วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU
<p><strong>วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.<br /></strong><strong>ISSN 3088-2052 (Online)</strong></p> <p><strong>กำหนดออก: </strong>2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: <br /></strong>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความของนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักวิชาชีพ นวัตกร และบุคคลทั่วไปที่มีผลงานได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยเป็นวารสารที่นำเสนอบทความงานวิจัยและบทความทางวิชาการทุกลักษณะ ขอบข่ายครอบคลุมงานวิชาการทางด้านนิเทศศาสตร์ การสื่อสาร และนวัตกรรม เป็นวารสารวิชาการที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติที่เผยแพร่ผลงานบทความวิชาการ (Article) หรือบทความวิจัย (Research Article) บทความวิจารณ์หนังสือ (Book Review) และบทความปริทัศน์ (Review Article) เพื่อเป็นแหล่งในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ ด้านวารสารศาสตร์ ด้านสื่อสารมวลชน ด้านการสื่อสารดิจิทัล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการสื่อสาร และนวัตกรรม</p> <pre id="tw-target-text" class="tw-data-text tw-text-large tw-ta" dir="ltr" data-placeholder="คำแปล"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: </strong>ไม่เสียค่าใช้จ่าย</pre>
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี
th-TH
วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
3088-2052
-
ความฉลาดทางดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/283036
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความฉลาดทางดิจิทัลและระดับการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย และศึกษาความฉลาดทางดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนไทยอายุระหว่าง 18–25 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 680 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธี Enter<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดทางดิจิทัลของเยาวชนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุด และ 3) ปัจจัยด้านความฉลาดทางดิจิทัลทั้งหมดที่นำเข้าสู่แบบจำลอง มีอิทธิพลทางบวกและร่วมกันทำนายการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย สามารถอธิบายความแปรปรวนของการรู้เท่าทันสื่อได้ถึงร้อยละ 83.0 เทียบเท่า R<sup>2</sup>= .830 เมื่อพิจารณาในภาพรวมของแบบจำลอง การเพิ่มขึ้นของระดับความฉลาดทางดิจิทัลจึงส่งผลให้ระดับการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีอำนาจในการทำนายที่สูงมาก</p>
ฉันทนา ปาปัดถา
กรรณิการ์ โต๊ะมีนา
ดุริยางค์ คมขำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
16 1
46
66
-
ไดโนเสว: การประเมินผลสื่อรณรงค์ภายใต้โครงการสื่อสารเชิงบวกและส่งเสริมการเข้าถึงบริการถุงยางอนามัยของคนรุ่นใหม่
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/284025
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สื่อรณรงค์ภายใต้โครงการสื่อสารเชิงบวกและส่งเสริมการเข้าถึงบริการถุงยางอนามัยของคนรุ่นใหม่ 2) ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้ถุงยางอนามัย ภายหลังการเปิดรับสื่อรณรงค์ภายใต้โครงการสื่อสารเชิงบวกและส่งเสริมการเข้าถึงบริการถุงยางอนามัยของคนรุ่นใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินผล แบ่งขั้นตอนการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1 มีหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสื่อรณรงค์ที่ปรากฎอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์ ชื่อบัญชี “ไดโนเสว” หรือ “Dinoziaw” ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงปี 2566 – 2568 คัดเลือกเนื้อหามาวิเคราะห์แบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 20 เนื้อหา ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย และขั้นตอนที่ 2 มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดตามที่เคยเปิดรับสื่อรณรงค์ของโครงการ จำนวน 402 คน ได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยกำหนดเกณฑ์วัดความสำเร็จของการใช้สื่อรณรงค์ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างผู้วิจัยและผู้บริหารโครงการ<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้สื่อรณรงค์ปรากฎเนื้อหา ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของโครงการคือ ข้อมูลการเข้าถึงถุงยางอนามัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย ใช้ภาษาอยู่ในระดับเดียวกันกับผู้รับสาร สื่อสารด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา ใช้คำศัพท์แสลง คำย่อ วลีติดปาก หรือภาษาลู และใช้ภาพวาดการ์ตูนที่จัดทำขึ้น รวมทั้งวางกลวิธีสื่อสารด้วยการเสนอเนื้อหาซ้ำ ๆ และเกาะกระแสสังคมหรือเทศกาลสำคัญ เพื่อให้สารเข้าถึงและได้รับความสนใจจากผู้รับสารที่เป็นเป้าหมายของโครงการ 2) ผลการประเมินการใช้สื่อรณรงค์ของโครงการ ภาพรวม<br />อยู่ในระดับดี เมื่อจำแนกผลประเมินรายด้าน พบว่า ด้านที่มีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ผ่านคือ ด้านการเข้าถึงถุงยางอนามัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้านทัศนคติต่อถุงยางอนามัย และด้านพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย ขณะที่ด้านไม่ผ่านการประเมินคือ ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับถุงยางอนามัย</p>
เมธชนนท์ ประจวบลาภ
ณัฐวิโรจน์ มหายศ
วันเฉลิม รัตพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
16 1
67
92
-
เศรษฐศาสตร์ข้อมูลส่วนบุคคลบนแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/284445
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายการตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล 2) สังเคราะห์สิ่งตอบแทนที่ผู้บริโภคแลกกับความเป็นส่วนตัว และ 3) วิเคราะห์บทบาทของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในการแก้ไขความล้มเหลวของตลาดข้อมูล ตลอดจนเสนอแนวทางเชิงนโยบายและการออกแบบแพลตฟอร์มที่เพิ่มสวัสดิการสาธารณะ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสาร โดยคัดเลือกข้อมูลทุติยภูมิ 45 ชิ้นตามเกณฑ์ 4 มิติของ Scott คือ ความแท้จริง ความถูกต้องน่าเชื่อถือ การเป็นตัวแทน และความหมาย<br /> ผลการวิจัยชี้ว่า การตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลของผู้บริโภคสื่ออธิบายได้ด้วยสามกรอบแนวคิดที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่ ทฤษฎีการคำนวณความเป็นส่วนตัว แนวคิดความไม่สมมาตรของข้อมูล และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สิ่งตอบแทนที่ผู้บริโภคแลกกับความเป็นส่วนตัวแบ่งออกเป็นสามมิติ คือ ความสะดวกและการลดต้นทุนการค้นหาสารสนเทศ ผลตอบแทนเชิงการเงินจากบริการที่ปรับตามพฤติกรรม และคุณค่าทางสังคมจากผลเครือข่ายในระบบนิเวศสื่อสารดิจิทัล ขณะเดียวกัน PDPA ทำหน้าที่แก้ไขความล้มเหลวของตลาดด้านความไม่สมมาตรของข้อมูล ผลกระทบภายนอก และอำนาจตลาด ผ่านการยกระดับคุณภาพการยินยอม การสร้างสิทธิเจ้าของข้อมูล และการกำหนดความรับผิดของผู้ควบคุมข้อมูล แม้การบังคับใช้ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงปฏิบัติ จากข้อค้นพบดังกล่าว งานวิจัยจึงเสนอโมเดล “เศรษฐกิจข้อมูลสื่อสารสมดุล” ที่บูรณาการกลไกตลาด กฎหมาย และการออกแบบแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างระบบนิเวศการสื่อสารดิจิทัลที่ยุติธรรมและยั่งยืนสำหรับผู้บริโภคสื่อไทย</p>
จักรพันธ์ กิตตินรรัตน์
นิพนธ์ สุวรรณกูฏ
อาภาภรณ์ หาโส๊ะ
อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
16 1
93
118
-
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสมรรถนะการสื่อสารสุขภาพจิตชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/288432
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับสมรรถนะด้านการสื่อสารของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น (2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการสื่อสารของ อสม. ในพื้นที่ดังกล่าว และ (3) ประเมินผลการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็น อสม. ในพื้นที่ตำบลโนนฆ้อง จำนวน 86 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามดิจิทัลผ่านระบบ Google Form ครอบคลุมสมรรถนะการสื่อสาร 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสื่อสาร ทักษะจิตวิทยาการสื่อสาร และการส่งเสริมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าร้อยละ การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ การประเมินสมรรถนะเบื้องต้น การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพร้อมประเมินผลด้วยคะแนนก่อน–หลังการอบรมและความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรม ผลการวิจัยพบว่า (1) ก่อนการฝึกอบรม อสม. มีสมรรถนะด้านความรู้กระบวนการสื่อสารและด้านทักษะจิตวิทยาการสื่อสารอยู่ในระดับพอใช้ ขณะที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี เนื่องจากเป็นภารกิจที่ปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้ว (2) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้อยู่ในระดับพอใช้ถึงดีมากในทุกด้าน และ (3) ภายหลังการฝึกอบรม อสม. มีสมรรถนะด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้นในทุกด้านจนอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าร้อยละสูงสุดในด้านความรู้กระบวนการสื่อสาร ด้านทักษะจิตวิทยาการสื่อสาร และด้านการส่งเสริมสุขภาพ และมีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมในทุกด้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับสมรรถนะการสื่อสารด้านสุขภาพจิตชุมชนของ อสม. ได้อย่างมีประสิทธิผล และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
ภูบดินทร์ พรพันธุ์เจษฎา
หัสพร ทองแดง
ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์
ประภาพรรณ โคมหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
16 1
119
133
-
การสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์ในระดับท้องถิ่น
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/282892
<p> การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลส่งผลให้ผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งในด้านหน้าที่การจดทะเบียนและการยื่นแบบภาษี อันเนื่องมาจากความซับซ้อนของข้อมูลภาครัฐ ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูล และความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัล ส่งผลให้ การปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีเกิดความคลาดเคลื่อน บทความวิจัยเชิงเอกสารนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในหน้าที่ทางภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์ในระดับท้องถิ่น การศึกษาใช้การทบทวนวรรณกรรมด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารภาครัฐ และการจัดการภาษี ร่วมกับการวิเคราะห์กรณีศึกษาการสื่อสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศ เพื่อสังเคราะห์แนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยคำนึงถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการศึกษาพบว่า การสื่อสารแบบบูรณาการระหว่างสื่อออนไลน์และออฟไลน์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างหน่วยงานด้านภาษีกับผู้ประกอบการในพื้นที่ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดความรู้ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากบทความนี้สะท้อนคุณค่าของการประยุกต์ใช้การสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษี ลดความผิดพลาด และสนับสนุนการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐอย่างยั่งยืน</p>
กนกวรรณ เมธาวณิชย์กุล
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
วิทยาธร ท่อแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
16 1
1
10
-
การสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองพัทยา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/283812
<p> บทความวิชาการนี้ต้องการนำเสนอการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย จากการจัดลำดับ 10 จังหวัดที่มีรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดของปี 2568 จังหวัดชลบุรีอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากกรุงเทพมหานครและภูเก็ต สร้างรายได้มากถึง 319,312 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 27,5999,168 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองพัทยาซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของจังหวัดชลบุรี (กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา, 2568) เมืองพัทยาถูกจัดเป็นองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแห่งที่สองของประเทศไทย รองจากกรุงเทพมหานคร ดังนั้น รูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการขับเคลื่อนเมืองพัทยาจึงมีลักษณะเฉพาะของเมืองท่องเที่ยว มีรายได้พึ่งพิงจากการท่องเที่ยวมากกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด การมีส่วนร่วมของพลเมืองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยิ่ง การสื่อสารจึงมีบทบาทสำคัญในการร้อยเรียงเชื่อมต่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ตลอดจนนักท่องเที่ยวเกิดการรับรู้และเข้าใจในนโยบายแผนพัฒนาของภาครัฐ ที่ช่วยส่งเสริมให้พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ประโยชน์ของบทความชิ้นนี้ จะช่วยทำให้มองเห็นภาพการบริหารจัดการในการขับเคลื่อนเมืองพัทยาภายใต้แนวคิดนโยบาย Better Pattaya โดยใช้พลังการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในเมืองพัทยา สามารถนำไปเป็นต้นแบบเพื่อการประยุกต์ และปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้</p>
สุณีย์ โรบินสัน
วิทยาธร ท่อแก้ว
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
16 1
11
31
-
แนวทางเชิงระเบียบวิธีการฟังเสียงสังคมเพื่อการวิจัย: กรณีศึกษาการวิเคราะห์การสนทนาเกี่ยวกับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ของผู้ใช้สื่อสังคม
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JOCASTOU/article/view/285563
<p> จำนวนผู้ใช้สื่อสังคมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาลซึ่งสะท้อนความคิดเห็น ประสบการณ์ และอารมณ์ของผู้คนในชีวิตประจำวัน ข้อมูลดังกล่าวประกอบกับการพัฒนาเครื่องมือฟังเสียงสังคม ทำให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจทัศนคติของสาธารณชนต่อประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงทีจากข้อมูลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางเชิงระเบียบวิธีสำหรับการใช้เครื่องมือฟังเสียงสังคมเพื่อการวิจัย โดยใช้งานวิจัยเกี่ยวกับการสนทนาในประเด็นฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กเป็นกรณีศึกษา บทความนำเสนอแนวทางในกระบวนการวิจัยโดยฟังเสียงสังคม โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การกำหนดวัตถุประสงค์และคำถามวิจัย 2) การกำหนดช่วงเวลา ขอบเขตแพลตฟอร์มและการเลือกเครื่องมือ 3) การสร้างชุดคำสำคัญ 4) การเก็บข้อมูล 5) การทำความสะอาดและเตรียมข้อมูล และ 6) การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนที่บทความนี้ให้ความสำคัญคือ ขั้นตอนการทำความสะอาดและเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ ซึ่งดำเนินการทั้งในการตั้งค่าแคมเปญในขั้นตอนการเก็บข้อมูล และจัดการกับไฟล์ข้อมูลที่ดึงออกมา ผ่านการกำหนดบัญชีและประเภทเนื้อหาที่ไม่ต้องการ การตัดโพสต์โฆษณา สแปม การโปรโมตสินค้า/บริการ ลิงก์เชิงพาณิชย์ และคอมเมนต์ที่ไม่สะท้อนความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการอ่านตรวจสอบก่อนการเข้ารหัสเนื้อหา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพของข้อมูลเสียงสังคมในการสะท้อนวาทกรรมสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม และข้อจำกัดสำคัญด้านความเป็นตัวแทนของประชากร อคติจากการออกแบบคำค้นและการคัดเลือกแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพึ่งพาบริการเครื่องมือฟังเสียงสังคมเชิงพาณิชย์ ข้อเสนอจากการศึกษาคือ ควรใช้การวิจัยโดยใช้การฟังเสียงสังคมร่วมกับการออกแบบการวิจัยอื่น เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าวและยกระดับคุณภาพงานวิจัยด้านฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ใช้ข้อมูลเสียงสังคมเป็นฐาน</p>
เสาวนี ชินนาลอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิเทศศาสตร์ มสธ.
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
16 1
32
45