https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/issue/feed วารสารพิชญทรรศน์ 2025-12-30T19:57:03+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หทัยรัตน์ ไชยสัตย์ บรรณาธิการวารสารพิชญทรรศน์ hathairat.k@ubru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารพิชญทรรศน์ </p> <p> วารสารพิชญทรรศน์เป็นวารสารฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่พิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และ/หรือ บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์บทความดังกล่าวในด้านบริหารธุรกิจ, การจัดการ และการบัญชี ด้านระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ด้านการศึกษา ด้านการบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ นักวิชาการและนักศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ต่อวงการวิชาการและสังคม ตลอดจนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีกำหนดออกราย 4 เดือน</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 </strong><strong>ฉบับ</strong></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</li> </ul> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/275180 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEAM Education โดยใช้รูปแบบ TP-SMART MODEL เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม เรื่อง พอลิเมอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2025-11-05T14:30:58+07:00 วราจิตร พรมเกตุ nwarapromket@gmail.com <p><span style="font-weight: 400;">การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEAM Education โดยใช้ TP-SMART MODEL เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมเรื่อง พอลิเมอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้ 4) ประเมินผล</span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนธาตุพนม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน 26 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /></span><span style="font-weight: 400;">) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) </span><span style="font-weight: 400;">ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI </span><span style="font-weight: 400;">Modified</span><span style="font-weight: 400;">) ทดสอบค่าที (Match paired t-test) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน มากที่สุด คือ การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม PNI</span><span style="font-weight: 400;">Modified</span><span style="font-weight: 400;">=.294 </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) การพัฒนารูปแบบมีความสอดคล้องมีค่าระหว่าง 0.80-1.00 และค่าเฉลี่ยรวม 0.933 ผลการยืนยัน พบว่า องค์ประกอบโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.258, S.D.=0.668) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">3) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังใช้รูปแบบ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">4) การประเมินผลการใช้รูปแบบโดยภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.29, S.D.=0.65)</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/276365 การศึกษาคุณภาพแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2025-11-05T15:08:01+07:00 พรทิพย์ ตั้งพงษ์ 670426026006@live.bru.ac.th พรนิภา ตอพล 670426026006@live.bru.ac.th สุชาติ หอมจันทร์ 670426026006@live.bru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 </span><span style="font-weight: 400;">กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านพินิจสารของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคิดพินิจสาร กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านกรวดวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวนนักเรียน 38 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 12 แผน, แบบฝึกทักษะการอ่านคิดพินิจสาร จำนวน 5 เล่ม, </span><span style="font-weight: 400;">แบบวัดทักษะการอ่านพินิจสาร และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านกรวดวิทยาคารมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียน </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">3) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านพินิจสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/282639 การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐานอัตลักษณ์วัฒนธรรมบ้านปะอาว ตำบลปะอาว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 2025-11-05T15:25:11+07:00 รัตนภรณ์ แซ่ลี้ rattanaporn.s@ubru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาศักยภาพชุมชนสู่ชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยว 2) พัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐานอัตลักษณ์วัฒนธรรม 3) พัฒนากลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวตามเส้นทางอัตลักษณ์วัฒนธรรมบ้านปะอาว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ดำเนินงานช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 – มิถุนายน 2565 ในพื้นที่ชุมชนบ้านปะอาว จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีกลุ่มผู้มีส่วนร่วมแบบเจาะจงรวม 84 คน ครอบคลุมผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ผู้ดูแลฐานกิจกรรม และอาสาสมัครด้านการตลาด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการประชุม/เวทีเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและสังเคราะห์ประเด็นเพื่อจัดทำแนวทางพัฒนาร่วมกับชุมชน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) ชุมชนสามารถยกระดับการบริหารจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเองผ่าน “คณะทำงานร่วม” ระหว่าง อบต. ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ และกลุ่มอาชีพ พร้อมพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวและ “ถนนสายวัฒนธรรม” </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ ได้แก่ ไข่เค็มพอกสมุนไพร และสิ่งประดิษฐ์จากผ้า พร้อมยกระดับคุณภาพจนได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">3) มีการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงร่วมกับชุมชนใกล้เคียง พัฒนานักการตลาดชุมชนและช่องทางออนไลน์ รวมถึงเพจประชาสัมพันธ์ “ปะอาวน่าเที่ยว” ส่งผลให้เกิดรายได้แก่กลุ่มอาชีพมากกว่า 70,000 บาท และการรับรู้มากกว่า 10,000 ครั้ง โดยรวมสะท้อนประสิทธิผลของกระบวนการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐานอัตลักษณ์วัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/282891 ปัจจัยด้านสมรรถนะการปฏิบัติงานที่มีอิทธิพลต่อการจัดการฝึกอบรม อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (CDV) ในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-11-05T16:12:56+07:00 พสิษฐ์ ฐิติธนารัศมิ์ pasitdba8@gmail.com พลศักดิ์ จิรไกรศิริ pasitdba8@gmail.com ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ pasitdba8@gmail.com จินณวัฒน์ อัศวเรือง pasitdba8@gmail.com ภูวาเดช โหราเรือง pasitdba8@gmail.com <p>ท่ามกลางการขยายตัวของสังคมเมืองในเขตกรุงเทพมหานครที่ทำให้ความเสี่ยงภัยมีความซับซ้อนมากขึ้น อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ถือเป็นกำลังพลหลักที่สำคัญในการเข้าถึงพื้นที่เผชิญเหตุ อย่างไรก็ตามการยกระดับสมรรถนะของอาสาสมัครให้เท่าทันต่อสถานการณ์ยังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับสมรรถนะ 3) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับความต้องการหลักสูตรอบรม และ 4) ศึกษาอิทธิพลของสมรรถนะการปฏิบัติงานต่อความต้องการการฝึกอบรมของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ในเขตกรุงเทพมหานคร ใช้การวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจาก อปพร. จำนวน 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา One-Way ANOVA และ Multiple Regression Analysis</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สมรรถนะการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดคือความปลอดภัยทางถนน และอ่อนแอที่สุดคือการกู้ภัยในอาคารสูง</p> <p>2) อายุและเพศมีอิทธิพลต่อสมรรถนะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ใน 12 และ 11 ด้านตามลำดับ</p> <p>3) อายุและเพศมีอิทธิพลต่อความต้องการหลักสูตรอบรมทั้ง 3 ด้าน</p> <p>4) สมรรถนะด้านความปลอดภัยทางถนนและการแจ้งเตือนข่าวสารส่งผลต่อความต้องการสิทธิประโยชน์และอุปกรณ์ ขณะที่สมรรถนะด้านการป้องกันมลพิษทางอากาศส่งผลต่อความต้องการการอบรมเพิ่มเติม ผลการวิจัยชี้ว่าหน่วยงานภาครัฐควรออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางด้านความปลอดภัยทางถนน ระบบการสื่อสารและการเตือนภัย และการจัดการมลพิษทางอากาศเพื่อยกระดับสมรรถนะของ อปพร. อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/282901 การตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลและคอนเทนต์แบบสั้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ ของวัยรุ่นเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุบลราชธานี 2025-11-05T16:32:02+07:00 อนันต์ สุนทราเมธกุล anan.w@ubru.ac.th ณัฐชนน พิชาดุลย์ nutchanon.phichadul@gmail.com วันวิสา มากดี wunwisa.m@ubru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพล ปัจจัยด้านคอนเทนต์แบบสั้น และปัจจัยด้านความตั้งใจซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของวัยรุ่นเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุบลราชธานี และ 2) เพื่อศึกษาการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลและคอนเทนต์แบบสั้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของวัยรุ่นเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ วัยรุ่นเจเนอเรชันซี อายุ 13-28 ปี ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี และมีประสบการณ์ในการติดตามผู้มีอิทธิพลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การกำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 422 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) ผลการศึกษาระดับปัจจัยด้านการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพล ปัจจัยด้านคอนเทนต์แบบสั้น และปัจจัยด้านความตั้งใจซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของวัยรุ่นเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุบลราชธานี มีภาพรวมการให้ความสำคัญอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาปัจจัยการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพล ปัจจัยด้านคอนเทนต์แบบสั้น และปัจจัยด้านความตั้งใจซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของวัยรุ่นเจเนอเรชันซีในจังหวัดอุบลราชธานี ทุกด้านมีการให้ความสำคัญอยู่ในระดับมาก</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) การตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลและคอนเทนต์แบบสั้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของวัยรุ่นเจเนอเรชันซี</span><span style="font-weight: 400;">ในจังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วยตัวแปรอิสระ 5 ตัว ได้แก่ ด้านปฏิสัมพันธ์เชิงพาราสังคม ด้านความสอดคล้องระหว่างตราสินค้ากับผู้มีอิทธิพล ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ชม ด้านความเป็นกระแสและความทันสมัย และด้านความให้ข้อมูลของคอนเทนต์ สามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 56 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283053 อิทธิพลคั่นกลางของนวัตกรรมองค์การที่มีผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สู่ผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม 2025-11-16T14:18:58+07:00 นิตยา งามยิ่งยง jnittaya2109@gmail.com สุมาลี รามนัฏ jnittaya2109@gmail.com <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง นวัตกรรมองค์การ และผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน (2) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และนวัตกรรมองค์การมีอิทธิพลทางบวกต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน และ (3) ศึกษาอิทธิพลของนวัตกรรมองค์การในฐานะตัวแปรคั่นกลางที่เชื่อมโยงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่ผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครปฐม ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกวิสาหกิจชุมชน จำนวน 200 ราย เลือกด้วยวิธีการสุ่ม</span><span style="font-weight: 400;">แบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</span><span style="font-weight: 400;">เชิงยืนยัน (CFA) ด้วยวิธี CB-SEM</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง นวัตกรรมองค์การและผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนอยู่ในระดับมากทุกด้าน </span><span style="font-weight: 400;">โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 (S.D. = 0.52), 4.24 (S.D. = 0.54) และ 4.16 (S.D. = 0.60) ตามลำดับ </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อนวัตกรรมองค์การและผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน</span><span style="font-weight: 400;">(</span><span style="font-weight: 400;"> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.58, p &lt; .001; <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /></span><span style="font-weight: 400;"> = 0.66, p &lt; .001) และ (3) นวัตกรรมองค์การมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกและทางอ้อมต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน (</span><span style="font-weight: 400;"> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.39, p &lt; .001; Indirect Effect = 0.23, p &lt; .001)</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283124 การพัฒนาสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนหมูสวรรค์เจ๊เล็ก ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 2025-11-17T11:45:52+07:00 อำไพ ยงกุลวณิช sanchai.y@ubru.ac.th สัณชัย ยงกุลวณิช sanchai.y@ubru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการรูปแบบของสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนหมูสวรรค์เจ้เล็ก พัฒนาสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ และประเมินความพึงพอใจต่อสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกวิสาหกิจชุมชนหมูสวรรค์เจ้เล็ก จำนวน 4 คน และผู้บริโภคจำนวน 110 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม สร้างสื่อดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ผ่านเพจบนเฟสบุ๊ค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">วิสาหกิจชุมชนต้องการสื่อดิจิทัลคอนเทนต์รูปแบบข้อความ ภาพ และคลิปวิดิโอ ผลการพัฒนาคือสื่อดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์โดยนำเสนอข้อมูลวิสาหกิจชุมชน ข้อมูลติดต่อ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และการออกร้านขาย โดยสื่อดิจิทัลคอนเทนต์สามารถเผยแพร่ผ่านเพจบนเฟสบุ๊ค และแผ่นพับ มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากแผ่นพับไปยังเพจบนเฟสบุ๊คของวิสาหกิจชุมชนด้วยคิวอาร์โค้ด </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการประเมินความพึงพอใจต่อสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนหมูสวรรค์เจ้เล็กมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจรวมที่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.41, S.D. = 0.41) โดยความพึงพอใจด้านการออกแบบสื่อดิจิทัลคอนเทนต์มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจที่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.34, S.D. = 0.49) ด้านคุณภาพของสื่อดิจิทัลคอนเทนต์มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจที่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.49, S.D. = 0.43) และด้านประโยชน์และการนำไปใช้งานมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจที่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.41, S.D. = 0.49) โดยประโยชน์ของสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ที่มีระดับความพึงพอใจมากที่สุดคือ ช่วยในการส่งเสริมการขายสินค้าได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.58, S.D. = 0.60) และช่วยให้มีการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ได้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.65, S.D. = 0.55) ดังนั้น วิสาหกิจชุมชนควรมีการพัฒนาสื่อดิจิทัลคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ และประยุกต์ใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านเพจบนเฟสบุ๊คเพื่อช่วยส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283154 การพัฒนาผลิตภัณฑ์และตราสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกลุ่มผู้ผลิตชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี 2025-11-27T21:37:37+07:00 ปรียารักษ์ ละอองนวล pimook.s@ubru.ac.th พิมุกต์ สมชอบ osmile1111@gmail.com อโนชา สุวรรณสาร pimook.s@ubru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของผลิตภัณฑ์และตราสินค้าของกลุ่มผู้ผลิตชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มตรงกับความต้องการของตลาด และ 3) ออกแบบและพัฒนาตราสินค้าให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ผลิตชุมชนจำนวน 20 กลุ่ม และผู้บริโภค 60 คน โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสังเกตภาคสนาม และแบบประเมินความพึงพอใจมาตราส่วน 5 ระดับ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยสรุปตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) ด้านสภาพปัจจุบันของผลิตภัณฑ์และตราสินค้า พบว่าผลิตภัณฑ์ของกลุ่มผู้ผลิตชุมชนมีอัตลักษณ์เฉพาะในด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และลวดลายท้องถิ่น แต่ยังขาดการออกแบบที่ทันสมัย บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และกลยุทธ์ตราสินค้าที่ชัดเจน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลุ่มผู้ผลิตสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น การปรับลวดลายผ้าไทยให้ร่วมสมัย การออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหารให้ทันสมัยและปลอดภัย พร้อมฉลากโภชนาการ ตลอดจน</span><span style="font-weight: 400;">การพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานให้มีฟังก์ชันตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยผลการประเมินความพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง ได้แก่ </span><span style="font-weight: 400;">ผ้าไทย (เฉลี่ย 4.55 ด้านการออกแบบ ร่วมสมัย) อาหารแปรรูป (เฉลี่ย 4.70 ด้านบรรจุภัณฑ์) และจักสาน (เฉลี่ย 4.82 ด้านวัสดุธรรมชาติ)</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">3) ด้านการพัฒนาตราสินค้า กลุ่มผู้ผลิตสามารถสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนได้อย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงชื่อ สี ลวดลาย และเรื่องเล่าท้องถิ่นมาใช้ในตราสินค้า ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการจดจำของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า แนวทางการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมและยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283280 การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการวางแผนภาษีของบริษัทที่จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SETESG 2025-12-01T10:28:20+07:00 พรชัย วีระนันทาเวทย์ phornchai.w@ubru.ac.th ธัญฐณภรณ์ อานันต์ปัญฉัตร thanthanaphon.a@ubru.ac.th รวิ กลางประพันธ์ ravi.k@ubru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลที่ดีกับการวางแผนภาษีของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SETESG โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทของการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการวางแผนภาษีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SETESG 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลกิจการที่ดี</span><span style="font-weight: 400;">กับการวางแผนภาษีของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SETESG โดยรวบรวมข้อมูลรายงานทางเงินจากงบการเงิน รายงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และรายงานประจำปีของบริษัทจากเว็บไซต์บริษัทและเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์</span><span style="font-weight: 400;">แห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษาที่มีข้อมูลครบถ้วน จำนวนทั้งสิ้น 99 บริษัท เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง ปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566 เพื่อทำการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามากที่สุด และค่าน้อยที่สุด และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียรสัน และวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณเชิงซ้อน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัย พบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SETESG มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มแข็งผ่านกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและการทำงานเชิงรุกของคณะกรรมการ ส่งผลให้ระบบควบคุมภายในมีความรัดกุม เอื้อต่อการวางแผนภาษีที่เน้นประสิทธิภาพและความโปร่งใส โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อสร้าง</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">มูลค่าที่ยั่งยืนให้แก่องค์กร</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) การกำกับดูแลกิจการที่ดีไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการวางแผนภาษีที่วัดจากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล</span><span style="font-weight: 400;">ที่แท้จริง (ETR) แต่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการวางแผนภาษีที่วัดจากอัตราภาษีนิติบุคคลต่อสินทรัพย์รวม (TAX/ASSET) โดยพบว่าจำนวนครั้งในการประชุมคณะกรรมการบริษัทมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ขนาดของกิจการมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกล่าวคือ บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนตัวแปรอื่นๆ เช่น ความมีอิสระของประธานคณะกรรมการ ขนาดของคณะกรรมการบริษัทจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการบริษัท และความเสี่ยงทางการเงิน ไม่มีความสัมพันธ์ที่สำคัญกับการวางแผนภาษี</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283295 ความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียกับผลการดำเนินงานขององค์กรของธุรกิจโรงแรม ในจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร และบึงกาฬ 2025-11-30T16:29:49+07:00 สุพัตรา แมคคอร์แมค supatra676070210015@gmail.com สรวิทย์ งามสุทธิ sorawit_oat@hotmail.com <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียกับผลการดำเนินงานขององค์กรของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร และบึงกาฬ ใช้รูปแบบการดำเนินการวิจัย แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของธุรกิจโรงแรม จำนวน 125 คน มุ่งเน้นศึกษาการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ได้แก่ ด้านการพัฒนาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ด้านการโฆษณาบนสื่อโซเชียลมีเดียที่ตรงเป้าหมาย ด้านการโต้ตอบและมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี และด้านการร่วมมือกับบุคคลที่มีอิทธิพลหรือผู้สร้างเนื้อหาบนสื่อโซเชียล วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปโดยสถิติหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าอํานาจจําแนกเป็นรายข้อ โดยใช้เทคนิค Item – Total Correlation การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha-coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค การโฆษณาบนสื่อโซเชียลมีเดียที่ตรงเป้าหมาย การโต้ตอบและมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี และการร่วมมือกับบุคคลที่มีอิทธิพลหรือผู้สร้างเนื้อหาบนสื่อโซเชียลมีอิธิพลเชิงบวก</span><span style="font-weight: 400;">ต่อผลการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น ผู้บริหารฝ่ายการตลาดธุรกิจโรงแรมควรให้ความสำคัญกับการใช้การตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ เพราะการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพราะอย่างยิ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป</span><span style="font-weight: 400;">อย่างรวดเร็ว การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารและการตัดสินใจของลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานขององค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283472 การส่งเสริมการขายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยการขายสินค้าออนไลน์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย กรณีศึกษา อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี 2025-12-19T13:23:50+07:00 ไมตรี ริมทอง maitree.r@ubru.ac.th <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และออกแบบการส่งเสริมการขายสินค้าชุมชนด้วยช่องทางการขายออนไลน์ 2) ประยุกต์ใช้รูปแบบการขายออนไลน์บนสื่อสังคมออนไลน์ และ 3) พัฒนาช่องทางการขายออนไลน์บนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับส่งเสริมการขายสินค้าชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ กลุ่มเจ้าของผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 15 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และ ผู้ใช้งานจำนวน 70 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยสื่อสังคมออนไลน์ประเภทเฟซบุ๊กแฟนเพจ แบบสัมภาษณ์ และ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /></span><span style="font-weight: 400;">) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">1) การสร้างช่องทางออนไลน์บนสื่อสังคมออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ให้ข้อมูลให้ความสำคัญสูงสุดกับด้านขนาดของบรรจุภัณฑ์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การนำเสนอด้วยภาพนิ่ง และความชัดเจนของรูปแบบตัวอักษรและรูปภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.60 S.D. = 0.62) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">2) ผลการประยุกต์ใช้รูปแบบการขายออนไลน์ พบว่า การตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความพึงพอใจและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">3) ผลการประเมินภาพรวมด้านรูปแบบการนำเสนอช่องทางการขายออนไลน์บนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> </span><span style="font-weight: 400;">= 4.49 S.D. = 0.62) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการขายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบัน</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/282653 จริยธรรมว่าด้วยความโปร่งใสและการลวงตาในภาพโฆษณาจากปัญญาประดิษฐ์ 2025-11-05T15:44:13+07:00 ศิวนาถ จุ่มน้ำใส siwanart.sj@gmail.com <p><span style="font-weight: 400;">ในยุคดิจิทัลที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์ภาพโฆษณา ความสามารถของ AI ในการสร้างภาพที่สมจริงและการจำลองความจริง (Synthetic truth) ได้ก่อให้เกิดปัญหาท้าทายทางจริยธรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะความคลุมเครือระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับ "การลวงตา" (Deception) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของผู้บริโภค บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มิติทางจริยธรรมและนำเสนอแนวทางการกำกับดูแลการใช้ภาพโฆษณาจาก AI โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือการสังเคราะห์เนื้อหาเชิงวิพากษ์จากกรอบแนวคิดจริยธรรม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ทฤษฎีจริยศาสตร์พื้นฐานและแนวคิดภาวะจริงเกินจริง (Hyperreality) 2) จริยธรรมการสื่อสารและวาทกรรม (Discourse Ethics) และ 3) จรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาในประเทศไทย</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กรอบจริยธรรมดั้งเดิมยังคงมีคุณค่าแต่ไม่เพียงพอต่อการรับมือกับบริบทใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงและสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมีความเลือนราง ผู้เขียนจึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้และเสนอ “TRUTH Model” (Transparency, Representation, User Impact, Threshold, Honesty) เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการปฏิบัติและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเสนอแนะกลไกการกำกับดูแลที่เน้นความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานการติดป้ายกำกับ (Labeling) และการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนเมื่อมีการใช้ AI ดัดแปลงเนื้อหา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีกับความรับผิดชอบต่อสังคม และส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในยุคดิจิทัล</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Pitchayatat/article/view/283066 กลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรี ในการขับเคลื่อนนโยบาย Negative Income Tax 2025-11-29T20:28:44+07:00 กนกวรรณ เมธาวณิชย์กุล kanokwan.tax7@gmail.com หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล kanokwan.tax7@gmail.com วิทยาธร ท่อแก้ว kanokwan.tax7@gmail.com <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยเชิงเอกสารนี้มุ่งศึกษากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดนนทบุรี ในการขับเคลื่อนนโยบาย Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นนโยบายภาษีรูปแบบใหม่ที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม โดยรัฐบาลมีแผนดำเนินการในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนคนไทยทุกคนต้องยื่นแบบภาษี</span><span style="font-weight: 400;">เงินได้บุคคลธรรมดา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าใจ ยอมรับ และมีส่วนร่วมกับนโยบาย NIT การศึกษาประยุกต์แนวคิดการสื่อสารเพื่อการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงสังคมของ Servaes (2008) ร่วมกับการวิเคราะห์กรณีการดำเนินนโยบายในต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และฟินแลนด์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายลักษณะเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า กลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย NIT ในระดับท้องถิ่นควรมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การสื่อสารแบบสองทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง (2) การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชน และ (3) การบูรณาการ</span><span style="font-weight: 400;">สื่อดิจิทัลควบคู่กับช่องทางการสื่อสารดั้งเดิมเพื่อเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การเสริมสร้างความตระหนักรู้</span><span style="font-weight: 400;">ด้านสิทธิและหน้าที่ทางภาษียังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย NIT อย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ</span></p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิชญทรรศน์