วารสารการทดสอบและการประเมินทางการศึกษาระดับชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS
<p><br />วารสารการทดสอบและการประเมินทางการศึกษาระดับชาติ</p> <p>ISSN: 2730-3535 E-ISSN: 3027-8333</p> <p>เป็นวารสารของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ แนวคิด ผลงานวิจัยและบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการทดสอบ นโยบายการศึกษา การบริการจัดการทดสอบ การวัดผลและการประเมินผลทางการศึกษา นวัตกรรมเกี่ยวกับระบบการทดสอบ เทคนิคด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา บทความที่เป็นศาสตร์ทางการศึกษาในแขนงที่เกี่ยวข้อง อันจะก่อให้เกิดองค์ความรู้ในด้านการวัดและประเมินผลทางการศึกษา เพื่อประโยชน์และการนำไปใช้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป</p> <p>ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (2567) : กรกฎาคม - ธันวาคม 2567</p> <p>Published: 2024-12-24</p>
National Institude of Educational Testing Service Center
th-TH
วารสารการทดสอบและการประเมินทางการศึกษาระดับชาติ
2730-3535
<p>under process</p>
-
การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามแนวทางเบญจวิถี ในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/278595
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามแนวทางเบญจวิถีในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,428 คน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลนักเรียนทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบประเมินคุณลักษณะสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามแนวทางเบญจวิถีในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามแนวทางเบญจวิถีในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลครั้งนี้ คือ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ รวมจำนวน 319 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความพึงพอใจของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อการดำเนินกิจกรรมเบญจวิถีในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามแนวทางเบญจวิถีในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ นักเรียนมีผลการประเมินระดับดีเยี่ยม ร้อยละ 89.92 ระดับดี ร้อยละ 9.95 ระดับพอใช้ ร้อยละ 0.13 โดยเรียงลำดับแนวทางเบญจวิถีจากค่าร้อยละที่มากที่สุดไปน้อย ดังนี้ วิถีที่ 1. เทิดทูนสถาบัน ร้อยละ 97.82 วิถีที่ 2. กตัญญู ร้อยละ 94.8 วิถีที่ 3. บุคลิกดี ร้อยละ 90.30 วิถีที่ 4. มีวินัย ร้อยละ 76.53 และ วิถีที่ 5. ให้เกียรติ ร้อยละ 90.16 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามแนวทางเบญจวิถีในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 60.82 อายุส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 12 – 18 ปี คิดเป็นร้อยละ 85.58 ตำแหน่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 85.58 โดยภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ได้ รองลงมา คือ ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม และความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ ความเหมาะสมของระยะเวลาการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ศรายุทธ พงค์ทองเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
6 2
92
109
-
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ของบุคลากรในวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/275557
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรวจและทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นของครูในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางความท้าทายของการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะได้แก่ 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของบุคลากรในวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู 2) ศึกษาทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ของบุคลากรในวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ของบุคลากรในวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู แม้ว่าสมรรถนะของผู้บริหารและทักษะของครูจะเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สมรรถนะผู้บริหารมุ่งเน้นไปที่คุณลักษณะและความสามารถเชิงบริหารจัดการ เช่น การเป็นผู้นำทางวิชาการ การบริหารจัดการทรัพยากร และการพัฒนาบุคลากร ในขณะที่ทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 เน้นที่ความสามารถในการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เรียนในยุคดิจิทัล เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และความเป็นพลเมืองดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 องค์ประกอบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย วางแผน และสนับสนุนทรัพยากร ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อโอกาสและแนวทางในการพัฒนาทักษะของครู หากผู้บริหารมีสมรรถนะที่แข็งแกร่งในการบริหารจัดการและสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพ ก็ย่อมส่งเสริมให้ครูสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มศักยภาพ อันจะนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในภาพรวม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารและครู จำนวน 98 คน โดยการใช้สูตรของ (Yamane, 1973) กำหนดขอบเขตความคลาดเคลื่อน 0.05 จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของ บุคลากรในวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.35) และเมื่อแยกเป็นรายปัจจัย พบว่า ด้านคิดไปข้างหน้า (x̄ = 4.45) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ สร้างสรรค์ความร่วมมือ (x̄ = 4.43) และคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ (x̄ = 4.26) มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 2) ทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.30) และเมื่อแยกเป็นรายปัจจัย พบว่า ด้านการทำงานเป็นทีม (x̄ = 4.33) มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความเป็นพลเมืองดิจิทัล (x̄ = 4.31) และด้านการสื่อสาร (x̄ = 4.29) มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ทุกด้านมีความสัมพันธ์ทิศทางบวกกับทักษะของครูในศตวรรษที่ 21 ของบุคลากรในวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง(r = .600) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p>
ปัทธิมาภรณ์ หนูดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
6 2
110
126
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานของนักเรียนไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/277164
<p>การวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสม แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้ารับการทดสอบ และระดับความต้องการในการเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 579 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณทีละขั้น ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาแนวทางในการจูงใจและส่งเสริมนักเรียนเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน และศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน ผู้ให้ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มครูหรือผู้ประสานงานสอบ กลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งหมด 85 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน คือ การเห็นความสำคัญและใช้ประโยชน์จากการสอบ O-NET การสนับสนุนนักเรียนในการสอบ O-NET ของผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง โดยผลการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ในแต่ละระดับชั้นพบว่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พยากรณ์ได้ร้อยละ 56.1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พยากรณ์ได้ร้อยละ 41.5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พยากรณ์ได้ร้อยละ 49.9 ส่วนระดับความต้องการในการเข้ารับการทดสอบ O-NET ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด มาก และปานกลาง ตามลำดับ ผลการวิจัยระยะที่ 2 พบว่า แนวทางในการจูงใจและส่งเสริมนักเรียนเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานของนักเรียนไทยมี 3 แนวทาง คือ 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์และความสำคัญของการสอบ O-NET 2) การเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียน และ 3) การจูงใจนักเรียนให้เข้าสอบ และปัจจัยและเงื่อนไขความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานของนักเรียนไทย ได้แก่ การสนับสนุนการสอบจากผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และโรงเรียน</p>
รุ่งฤดี กล้าหาญ
ชูเกียรติ จากใจชน
ธนินทร์ รัตนโอฬาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
6 2
127
147
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการสร้างคำสมาสในภาษาไทย โดยการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/278126
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การสร้างคำสมาสในภาษาไทย โดยการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 39 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการสร้างคำสมาสในภาษาไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการสร้างคำสมาสในภาษาไทย แบบฝึกทักษะการสร้างคำสมาสในภาษาไทย และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการสร้างคำสมาสในภาษาไทยของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หมายความว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะมีผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะของกลุ่มตัวอย่าง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก คือ มีค่าเฉลี่ย 4.35 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 เมื่อพิจารณาความคิดเห็นแต่ละด้าน พบว่า ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.52 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 รองลงมาจะอยู่ในระดับมาก คือ ด้านเนื้อหาและรูปแบบของแบบฝึกทักษะ มีค่าเฉลี่ย 4.35 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.42 และด้านการประเมินผลมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากรองจากด้านเนื้อหาและรูปแบบของแบบฝึกทักษะ คือ มีค่าเฉลี่ย 4.19 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58</p>
ณัฐธยาน์ การุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
6 2
148
164
-
การศึกษาทักษะปฏิบัติทางฟิสิกส์ของนิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/279343
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาระดับของทักษะปฏิบัติในรายวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์พื้นฐานของนิสิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยศึกษาทักษะปฏิบัติ 4 ทักษะ จากการทดลองทางฟิสิกส์ในกลุ่มเป้าหมายนิสิตคณะแพทยศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ ได้แก่ 1) การใช้เครื่องมือวัด 2) การติดตั้งอุปกรณ์การทดลอง 3) การดำเนินการทดลอง 4) การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งาน ซึ่งการประเมินทักษะได้ใช้เครื่องมือที่สร้างขึ้นเป็นแบบสังเกตพฤติกรรมขณะปฏิบัติ เป็นลักษณะกำหนดรายการพฤติกรรมที่แสดงออกตามองค์ประกอบของทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความถูกต้อง 2) ด้านความชำนาญและคล่องแคล่ว 3) ด้านความปลอดภัย และ 4) ด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผลพฤติกรรมที่แสดงออกตามองค์ประกอบของทักษะได้ครบทั้ง 4 ด้าน พบว่ากลุ่มนิสิตคณะแพทยศาสตร์มีทักษะปฏิบัติของการใช้เครื่องมือวัด คิดเป็นร้อยละเฉลี่ยประมาณร้อยละ 90 การติดตั้งอุปกรณ์ ร้อยละ 92 การดำเนินการทดลอง ร้อยละ 87 และ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งาน ร้อยละ 77 ในขณะกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 73, 86, 67 และ 40 ตามลำดับ และเครื่องมือวิจัยในครั้งนี้ สามารถใช้ประเมินทักษะปฏิบัติในเบื้องต้นได้ว่า นิสิตมีทักษะปฏิบัติทางฟิสิกส์ตามข้อกำหนดในองค์ประกอบของทักษะได้มากน้อยเพียงใด</p>
ทฤษฎี พรหมดิเรก
ฐิติชญาน์ สิงห์แก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
6 2
165
181
-
กลยุทธ์การประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI สำหรับการทดสอบและประเมินผลทางการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพในยุคการศึกษาดิจิทัล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOURNALNIETS/article/view/279888
<p>บทความนี้นำเสนอกลยุทธ์สำคัญในการประยุกต์ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการทดสอบและประเมินผลทางการศึกษาในยุคการศึกษาดิจิทัลจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และปรับตัวการประยุกต์ใช้ AI ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างและจัดการข้อสอบอัตโนมัติ การตรวจให้คะแนนและให้ข้อเสนอแนะทันที การวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้และพฤติกรรม รวมถึงการจัดการการสอบและระบบคุมสอบอัจฉริยะที่สามารถช่วยลดภาระงานผู้สอน การเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการประเมิน และการส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการเรียนการสอน อีกทั้งยังได้ระบุถึงกรณีศึกษาที่ประสบผลสำเร็จในการประยุกต์ใช้ AI สำหรับการทดสอบและประเมินผลทางการศึกษา โดยอ้างอิงจากหลักการและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่พบในบริบทการศึกษาทั่วโลก ส่วนท้ายของบทความได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จในระดับนโยบาย ได้แก่ ควรกำหนดกรอบจริยธรรมและมาตรฐานการใช้ AI ที่ชัดเจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนากรอบหลักสูตรสำหรับการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการใช้และตีความผลลัพธ์จาก AI อย่างมีวิจารณญาณ ส่วนในระดับปฏิบัติการ ได้แก่ สถานศึกษาควรนำร่องโครงการขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ การเลือกใช้เครื่องมือ AI ที่เหมาะสมและน่าเชื่อถือ และการเน้นการกำกับดูแลโดยมนุษย์ พร้อมทั้งสื่อสารบทบาทของ AI กับผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างโปร่งใส การนำ AI มาใช้ด้วยความชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบจะช่วยขับเคลื่อนการศึกษาดิจิทัลให้ก้าวหน้า และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน</p>
พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ
สำเริง อ่อนสัมพันธุ์
ทรงเดช สอนใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
6 2
17
37