วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal <p>วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ (Journal of Social Science, Law and Politics) เป็นวารสารวิชาการที่จัดตั้งขึ้น โดยคณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา และเมื่อปี พ.ศ. 2565 วารสารฯ ได้รับการพิจารณารับรองให้มีผลการประเมินคุณภาพวารสารจัดอยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre) TCI กลุ่มที่ 2 ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 และต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2567 จนถึงปัจจุบัน ตามผลการประเมินคุณภาพวารสาร รอบที่ 5 พ.ศ.2568-2572 </p> <p>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนโลกทัศน์ทางความรู้เชิงวิชาการ และเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและการอ้างอิงในวงวิชาการ โดยมีขอบเขตเนื้อหาในการเผยแพร่บทความด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดการออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ทุก ๆ 6 เดือนต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p>วารสารฯ เก็บค่าธรรมเนียมการพิจารณาตีพิมพ์บทความ <strong>ภาษาไทยบทความละ </strong><strong>3,000 บาท</strong> <strong>ภาษาต่างประเทศบทความละ </strong><strong>3,500 บาท โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ ครั้งเดียว เมื่อผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ ก่อนส่งบทความ</strong>เข้าสู่กระบวนการพิจารณา<strong>ของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>วารสารฯ มีระบบการประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer-Review) จำนวน 3 ท่าน โดยปกปิดข้อมูลทั้งสองฝ่าย (Double-Blind Peer Review) และจะต้องได้รับผลการประเมินว่า “ผ่านการพิจารณา” จึงถือได้ว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินการตีพิมพ์บทความ</p> <p><strong>วารสารฯ ไม่มีนโยบายรับจัดรูปแบบต้นฉบับบทความ</strong></p> <p><strong> </strong><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร </strong><strong>[</strong>ISSN<strong>] </strong>Online 2985-2102</p> คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด th-TH วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ 2985-2099 <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด</p> <p>ความคิดเห็นในบทความและงานเขียน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้ประพันธ์โดยอิสระ กองบรรณาธิการ วารสารสังคมศาสตร์ นิติรัฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป หากท่านประสงค์จะนำบทความหรืองานเขียนเล่มนี้ไปตีพิมพ์เผยแพร่ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์ตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์</p> </div> ความผิดทางอาญาว่าด้วยฉลากตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522: ศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283115 <p>พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายหลักที่มุ่งคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยกำหนดโทษปรับและโทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิด เช่น การแสดงฉลากอาหารที่เป็นเท็จหรือไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ระวางโทษปรับตามมาตรา 51 ที่กำหนดเพียง “ไม่เกินสามหมื่นบาท” ยังไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนของการกระทำความผิด อีกทั้งยังแตกต่างจากโทษปรับในประมวลกฎหมายอาญาที่มีการกำหนดค่าปรับที่สูงกว่าและครอบคลุมความผิดด้านเอกสาร ซึ่งมีผลทางกฎหมายและทางสังคมที่ร้ายแรงกว่า</p> <p> เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ พบว่าสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์มีระบบการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่า โดยไม่เพียงกำหนดโทษทางอาญาที่สูง แต่ยังมีมาตรการควบคุมก่อนการจำหน่าย เช่น การตรวจสอบและอนุมัติฉลากล่วงหน้า รวมถึงการใช้มาตรการทางแพ่งและทางปกครองควบคู่กันไป เพื่อป้องกันการกระทำความผิดและลดโอกาสในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย กรณีศึกษาจริงจากทั้งสองประเทศสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง </p> <p> ข้อเสนอแนะจากการศึกษาเห็นว่า กฎหมายไทยควรมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน โดยอาจนำระบบการปรับแบบหน่วย (Penalty Units) หรือการปรับตามฐานะเศรษฐกิจ (Day-Fine) มาใช้ รวมถึงการกำหนดโทษปรับแปรผันตามผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับ นอกจากนี้ ควรพิจารณาเพิ่มบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับการกล่าวอ้างทางสุขภาพในฉลากและโฆษณาอาหาร เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายอาหารของประเทศไทย</p> ณัฐภัทร บุญโต จิรวุฒิ ลิปิพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 200 226 การใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อจูงใจให้เกษตรกร ลูกค้า ธ.ก.ส. ในจังหวัดร้อยเอ็ด ชำระหนี้ตรงเวลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283653 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของกลยุทธ์การสื่อสารที่ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการกระตุ้นการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในจังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยนี้เป็นรูปแบบการวิจัยเชิงทดลองภาคสนามแบบสุ่มควบคุม (Randomized Controlled Field Trial) กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. มียอดค้างชำระ 0-3 เดือน จำนวน 400 ราย ซึ่งถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม, กลุ่มทดลอง Loss Aversion, กลุ่มทดลอง Social Norms และกลุ่มทดลอง Incentive การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยเฉพาะการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยเชิงพรรณนาแสดงให้เห็นว่ากลุ่ม Incentive มีอัตราการชำระหนี้สูงสุด ที่ร้อยละ 36 ตามมาด้วยกลุ่ม Loss Aversion ที่ร้อยละ 32 กลุ่ม Social Norms ที่ร้อยละ 25 และกลุ่มควบคุม ที่ร้อยละ 5 ตามลำดับ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทดลองและพฤติกรรมการชำระหนี้มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x2" alt="equation" />(3)=27.50, p&lt;.00) สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากลยุทธ์การสื่อสารที่แตกต่างกันส่งผลต่ออัตราการชำระหนี้ที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ธ.ก.ส. ควรพิจารณานำกลยุทธ์การสื่อสารเชิงพฤติกรรมมาปรับใช้ โดยเฉพาะกลยุทธ์ Loss Aversion ที่มีประสิทธิภาพสูงและไม่มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มเติม การค้นพบนี้เน้นย้ำถึงศักยภาพของ “การสะกิด” (Nudges) ที่ออกแบบตามหลักจิตวิทยาในการสร้างผลกระทบที่วัดผลได้ต่อพฤติกรรมการเงินที่สำคัญ เช่น การชำระหนี้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์เชิงปฏิบัติของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการดำเนินงานทางการเงินในโลกแห่งความเป็นจริง</p> นพฤทธิ์ นิคมเขตต์ กิตตินันท์ พันธุมสุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 1 23 กระบวนการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ของประชาชนในเขตตำบลสำเภาลูน อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283055 <p>วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลของประชาชนในเขตตำบลสำเภาลูน อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลของประชาชนในเขตตำบลสำเภาลูน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลของประชาชนในเขตตำบลสำเภาลูน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัย เชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลวิจัย ซึ่งมีค่าความเชื่อถือมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.951 กับประชากร จำนวน 341 คน ซึ่งได้จากการคำนวณจากสูตรทาโรยามาเน่ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 คน ได้แก่ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้นำชุมชน ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>ประชาชนมีระดับกระบวนการตัดสินใจเลือกตั้งอยู่ในระดับมาก <br />( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.09, S.D.=0.435) โดยด้านแรงจูงใจในการตัดสินใจมีระดับสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.22, S.D.=0.479) รองลงมาคือ ด้านการรับรู้ทางการเมือง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.14) ด้านการประเมินผู้สมัคร ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.12) และด้านพฤติกรรมก่อน/ระหว่างการเลือกตั้ง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.88)</li> <li>การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ <br />ส่วนประสบการณ์การเลือกตั้งและช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</li> <li>ผลการศึกษายังเสนอแนวทางการพัฒนา ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองที่เข้าถึงง่าย การส่งเสริมสื่อท้องถิ่นที่เป็นกลาง การสร้างแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดกิจกรรมจำลองการเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาให้เกิดพลเมืองตื่นรู้ทางการเมืองและส่งเสริมประชาธิปไตยท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</li> </ol> ปุณิกา โพหิรัญ วันชัย สุขตาม จิรายุ ทรัพย์สิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 24 49 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283056 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง <br />2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 270 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.978 ทดสอบสมมติฐาน โดยการทดสอบค่าที (T) ค่าเอฟ (F) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 15 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง และใช้แบบสัมภาษณ์ ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ระดับความคิดเห็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุ ด้านการออกเสียงทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความสนใจทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการมีส่วนร่วมและการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง ตามลำดับ และสุดท้าย คือ ด้านความเข้าใจการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้สูงอายุตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ตามกรอบมาตรฐานการมีส่วนร่วมทางการเมือง 5 ด้าน<br />โดยจำแนกตามสถานภาพบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ ไม่แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุ โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมุติฐานที่ตั้งไว้ และผู้สูงอายุที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพและ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุ โดยภาพรวมแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมุติฐานที่ตั้งไว้</li> <li>แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหมื่นศรี อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ พบว่า 1) ด้านความสนใจทางการเมือง พบว่า ควรจัดกิจกรรมเสวนาหรืออบรมให้ผู้สูงอายุได้พูดคุย 2) ด้านการออกเสียงทางการเมือง พบว่า ควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเลือกตั้งและสิทธิหน้าที่ของพลเมืองผู้สูงอายุ 3) ด้านความเข้าใจและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางการเมือง พบว่า คือ ควรจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์และโทรศัพท์มือถือ 4) ด้านการมีส่วนร่วมและการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง พบว่า ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีบทบาทในสภาผู้สูงอายุหรือคณะกรรมการชุมชน เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาท้องถิ่น</li> </ol> พัทธพล สุขบรรณ์ จิรายุ ทรัพย์สิน ชัย สมรภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 50 73 การตัดสินใจเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283063 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการตัดสินใจ เปรียบเทียบ และเสนอแนวทางการส่งเสริมการตัดสินใจในการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน และ สัมภาษณ์เชิงลึกจากตัวแทนผู้บริหาร ผู้นำชุมชน และประชาชน จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ F-Test และการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนมีการตัดสินใจเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระเพลิง โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ดังนี้ ด้านคุณสมบัติผู้สมัคร รองลงมา คือ ด้านนโยบายของผู้สมัคร ด้านผลประโยชน์หรือผลตอบแทน ด้านการได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับผู้สมัคร ตามลำดับ ประชาชนที่มีอายุ และรายได้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนปัจจัยด้านเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพ ไม่พบความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ และแนวทางการส่งเสริมการตัดสินใจในการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคือ ควรมีการจัดเวทีประชาคมเพื่อเผยแพร่ข้อมูล การเลือกตั้งให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น แนวนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะผลประโยชน์ส่วนรวมของหมู่บ้านและตำบล สร้างความเชื่อมั่นและความคุ้นเคยให้ประชาชนจากความสามารถและผลงานที่ผ่านมา ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการศึกษานี้ไปใช้ปรับปรุงวิธีการเผยแพร่ข้อมูลการเลือกตั้งให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับข่าวสารที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน</p> เตชทัต เลิศศรี จิรายุ ทรัพย์สิน ศศิธร ศูนย์กลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 74 99 การพัฒนาพลเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283088 <p>วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาพลเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 2) เปรียบเทียบการพัฒนาพลเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวการพัฒนาพลเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงประมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลวิจัย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.962 กับบุคลากรจำนวน 201 คน ซึ่งได้จากการคำนวณจากสูตรทาโรยามาเน่ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน แบบเจาะจง ได้แก่ ท้องถิ่นอำเภอสังขะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสังขะ ปลัดเทศบาลตำบลสังขะปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทับทัน หัวหน้าสำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลดม หัวหน้าสำนักปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลสะกาด ผู้อำนวยการกองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับการพัฒนาพลเมืองแบบประชาธิปไตย โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่<br />ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.05, S.D.=0.384) โดย ด้านจริยธรรมและคุณธรรมของพลเมือง <br />มีระดับสูงที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.63, S.D.=0.437) รองลงมา คือ ด้านคุณลักษณะความเป็นพลเมือง (<img src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.08, S.D.=0.513) ด้านการเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อประชาธิปไตย (<img src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.93, S.D.=0.565) ด้านอิทธิพลของสื่อและการสื่อสาร (<img src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.84, S.D.=0.534) และท้ายสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม (<img src="https://latex.codecogs.com/png.image?\dpi{110}&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.76, S.D.=0.489)</li> <li>การเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่อำเภอสังขะ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ประเภทตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยส่วนบุคคลที่จำแนกตามช่วงอายุ มีระดับความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาพลเมืองแบบประชาธิปไตย 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดอบรมและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้บุคลากรเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และคุณค่าของประชาธิปไตย 2) ผู้บริหารท้องถิ่นเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบในนโยบายหรือโครงการขององค์กร 3) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาเครือข่ายสื่อสารสาธารณะและช่องทางออนไลน์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ 4) ส่งเสริมให้ผู้นำท้องถิ่นเป็นแบบอย่างของพลเมืองประชาธิปไตยที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดประโยชน์ส่วนรวม นำไปสู่การบริหารท้องถิ่นที่มีคุณภาพและยั่งยืน 5) ผู้บริหารท้องถิ่นสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จด้านประชาธิปไตยท้องถิ่น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำแนวทางที่ดีมาประยุกต์ใช้กับบริบทขององค์กรตนเองอย่างเหมาะสม</li> </ol> ผุสดี พวงนาค วันชัย สุขตาม จิรายุ ทรัพย์สิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 100 121 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งนักการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/283060 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยด้านสื่อสารมวลชนต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน และ 3) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งนักการเมืองท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกับประชาชนจำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการคำนวณสูตรทาโรยามาเน่ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำชุมชน และตัวแทนภาคประชาชน ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการเลือกตั้ง พบว่า โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมีระดับสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านเกณฑ์การเลือกผู้สมัคร และด้านการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ อยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>ผลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยด้านสื่อสารมวลชนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้ง ได้แก่ ทัศนคติต่อระบอบประชาธิปไตย ความไว้วางใจต่อองค์กรการเมือง ความถี่ในการรับข้อมูล ความเชื่อถือในข้อมูลข่าวสาร และอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถอธิบายพฤติกรรมการเลือกตั้งได้ร้อยละ 59.40 (R2=0.589, F=115.462, p&lt;.05)</li> <li>แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ ได้แก่ 1) เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและเลือกผู้นำที่มีคุณภาพ พัฒนากระบวนการเลือกตั้งให้มีความเป็นธรรม และปลูกจิตสำนึกประชาธิปไตยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น 2) บริหารงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ และสวัสดิการพื้นฐาน รวมถึงส่งเสริมคุณธรรมและวิสัยทัศน์ทันสมัย 3) ให้ความรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่พลเมือง จัดกิจกรรมรณรงค์ผ่านสื่อต่าง ๆ ให้เข้าถึงทุกวัย และสร้างแรงจูงใจทางสังคม และ 4) เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมวางแผนและตรวจสอบงบประมาณ ส่งเสริมความรู้ทางการเมือง และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล</li> </ol> บุณณ์ภัสร์ริสา กุลัดต์นาม ศศิธร ศูนย์กลาง วันชัย สุขตาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 122 152 สิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองกับการแสวงหาพยานหลักฐานดิจิทัลในชั้นสอบสวนของประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/284126 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายและการปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองของผู้ต้องหา (Right Against Self-Incrimination) อันเนื่องมาจากการแสวงหาพยานหลักฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นพนักงานสอบสวน การวิจัยใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อวิเคราะห์หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเทคโนโลยี ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า การเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลที่ถูกเข้ารหัส (Encrypted Data) หรือข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud-based Data) โดยปราศจากความยินยอม อาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาโดยปริยาย เนื่องจากเป็นการบังคับให้ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับส่วนบุคคล งานวิจัยนี้จึงมุ่งเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายและกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนให้ชัดเจน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักนิติธรรมกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี</p> ภาวิณี คุ้นสงคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 153 174 ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย ในคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/Lawpol_Journal/article/view/284278 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาโดยผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation) ที่มีคุณลักษณะของกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม หรืออาจเรียกได้ว่าการไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) โดยศาลยุติธรรมนำมาใช้ในกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) นำมาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อเยียวยาผู้เสียหายหรือบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย ในกรณีที่มีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กระทำความผิดเป็นเด็กหรือเยาวชนที่มีวุฒิภาวะอ่อนด้อยกว่าผู้ใหญ่หรือบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ทางภาครัฐจึงมีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นพิเศษ ได้แก่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546, พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เป็นต้น</p> <p><em> </em>ผลการวิจัยพบว่า การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไข (Restorative Justice) ซึ่งถูกนำมาใช้ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัว โดยอาศัยแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 44/1 ที่เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลย และเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 9 ฐานความผิด ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ หรือ รับของโจร แต่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์หรือเชิงเยียวยาแก้ไขมิได้จำกัดเพียงความผิดทางอาญา ทั้ง 9 ฐานความผิดดังกล่าวนี้เท่านั้น ความผิดทางอาญาฐานอื่น ๆ ที่สามารถยอมความได้หรือไม่ ถ้าสามารถยอมความได้ก็จะสามารถนำข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์หรือเชิงเยียวยาแก้ไข (Restorative Justice) ได้เช่นกัน</p> <p><em> </em>กระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไข (Restorative Justice) คือ แนวคิดที่เข้าใจถึงสภาพปัญหาความทุกข์ทรมานที่ผู้เสียหายได้ประสบมา เพื่อให้ทางภาครัฐได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลและรับฟัง มากกว่าที่จะใช้วิธีการตามกระบวนการพิจารณาทางอาญาซึ่งเป็นวิธีพิจารณาพิพากษาคดีที่มุ่งเน้นการลงโทษจำเลยให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำ แต่กระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาแก้ไข ต้องการเยียวยาแก้ไขฟื้นฟู ทั้งจำเลย ผู้เสียหาย และชุมชน ไปพร้อม ๆ กัน ผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้เดียวที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย หากแต่ชุมชนหรือสมาชิกอื่น ๆ ในชุมชนที่เกิดการกระทำความผิดขึ้น การได้รับผลกระทบต่อชุมชนจึงเป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ประกอบกับเพื่อเป็นการพยายามชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่เป็นรูปธรรมด้วยตัวเงินหรือการคืนทรัพย์หรือการคืนทรัพย์สิน หรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายเสียไปจากการกระทำผิด หรือการชดใช้ความเสียหายด้วยการรักษาอาการบาดเจ็บหรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ แต่ต้องพยายามและคำนึงถึงการเยียวยาความเสียหายในเชิงนามธรรม เช่น อารมณ์ ความรู้สึกโดยหวังผลในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำของจำเลยในอนาคตผู้เสียหายหรือเหยื่อไม่ต้องตกเป็นเหยื่อกระทำผิดซ้ำอีก</p> <p><em> </em>การที่ศาลนำกระบวนการไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์หรือเชิงเยียวยาแก้ไข มาใช้ในกระบวนการพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายจำเลย อย่างน้อยคุณค่าทางจิตใจที่สูญเสียไปอาจกลับคืนมาได้ไม่มากก็น้อยหรือการพยายามให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้ได้มากที่สุด จากศึกษาครั้งนี้จักเห็นได้ว่าในบริบทของกฎหมายที่เอื้ออำนวยเพื่อผู้เสียหายได้ใช้สิทธิในการเรียกร้องเพราะเหตุที่ตนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำผิดของเด็กหรือเยาวชน เป็นที่ทราบโดยพื้นฐานแล้วว่าเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้เยาว์เป็นผู้ด้อยโอกาสในเรื่องความสามารถในการหารายได้ หรือกำลังสติปัญญาที่ไม่ทัดเทียมผู้ใหญ่ เมื่อผู้เสียหายอาจได้รับหรือไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม ทางภาครัฐอาจทบทวนปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายให้มีลักษณะในเชิงรัฐสวัสดิการ และมีความก้าวหน้าทันสังคมยุคปัจจุบัน โดยอาจพิจารณาแต่งตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาช่วยเหลือผู้เสียหายในกรณีที่ไม่สามารถได้รับการชดเชยเยียวยาจากเด็กเยาวชนหรือครอบครัวตามสมควร ในส่วนของกฎหมายอาจจัดทำประชาพิจารณ์หรือประชามติเพื่อให้สอดคล้องและไม่ขัดต่อกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ</p> เมตตา เลิศสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 10 1 175 199