วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR <p><strong>วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรรศน์</strong> <br />ISSN : 3088-1110 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> ๑. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา</p> <p> ๒. เพื่อให้บริการทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญาแก่สังคม</p> <p> ๓. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา</p> <p> ๔. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย th-TH วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ 3088-1110 <p>บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนผู้แต่ง กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป</p> การวิเคราะห์การเสียชีวิตอันมีสาเหตุมาจากฝุ่นละออง PM ๒.๕ ผ่านคำสอนเรื่องกรรมและปาณาติบาต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/283023 <p>เนื่องด้วยประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจำนวนมากอันเนื่องมาจากฝุ่นละออง PM ๒.๕ และเราทราบกันดีว่า ฝุ่นละออง PM ๒.๕ เกิดจากการกระทำของมนุษย์ บทความวิชาการนี้จึงตั้งคำถามว่า&nbsp; บุคคลผู้ก่อฝุ่นละออง PM ๒.๕ จะถือว่ากระทำความผิดตามศีลข้อที่ ๑ ปาณาติบาตหรือไม่ ในการตอบคำถามดังกล่าวนี้ ผู้เขียนได้ใช้ข่าวการเสียชีวิตของคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน ๔ ราย อันเนื่องมาจากฝุ่นละออง PM ๒.๕ เป็นกรณีศึกษาในการวิเคราะห์ผ่านคำสอนเรื่องกรรมและปาณาติบาต ผลการวิเคราะห์พบว่า บุคคลผู้ก่อฝุ่นละออง PM ๒.๕ ไม่ถือว่ากระทำความผิดตามศีลข้อที่ ๑ ปาณาติบาต เพราะกระทำดังกล่าวไม่ครบองค์ ๕ ของปาณาติบาต อย่างไรก็ดี บุคคลผู้ก่อฝุ่นละออง PM ๒.๕ ถือได้ว่ากระทำอกุศลกรรม กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การกระทำของเขาจัดเป็นอกุศลกรรม เเต่ในกรณีที่บุคคลผู้ก่อฝุ่นละออง PM ๒.๕ ไม่ได้มีเจตนาในการก่อฝุ่นละออง PM ๒.๕ &nbsp;การกระทำของเขาย่อมจัดเป็นกตัตตากรรม&nbsp; ฝ่ายอกุศล</p> พระมหาวรัญธรณ์ ญาณกิตฺติ แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม อรชร ไกรจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 233 245 พุทธจิตวิทยากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285406 <p> บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพุทธจิตวิทยาในฐานะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ โดยมุ่งวิเคราะห์บทบาทของจิตใจซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการกำหนดความคิด พฤติกรรม และการดำเนินชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า “มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา” ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ แสดงให้เห็นว่าจิตเป็นศูนย์กลางของชีวิตและเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดคุณภาพชีวิต ในบริบทของสังคมยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ส่งผลให้มนุษย์เผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความไม่มั่นคงทางจิตใจ แม้จะมีความเจริญทางวัตถุ แต่กลับไม่สามารถสร้างความสุขที่แท้จริงได้พุทธจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของจิต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต และหลุดพ้นจากความทุกข์ หลักสำคัญของพุทธจิตวิทยา ได้แก่ การพัฒนาจิตตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาจิตอย่างเป็นระบบ ช่วยให้บุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรม มีความมั่นคงทางจิตใจ และเกิดปัญญาในการเข้าใจชีวิต นอกจากนี้ แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตตามองค์การอนามัยโลกอธิบายว่า คุณภาพชีวิตเป็นการรับรู้ของบุคคลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของตนเองในมิติด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ขณะที่แนวคิดทางพระพุทธศาสนาเน้นว่าคุณภาพชีวิตที่แท้จริงเกิดจากการพัฒนาจิตใจให้มีความสงบและมีปัญญาเพื่อการพัฒนาจิตตามหลักพุทธจิตวิทยาช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านจิตใจ ทำให้เกิดความสงบและลดความทุกข์ ด้านพฤติกรรม ช่วยให้สามารถควบคุมตนเองและดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม ด้านปัญญา ช่วยให้เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต และด้านสังคม ช่วยให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ดังนั้น พุทธจิตวิทยาจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ โดยเน้นการพัฒนาจิตใจเป็นพื้นฐาน อันนำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีความสมดุล มีความสุข และมีคุณภาพชีวิต</p> <p> </p> พระมหาสุริยันต์ บุญยอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 254 267 “พุทธธรรมกับการเยียวยาสังคมไทย” การประยุกต์หลักพุทธธรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมร่วมสมัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/283287 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของหลักพุทธธรรมในการแก้ไขปัญหาสังคมร่วมสมัย โดยเน้นการวิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมสำคัญ ได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา อิทธิบาท ๔ และพรหมวิหาร ๔ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ให้มีความสงบสุขและมีเมตตาต่อกัน ปัญหาสังคมในยุคปัจจุบัน เช่น ความรุนแรง ความขัดแย้ง และความเหลื่อมล้ำ มักเกิดจากการขาดสติและศีลธรรม ดังนั้น การแก้ไขควรเริ่มต้นจากการพัฒนาภายในของแต่ละบุคคล การฝึกสมาธิและปัญญาจะช่วยให้คนมีความยับยั้งชั่งใจและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ หากสามารถนำหลักธรรมเหล่านี้ไปบูรณาการในระบบการศึกษา การบริหาร และการพัฒนาชุมชน จะช่วยสร้างสังคมที่มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และลดความขัดแย้งได้อย่างยั่งยืน หลักธรรมทางพุทธศาสนาจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดทางศาสนา แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมที่ดีและมีคุณภาพในระยะยาวได้ด้วย</p> uthit suksang พระมหาสันติ ธีรภทฺโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 262 272 ศึกษาวิเคราะห์สังฆวิธีในการสอนกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281546 <p>บทความวิจัยเรื่องศึกษาวิเคราะห์สังฆวิธีในการสอนกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาประวัติและปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ๒) เพื่อศึกษากรรมฐานและหลักธรรมคำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และ ๓) เพื่อวิเคราะห์สังฆวิธีในการสอนกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต งานวิจัยเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ร่วมกับ พระภิกษุและฆราวาส จำนวน ๑๕ รูป/คน ซึ่งแบ่งเป็น พระสงฆ์ ๕ รูป และผู้ปฏิบัติธรรมแนวทางพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ๑๐ คน โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ซึ่งจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นเชิงพรรณา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระเถระสายวิปัสสนากรรมฐานของฝ่ายธรรมยุติกายและเป็นที่รู้จักในระดับสากล คือ บูรพาจารย์พระกรรมฐานสายวัดพระป่า พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระวิปัสสนาผู้มีปฏิปทาที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเฉพาะธุดงควัตร ๑๓ รูปแบบและหลักธรรมที่ใช้ในการสอนกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้หลักสติปัฏฐาน เป็นชัยภูมิแห่งฝึกจิต เพื่อการฝึกฝนกรรมฐาน ๒ อย่างคือ สมถกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยมีสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ คือเป็น สนามฝึกฝน ของบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ยึดถือในการฝึกฝน</p> <p>สังฆวิธีในการสอนกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต คืออุบายแห่งวิปัสสนาเครื่องถ่ายถอนกิเลสมูลการของสังสารวัฎ ผู้วิจัยวิเคราะห์ไว้ ๗ วิธี (๑) ยึดมั่นพระธรรมวินัยและข้อวัตรปฏิบัติธุดงควัตร ๑๓ (๒) หลักธรรมคำสอน เจริญมรรคมีองค์ ๘ แสดงธรรมเพื่อการดับทุกข์ (๓) การเจริญกรรมฐานมุ่นเน้นหลักมัชฌิมาปฏิปทา (๔) พระเถระต้นแบบพระธรรมวินัยเคร่งครัด (๕) สังฆวิธีสร้างสิ่งแวดล้อมที่สงบ (๖) หลักการถ่ายทอดใช้แบบศิษย์มีครูสะสมประสบการณ์ตรง (๗) อุบายแห่งวิปัสสนาอันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส สังฆวิธีในการสอนกรรมฐานของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เกื้อกูลส่งเสริมบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาครบ ๖ ด้าน และสร้างคุณูปการคณะลูกศิษย์ทั้งหลาย อย่างเป็นระบบและรูปธรรมถึงปัจจุบัน</p> ภัคศิฏ์กาญจน์ วุฒิประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 1 14 การวิเคราะห์หลักอิทธิบาท ๔ ในการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281594 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับหลักการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ๒) เพื่อศึกษาหลักอิทธิบาท ๔ ที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร และ ๓) เพื่อวิเคราะห์หลักอิทธิบาท ๔ ในการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในด้านเนื้อหาเอกสารและสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึก โดยการเก็บข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๒๐ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ตามแนวทางที่หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ด้วยการฝึกสมาธิปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมส่งเสริมคุณลักษณะของบุคลากรที่มีศีลธรรม เมตตาธรรม และเสียสละ ส่วนหลักธรรมที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ คือ หลักอิทธิบาท ๔ ที่ถือเป็นแนวทางการพัฒนาจิตใจที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ คือ ฉันทะ ที่เน้นการปลูกฝังแรงจูงใจในภารกิจเพื่อส่วนรวม วิริยะ ที่ส่งเสริมความเพียรในการฝึกสมาธิและงานเผยแผ่ จิตตะ ที่เน้นสมาธิ ความตั้งใจมั่น และ วิมังสา ที่เน้นการประเมินผลตนเองและการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมประสิทธิภาพของการใช้หลักอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ความเข้าใจในหลักธรรมของบุคลากร ระบบการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และบรรยากาศองค์กรที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม หลักอิทธิบาท ๔ จึงเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาบุคลากรที่พึงประสงค์และเป็นปัจจัยที่ทำให้สถาบันพลังจิตตานุภาพขับเคลื่อนและพัฒนาไปได้อย่างมีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปฏิบัติสมาธิตามแนวทางหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร พร้อมควบคู่กับหลักธรรมตามหลักพระพุทธศานาได้อย่างถูกต้อง มีทัศนคติที่เปิดรับการพัฒนาพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ มีความพร้อมในการรับคำแนะนำ เปิดใจฟังข้อเสนอแนะตระหนักถึงบทบาทองค์กร และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสถาบันพลังจิตตานุภาพ</p> พระวีรวิชญ์ วิชฺชธโร (ธนัทพิพัฒน์กุล) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 15 30 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อความสามารถใน การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด จังหวัดนครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/282489 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความสัมพันธ์ของความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน และ ๒) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ประชากร ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง ๕ - ๖ ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๓ จำนวน ๒๐ คน ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ แบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน จำนวน ๓๒ แผน และแบบทดสอบความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย จำนวน ๒๐ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยประชากร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร ค่าความแตกต่าง และ ค่าสถิติไค-สแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ ๒) เด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน ด้านการสังเกต เท่ากับ ๑.๓๕ (D = ๑.๓๕) ด้านการคาดคะเน เท่ากับ ๑.๒๕ (D = ๑.๒๕) ด้านการเชื่อมโยง เท่ากับ ๑.๖๐ (D = ๑.๖๐) และด้านการสรุปความ เท่ากับ ๑.๘๕ (D = ๑.๘๕)</p> พิมพ์พิชญา เตียเจริญวรรธน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 31 44 แนวทางการบริหารคุณภาพงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/284106 <p>การวิจัยเรื่องแนวทางการบริหารคุณภาพงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยามีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) สร้างแนวทางการบริหารคุณภาพงานกิจการนักเรียน และ ๒) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางดังกล่าว การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน ดำเนินการ ๒ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ ๑ ศึกษาเอกสารและสร้างแนวทาง พร้อมตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ๗ คน และขั้นตอนที่ ๒ ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูกิจการนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๙๒ คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการบริหารคุณภาพงานกิจการนักเรียน ประกอบด้วย ๗ ด้าน รวม ๕๓ รายการปฏิบัติ ได้แก่ (๑) ด้านการนำองค์กร (๒) กลยุทธ์ (๓) นักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (๔) การวัดและจัดการความรู้ (๕) บุคลากร (๖) การปฏิบัติการ และ (๗) ผลลัพธ์ และพบว่าแนวทางที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในระดับมาก</p> นภัทรชนก กุลเจริญ พรเทพ รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 45 55 กระบวนการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้พลั้งผิดด้วยพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/284139 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้พลั้งผิด ๒) เพื่อพัฒนากระบวนการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้พลั้งผิดด้วยพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร และ ๓) เพื่อนำเสนอกระบวนการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้พลั้งผิดด้วยพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต การสัมภาษณ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสาร วารสาร สื่อสิ่งพิมพ์ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตกับกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ จำนวน ๓๕ รูป/คน ส่วนเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาประมวลเพื่อกำหนดนิยามให้สอดคล้องกับประเด็นปัญหาที่ตอบวัตถุประสงค์โดยการเขียนเป็นเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้พลั้งผิดในปัจจุบันมุ่งพัฒนาทั้งพฤติกรรมและจิตใจ การประยุกต์ใช้ พุทธนวัตกรรมการสื่อสาร ช่วยเสริมกระบวนการฟื้นฟูให้เกิดสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ การสะท้อนตน และการฝึกสติ ส่งผลให้เยาวชนเข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าของการปรับปรุงพฤติกรรม และสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและผู้ปฏิบัติงาน พร้อมเกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงตนเองในทางบวกรูปแบบกระบวนการฟื้นฟูที่พัฒนาขึ้นช่วยให้หน่วยงานสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับกระบวนการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาเยาวชนทั้งด้านพฤติกรรมและจิตใจให้กลับคืนสู่สังคมอย่างมั่นคง ภายใต้ A–L–S–R โมเดล ได้แก่ A = การสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงใจ L = การเรียนรู้หลักธรรมและการฝึกปฏิบัติ S = การสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน R = การสะท้อนตนเองและประเมินผล</p> ชัชวาลย์ แก้วกระจาย บุญเลิศ โอฐสู กนกวรรณ กรุณาฤทธิโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 56 69 การพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย โดยการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/282354 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง ๕-๖ ปี จำนวน ๒๖ คน ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ห้อง ๖ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ๑ ห้องเรียน จาก ๖ ห้องเรียนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา จำนวน ๓๒ แผน ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ ๑.๐๐ และแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ด้านการมีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและปฏิบัติตามข้อตกลง และด้านการปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ ๑.๐๐ ระยะเวลาในการทดลอง ๘ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๔ วัน วันละ ๔๐ นาที ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยหลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ .๐๕ ทั้งภาพรวมและจำแนกรายด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น พบว่า ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = ๓.๑๕) และหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = ๕.๑๕) ๒) ด้านการมีส่วนร่วมกำหนดข้อตกลงและปฏิบัติตามข้อตกลง พบว่า ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = ๓.๒๗) และหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = ๕.๐๐) และ ๓) ด้านการปฏิบัติตนเป็นผู้นำผู้ตามด้วยตนเอง พบว่า ก่อนการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = ๓.๒๓) และหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( = ๕.๐๔)</p> จงกล แก้วมณี ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ ศุภวรรณ์ เล็กวิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 70 85 การพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสรีตามแนวคิดไฮสโคป โรงเรียนวัดท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/282473 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมประชาธิปไตยของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสรีตามแนวคิดไฮสโคป และ ๒) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสรีตามแนวคิดไฮสโคป ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง ๕-๖ ปี ศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล ๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ ที่โรงเรียนวัดท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาท มี ๑ ห้องเรียน จำนวน ๑๔ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเสรีตามแนวคิดไฮสโคป จำนวน ๒๔ แผน ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ ๑.๐๐ และแบบสังเกตพฤติกรรมประชาธิปไตยของเด็กปฐมวัย ใช้ระยะเวลาในการทดลอง ๘ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๓ วัน วันละ ๔๕ นาที ในช่วงกิจกรรมเสรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ยประชากร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร และการทดสอบสถิติไค-สแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) พฤติกรรมประชาธิปไตยของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสรีตามแนวคิดไฮสโคปมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ ๒) พฤติกรรมประชาธิปไตยของเด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสรีตามแนวคิดไฮสโคป สูงกว่าก่อนที่ได้รับการจัดกิจกรรมทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน</p> นายศราวุฒิ บัวพก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 86 93 รูปแบบกิจกรรมการส่งเสริมความสุขตามหลักภาวนา ๔ ของผู้สูงอายุที่รับฟังสถานีวิทยุกระจายเสียงคลื่น FM ๑๐๐.๒๕ MHz จังหวัดปราจีนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281903 <p> </p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาความสุขตามหลักภาวนา ๔ ของผู้สูงวัยที่ฟังรายการจากวิทยุของคลื่น FM ๑๐๐.๒๕ MHz ๒) เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเสริมสร้างความสุขตามหลักภาวนา ๔ เพื่อลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมเนือยนิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุที่รับฟังรายการจากสถานีวิทยากระจายเสียงคลื่น FM ๑๐๐.๒๕ MHz จังหวัดปราจีนบุรี และ ๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างความสุขตามหลักภาวนา ๔ เพื่อลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมเนือยนิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุที่รับฟังรายการจากสถานีวิทยากระจายเสียงคลื่น FM ๑๐๐.๒๕ MHz จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในด้านเนื้อหาเอกสารและสัมภาษณ์ (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึก (Key Informants) กับกลุ่มเป้าหมายโดยใช้เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าความสุขของผู้สูงวัยมิได้หมายถึงเพียงสุขภาวะทางกายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการมีจิตใจที่สงบเยือกเย็น มีความพึงพอใจในตนเองและโลกภายนอกโดยไม่ยึดติด ซึ่งความสุขเชิงบูรณาการนี้สามารถส่งเสริมได้ผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักภาวนา ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการใช้ชีวิตประจำวันแบบซ้ำซากและมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวทางกายภาพ จากข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนา "PAVANA ๔ WELLNESS MODEL" ซึ่งเป็นรูปแบบการส่งเสริมความสุขที่อิงหลักภาวนา ๔ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้สูงวัย เริ่มต้นจากการพัฒนาทางด้าน กายานุปัสสนา ที่เน้นการดูแลสุขภาพกายผ่านกิจกรรมเบาๆ ที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับ เวทนานุปัสสนา เพื่อปรับสมดุลอารมณ์ด้วยการฝึกสังเกตความรู้สึกทางกายและใจ ให้เกิดการรับรู้ความทุกข์ ความสุข หรือความเฉยเมยอย่างมีสติ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นด้าน จิตตานุปัสสนา เพื่อส่งเสริมจิตใจให้สงบ ลดความกังวล ความเศร้า และความเครียดผ่านการฝึกสมาธิและการเจริญเมตตา และท้ายที่สุดคือด้าน ธรรมานุปัสสนา ซึ่งเป็นการพัฒนาปัญญาผ่านการรับฟังธรรมะ การสนทนาธรรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต เพื่อสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของโลกและนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนในวัยสูงอายุ</p> พระปริยัติวชิรสุธี(วิเชียร) วชิโร อำพล บุดดาสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 94 108 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281905 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑)เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนในอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ๒)เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืนในพื้นที่ศึกษา และ ๓)เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยใช้หลักพุทธธรรมเป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการชุมชน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการลงภาคสนามโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๓๕ รูป/คน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาชุมชนคือ การขาดการมีส่วนร่วม ซึ่งบั่นทอน ความไว้วางใจและความสามัคคี ของคนในชุมชน ทำให้การดำเนินโครงการต่างๆ ขาดประสิทธิภาพการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งที่เน้นการสร้างความมั่นคงจากภายในจิตใจเป็นพื้นฐานสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางกายภาพองค์ความรู้ “S-A-T-H-I-T Model” ซึ่ง ประกอบด้วย S - Spiritual Leadership &amp; Foundation: การมีผู้นำทางจิตวิญญาณ (พระสงฆ์/ผู้นำชุมชน) A - Active Participation: การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในทุกขั้นตอนเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ T - Trust and Unity: การฟื้นฟูความไว้วางใจและสร้างความเป็นเอกภาพผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ H - Holistic Development: การพัฒนาแบบองค์รวมที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม I - Integration of Buddhist Principles: การบูรณาการหลักพุทธธรรมเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตและแก้ไขปัญหา T - Training and Moral Development: การพัฒนาศักยภาพคนอย่างต่อเนื่องผ่านการฝึกอบรมและปลูกฝังคุณธรรม</p> <p> </p> พระครูสถิตธรรมกิจ (เสถียร ติสฺสวโร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 109 122 การส่งเสริมการเผยแผ่วัฒนธรรมเชิงพุทธด้วยกิจกรรมองค์รวม ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281909 <p>บทความวิจัยนี้วัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการเผยแผ่วัฒนธรรมเชิงพุทธของอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี๒) เพื่อศึกษาพัฒนาการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการเผยแผ่วัฒนธรรมเชิงพุทธด้วยกิจกรรมองค์รวมในอำเภอกบินบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และ ๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการส่งเสริมการเผยแผ่วัฒนธรรมเชิงพุทธด้วยกิจกรรมองค์รวมในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และ การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมหลักการแนวคิดทฤษฎีจากเอกสารวารสารสื่อสิ่งพิมพ์ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตโดยการเก็บข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน ๒๕๐ รูป/คนและสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน ๓๐ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการเผยแผ่วัฒนธรรมเชิงพุทธในอำเภอกบินทร์บุรี ได้แก่ การขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมพระพุทธศาสนา กิจกรรมส่วนใหญ่จัดโดยวัดหรือกลุ่มบุคคลโดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งยังขาดการใช้เทคโนโลยีและสื่อสมัยใหม่ในการเผยแผ่ธรรมะ ซึ่งมีแนวทางการพัฒนากิจกรรมที่เหมาะสมในการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตของชาวบ้านในทุกช่วงวัย โดยใช้กิจกรรมองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งด้านจิตใจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นและตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน ส่วนรูปแบบการส่งเสริมการเผยแผ่วัฒนธรรมเชิงพุทธด้วยกิจกรรมองค์รวมโดยใช้ B–AIC Model ประกอบด้วย ๑) Buddhist Foundation การยึดหลักธรรมเป็นแกนกลางของการพัฒนา ๒) Appreciation การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ๓) Influence การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเสนอแนวทางในการจัดกิจกรรม และ ๔) Coordination การวางแผนและดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและสื่อสมัยใหม่มาใช้ในการเผยแผ่ธรรมะ เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาจิตใจและสังคม</p> <p> </p> พระอธิการบุญลม โกวิโท มานพ นักการเรียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 123 135 รูปแบบกิจกรรมการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสำนักปฏิบัติธรรม ในจังหวัดปราจีนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281912 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) ศึกษาสภาพทั่วไปและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรมของประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรี ๒) วิเคราะห์องค์ประกอบของสำนักปฏิบัติธรรมที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม และ ๓) นำเสนอรูปแบบและแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสำนักปฏิบัติธรรมในจังหวัดปราจีนบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย ๓๗ รูป/คน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพทั่วไปของสำนักปฏิบัติธรรมประสบกับปัญหาสำคัญ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การขาดแคลนพระวิปัสสนาจารย์และบุคลากรที่มีความชำนาญ ตลอดจนการเข้าถึงกิจกรรมของประชาชนยังอยู่ในวงจำกัด ส่วนองค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสำเร็จมี ๔ ด้าน คือ (๑) ด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติ (๒) ด้านบุคลากรและผู้นำทางจิตวิญญาณ (๓) ด้านรูปแบบกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เข้าร่วม และ (๔) ด้านการบริหารจัดการที่เป็นระบบและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงซึ่งรูปแบบ <strong>“</strong><strong>PRAJIN MODEL”</strong> ได้แก่ P (Participatory Management) การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ ชุมชน และผู้ปฏิบัติ R (Resource Integration) การบูรณาการทรัพยากรทั้งด้านบุคลากร วัด เทคโนโลยี และทุนสนับสนุน A (Activity Innovation) การออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เน้นการฝึกสติ สมาธิ และปัญญา J (Joyful Learning) การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ IN (Insight Networking) การเชื่อมโยงเครือข่ายแห่งปัญญา </p> <p> </p> พระครูสุภัทรปัญญาคุณ (พิเนตทัน) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 136 150 รูปแบบกิจกรรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้สูงอายุวัยต้น เพื่อลดภาวะหลงลืม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281913 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (๑) เพื่อสำรวจปัญหาของผู้สูงอายุวัยต้นที่มีภาวะหลงลืมตามอายุ (๒) เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของผู้สูงอายุวัยต้น และ (๓) นำเสนอรูปแบบกิจกรรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของผู้สูงอายุวัยต้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน ๒๕๐ ราย และการวิจัยเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูล ๕๐ คน ผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยการเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุวัยต้นจำนวนมากประสบปัญหาภาวะหลงลืม ความวิตกกังวล และความไม่มั่นใจในตนเอง ส่งผลให้มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้ความจำหรือการมีสมาธิอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมการปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวไตรสิกขา เช่น การฝึกอานาปานสติ การเดินจงกรม การฟังธรรม และการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เป็นแนวทางที่ช่วยพัฒนาทั้งด้านกาย จิต และปัญญาได้อย่างเหมาะสม ส่วนรูปแบบการพัฒนาและนำเสนอ “SMART-VIPA Model” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดใหม่ในการจัดกิจกรรมวิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้สูงอายุวัยต้น โดยมีองค์ประกอบ ๖ ประการ ได้แก่ <strong>S (Simple)</strong> เน้นกิจกรรมที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงและปฏิบัติตามได้ง่าย <strong>M (Mindfulness)</strong> มุ่งเน้นการฝึกสติเป็นหัวใจของกิจกรรม เพื่อฟื้นฟูความจำและลดความฟุ้งซ่าน <strong>A (Adaptability)</strong> ปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุแต่ละคน <strong>R (Routine)</strong> ส่งเสริมการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่อง <strong>T (Togetherness)</strong> สร้างการเรียนรู้แบบกลุ่มเล็กที่อบอุ่น มีปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดกำลังใจ <strong>VIPA (Vipassan</strong><strong>ā</strong><strong>)</strong> ใช้หลักวิปัสสนาโดยเฉพาะการฝึกอานาปานสติร่วมกับการเจริญปัญญาตามแนวไตรสิกขา SMART-VIPA Model นี้เป็นการผสานระหว่างหลักไตรสิกขาและองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดรูปแบบกิจกรรมที่ยั่งยืน เหมาะสม และเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุวัยต้น โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในมิติทางกาย จิต และปัญญา ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานปฏิบัติธรรม ชุมชน หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p> พระภาณุเดช จนฺทโชโต (เรืองสว่าง) มานพ นักการเรียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 151 166 แนวทางการทำบุญผ่านสื่อออนไลน์เชิงพุทธบูรณาการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/283365 <p> </p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑) เพื่อศึกษาแนวทางการทำบุญด้วยอามิสทานในพระพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษาหลักธรรมที่สนับสนุนการทำบุญผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ ๓) เพื่อนำเสนอแนวทางการทำบุญผ่านสื่อออนไลน์เชิงพุทธบูรณาการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลในด้านเนื้อหาเอกสารและสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึกโดยการเก็บข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๑๘ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การทำบุญผ่านสื่อออนไลน์ช่วยให้พุทธศาสนิกชนเข้าถึงกิจกรรมทางศาสนา การเผยแผ่ธรรมะ และการบริจาคเพื่อสาธารณกุศลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กับความสะดวกในการทำบุญออนไลน์ส่วนหลักธรรมที่สนับสนุนการทำบุญออนไลน์ คือ พรหมวิหาร ๔ และสังคหวัตถุ ๔ เพื่อเสริมสร้างเจตนาบริสุทธิ์และจิตสำนึกทางศีลธรรม การทำบุญผ่านสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคุณธรรมและได้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการทำบุญออนไลน์ให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล โดยใช้กรอบ D-O-R-S Model ได้แก่ ๑) Donor ผู้ให้ที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ๒) Online Platform ช่องทางออนไลน์ หรือสื่อสังคม ๓) Recipient ผู้รับที่มีศีลและใช้ทรัพยากรอย่างถูกธรรม และ ๔) Supporting Principles หลักธรรมที่ช่วยให้การทำบุญออนไลน์เกิดอานิสงส์แท้จริงและเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้ ผู้รับ และสังคมโดยรวม</p> อรอุมา บัวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 167 179 ผลของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ พุทธวิธีที่มีต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดม่วงเจริญผล จังหวัดสุพรรณบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/283415 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความสัมพันธ์ของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบพุทธวิธี และ ๒) เปรียบเทียบการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบพุทธวิธี ประชากรได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง ๕-๖ ปี ศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๓ จำนวน ๒๒ คน ในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ ที่โรงเรียนวัดม่วงเจริญผล อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบพุทธวิธี จำนวน ๓๒ แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ ๑.๐๐ และ แบบทดสอบการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย จำนวน ๒๐ ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ ๑.๐๐ และค่าความเชื่อมั่นที่ .๗๔ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยประชากร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร และค่าสถิติไค – สแควร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ๑) การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบพุทธวิธีมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ ๒) เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบพุทธวิธี มีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบพุทธวิธีทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน</p> ภาวิณี ศรีเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 180 189 การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมเกมเป็นฐานประกอบการเล่านิทาน ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนอันนูรอยน์ (บึงขวาง) กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/283167 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเกมเป็นฐานประกอบการเล่านิทาน ประชากร ได้แก่ เด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุ ๔ - ๕ ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนอันนูรอยน์ (บึงขวาง) กรุงเทพมหานคร จำนวน ๓ ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น ๓๖ คน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน ๑๒คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยการสุ่ม ๑ ห้องเรียน จาก ๓ ห้องเรียนซึ่งห้องเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเกมเป็นฐานประกอบการเล่านิทาน จำนวน ๓๒ แผน ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ ๐.๖๗ - ๑.๐๐ และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด ๔ ทักษะ คือ ทักษะการนับและรู้ค่าตัวเลข ทักษะการเรียงลำดับ ทักษะการจำแนกและทักษะการเปรียบเทียบ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับที่ ๐.๙๖ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทีที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมเกมเป็นฐานประกอบการเล่านิทานมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมเกมเป็นฐานประกอบการเล่านิทานสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้ ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕</p> นิสรีน หมัดนุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 190 202 การพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเผยแพร่พุทธศิลป์ ของวัดพระอารามหลวง ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285116 <p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเผยแพร่พุทธศิลป์ของวัดพระอารามหลวงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและลักษณะของพุทธศิลป์ของวัดพระอารามหลวงในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร วัดเทพธิดาราม วรวิหาร และวัดราชนัดดาราม วรวิหาร ๒) เพื่อพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารเพื่อเผยแพร่พุทธศิลป์ และ ๓) เพื่อนำเสนอพุทธนวัตกรรมการสื่อสารดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและภาคสนาม โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (๑) วัดพระอารามหลวงทั้งสามแห่งมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับการสถาปนาและปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) โดยมีพุทธศิลป์ที่สะท้อน “รูปแบบพระราชนิยม” อันเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย แบ่งออกเป็น ๓ ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลศิลปะจีน จิตรกรรมที่ผสมผสานคติและลวดลายแบบจีน และปฏิมากรรมที่มีลักษณะสัจจนิยมอันโดดเด่น (๒) การพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร พบว่า การเผยแพร่พุทธศิลป์ของวัดทั้งสามสามารถพัฒนาในรูปแบบสื่อผสมผสาน ได้แก่ การเยี่ยมชมสถานที่จริง สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดทำ “คู่มือการนำชม” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงสุนทรียะและคุณค่าทางพุทธศิลป์แก่กลุ่มเป้าหมาย (๓) การนำเสนอพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร สรุปเป็นรูปแบบโมเดล S–M–C–R–G ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในการสื่อสารที่ช่วยให้การเผยแพร่พุทธศิลป์เป็นระบบ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเชื่อมโยงไปสู่การส่งเสริมศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืน</p> สุนทร จันทร์นิเวศน์ บุญเลิศ โอฐสู กนกวรรณ กรุณาฤทธิโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 246 261 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐานที่มีต่อการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านเกาะแลหนัง จังหวัดสงขลา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285541 <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความสัมพันธ์ของการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน และ ๒) เปรียบเทียบการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน ประชากร ได้แก่ เด็กปฐมวัยชายและหญิงอายุระหว่าง ๕ - ๖ ปี ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ ๓ จำนวน ๑๐ คน ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ แบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน จำนวน ๓๒แผน และแบบทดสอบการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย จำนวน ๑๖ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยประชากร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร ค่าความแตกต่าง และ ค่าสถิติไค-สแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) การคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐานมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ ๒) เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน มีการคิดเชิงบริหารสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน ด้านการริเริ่ม เท่ากับ ๒.๑๐ (D=๒.๑๐)ด้านการวางแผนดำเนินการ เท่ากับ ๒.๔๐ (D=๒.๔๐) ด้านการมุ่งเป้าหมาย เท่ากับ ๒.๒๐ (D=๒.๒๐) และด้านการประเมินตนเอง เท่ากับ ๒.๒๐ (D=๒.๒๐)</p> <p><strong> </strong></p> สุพัฒน์ชยา ชูแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 22 1 218 232