </p> สุปราณี ชินวงค์พรหม มณีญา สุราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 159 174 แนวทางการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286609 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2) เปรียบเทียบการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาของสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 346 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .98 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการทดสอบเอฟ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <p>1) สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมาก </p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี และผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี มีความคิดเห็นต่อการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนจำแนกตามขนาดสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน </p> <p>3) แนวทางการนิเทศภายในแบบร่วมพัฒนาของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบัน ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วม การวางแผนใช้หลักการมีส่วนร่วม วงจรคุณภาพ PDCA และเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิบัติการนิเทศพัฒนาภายใต้แนวคิดกัลยาณมิตรผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การประเมินผลเพื่อพัฒนาอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการสะท้อนผลพร้อมเผยแพร่องค์ความรู้ผ่าน PLC และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> <p> </p> จุฬารัตน์ วรสุทธิ์ อรรถพร วรรณทอง ชวนคิด มะเสนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 175 193 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบผจญภัยเป็นฐานที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286652 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบผจญภัยเป็นฐานที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดย 1) เปรียบเทียบคะแนนความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ 2) เปรียบเทียบคะแนนความคิดสร้างสรรค์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง ทำการเลือกนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 56 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Selection) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุม 28 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมพลศึกษาแบบผจญภัยเป็นฐาน จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80-1.00 และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความคิดสร้างสรรค์โดยทดสอบค่า (t-test) ก่อนและหลังการทดลอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบผจญภัยเป็นฐานที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบผจญภัยเป็นฐานสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พิชชาอร ฉิมนาคพันธุ์ สุธนะ ติงศภัทิย์ ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 194 211 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/286929 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล ตามตำแหน่ง อายุราชการ และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล การวิจัยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 351 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สัมภาษณ์เชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่น .98 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบสมมติฐานได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบ ค่าเอฟ (F-test) เมื่อพบความแตกต่าง ทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe’s การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล ตามตำแหน่งและขนาดของสถานศึกษา พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลำดับ ขณะที่เมื่อจำแนกตามอายุราชการโดยรวม พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล สรุปได้ดังนี้ 1) ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน 2) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้ 3) ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูมีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และ 4) ด้านการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน ผู้บริหารสถานศึกษาควรสนับสนุนให้บุคลากรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน</p> ชลดา วงสามารถ ภาณุพงศ์ บุญรมย์ ไพรวัลย์ โคตรตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 212 227 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/287685 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 297 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง .60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.77, S.D. = .33)</p> <p>2) การทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.77, S.D. = .32) </p> <p>3) ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .960)</p> ประภาพรรณ พลศรี พระครูปลัดจักรพล สิริธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิชญทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-30 2026-08-30 21 2 228 242