วารสารการทดสอบและการประเมินทางการศึกษาระดับชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS
<p><br />วารสารการทดสอบและการประเมินทางการศึกษาระดับชาติ</p> <p>ISSN: 2730-3535 E-ISSN: 3027-8333</p> <p>เป็นวารสารของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ แนวคิด ผลงานวิจัยและบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการทดสอบ นโยบายการศึกษา การบริการจัดการทดสอบ การวัดผลและการประเมินผลทางการศึกษา นวัตกรรมเกี่ยวกับระบบการทดสอบ เทคนิคด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา บทความที่เป็นศาสตร์ทางการศึกษาในแขนงที่เกี่ยวข้อง อันจะก่อให้เกิดองค์ความรู้ในด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา เพื่อประโยชน์และการนำไปใช้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป</p> <p>ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (2567) : กรกฎาคม - ธันวาคม 2567</p> <p>Published: 2024-12-24</p>
National Institude of Educational Testing Service Center
th-TH
วารสารการทดสอบและการประเมินทางการศึกษาระดับชาติ
2730-3535
<p>under process</p>
-
การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกบนระบบนิเวศออนไลน์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/281502
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของดิจิทัลแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศออนไลน์ต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของดิจิทัลแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศออนไลน์ที่สนับสนุนการเรียนรู้เชิงรุก 3) เพื่อเสนอแนวทางในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศออนไลน์ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นแนวทางการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และปฏิบัติจริง ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและส่งเสริมการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ปัจจุบันการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงรุก บทความนี้จึงมุ่งเน้นศึกษาความสำคัญของดิจิทัลแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศออนไลน์ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การวิเคราะห์คุณสมบัติของดิจิทัลแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศออนไลน์ที่ส่งเสริมในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และตัวอย่างของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อผู้เรียนอย่างสูงสุด</p>
ธนารักษ์ สารเถื่อนแก้ว
สุวิชา ตันติวุฒิคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
7 1
1
21
-
การยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เชิงระบบ: การบูรณาการแนวทางการพัฒนาระบบการศึกษาและศาสตร์แห่งการพัฒนา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/281649
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาวิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย ผ่านการวิเคราะห์พลวัตของผลการทดสอบ O-NET ที่มีความผันผวนและความซับซ้อนสูง การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารที่มีความเข้มข้น โดยประยุกต์ใช้กระบวนการสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงคุณภาพผ่านตารางเมทริกซ์การสังเคราะห์เพื่อถอดรหัสปัจจัยความสำเร็จจากกลุ่มประเทศสมรรถนะสูง และงานวิจัยเชิงวิเคราะห์อภิมาน ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การพัฒนา "วงจรการยกระดับผลสัมฤทธิ์เชิงระบบ (Systemic Achievement Enhancement Cycle: SAEC)" ซึ่งเป็นนวัตกรรมกระบวนการที่ผสานโครงสร้างของ "แนวทางการพัฒนาระบบ" เข้ากับพลวัตของ "ศาสตร์แห่งการพัฒนา" ประกอบด้วยระยะขับเคลื่อนสำคัญ 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวินิจฉัยและกำหนดเป้าหมายบนฐานข้อมูล 2) การสร้างศักยภาพและออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ 3) การนำไปใช้และปรับปรุงผ่านวงจรปฏิบัติการแบบวนซ้ำ และ 4) การจัดการความรู้และขยายผล บทความนี้ยังได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ถึงความลักลั่นระหว่างการนำทฤษฎีสากลมาปรับใช้ในบริบทไทยและเสนอแนะเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากระบบความรับผิดชอบแบบควบคุมสู่ระบบความรับผิดชอบที่เน้นความชาญฉลาดผ่านกลไก "พื้นที่นวัตกรรม O-NET" เพื่อสร้างวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
ขจรเกียรติ ชลเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
7 1
22
34
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิธีวิทยาการสอนสังคมศึกษาแบบสะท้อนคิด ต่อการเสริมสร้างการตระหนักรู้การรู้คิดของตนของนักศึกษาครูสังคมศึกษา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/281558
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดต่อการตระหนักรู้การรู้คิดของตนของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาในรายวิชาวิธีวิทยาการสอนสังคมศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับการตระหนักรู้การรู้คิดของตนก่อนและหลังเรียน ทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบ และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดต่อการตระหนักรู้การรู้คิดของตน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี ภาคเรียนที่ 2/2567 จำนวน 48 คน ที่ลงทะเบียนรายวิชาวิธีวิทยาการสอนสังคมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 15 กิจกรรม แบบวัดการตระหนักรู้การรู้คิดของตนเอง จำนวน 52 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับการตระหนักรู้การรู้คิด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนใช้ Paired Samples t<strong>-</strong>test ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดต่อการตระหนักรู้การรู้คิดในรายวิชาวิธีวิทยาการสอนสังคมศึกษาที่พัฒนาขึ้น มีจำนวน 15 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีผลการประเมินความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับการตระหนักรู้การรู้คิดของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบ โดยค่าเฉลี่ยหลังเรียน (M = 4.24, S.D. = 0.55) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 3.39, S.D.= 0.64) (<em>t</em>(47) = 8.15, <em>p < .001</em>, Cohen’s <em>d</em> = 1.18) ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาการตระหนักรู้การรู้คิดของนักศึกษา และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดต่อการตระหนักรู้การรู้คิดของตนของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
วีรวิชญ์ บุญส่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
7 1
35
56
-
การพัฒนาทักษะการอ่านสรุปความรู้และข้อคิด โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบ KRABI ร่วมกับหนังสือส่งเสริมการอ่านตำนานกระบี่ เรื่อง โต๊ะหินขวางคำกาพย์ และเกม Quizizz สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/282919
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบ KRABI ร่วมกับหนังสือส่งเสริมการอ่านตำนานกระบี่ เรื่อง โต๊ะหินขวางคำกาพย์ และเกม Quizizz สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านสรุปความรู้และข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบ KRABI ร่วมกับหนังสือส่งเสริมการอ่านตำนานกระบี่ เรื่อง โต๊ะหินขวางคำกาพย์ และเกม Quizizz สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบ KRABI ร่วมกับหนังสือส่งเสริมการอ่านตำนานกระบี่ เรื่อง โต๊ะหินขวางคำกาพย์ และเกม Quizizz สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองกระบี่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) หนังสือส่งเสริมการอ่านตำนานกระบี่ เรื่อง โต๊ะหินขวางคำกาพย์ 3) เกม Quizizz 4) แบบวัดทักษะการอ่านสรุปความรู้และข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 5) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และทดสอบสมมติฐานการทดสอบค่า t แบบ Dependent Samples t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามที่ออกแบบมีประสิทธิภาพเท่ากับ 97.35/89.17 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลคะแนนวัดทักษะการอ่านสรุปความรู้และข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกตามที่ออกแบบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 0.01 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบ KRABI ร่วมกับหนังสือส่งเสริมการอ่านตำนานกระบี่ เรื่อง โต๊ะหินขวางคำกาพย์ และเกม Quizizz สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามที่ออกแบบ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ภุชงค์ เสือทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
7 1
57
71
-
การมีอยู่ของระบบพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาครูมือใหม่ในสถานศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/282861
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาประสบการณ์และการรับรู้ของครูมือใหม่ต่อการมีอยู่ของระบบพี่เลี้ยง และ (2) เพื่อศึกษาบทบาทของระบบพี่เลี้ยงในสถานศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง จำนวน 11 คน ได้แก่ ครูมือใหม่ 7 คน ครูพี่เลี้ยง 3 คน และผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูมือใหม่มีประสบการณ์และการรับรู้ต่อระบบพี่เลี้ยงแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่รับรู้ว่าระบบพี่เลี้ยงมีลักษณะกึ่งเป็นทางการ และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัว โดยเฉพาะด้านการจัดการเรียนรู้ การบริหารชั้นเรียน และการทำงานในบริบทของโรงเรียน ทั้งนี้ การมีพี่เลี้ยงยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ และการพัฒนาความเป็นตัวตนในวิชาชีพของครูมือใหม่ (2) ระบบพี่เลี้ยงมีบทบาทเชิงพหุบทบาทครอบคลุมการพัฒนาวิชาชีพผ่านการให้คำแนะนำและสะท้อนผลการสอน การถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กร และการสนับสนุนทางอารมณ์ อย่างไรก็ตาม พบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ภาระงานของครูพี่เลี้ยง ข้อจำกัดด้านเวลา ความไม่ชัดเจนของบทบาทหน้าที่ และการขาดแนวทางดำเนินงานที่เป็นระบบ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบพี่เลี้ยงในทางปฏิบัติ ข้อค้นพบจากการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ได้แก่ การกำหนดระบบพี่เลี้ยงอย่างเป็นทางการ การพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยง การจัดให้มีการติดตามและสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง และการสร้างกลไกสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในสถานศึกษาอื่นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาครูมือใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
วรวุฒิ เว้นบาป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
7 1
-
การพัฒนาทักษะการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ผ่านกลไกการเรียนรู้ในชั้นเรียน สำหรับนักเรียนแผนการเรียนไม่เน้นวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/283278
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนไม่เน้นวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ ผ่านการบูรณาการการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบหาความรู้ 5 ขั้นตอน (5E) ร่วมกับกรอบการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ (Claim–Evidence–Reasoning: CER) ภายใต้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยมุ่งศึกษาทั้งผลลัพธ์การพัฒนาและกลไกการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในบริบทห้องเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนจำนวน 32 คน ของโรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ และบันทึกการสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในแต่ละวงจรปฏิบัติการ โดยค่าเฉลี่ยคะแนนเพิ่มจาก 2.31 เป็น 2.69 โดยเฉพาะองค์ประกอบด้านการให้เหตุผลซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญในระยะแรก นอกจากนี้ยังพบกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนา ได้แก่ (1) การค้ำจุนการเรียนรู้ของครูผ่านการใช้คำถามและการจัดโครงสร้างกิจกรรม (2) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในระดับย่อยที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและปรับปรุงคำอธิบาย และ (3) การกำกับตนเองของผู้เรียนในการจดจ่อและจัดระเบียบความคิด ข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยนี้คือ แม้ว่าการค้ำจุนการเรียนรู้ของครูจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียน แต่การพัฒนาการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สามารถเกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในลักษณะไม่เป็นทางการ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบไว้อย่างเป็นขั้นตอนหรือเป็นทางการ ข้อค้นพบดังกล่าวชวนให้พิจารณามุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการพัฒนาการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์จริง ผลการวิจัยจึงให้ข้อเสนอเชิงแนวทางในการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ การค้ำจุนการเรียนรู้ และการกำกับตนเองควบคู่กัน</p>
ศราวุธ รามศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
7 1
90
108