https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/issue/feed วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ 2025-12-28T10:12:00+07:00 นายวิทยา ปานไข่ wittayapankhai@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรรศน์</strong> <br />ISSN : 3088-1110 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> ๑. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา</p> <p> ๒. เพื่อให้บริการทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญาแก่สังคม</p> <p> ๓. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา</p> <p> ๔. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280779 แนวทางการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน 2025-08-07T11:20:58+07:00 พระมหาอดิศักดิ์ อคฺคธีโร kitthaisong2542@gmail.com กนกอร ก้านน้อย kanokorn_K@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของประเทศไทย (๒) เพื่อศึกษาคำสอนมัชฌิมาปฏิปทาในพระพุทธศาสนา และ (๓) เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสาร มีการสัมภาษณ์ วิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในลักษณะการพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ๑) สภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของประเทศไทย มี ๓ ปัญหา คือ (๑) สภาพปัญหาการลักลอบเผาป่า (๒) สภาพปัญหาการตัดต้นไม้ทำลายป่า และ (๓) สภาพปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ขาดความระมัดระวังและขาดความรับผิดชอบ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ๒) หลักธรรมและคำสอนมัชฌิมาปฏิปทาในพระพุทธศาสนา คือ ทางสายกลาง เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ ๓) แนวทางการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน มี ๓ แนวทาง ดังนี้ ๑) แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ได้แก่ (๑) การสร้างความเข้าใจต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง (๒) การส่งเสริมความคิดค้นหาสาเหตุของปัญหา คิดหาแนวทางการปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี ๒) แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ได้แก่ (๑) การสื่อสารและการกำหนดนโยบายที่ถูกต้องเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในทางที่ดีขึ้น (๒) การปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (๓) การประกอบอาชีพที่สุจริตไม่เบียดเบียดสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายธรรมชาติ และ ๓) แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ได้แก่ (๑) การสร้างความพยายามที่เน้นการควบคุมพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม (๒) การสร้างความตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของสิ่งแวดล้อม และ (๓) การสร้างพื้นฐานของจิตใจที่มั่นคงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280430 วิธีการสอนเพื่อส่งเสริมความคิดของผู้เรียน ในปรัชญาการศึกษาของจอห์น ดิวอี้ 2025-07-26T09:53:45+07:00 พระมหาวรัญธรณ์ ญาณกิตฺติ warantorn999@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีเป้าหมายเพื่อศึกษาวิธีการสอนเพื่อส่งเสริมความคิดของผู้เรียนในปรัชญาการศึกษาของจอห์น ดิวอี้ การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงเอกสาร เก็บรวบรวมข้อมูลจากงานเขียนของจอห์น ดิวอี้ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยหลักการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า จุดมุ่งหมายการศึกษาตามแนวคิดของดิวอี้เป็นเรื่องการสร้างสรรค์ประสบการณ์ตามความสนใจเพื่อส่งเสริมการพัฒนาหรือการเติบโตของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ส่วนวิธีการสอนเพื่อส่งเสริมความคิดของผู้เรียน มี ๒ วิธี ได้แก่ (๑) การสอนแบบสะท้อนคิด หมายถึง การฝึกฝนให้ผู้เรียนรู้จักพิจารณาไตร่ตรองความเชื่อ ค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อยืนยันหรือหักล้างความเชื่อนั้น <br />ทั้งนี้ครูจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการฝึกฝนการสะท้อนคิด พร้อมทั้ง ควรฝึกฝนผู้เรียนตั้งเเต่เยาว์วัย (๒) การสอนแบบกระตุ้นความคิดในประสบการณ์ หมายถึง การมอบหมายให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติหรือทำบางอย่างในสถานการณ์จริง และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดในสถานการณ์จริงนั้น บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ปรัชญาวิธีการสอนโดยบูรณาการจากพิพัฒนาการนิยมทางการศึกษาและพุทธปรัชญา”</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280122 พุทธวิธีการส่งเสริมสุขภาพจากการบริโภคอาหารของผู้สูงอายในเขตสาทรกรุงเทพมหานคร 2025-07-08T21:28:20+07:00 อัจฉรา ลีนะวัต yai.leenawat@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้วัตถุประสงค์ ๓ ข้อคือ ๑) เพื่อศึกษาปัญหา และผลกระทบเชิงสุขภาพจากการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ๒) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมสุขภาพจากการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ๓) เพื่อศึกษาพุทธวิธีจากการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุตามแนวทางพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว ได้แก่โรคปริทันต์ (โรคเหงือกอักเสบ) โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ สรุปได้ว่าพุทธวิธีการส่งเสริมสุขภาพจากการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านสุขภาพทางกาย มีวิธีการส่งเสริมสุขภาพ ใช้หลักโภชนาการ คือ บริโภคอาหารให้ครบ ๕ หมู่ บริโภคอาหารสะอาด ปลอดภัย และหลักส่งเสริมสุขภาพ คือ บริโภคอาหารให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ พบแพทย์เป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานยาตรงเวลา ๒) ด้านสุขภาพทางใจ ใช้หลักสัปปายะ คือ บริโภคอาหารที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และหลักโภชเนมัตตัญญุตา คือ บริโภคอาหารแต่พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป บริโภคพออิ่ม มีสติพิจารณาไม่ยึดติดหลงมัวเมาในรูปรสกลิ่นของอาหาร และสามาารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข ความรู้ใหม่ที่ได้รับผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว ต้องดูแลตนเอง และพบแพทย์เป็นประจำ วิธีการส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ ใช้หลักโภชนาการ ควรบริโภคอาหารให้ครบ ๕ หมู่ และหลักการส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ รับประทานอาหารที่สะอาด ปลอดภัย เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พุทธวิธีการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุตามแนวทางพระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ ใช้หลักอาหารสัปปายะ และหลักโภชเนมัตตัญญุตา</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280148 พุทธวิธีการจัดการอารมณ์สำหรับป้องกันความรุนแรงของครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 2025-07-08T21:30:11+07:00 ณัฐวุฒิ วากะดวน danann5220@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ (๑) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการอารมณ์อันก่อให้เกิดความรุนแรงของครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่ดุสิต กรุงเทพมหานคร (๒) เพื่อศึกษาพุทธวิธีการจัดการอารมณ์สำหรับป้องกันความรุนแรงในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (๓) เพื่อเสนอพุทธวิธีการจัดการอารมณ์สำหรับป้องกันความรุนแรงของครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่ดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์ครูและบุคลากรทางการศึกษา เขตพื้นที่ดุสิต ใน ๔ โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดราชบพิตร, โรงเรียนราชวินิตมัธยม, โรงเรียนจิตรดา, ถาบันเทคโนโลยีจิตรดา จำนวน ๑๐ คน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านศาสนา, ด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ ๔ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษามีปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งทางด้านผู้บริหารสถานศึกษาที่รับนโยบายแนวดิ่งที่สั่งมาจากส่วนกลาง ภาระงานที่ล้นมือทำให้ครูไม่มีเวลาที่จะสอนนักเรียน และปัญหาจากตัวนักเรียนเองที่มีทัศนคติที่ต่างกัน รวมถึงบริบททางด้านสังคม ครอบครัว สภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาวะ ทำให้ครูเกิดภาวะสะสมความเครียด</p> <p>การจัดการอารมณ์ในตัวตนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสกัดกั้น ป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นตามมา การใช้พุทธวิธีการจัดการอารมณ์ โดยใช้หลักสาระธรรมแห่งสติ เพื่อเป็นการฝึกจิตใจให้มีสมาธิและตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ รู้เท่าทันในสภาวะที่เกิดขึ้น สติ สัมปชัญญะ จึงเป็นหลักธรรมและเป็นธงชัยหลักที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติมองเห็นความจริงของชีวิตขจัดความประมาทในการใช้ชีวิตมีความตระหนักรู้ อันจะนำไปสู่ความสงบและเกิดปัญญา โดยมีสาระธรรมแห่งขันติ คือ<br />ความอดทนอดกลั้น เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่เพื่อต่อยอดพัฒนาคุณธรรมด้านอื่นๆ ตามมา และสร้างแนวทางแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีสัมพันธ์อันดี ส่งเสริมความรัก ความปรารถนาดีด้วยสาระธรรมแห่งพรหมวิหาร ๔ และหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อจัดการอารมณ์สำหรับป้องกันความรุนแรงของครูและบุคลากรทางการศึกษาได้</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280608 แนวทางอริยปฏิปทาเพื่อความเป็นธรรมทายาท ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2025-07-26T11:18:59+07:00 พระมหาทรงชัย วิชยเภรี (ศิริ) songchaisiri2531@gmail.com พระปัญญาวัชรบัณฑิต phannasomgs@gmail.com พระมหาอดิเดช สติวโร songchaisiri2531@gmail.com <p> </p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมทายาทในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (๒) เพื่อศึกษาอริยปฏิปทาเพื่อความเป็นธรรมทายาทในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ (๓) เพื่อนำเสนอแนวทางอริยปฏิปทาเพื่อความเป็นธรรมทายาทในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดเรื่องธรรมทายาทในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ปรากฏ ๒ รูปแบบ คือ (๑) รูปแบบบุคลาธิษฐาน: เน้นศึกษาเฉพาะตัวอย่างบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นธรรมทายาทในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (๒) รูปแบบธัมมาธิษฐาน: เน้นศึกษาเฉพาะข้อปฏิบัติที่สื่อถึงคุณสมบัติความเป็นธรรมทายาทในธัมมทายาทสูตร ทั้งนี้จะต้องระบุถึงลักษณะเชิงเปรียบเทียบของธรรมทายาทและอามิสทายาทควบคู่กัน อริยปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติของ<br />พระอริยบุคคล มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณสมบัติความเป็นธรรมทายาท ๕ ด้าน คือ (๑) ความมักน้อย (๒) ความสันโดษ (๓) ความขัดเกลา (๔) ความเลี้ยงง่าย และ (๕) ความปรารภความเพียร แนวทางอริยปฏิปทาเพื่อความเป็นธรรมทายาทในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท สะท้อนมาจากอริยปฏิปทาที่ปรากฏในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ทั้ง ๔ พระสูตร คือ (๑) ธัมมทายาทสูตร (๒) รถวินีตสูตร (๓) มหาโคสิงคสูตร และ (๔) อนังคณสูตร มีแนวทางที่แสดงถึงหลักปฏิบัติวิธีปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑) แนวทางที่เป็นข้อปฏิบัติโดยตรง ได้แก่ วิเวกธรรม ๓ และมัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) แนวทางที่เป็นข้อปฏิบัติโดยอ้อมหรือเป็นแนวร่วมสนับสนุน ได้แก่ กถาวัตถุ ๑๐ วิสุทธิ ๗ ปธาน ๔ และกุศลมูล ๓ สามารถใช้เป็นชุดองค์ธรรมกำจัดลักษณะด้านลบความเป็นธรรมทายาท ๔ ประการ คือ (๑) ความเป็นผู้มักมาก (๒) ความเป็นผู้ย่อหย่อน (๓) ความเป็นผู้นำในโอกกมนธรรม <br />(๔) ความเป็นผู้ทอดธุระในปวิเวก ตลอดจนอุปกิเลส ๑๖ และอกุศลมูล ๓ อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281094 การวิเคราะห์ผลแห่งการรับรู้อายตนะตามหลักปฏิจจสมุปบาท 2025-08-18T11:35:54+07:00 พระมหาแพน คงสาลี phramhaphaenkhngsali@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักอายตนะตามหลักปฏิจจสมุปบาท ๒) เพื่อศึกษาบุคคลตัวอย่างผู้เสพเสวยโลกทางอายตนะตามหลักปฏิจจสมุปบาท ๓) ศึกษาวิเคราะห์ผลแห่งการรับรู้ทางอายตนะตามหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นการวิจัยเชิงเอกสารโดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาตลอดจนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p>จากการศึกษาพบว่า หลักอายตนะตามหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นการประสานกันแห่งอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ ทําให้เกิดผัสสะการรับรู้ทางตา รับรู้ทางหู รับรู้ทางจมูก รับรู้ทางลิ้น รับรู้ทางกาย รับรู้ทางใจ มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อความคิดทั้งทางฝ่ายกุศล และอกุศลขึ้นอยู่กับโยนิโสมนสิการหรืออโยนิโสมนสิการอันเป็นกระบวนการต่อเนื่องให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ตลอดจนถึง ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ</p> <p>ตัวอย่างผู้เสพเสวยโลกทางอายตนะคือมัฏฐกุณฑลีเห็นพระพุทธเจ้าเกิดความเลื่อมใส รูปนันทาเถรีได้ยินเสียงสรรเสริญธรรมะจึงฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ภิกษุรูปหนึ่งดมกลิ่นดอกปทุมเกิดความสลด นายโคฆาตก์ได้ตัดลิ้นวัวมารับประทานเกิดความทุกข์อย่างสาหัส พระติสสะเถระได้ถูกนายช่างแก้วมณีใช้เชือกรัดศีรษะ พระสังฆรักขิตนั่งใจลอยได้ใช้พัดตีศีรษะพระมหาเถระ </p> <p>ผลแห่งการเสพเสวยโลกเป็นเครื่องอำนวยให้สรรพสัตว์ดำเนินไปสู่ทุคติภูมิและสุคติภูมิอันเป็นผลแห่งการรับรู้ทางอายตนะ ทุคติภูมิเป็นภูมิที่ไปไม่ดี มีทั้งความทุกข์กายทุกข์ใจโดยมี ๔ ภูมิ คือ ติรัจฉานภูมิ อสุรกายภูมิ เปตติวิสัยภูมิ และนิรยภูมิ ส่วนสุคติภูมิเป็นภูมิที่ดีมีความสุขทั้งกายและใจโดยมี ๓ ภูมิ คือ มนุสสภูมิ เทวภูมิ และพรหมภูมิ ความแตกต่างของการกำเนิดเกิดในทุคติภูมิหรือสุคติ ภูมินั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ หากการกระทำใดเป็นไปด้วยอกุศลกรรมบถมีการฆ่าสัตว์ เป็นต้น การกระทำนั้นย่อมส่งผลให้ชีวิตนั้นไปเกิดในทุคติภูมิ แต่หากการกระทำนั้นเป็นไปด้วยกุศลกรรมบถมีการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น การกระทำนั้นย่อมส่งผลให้ชีวิตนั้นไปเกิดในสุคติภูมิ เพราะว่าสัตว์มีชีวิตทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรม</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281408 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) ประเภทสำรวจที่มีต่อความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดราชบูรณะ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 2025-09-23T10:38:20+07:00 อรอนงค์ อินทะเรืองศร krugotgot@gmail.com ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ Dararat_Uthai@gmail.com ศุภวรรณ์ เล็กวิไล Supawan2020@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความสัมพันธ์ของความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานประเภทสำรวจ และ ๒) เปรียบเทียบความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานประเภทสำรวจ ประชากร คือเด็กปฐมวัยชายและหญิงอายุระหว่าง ๕-๖ ปี ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ ที่โรงเรียนวัดราชบูรณะ เขตพระนคร ในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๔ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานประเภทสำรวจ จำนวน ๒๘ แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ๐.๖๗-๑.๐๐ และแบบทดสอบความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านการอ่าน และด้านการเขียน ด้านละ ๑๒ ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ๐.๖๗-๑.๐๐ และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับที่ ๐.๙๑ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยประชากร และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร สถิติทดสอบสมมติฐาน คือ ค่าสถิติไค-สแควร์ และค่าความแตกต่าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) ความสัมพันธ์ของความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานประเภทสำรวจ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ ๒) เด็กปฐมวัยมีความสามารถทางภาษาหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานประเภทสำรวจ สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองทั้งโดยภาพรวมและแยกรายด้าน</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281463 การศึกษาวิเคราะห์คุณธรรมจากชาดกในพระพุทธศาสนา 2025-09-08T10:42:21+07:00 จิราวรรณ สิงขรวัฒน์ zhangjiahua15@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาประวัติ โครงสร้าง และเนื้อหาของชาดกในพระพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษาคุณธรรมจากชาดกในพระพุทธศาสนา (๓) เพื่อวิเคราะห์คุณธรรมจากชาดกในพระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงเอกสารโดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาชาดก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชาดกเป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ มีจุดประสงค์ในการถ่ายทอดคุณธรรมผ่านพฤติกรรมของพระโพธิสัตว์ที่ประพฤติดีงามในแต่ละภพชาติ เพื่อสั่งสมบารมีจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย โดยเฉพาะในคัมภีร์ชาดกที่รวมเรื่องเล่าของพระโพธิสัตว์ไว้กว่า ๕๐๐ เรื่อง ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ” ชาดกจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน โดยมีพระโพธิสัตว์เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต</p> <p>การศึกษาคุณธรรมจากชาดกแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญมาอย่างต่อเนื่อง คุณธรรมสำคัญจากชาดก ได้แก่ (๑) ความเมตตา (๒) ความเสียสละ (๓) ความกตัญญู (๔) ความอดทน (๕) ความสัตย์จริง (๖) ความยุติธรรม (๗) ความเพียร (๘) ความอ่อนน้อมถ่อมตน (๙) การให้อภัย (๑๐) การแบ่งปัน คุณธรรมจากชาดกเหล่านี้ถือเป็นแนวทางในการพัฒนาจิตใจและประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม</p> <p>ในการวิเคราะห์ชาดก ๑๐ เรื่อง คือ อัมพชาดก ทุราชานชาดก สารัมภชาดก มหาโมรชาดก ปัญจาวุธชาดก จูฬเสฏฐิชาดก มหาชนกชาดก อปัณณกชาดก สุวรรณสามชาดก และมาตุโปสกคิชฌชาดก สะท้อนคุณธรรม คือ (๑) ความซื่อสัตย์สุจริต (๒) การเลือกคบเพื่อนที่ดี (๓) การเจรจาอย่างมีสติ (๔) คนดีที่ยืนหยัดในความถูกต้องย่อมเป็นที่เคารพ (๕) การแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาเป็นทักษะสำคัญ (๖) สังคมจะน่าอยู่ขึ้นหากผู้คนรู้จักช่วยเหลือกันโดยไม่หวังผล (๗) การไม่ยอมแพ้และมุ่งมั่นสู้ชีวิต (๘) การรู้จักแยกแยะถูกผิด (๙) การให้อภัยจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกัน (๑๐) การดูแลพ่อแม่ในวัยชรา สะท้อนจริยธรรมและความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280202 รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแดนอัศจรรย์แห่งธรรมวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 2025-07-08T21:29:18+07:00 บุญฤทธิ์ เพชรถึง buyvththiphechrthung@gmail.com <p>บทความวิจัย นี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษากิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของแดนอัศจรรย์แห่งธรรม วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๒) เพื่อศึกษารูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของแดนอัศจรรย์แห่งธรรม วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และ ๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของแดนอัศจรรย์แห่งธรรม วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก ๓๐ รูป/คน แบ่งเป็นผู้บริหารจัดการแดนอัศจรรย์แห่งธรรม ๒๐ รูป/คน ตัวแทนหน่วยงานภายนอก ๑๐ คน</p> <p>กิจกรรมในแดนอัศจรรย์แห่งธรรมประกอบด้วยการบรรยายธรรม การฝึกสมาธิ การจัดแสดงศิลปะสื่อธรรม และการใช้สื่อเทคโนโลยีออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ กิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างศีลธรรมและจริยธรรมที่หยั่งรากในจิตใจผู้ร่วมกิจกรรม ไม่เพียงเป็นการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มีลักษณะเป็นการผสมผสานองค์ประกอบหลัก ๓ ส่วน ได้แก่ (๑) การสืบสานแนวทางดั้งเดิม เช่น การเทศนาธรรมและการปฏิบัติสมาธิ (๒) การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เช่น การใช้สื่อดิจิทัลและกิจกรรมเสมือนจริง และ (๓) การสร้างพื้นที่การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ที่ส่งเสริมให้ผู้คนทุกเพศวัยเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดและแบ่งปันประสบการณ์ธรรมะ โดยมีองค์ความรู้สำคัญจากการวิจัยคือการสร้าง <strong>โมเดล “สามประสานเพื่อการเผยแผ่”</strong> ที่ประกอบด้วย “ปัญญาแบบดั้งเดิม” “เทคโนโลยีร่วมสมัย” และ “การมีส่วนร่วมของชุมชน”</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/280134 ปัจจัยพุทธจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับสุขภาพจิตของศิลปินนักร้องลูกทุ่งไทย 2025-07-08T21:26:05+07:00 พิยะดา บุญมี piyadaboonme6@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่องปัจจัยพุทธจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับสุขภาพจิตของศิลปินนักร้องลูกทุ่งไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาระดับสุขภาพจิตและปัจจัยพุทธจิตวิทยาของศิลปินนักร้องลูกทุ่งไทย๒) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพุทธจิตวิทยาและสุขภาพจิตของศิลปินนักร้องลูกทุ่งไทย และ ๓) เสนอแนวทางเสริมสร้างปัจจัยพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาสุขภาพจิตของศิลปินนักร้องลูกทุ่งไทย เป็นวิจัยแบบผสานวิธีด้วยแบบสอบถาม กลุ่มศิลปินนักร้องลูกทุ่งไทย จำนวน ๑๒๓ คน และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๙ คน วิเคราะห์ข้อมูลค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ๑) สุขภาพจิตโดยรวมอยู่ในระดับเท่ากับคนทั่วไป (fair) ๒) ปัจจัยพุทธจิตวิทยาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ ๓) ปัจจัยพุทธจิตวิทยาตามหลักพรหมวิหาร ๔ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ ๔) แนวทางเสริมสร้างปัจจัยพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาสุขภาพจิต พบว่า ด้านเมตตาควรฝึกเมตตาต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและขยายเมตตาสู่สากล ด้านกรุณาควรฝึกทำความเข้าใจทุกข์ของตน ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีขอบเขต และฝึกกรุณาภาวนา ด้านมุทิตา ควรฝึกยินดีต่อความสำเร็จของศิลปินร่วมวงการและใช้ความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ และ สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้กำลังใจ และด้านอุเบกขา ควรฝึกการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของอาชีพศิลปินและปล่อยวางอารมณ์เมื่อเผชิญคำติชม</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281564 รูปแบบการฝึกสมาธิสำหรับผู้ฝึกกรรมฐานเบื้องต้นตามแนวพุทธจิตวิทยา สำหรับกลุ่มบุคคลวัยทำงาน 2025-09-29T10:00:47+07:00 พระพิชิต มหาวีโร (ตะวงษา) phraphichitmhawiro@gmail.com พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. veeranon_veeranunto@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ อุปสรรคของผู้เริ่มฝึกสมาธิและสภาพการฝึกสมาธิสำหรับกลุ่มบุคคลวัยทำงาน ๒) เพื่อศึกษาองค์ประกอบรูปแบบการฝึกสมาธิของผู้เริ่มฝึกกรรมฐานเบื้องต้นตามแนวพุทธจิตวิทยาสำหรับกลุ่มบุคคลวัยทำงาน ๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกสมาธิของผู้เริ่มฝึกกรรมฐานเบื้องต้นตามแนวพุทธจิตวิทยาสำหรับกลุ่มบุคคลวัยทำงานาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ อุปสรรคของผู้เริ่มฝึกสมาธิและสภาพการฝึกสมาธิสำหรับกลุ่มบุคคลวัยทำงาน โดยการวิจัยเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกกับพระวิปัสสนาจารย์ เจ้าอาวาส ผู้จัดโครงการ และผู้ฝึกวัยทำงาน รวม ๑๗ รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า ๑) วัยทำงานมีภาระและความเครียดสูง การฝึกสมาธิเกิดจากแรงผลักดันของปัญหาชีวิต อุปสรรคมาจากความฟุ้งซ่าน ความเหนื่อยล้า และเวลาจำกัด ความต้องการสำคัญ ได้แก่ ตารางเวลาที่เหมาะสม ความรู้พื้นฐาน เทคนิคการเจริญสติ และแรงสนับสนุนจากครอบครัวและครูอาจารย์ ๒) องค์ประกอบการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ สถานที่สัปปายะ วิธีการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง คุณสมบัติครูผู้สอน การใช้เทคนิคและสื่อที่เหมาะสม การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาและระยะเวลาคอร์สที่ยืดหยุ่นและ ๓) รูปแบบการฝึกประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า (ครูผู้สอน ผู้เข้าร่วม เทคโนโลยีประชาสัมพันธ์ สถานที่) ปัจจัยกระบวนการ (ขั้นเตรียม ปฏิบัติ ประยุกต์ พร้อมติดตามผล) และผลลัพธ์ (ความรู้และทักษะสมาธิ การพัฒนากาย ศีล จิต และปัญญา) และ ๔) ปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ ครูผู้สอน ผู้เข้าร่วม ระบบการฝึก เทคนิคการเจริญสติ การประยุกต์ไตรสิกขา และความสม่ำเสมอ</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281571 แนวทางการเสริมสร้างกัลยาณมิตรตามหลักทิศ ๖ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในจังหวัดสิงห์บุรี 2025-09-23T10:42:35+07:00 จุไรวรรณ บัวเพ็ง jbmai213@gmail.com ปฏิญญา สิงห์สุนีย์ saraban_trat@onab.go.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาความเป็นกัลยาณมิตรตามแนวพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างกัลยาณมิตรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดสิงห์บุรี (๓) เพื่อเสนอการเสริมสร้างกัลยาณมิตรตามหลักทิศ ๖ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดสิงห์บุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยทำการศึกษา ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนดเป็นคำถามสัมภาษณ์ในงานวิจัย จากนั้นจึงได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลภาคสนามแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ๔ กลุ่ม จำนวน ๒๕ รูป/ คน ได้แก่ กลุ่มที่ ๑ ครูในสถานศึกษา จำนวน ๕ คน กลุ่มที่ ๒ ผู้ปกครองของนักเรียน จำนวน ๕ คน กลุ่มที่ ๓ นักเรียนในสถานศึกษา จำนวน ๑๐ คน และกลุ่มที่ ๔ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จำนวน ๕ รูป/คน แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (๑) การเสริมสร้างความเป็นกัลยาณมิตรตามแนวพระพุทธศาสนามีจุดเริ่มต้นจากการมีผู้ชี้แนะแนวทางที่ดีงามและถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งในเชิงลึกเพื่อนที่ดี คือบุคคลที่นำทางไปสู่ความเจริญทั้งด้านจิตใจ พฤติกรรม และสังคม (๒) กิจกรรมการเสริมสร้างการเป็นกัลยาณมิตร เช่น กิจกรรมค่ายลูกเสือ–เนตรนารี กิจกรรมพี่ดูแลน้อง โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน และกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ (๓) แนวทางการเสริมสร้างกัลยาณมิตรตามหลักทิศ ๖ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดสิงห์บุรี คือ ๑) การให้การศึกษาความรู้เกี่ยวกับหลักพุทธธรรมคือกัลยาณมิตรแก่นักเรียน ๒) การใช้บทบาทของครอบครัว ชุมชน และครู เป็นต้นแบบในการปลูกฝังลักษณะกัลยาณมิตร ๓) จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความใกล้ชิดระหว่างนักเรียน</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281563 การวิเคราะห์หลักอิทธิบาท ๔ ในการเสริมสร้างศักยภาพการทำงาน ของบุคลากร สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2025-09-08T10:48:29+07:00 เจริญรัตน์ เผ่าเสรีพงษ์ charoenrattana.pon@mcu.ac.th กฤติกาวลัย หิรัญสิ Kritikavalai@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาหลักการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานและสภาพการทำงานทั่วไปของบุคลากรสังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) เพื่อศึกษาหลักอิทธิบาท ๔ ที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานของบุคลากรสังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ ๓) เพื่อวิเคราะห์หลักอิทธิบาท ๔ ในการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานของบุคลากรสังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยได้ค้นคว้าข้อมูลในด้านเนื้อหาเอกสารและสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึก จำนวน ๒๕ รูป/คน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การเสริมสร้างศักยภาพที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยทั้งแรงจูงใจภายใน ความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ จากองค์กรในด้าน หลักการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานด้วยการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท ๔ มาช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจ และทำให้บุคลากรสามารถพัฒนาความสามารถเฉพาะตัวและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำหน้าที่ถือว่าเป็นกรอบแนวทางในการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานของบุคลากรอย่างครบวงจร และสามารถบรรลุพันธกิจของบัณฑิตวิทยาลัยซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการทำงาน สามารถยกระดับศักยภาพของบุคลากรได้ทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณธรรม ความรับผิดชอบ และความผูกพันต่อองค์กร อีกทั้งยังเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและจิตสำนึกแห่งการทำงานเพื่อส่วนรวม</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281549 พุทธวิธีการดำเนินธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ในชุมชนย่านเจริญกรุงแขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 2025-09-29T10:03:01+07:00 จารุวรรณ สิงขรวัฒน์ singkornwat@gmail.com กนกอร ก้านน้อย kanokornknn@au.edu <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาการดำเนินธุรกิจของชุมชนย่านเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ๒) เพื่อศึกษาพุทธวิธีการดำเนินธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนย่านเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร และ ๓) เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนย่านเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ วิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในลักษณะการพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ๑) การดำเนินธุรกิจของชุมชนย่านเจริญกรุง มีลักษณะของการดำเนินธุรกิจแบบสืบทอดจากบรรพบุรุษ เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน มีช่องทางการขายสินค้าและบริการหน้าร้านและออนไลน์ วิธีการรับชำระเงินด้วยเงินสด เงินโอน บัตรเครดิต ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ มีพันธมิตรคู่ค้าพึ่งพาอาศัยกันและส่งเสริมธุรกิจร่วมกันมานาน ๒) พุทธวิธีการดำเนินธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนย่านเจริญกรุง พบว่า ผู้ประกอบการเริ่มดำเนินธุรกิจผ่านกระบวนการต้นน้ำด้วยหลักธรรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ปาปณิกธรรม ๓ ขณะดำเนินธุรกิจด้วยกระบวนการกลางน้ำด้วยหลักอิทธิบาท ๔ ศีล ๕ ขันติ และผลจากการดำเนินธุรกิจด้วยกระบวนการปลายน้ำตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ และ ๓) รูปแบบการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์รูปแบบการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนย่านเจริญกรุง พบว่า มี ๔ รูปแบบ ได้แก่ (๑) สร้างวัฒนธรรมของสินค้าและบริการให้เป็นที่ต้องการ ยอมรับ และเต็มใจ (๒) สร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยี ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบใหม่ (๓) สร้างความโดดเด่นและแตกต่างด้วยแบรนด์สินค้าจากตำนานและเรื่องราว และ (๔) สร้างการรับรู้และน่าเชื่อถือ เพื่อการพัฒนาธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสร้างมูลค่าและคุณค่าของสินค้าและบริการให้กับลูกค้า เศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน </p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281753 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เกี่ยวกับน้ำสมุนไพร เพื่อสุขภาพ ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดลานนาบุญ (น้อม หงสะเดชอุปถัมภ์) จังหวัดนนทบุรี 2025-10-08T14:53:32+07:00 ปรางค์ศิริ จันหอม ziprang07.junhom@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เกี่ยวกับน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่เด็กปฐมวัย อายุ ๔-๕ ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ ๒/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ จำนวน ๒๗ คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เกี่ยวกับน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพจำนวน ๒๔ แผน ซึ่งมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ ๑.๐๐และแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด ๓ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ การเข้าใจปัญหา จำนวน ๑๐ ข้อ ด้านที่ ๒ การค้นหาวิธีการแก้ปัญหา จำนวน ๑๐ ข้อ ด้านที่ ๓ การเลือกวิธีการแก้ปัญหา จำนวน ๑๐ ข้อ รวมทั้งสิ้น ๓๐ ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙ระยะเวลาในการทดลอง ๘ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๓ วัน วันละ ๓๐ นาที ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เกี่ยวกับน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลอง ทั้งโดยรวมและรายด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281656 การสร้างและการใช้อรรถและพยัญชนะตามหลักบาลีไวยากรณ์ 2025-10-16T09:56:42+07:00 พระมหาจิตรวัฒนา จารุธมฺโม (เสนอบ) jitwattana150@gmail.com พระมหานุกูล อภิปุณฺโณ (อริยธรรมวัฒนา) Nugoon.Ariya@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาโครงสร้างบาลีไวยากรณ์ (๒) เพื่อศึกษาการสร้างและการใช้คำศัพท์ในพระพุทธศาสนาตามหลักบาลีไวยากรณ์ (๓) เพื่อศึกษาสารัตถะคำศัพท์ในพระพุทธศาสนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร นำข้อมูลมาใช้ศึกษาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแล้วเสนอข้อมูลเสนอเป็นรายงานการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า คำศัพท์ในพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่มักปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎก คัมภีร์ต่างๆในพระพุทธศาสนา หนังสือไวยากรณ์บาลี นอกจากนี้ยังพบในอรรถกถาและฎีกาทั่วไป มีการขยายความชัดเจน โดยคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนามีความสำคัญ เป็นคำที่สามารถสื่อความหมายได้หลายความหมาย สามารถพัฒนาบุคคล และสิ่งต่างๆ ให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้ กล่าวคำศัพท์ จดบันทึกคำศัพท์</p> <p> สารัตถะของคำศัพท์ในพระพุทธศาสนา สามารถให้ความหมาย ปฏิบัติมุ่งให้เกิดประโยชน์และถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์และบรรพบุรุษผู้ที่รักษาภาษามา พัฒนาผู้ศึกษาในด้านต่างๆ เช่น ด้านการสื่อสาร ด้านการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาบุคคล ด้านการพัฒนาบุคคลิกภาพ ด้านมารยาท ด้านการอยู่ร่วมกับสังคมและวัฒนธรรม ด้านการปฏิบัติธรรม ด้านพิธี คำศัพท์ในพระพุทธศาสนาจะเป็นเหมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสสอนพระธรรม ให้เพื่อสาธุชนได้เรียนรู้ ได้สัมผัสถึงอารมณ์ของศาสนาพุทธที่สงบจิต สงบใจ เจริญสติปัญญา พัฒนาการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดของการศึกษาภาษษ ศึกษาธรรมไปควบคู่กัน สารัตถะของคำศัพท์ในพระพุทธศาสนาจะช่วยสร้างประโยชน์ สร้างแก่นแท้ของอรรถประโยชน์ของภาษา ที่จะช่วยส่งเสริม พัฒนาสิ่งต่างๆ ให้มีอายุต่อไป และถูกต้อง ตามแบบวัฒนธรรมที่ชนรุ่นหลังได้รักษาและสืบต่อกันมา เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของศาสนา คือการเข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติบูชาตามคำสอนต่อทั้งทางโลกทางธรรม สามารถนำตนพ้นจากทุกข์ ประสบสุขในการดำเนินชีวิต เรียนรู้คำศัพท์ให้ผลทั้งโลกิยะและโลกุตตระ บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281075 การยกระดับกระบวนการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์ จังหวัดเชียงรายเชิงพุทธบูรณาการ 2025-08-26T09:55:02+07:00 พระครูสุธีวรกิจ วิสารโท sunthrphaksri@gmail.com พระครูกิตติวีรวัตร เขมปญฺโญ เขมปญฺโญ Kittiwirawut@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ๒) เพื่อศึกษาการยกระดับกระบวนการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดเชียงรายตามหลักพุทธธรรม และ ๓) เพื่อนำเสนอการยกระดับกระบวนการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดชียงรายตามหลักพุทธธรรม ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในด้านเนื้อหาเอกสารและสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๒๕ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารกิจการคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงรายเผชิญกับปัญหาหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ระดับมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะระดับสูง ทำให้พระสังฆาธิการในพื้นที่มีบทบาทจำกัดในการตัดสินใจ ส่งผลให้การบริหารขาดความคล่องตัวและไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้อย่างทันท่วงทีเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องผสานหลักพุทธธรรมเข้ากับแนวทางการบริหารสมัยใหม่ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างยั่งยืนผ่านองค์ความรู้ที่ยึดหลักธรรมเป็นองค์ความรู้นี้ สามารถแก้ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจได้หรือ เพราะปัญหาที่ตั้งไว้ หลักใหญ่ คือเรื่องรวมศูนย์อำนาจ</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281076 รูปแบบการจัดรายการวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย เชิงพุทธบูรณาการ 2025-08-18T11:33:26+07:00 พระมหาณรงค์ วิจิตฺตธมฺโม snthikrksiphanth@gmail.com พระครูวิมลศิลปกิจ (เรืองฤทธิ์) ธนปญฺโญ/แก้วเปียง PhraKhruwimonsinlapakit@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาปัจจุบันปัญหารูปแบบการจัดรายการวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย ๒) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดรายการวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายเชิงพุทธบูรณาการ และ ๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดรายการวิทยุกระจายเสียงของสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายเชิงพุทธบูรณาการ ที่สามารถเผยแผ่หลักธรรมให้เข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน ๒๓ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การจัดรายการวิทยุในปัจจุบันยังประสบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากร งบประมาณจำกัด ข้อจำกัดด้านเทคนิคสัญญาณ และการลดลงของผู้ฟังในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ขณะที่การนำเสนอเนื้อหายังขาดความหลากหลายและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตสมัยใหม่การพัฒนารูปแบบการจัดรายการเชิงพุทธบูรณาการที่เน้นการประยุกต์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาคือ หลักปมาณิกา หลักกัลยาณมิตรธรรม และหลักโอวาทปาติโมกข์ มาบูรณาการร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นพร้อมทั้งขยายช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อวิทยุชุมชน และสื่อโซเชียลมีเดียออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube ซึ่งรูปแบบเชิงพุทธบูรณาการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงอย่างมีระบบและร่วมสมัยตาม B-RADIO Model ๑. B – Buddhist Principles at the Core หลักธรรมเป็นแกนกลาง ๒. R – Religious Stakeholders as Drivers กลไกดำเนินงานโดยเครือข่ายพระพุทธศาสนา ๓. A – Audience-Centered Programming การจัดรายการที่เน้นผู้ฟังเป็นศูนย์กลางรูปแบบการจัดรายการ ๔. D – Digital &amp; Local Distribution ช่องทางเผยแพร่หลากหลาย โชเชียลมีเดียออนไลน์ และคลื่นวิทยุชุมชน ๕. I – Inspiration การสร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ และออกแบบเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ และ ๖. O - Organization Development พัฒนาปรับปรุงตนเองและดำเนินกิจการตามเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/281077 รูปแบบการรักษาศีลกับการดำรงชีวิตที่สมดุลของคนรุ่นใหม่ในสังคมปัจจุบัน 2025-08-18T11:35:16+07:00 พิมพ์ณารา เมฆะวิภาต phimphnaramekhawiphat@gmail.com กุสุมา เมฆะวิภาต เมฆะวิภาต Kusuma@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาความสำคัญของศีลในพระพุทธศาสนาและผลกระทบของการรักษาศีลต่อการดำรงชีวิตที่สมดุลของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย ๒) เพื่อพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมการรักษาศีลให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน และ ๓) เพื่อเสนอรูปแบบการรักษาศีลที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสมดุลชีวิตแก่คนรุ่นใหม่ในสังคมปัจจุบัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาทั้งจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน ๒๕ รูป/คน โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ศีล เป็นรากฐานสำคัญทางจริยธรรมที่ช่วยให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและสมดุล การรักษาศีลไม่เพียงเป็นกฎเกณฑ์ทางศาสนา หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยลดความเครียด เสริมสร้างสุขภาพจิต เสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและชุมชน และนำไปสู่ความสงบสุขทั้งระดับบุคคลและสังคม กิจกรรมที่ส่งเสริมการรักษาศีล รูปแบบการรักษาศีลที่สอดคล้องกับ</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/279974 ผลของการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ท่าฤๅษีดัดตนที่มีต่อความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดพระเชตุพน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 2025-08-27T16:25:18+07:00 ปราณี คูณศรี praneekoonsri@gmail.com <p><strong> </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความสัมพันธ์ของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ท่าฤๅษีดัดตน และ ๒) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ท่าฤๅษีดัดตน ประชากร คือ เด็กปฐมวัยชายและหญิงอายุระหว่าง ๕ - ๖ ปี ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๗ ที่โรงเรียนวัดพระเชตุพน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๘ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ท่าฤๅษีดัดตน จำนวน ๓๒ แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ ๑.๐๐ และแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด ๓ ด้าน ด้านละ ๒ ข้อ ได้แก่ ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้านความอดทนของกล้ามเนื้อ และด้านความอ่อนตัว</p> <p>รวมทั้งสิ้น ๖ ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ ๑.๐๐ ค่าความเชื่อมั่น ๐.๗๙ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยของประชากร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) ความสัมพันธ์ของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ท่าฤๅษีดัดตน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ เมื่อเปรียบเทียบผลการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กก่อนและหลังการจัดกิจกรรม พบว่าผลคะแนนทั้งสองช่วงมีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนและ ๒) เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่หลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ท่าฤๅษีดัดตน สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองทั้งโดยภาพรวมและแยกรายด้าน แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้ท่าฤๅษีดัดตนมีประสิทธิผลในการส่งเสริมด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้านความอดทนของกล้ามเนื้อ ด้านความอ่อนตัว และการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย</p> <p><strong> </strong></p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์