วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal <p>วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ (Journal of Social Science, Law and Politics) เป็นวารสารวิชาการที่จัดตั้งขึ้น โดยคณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา และเมื่อปี พ.ศ. 2565 วารสารฯ ได้รับการพิจารณารับรองให้มีผลการประเมินคุณภาพวารสารจัดอยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre) TCI กลุ่มที่ 2 ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 และต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2567 จนถึงปัจจุบัน ตามผลการประเมินคุณภาพวารสาร รอบที่ 5 พ.ศ.2568-2572 </p> <p>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนโลกทัศน์ทางความรู้เชิงวิชาการ และเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและการอ้างอิงในวงวิชาการ โดยมีขอบเขตเนื้อหาในการเผยแพร่บทความด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดการออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ทุก ๆ 6 เดือนต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p>วารสารฯ เก็บค่าธรรมเนียมการพิจารณาตีพิมพ์บทความ <strong>ภาษาไทยบทความละ </strong><strong>3,000 บาท</strong> <strong>ภาษาต่างประเทศบทความละ </strong><strong>3,500 บาท โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ ครั้งเดียว เมื่อผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ ก่อนส่งบทความ</strong>เข้าสู่กระบวนการพิจารณา<strong>ของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>วารสารฯ มีระบบการประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer-Review) จำนวน 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองฝ่าย (Double-Blind Peer Review) และจะต้องได้รับผลการประเมินว่า “ผ่านการพิจารณา” จึงถือได้ว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินการตีพิมพ์บทความ</p> <p><strong>วารสารฯ ไม่มีนโยบายรับจัดรูปแบบต้นฉบับบทความ</strong></p> <p><strong> </strong><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร </strong><strong>[</strong>ISSN<strong>] </strong>Online 2985-2102</p> th-TH <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด</p> <p>ความคิดเห็นในบทความและงานเขียน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้ประพันธ์โดยอิสระ กองบรรณาธิการ วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป หากท่านประสงค์จะนำบทความหรืองานเขียนเล่มนี้ไปตีพิมพ์เผยแพร่ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์ตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์</p> </div> law_pol.journal@reru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจวรรณ บุญโทแสง) law_pol.journal@reru.ac.th (นางสาววาสนา เลิศมะเลา) Thu, 25 Dec 2025 19:04:42 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจ้างงานคนพิการตามนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน คนพิการในหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร: ปัญหาและอุปสรรคในการจ้างงานคนพิการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280565 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจ้างงานคนพิการตามนโยบายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตกลุ่มเขตการบริหารกรุงเทพใต้ จำนวน 30 คน ดำเนินการด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทบทวนเอกสารและการสนทนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาอุปสรรคในการจ้างงานคนพิการตามนโยบายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ความไม่ชัดเจนของนโยบาย การขาดประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนพิการ ความไม่สมดุลในการบริหารจัดการ การไม่ยอมรับคนพิการ และยังพบว่าอุปสรรคในการจ้างงานคนพิการตามนโยบายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ อุปสรรคด้านทัศนคติของเจ้าหน้าที่ อุปสรรคที่เกิดจากความบกพร่องทางความพิการของคนพิการที่มีผลต่อการทำงาน อุปสรรคด้านทัศนคติของคนพิการ และอุปสรรคด้านการสื่อสาร ข้อเสนอในการจ้างงานคนพิการตามนโยบายส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ การจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการ การจัดอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มความเข้าใจเรื่องความพิการ และการส่งเสริมให้มีระบบพี่เลี้ยงหรือกลไกสนับสนุน<br />การจ้างงานคนพิการในหน่วยงาน</p> สัณห์พิชญ์ ตรงต่อกิจ, กนิษฐา แย้มโพธิ์ใช้ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280565 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อการชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280609 <p> งานวิจัยเชิงผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีต่อ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อการชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาการจัดการการท่องเที่ยวเพื่อ การชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร และ 3) เสนอแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อการชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ คือ นักท่องเที่ยวที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เดินทางท่องเที่ยวชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 139 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวชมวาฬในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักในการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ เดินทางกับครอบครัวด้วยรถยนต์ส่วนตัว มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 3,001–4,000 บาท และได้รับแหล่งข้อมูลข่าวสารจากสื่อโซเชียลมีเดีย และส่วนใหญ่มีความต้องการต่อองค์ประกอบด้านสิ่งดึงดูดใจในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" />=4.27, S.D. = 0.58) 2) ด้านการจัดการการท่องเที่ยวเพื่อการชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความคิดเห็นด้านการจัดการในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" />= 4.29, S.D. = 0.63) และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการจัดการท่องเที่ยวที่ไม่สร้างผลกระทบต่อวาฬบรูด้าและระบบนิเวศ และ 3) สำหรับแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อการชมวาฬบรูด้าในจังหวัดสมุทรสาคร ควรพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะพื้นที่ท่าเรือ พัฒนากิจกรรมให้มีความหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ส่งเสริมการคัดแยกขยะบนเรือ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน</p> เดชาธร ลิมปนาวุฒิกร, โชติกา ศรีกรด, กัลยากร ประสพสุข, ธนพล ไชยแสง, ธนศักดิ์ ประเสริฐสังข์, สิริวิภา เวียงเหล็ก, อัญชัญ ตัณฑเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280609 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาพลักษณ์ตำรวจจราจรในทัศนะของประชาชนเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/273837 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพลักษณ์ตำรวจจราจรในทัศนะของประชาชนเมืองสงขลา เปรียบเทียบความแตกต่างทัศนะของประชาชนเมืองสงขลาที่มีต่อภาพลักษณ์ตำรวจจราจรจำแนกตามเพศ ช่วงวัย ระดับการศึกษา และอาชีพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับทัศนะของประชาชนเมืองสงขลาที่มีต่อภาพลักษณ์ตำรวจจราจร วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การวิจัยเอกสารเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานบริษัท และนิสิตนักศึกษา จำนวน 10 คน แล้วนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากแบบสอบถามมาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ ส่วนข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกนำมาวิเคราะห์เชิงบรรยาย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพลักษณ์ตำรวจจราจรในทัศนะของประชาชนเมืองสงขลาภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะด้านการแต่งกายมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดและด้านวิชาชีพและด้านบุคลิกภาพมีค่าน้อยที่สุด ส่วนผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชนเมืองสงขลาที่มีช่วงวัย ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกันมีทัศนะต่อภาพลักษณ์ตำรวจจราจรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับระดับคุณภาพชีวิต ความเข้าใจลักษณะสังคม และความรู้กฎหมายจราจรมีความสัมพันธ์กับทัศนะของประชาชนเมืองสงขลาต่อภาพลักษณ์ตำรวจจราจร อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ทั้งนี้ประชาชนเมืองสงขลาเห็นว่าการตั้งด่านของตำรวจจราจรควรลดความถี่ลงเนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ตำรวจในจราจรในทางลบ</p> ธนบดี บุญแก้วคง, ธนิสร ไชยสวัสดิ์, รักดี คงดี, วรวุฒิ นิลเพชร, สุธิดา มุณีส้อย, อภิวัฒน์ สมาธิ, ทวนธง ครุฑจ้อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/273837 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาบทบาทของหัวคะแนนที่มีผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/272637 <p> การศึกษาบทบาทของหัวคะแนนที่มีผลต่อการเลือกตั้งมีความสำคัญ เพราะหัวคะแนนเป็นตัวกลางที่ช่วยในการสร้างการสนับสนุนและเพิ่มโอกาสในการชนะการเลือกตั้งของผู้สมัคร การศึกษาบทบาทของหัวคะแนนช่วยให้เข้าใจถึงกลยุทธ์และผลกระทบของหัวคะแนนต่อการเลือกตั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับปรุงวิธีการและกลยุทธ์ในการเลือกตั้งในอนาคต</p> <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของหัวคะแนนที่มีผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับบทบาทของหัวคะแนนที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งต่อไป การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการศึกษา คือ หัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 300 คน กลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยใช้สูตรของ<br />ยามาเน่ จำนวน 172 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน T-Test และ F–Test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) บทบาทของหัวคะแนนที่มีผลต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านพฤติกรรมของหัวคะแนนอยู่ในระดับมาก และด้านการประสานงานในพื้นที่, ด้านการการสื่อสาร และด้านวิธีการที่ใช้ในการหาเสียง อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับบทบาทของหัวคะแนน พบว่า ระดับการศึกษา และตำแหน่งในชุมชนมีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของหัวคะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ปัจจัยส่วนบุคคลจำแนกตามเพศ อายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ความสัมพันธ์กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ช่องทางการสื่อสาร และประสบการณ์ทางการเมือง ไม่มีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของหัวคะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) แนวทางการส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย ได้แก่ การพัฒนาระบบหัวคะแนนที่เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะการกําหนดหน้าที่ที่ชัดเจน และการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม การพัฒนาสมรรถนะหัวคะแนน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นต้น</p> <p> โดยสรุปความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของหัวคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านพฤติกรรมของหัวคะแนนที่การประเมินในระดับมาก ส่วนด้านการประสานงานในพื้นที่ การสื่อสาร และวิธีการหาเสียง อยู่ในระดับปานกลาง ในส่วนของระดับการศึกษาและตำแหน่งในชุมชนมีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของหัวคะแนน และแนวทางการส่งเสริมควรพัฒนาระบบหัวคะแนนที่เป็นมาตรฐาน โดยกำหนดหน้าที่ที่ชัดเจนและการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะของหัวคะแนน</p> ธิติพันธ์ จันทร์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/272637 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมือง ของนักเรียนมัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280954 <p> บทความมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) เพื่อประเมินแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 เป็นการศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่เลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) รวมทั้งสิ้นจำนวน 7 คน แบ่งออกเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานในองค์กรที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการประเมินแนวทางตามกรอบมาตรฐาน 4 ด้าน คือ 1) อรรถประโยชน์ 2) ความเป็นไปได้ 3) ความเหมาะสม และ 4) ความถูกต้อง โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 25 ชุด กำหนดกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ครูผู้สอนกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผลการศึกษาระยะที่ 1 พบ ข้อคำถามทั้งหมด 14 คำถาม เพื่อนำมาประเมินความเป็นไปได้ตามกรอบมาตรฐาน 4 ด้าน ในระยะที่ 2 และผลการประเมินในระยะที่ 2 พบว่า 1) แนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีทั้งหมด 5 แนวทางดังนี้ (1) แนวทางการเสริมสร้างการเคารพความเสมอภาค (2) แนวทางการเสริมสร้างการเคารพสิทธิของผู้อื่น (3) แนวทางการเสริมสร้างการมีจิตสาธารณะ (4) แนวทางการเสริมสร้างการมีสิทธิเสรีภาพ (5) แนวทางการเสริมสร้างความรับผิดชอบ 2) ผลการประเมินแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามกรอบมาตรฐานการประเมินด้วยกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3 กลุ่ม ดังนี้ (1) ผู้ใช้แนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมจำนวน 10 คน (2) ผู้ใช้แนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมจำนวน 10 คน (3) ผู้เชี่ยวชาญประเมินแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 5 คน สรุปภาพรวมมีคุณภาพในระดับมากที่สุดและเมื่อพิจารณาจำแนกรายด้านพบว่าสูงสุด คือ ด้านอรรถประโยชน์ โดยผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 4.92–4.96 แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมความเป็นพลเมืองในสถานศึกษาได้จริง</p> อัญญรัตน์ แสนภูมิ, วิชิต กำมันตะคุณ, เกรียงศักดิ์ ศรีสมบัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280954 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิเคราะห์พัฒนาการสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของบุคคล ผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยผ่านทฤษฎีสตรีนิยมและทฤษฎีกฎหมายเควียร์ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 20/2564 เปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลในต่างประเทศ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/274808 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2564 ผ่านมุมมองของทฤษฎีสตรีนิยมและแนวคิดเควียร์ ซึ่งมักถูกละเลยในมุมมองเชิงวิชาการด้านนิติศาสตร์ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นมิติที่มีความสำคัญต่อกระบวนทัศน์โครงสร้างระบบกฎหมายของประเทศไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของศาลในต่างประเทศที่รับรองการสมรสระหว่างบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อแสดงให้เห็นพัฒนาการทางกฎหมายของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัว งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก คำวินิจฉัย เอกสารทางวิชาการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการใช้กรอบทฤษฎีกฎหมายสตรีนิยม (Feminist Legal Theory) และเควียร์ (Oueer Theory) ในการวิเคราะห์ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสะท้อนโครงสร้างอำนาจแบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) และการเลือกปฏิบัติทางเพศที่ยังฝังรากลึกในระบบกฎหมายไทย ขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อเทียบกับแนวทางของต่างประเทศ องค์กรตุลาการไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนากระบวนทัศน์ในการตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียมและถ้วนหน้า ทั้งนี้ จากผลการวิจัย พบว่า แนวทางการตีความของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทยยังมีข้อจำกัดในการวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมิติเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ และเพศวิถี ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างการตีความกฎหมายภายในประเทศกับพัฒนาการของหลักสิทธิมนุษยชนสากล อันส่งผลต่อความล่าช้าในการพัฒนากลไกการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศในการก่อตั้งครอบครัวในประเทศไทย ทั้งนี้ จึงมีข้อเสนอให้พิจารณาปฏิรูประบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือการพัฒนาเครื่องมือในการช่วยตีความกฎหมาย เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและสร้างสังคมที่เคารพความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง</p> โยธกา ปะทิ, นาดา ไชยจิตต์, อรัชมน พิเชฐวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/274808 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ศึกษากรณีการใช้สิทธิที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280242 <p> พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วางหลักว่า ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหายหากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ลาออก หรือเกษียณอายุราชการ หรือพ้นสภาพจากการเป็นเจ้าหน้าที่ไปก่อนที่จะมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายหรือการใช้สิทธิไล่เบี้ยดังกล่าว ทำให้ไม่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อีกต่อไป วิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ (1) ศึกษาความเป็นมาและความสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน รวมถึงการใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด (2) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ รวมถึงหลักความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อความคิดพื้นฐานตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (3) ศึกษากฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และอายุความเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดกฎหมายไทย (4) พิจารณาและศึกษาหลักการสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายความรับผิดทางละเมิด หลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับการใช้สิทธิไล่เบี้ย กรณีการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย (5) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นเจ้าหน้าที่และการใช้สิทธิที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย (6) เสนอแนะเพื่อหาแนวทางของกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย ในกรณีเกี่ยวกับการใช้สิทธิที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายให้เกิดความถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้มีการกำหนดหน่วยงานของรัฐสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ไม่มีสถานะในหน่วยงานของรัฐไว้ชัดเจน</p> <p> ผลการศึกษาการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 มีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดการเยียวยาแก่ผู้เสียหาย แต่การใช้สิทธิของหน่วยงานของรัฐเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชำระค่าสินไหมทดแทนคืนแก่หน่วยงานของรัฐนั้น อาจเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยในกรณีที่เจ้าหน้าที่ลาออก การเกษียณอายุราชการ การพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ หรือการที่เจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ ในขณะที่มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย หรือจะมีการใช้สิทธิไล่เบี้ยดังกล่าว ไม่ได้มีผลกระทบต่อการใช้สิทธิเรียกให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวคืนแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่แต่ประการใด ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดเกี่ยวกับการใช้สิทธิไล่เบี้ยหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้ดำรงตำแหน่งหรือไม่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งโดยการลาออก หรือการเกษียณอายุราชการหรือเป็นผลมาจากการดำเนินการทางวินัยไว้อย่างชัดเจน</p> <p> ข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนจากเจ้าหน้าที่ (สิทธิไล่เบี้ย) ตามมาตรา 9 ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ในกรณีที่มีปัญหาว่า หากเจ้าหน้าที่ได้ลาออกหรือเกษียณอายุราชการ หรือพ้นสภาพจากการเป็นเจ้าหน้าที่ไปก่อนที่จะมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายหรือการใช้สิทธิไล่เบี้ยดังกล่าว ซึ่งทำให้ไม่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อีกต่อไป การใช้สิทธิไล่เบี้ยจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร ในกรณีนี้ จึงควรเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสอง โดยบัญญัติเพิ่มเติมว่า การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งไม่มีผลกระทบต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้ดำรงตำแหน่งหรือไม่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งโดยการลาออก การเกษียณอายุราชการ หรือเป็นผลมาจากการดำเนินการทางวินัย หากมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว อาจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และสามารถแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อให้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่</p> ตรีเพชร์ จิตรมหึมา, พัชฌา จิตรมหึมา, ณัฐภณ อันชัน, สุภาวดี ประภาการ, ไกรสร เดชสิมมา, สุทธินันท์ รอดคำวงศ์, ศุภวิช จิตเจริญ, กมล ตันจินวัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280242 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการกำหนดมาตรการและกระบวนการทางกฎหมาย ในการติดตามคุมประพฤติเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดซ้ำภายหลังการปล่อยตัว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/272528 <p>การกระทำความผิดซ้ำทางอาญาของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชน สังคม และประเทศชาติ <br />ซึ่งปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการกระทำความผิดซ้ำ คือการขาดมาตรการติดตามคุมประพฤติภายหลังการปล่อยตัวจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยพระราชบัญญัติการบริหารการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ติดตามเด็กและเยาวชนภายหลังการปล่อยตัว มีความมุ่งหมายเพียงการสงเคราะห์และช่วยเหลือตามความจำเป็น มิได้มุ่งหมายเพื่อคุมประพฤติ ประกอบกับกระบวนติดตามภายหลังการปล่อยตัวไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย ส่งผลให้การควบคุมป้องกันการกระทำความผิดซ้ำไม่มีประสิทธิภาพ บทความวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดให้มีมาตรการและกระบวนการทางกฎหมายในการติดตามคุมประพฤติเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดซ้ำภายหลังการปล่อยตัวในพระราชบัญญัติการบริหารการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด พ.ศ. 2561 เพื่อควบคุมป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดให้มีมาตรการและกระบวนการที่มีสภาพบังคับทางกฎหมายเป็นการเฉพาะในการติดตามคุมประพฤติเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดซ้ำภายหลังการปล่อยตัว จะทำให้เด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิดซ้ำหลีกเลี่ยงการกระทำความผิดซ้ำอีก อันจะส่งผลให้กระบวนการควบคุมเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานอัยการ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พนักงานคุมประพฤติ นักจิตวิทยา และเจ้าพนักงานตำรวจ ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าจะทำให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติและมีประสิทธิภาพในการควบคุมป้องกันการกระทำความผิดซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้พิพากษา ในฐานะที่เป็นผู้ใช้กฎหมาย ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนแนวทางนี้ โดยมีความเห็นว่า เมื่อเด็กหรือเยาวชนได้รับการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเป็นรายคนหรือรายคดีแล้ว แม้ได้พ้นจากการควบคุมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนและกลับคืนสู่สังคม แต่ผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการติดตามผลการปฏิบัติตัวของเด็กและเยาวชนภายหลังการปล่อยตัว ก็มีหน้าที่ติดตามให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นจะเคยกระทำความผิดซ้ำมาแล้วหรือไม่ จากผลการศึกษานี้ สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกันในแนวทางดังกล่าวระหว่างผู้ปฏิบัติตามกฎหมายกับผู้ใช้กฎหมาย โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้ศึกษาเพิ่มเติมจากประชากรที่เป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ที่เด็กและเยาวชนอาศัยอยู่ด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนทัศน์ของกลุ่มตัวอย่างจากประชากรอื่น สำหรับการปรับปรุงแนวทางดังกล่าวต่อไป</p> ชุติพงศ์ สมทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/272528 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับจังหวัดนครพนมสู่เมืองหลักแห่งการพักผ่อน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280843 <p>บทความวิชาการนี้ มุ่งวิเคราะห์ศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนในจังหวัดนครพนม และนำเสนอแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อยกระดับจังหวัดนครพนมสู่การเป็นเมืองหลักแห่งการพักผ่อน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า นครพนมมีศักยภาพโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ 9 เผ่า 2 เชื้อชาติ ทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สวยงาม และความสำคัญด้านศาสนาและความเชื่อที่มีองค์พระธาตุพนมและองค์พญาศรีสัตตนาคราชเป็นศูนย์กลางศรัทธา การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องบูรณาการแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชน บทความนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดการจัดการการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ที่ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การอนุรักษ์ทรัพยากรทางวัฒนธรรม การพัฒนาศักยภาพชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในขณะเดียวกันก็รักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผลักดันให้นครพนมก้าวสู่การเป็น “เมืองหลักแห่งการพักผ่อน” (Restination) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว</p> จิราภรณ์ พรหมเทพ, บุญธรรม ข่าขันมะณี, อัจฉริยา ทุมพานิชย์, อภิไทย แก้วจรัส, ชลิดา ช่วยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/280843 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700