https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/issue/feed วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ 2026-08-31T00:00:00+07:00 นายวิทยา ปานไข่ wittayapankhai@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรรศน์</strong> <br />ISSN : 3088-1110 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> ๑. เพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา</p> <p> ๒. เพื่อให้บริการทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญาแก่สังคม</p> <p> ๓. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดทางพระพุทธศาสนาและปรัชญา</p> <p> ๔. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285465 พุทธจิตวิทยา: กลไกการพัฒนาจิตและการหลุดพ้นจากความทุกข์ 2026-03-17T10:20:52+07:00 พระมหาสุริยันต์ บุญยอด nphuththaya24@gmail.com <p> บทความวิชาการ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพุทธจิตวิทยาในฐานะเป็นศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติและกระบวนการทำงานของจิตตามหลักพระพุทธศาสนา โดยมุ่งอธิบายกลไกการเกิดความทุกข์และแนวทางการพัฒนาจิตเพื่อการหลุดพ้นทุกข์ ผลการศึกษาพบว่าพระพุทธศาสนาถือว่าจิตเป็นศูนย์กลางของการรับรู้ ความคิด และพฤติกรรม ซึ่งคุณภาพของจิตเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพชีวิต ความทุกข์เกิดจากกลไกภายในจิต โดยเฉพาะอวิชชา สังขาร ตัณหา และอุปาทาน ที่ทำงานเชื่อมโยงกันตามหลักเหตุและปัจจัย ส่งผลให้จิตเกิดการยึดมั่นถือมั่นและก่อให้เกิดความทุกข์ พระพุทธศาสนาเสนอแนวทางการพัฒนาจิตผ่านหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการฝึกฝนที่ช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของจิต ศีลช่วยควบคุมพฤติกรรมและลดกิเลส สมาธิช่วยให้จิตมั่นคงและเกิดความรู้เท่าทันสภาวะทางจิต ส่วนปัญญาทำหน้าที่ทำลายอวิชชาและทำให้จิตเห็นความจริงตามหลักไตรลักษณ์ เมื่อจิตเห็นความจริงตามสภาวะ จะสามารถคลายความยึดมั่นถือมั่นและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ดังนั้นพุทธจิตวิทยาเป็นระบบการพัฒนาจิตที่อธิบายทั้งสาเหตุของความทุกข์และแนวทางการหลุดพ้นอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาปัญญาเพื่อขจัดอวิชชา อันนำไปสู่การลดความทุกข์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285813 เมตตาที่มีปัญญา “ โมเดลการดูแลสุนัขจรภายในวัดโดยวิถีพุทธ” ภายใต้กรอบ “ONE HEALTH” 2026-04-06T15:55:41+07:00 พระมนตรา มานะกุล phramntramanakul@gmail.com กชกร ดิเรกศิลป์ Kochakorn.Dir@gmail.com <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอโมเดลการดูแลสุนัขจรจัดภายในวัดโดยใช้หลักธรรม พรหมวิหาร ๔ เพื่อเปลี่ยนอวิชชาเป็นเมตตาที่มีปัญญา บูรณาการเข้ากับ อปริหานิยธรรม ๗ เป็นความร่วมมือไตรภาคี (บ้าน-วัด-ราชการ) การบริหารจัดการเชิงระบบด้วยมาตรการ CNVR การจัดโซนนิ่ง และ จัดตั้งกองบุญผ้าป่าเพื่อธำรงอาวาสสัปปายะ และสร้างสุขภาวะ One Health ของคน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน ในการศึกษานี้ ใช้การวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์งานวิชาการด้านพุทธปรัชญา จริยศาสตร์สัตว์ นโยบายสาธารณสุข และแนวทางการจัดการสุนัขจร ทั้งในและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการปล่อยสุนัขในวัดมีรากฐานจากความเข้าใจเรื่องเมตตาธรรมที่เป็นอวิชชา เป็นเหตุนำไปสู่การผลักภาระให้สถาบันพระสงฆ์และชุมชน โมเดลที่เสนอประกอบด้วยสองกรอบหลัก ได้แก่ (๑) พลังภายใน (Internal Frame) ใช้หลักพรหมวิหาร ๔ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของประชาชน และ (๒) พลังโครงสร้างสังคม (External Frame) ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ เป็นกลไกสร้างความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด และหน่วยงานรัฐ โมเดลนี้ จะช่วยเสริมสร้างสวัสดิภาพสัตว์ ลดความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าและสอดคล้อง กับเป้าหมาย One Health และ SDGs11 ในบริบทสังคมไทย</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285799 การสื่อธรรมของพระพุทธเจ้า 2026-04-06T15:55:12+07:00 เชษฐ์ นิมมาทพัฒน์ nimmatapat.chet@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อธรรมของพระพุทธเจ้าผ่านหลัก ๔ ประการ ได้แก่ สันทัสสนา (การทำให้แจ่มแจ้ง) สมาทปนา (การชักจูงให้ปฏิบัติ) สมุตเตชนา (การเร้าใจให้กล้าหาญ) และสัมปหังสนา (การทำให้เบิกบานใจ) โดยอาศัยหลักฐานจากพระไตรปิฎก พบว่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนแบบจำลองการสอนที่ครอบคลุมมิติด้านปัญญา เจตจำนง อารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางจริยธรรม พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีการสื่อสารที่ยืดหยุ่นตามภูมิธรรมของผู้ฟัง อันตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งกรุณาและปัญญา กระบวนการทั้งสี่จึงเป็นต้นแบบของการสื่อสารเชิงพุทธที่นำผู้ฟังจากความเข้าใจไปสู่การลงมือปฏิบัติและการดำรงธรรมอย่างมั่นคง ทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาพระพุทธศาสนาและภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/287122 แนวทางการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนตามแนวพุทธ 2026-05-26T11:16:16+07:00 พระมหาวรัญธรณ์ ญาณกิตฺติ warantorn999@gmail.com จรัสลักษณ์ ทองโอฬาร louknok0507@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนตามแนวพุทธ แบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ (๑) บทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (๒) สุขภาวะองค์รวมในศาสตร์สมัยใหม่และในพระพุทธศาสนา (๓) แนวทางการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนตามแนวพุทธ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนตามแนวพุทธ มี ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) การส่งเสริมสุขภาวะทางกายภาพ (๒) การส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ (๓) การส่งเสริมสุขภาวะทางสังคม (๔) การส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญา</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285574 การพัฒนานวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เชิงพุทธเพื่อการรู้เท่าทันสังคมรอบตัวของกลุ่มวัยรุ่นไทย 2026-04-09T15:31:18+07:00 นางสาวอัญชิญา สู่ภิภักดิ์ 6701105009@mcu.ac.th <p> </p> <p> </p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อวิเคราะห์และออกแบบนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เชิงพุทธเพื่อการรู้เท่าทันสังคมรอบตัวที่เหมาะสมกับกลุ่มวัยรุ่นไทย ๒) เพื่อพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เชิงพุทธการรู้เท่าทันสังคมรอบตัวของกลุ่มวัยรุ่นไทย ๓) เพื่อประเมินนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เชิงพุทธและจัดทำคู่มือการใช้สื่อสร้างสรรค์เชิงพุทธเพื่อการรู้เท่าทันสังคมรอบตัวของกลุ่มวัยรุ่นไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่ R1 ศึกษาเอกสาร พระไตรปิฎก และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดและคัดเลือกชาดก ๖ เรื่อง D1 ออกแบบและพัฒนาคลิปชาดกพร้อมตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และ R2–D2 ทดลองใช้กับนักเรียนมัธยมศึกษา ๓๐ คน แบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ควบคู่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ก่อนสังเคราะห์เป็นโมเดลนวัตกรรมฉบับสมบูรณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าระยะที่ ๑ (R1) พบว่าวัยรุ่นมีการใช้สื่อดิจิทัลในระดับสูงและมีแนวโน้มตอบสนองต่อข้อมูลอย่างฉับพลัน สังเคราะห์หลักธรรม ได้แก่ สติ โยนิโสมนสิการ ปัญญา พัฒนาเชิงเหตุปัจจัยจากการตื่นรู้สู่การตัดสินใจเชิงคุณธรรม เป็นฐานเพื่อออกแบบนวัตกรรม ระยะที่ ๒ (D1) พบว่าคลิปชาดกเชิงสถานการณ์ ๖ เรื่องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับวัยรุ่น ตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ในระดับสูง (๐.๖๗-๑.๐๐) สำหรับการทดลองใช้ในบริบทจริง ระยะที่ ๓ (R2–D2) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนหลังทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.๐๕ ของการรู้เท่าทันสังคม ทั้งด้านการตรวจสอบข้อมูล การพิจารณาผลกระทบ สู่การพิจารณาอย่างรอบคอบ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285693 รูปแบบหลักการสากลกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย 2026-04-09T15:32:33+07:00 พระวัชรพล ศาลาแดง maijimfaan@hotmail.com <p>บทความวิจัย เรื่อง รูปแบบหลักการสากลกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาแนวคิดและหลักการสากล (การพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs) สำหรับพระธรรมทูต ๒) วิเคราะห์ความสอดคล้องของหลักการสากลกับหลักพุทธธรรมในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย และ ๓) นำเสนอรูปแบบหลักการสากลในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย ระเบียบวิธีวิจัยได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๑๙ รูป/คน และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือ ๘ รูป/คน</p> <p> ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ๑. แนวคิดและหลักการสากล ตามที่องค์การสหประชาชาติและองค์กรต่างๆ ระดับสากลได้กำหนดไว้ประกอบด้วย เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, สิทธิมนุษยชน, ความยุติธรรมและความเสมอภาคของสังคม, ความสุข, ประชาธิปไตย, ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นต้น ๒. พระธรรมทูตปัจจุบันปรับบทบาทเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณระดับสากล พัฒนาภาษาธรรมให้เป็นภาษาสากล พัฒนาองค์ความรู้เข้ากับหลักภาวนา ๔ ในการแก้ปัญหาวิกฤตโลกตามปรัชญาการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ๓. ผู้วิจัยคนพบรูปแบบหลักการสากลในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย คือ โมเดล <strong>LUIDS Model</strong> ได้แก่ Living Paradigm ด้านกระบวนทัศน์ Universal Communication ด้านการสื่อสาร Integrated Philosophy ด้านปรัชญา (SDGs) เพื่อประกาศสัจธรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง Digital Bodhi Technology ด้านเทคโนโลยี Samanachanta Goal ด้านเป้าหมาย แนวทาง SDGs เพื่อความสมดุลทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยยกระดับการทำงานของพระธรรมทูตไทยให้มีความทันสมัย และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285885 ศึกษาวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติตามความอัศจรรย์ของพระธรรมวินัย ๘ ประการ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2026-04-10T10:15:19+07:00 พระมหาพงศธร ชัยเสน 6301205007@mcu.ac.th พระมหากรพิสิทธิ์ วรสิทฺธิ(ชูเกาะ) korapisit.Wora@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาสารัตถะของความอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษาความอัศจรรย์ของพระธรรมวินัย ๘ ประการ (๓) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการปฏิบัติตามความอัศจรรย์ของธรรมวินัย ๘ ประการในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร(Documentary Research)โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาพร้อมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สารัตถธรรมของความอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา คือ (๑) การเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดุสิตสู่พระครรภ์พระมารดา (๒) การประสูติจากครรภ์พระมารดาของพระโพธิสัตว์ (๓) การบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า (๔) การประกาศธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร</p> <p>ความอัศจรรย์ของพระธรรมวินัย ๘ ประการ (๑) การศึกษาตามลำดับสอดคล้องกับหลักไตรสิกขา (๒) การไม่ละเมิดสิกขาบทสอดคล้องกับสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ (๓) การคัดผู้ทุศีลออกจากหมู่สอดคล้องกับอานิสงส์ของการรักษาศีล (๔) ฐานะเสมอกันโดยความเป็นศากยบุตรสอดคล้องกับหลักกัลยาณมิตร (๕) นิพพานไม่พร่องสอดคล้องกับอนุปาทิเสสนิพพาน (๖) วิมุตติรสสอดคล้องกับการพ้นจากกิเลส (๗) รัตนะในพระธรรมวินัยสอดคล้องกับหลักโพธิปักขิยธรรม (๘) ธรรมวินัยเป็นที่อยู่ของผู้ใหญ่สอดคล้องกับพระอริยบุคคล ๔ จำพวก </p> <p>วิเคราะห์แนวทางการปฏิบัติตามความอัศจรรย์ของพระธรรมวินัย (๑) การละวรรณะออกบวชด้วยการฟังธรรมอริยสัจ ๔ ขันธ์ ๕ อนุปุพพิกถา ๕ (๒) การคัดคนทุศีลแยกพระอริยะออกจากปุถุชนทุศีล ครั้งพุทธกาลพระภิกษุปาราชิกลาสิกขาเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ รูป (๓) การไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทแม้ถูกงูกัด หรือถูกโจรมัดด้วยเถาหญ้านาง (๔) การศึกษาไปตามลำดับในกรอบของสัทธรรม ๓ ประการคือ (๑) ปริยัติได้แก่การเรียนรู้พระวินัยและพระธรรม (๒) ปฏิบัติ ได้แก่ รักษาศีล เจริญธุดงค์ ๑๓ ข้อ อนุปัสสนา ๗ ประการ มหาวิปัสสนา ๑๘ อารมณ์กรรมฐาน ๓๘ ประการ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ (๓) ปฏิเวธ คือ ฌาน อภิญญา มรรค ผล นิพพาน (๕) มีชีวิตอิสระจากกิเลสเข้าถึงวิมุตติรสคือรสที่พ้นจากกิเลส ส่งผลให้เป็นบุคคลผู้ประเสริฐในพระพุทธศาสนาได้แก่พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286086 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนเทศบาลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร 2026-04-25T15:38:18+07:00 วีณา แดงวัฒน์ ple22weena@gmail.com <p style="font-weight: 400;"> </p> <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง<br />การจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชายและหญิงอายุระหว่าง ๔ - ๕ ปี ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ ที่โรงเรียนเทศบาลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เลือกโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ทุกห้องเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน จำนวน <br />๒๕ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ๓๒ แผน มีค่า ดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ ๑.๐๐ และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จำนวน ๔ ชุด ชุดละ ๔ ข้อ ได้แก่ การรู้ค่าจำนวนและตัวเลข การเปรียบเทียบ การจำแนก การเรียงลำดับ รวมทั้งสิ้น ๑๖ ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ ๑.๐๐ ค่าความยากอยู่ระหว่าง ๐.๔๓ - ๐.๗๓ ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง ๐.๓๓ – ๐.๗๓ และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ ๐.๖๘ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนได้รับจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดสะเต็มศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/285798 การเสริมสร้างความสุขแบบเรียบง่ายตามแนวพระพุทธศาสนา 2026-03-17T10:15:36+07:00 จรุงใจ เกรียงบูรพา jkmaster5021@gmail.com อรชร ไกรจักร์ orachorn.k2505@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) เพื่อศึกษาความสุขแบบเรียบง่ายตามแนวพระพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างความสุขแบบเรียบง่ายตามแนวพระพุทธศาสนา และ (๓) เพื่อเสนอแนวทางการเสริมสร้างความสุขแบบเรียบง่ายตามแนวพระพุทธศาสนา มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๖๒ รูป/คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนา ๗ รูป/คน กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม ๓๒ รูป/คน และกลุ่มประชาชนทั่วไปจากหลากหลายอาชีพ จำนวน ๒๓ คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความสุขแบบเรียบง่ายตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นความสุขที่เกิดจากภายในโดยไม่พึ่งพาสิ่งกระตุ้นภายนอกมากเกินความจำเป็น มีองค์ประกอบสำคัญ ๕ ประการ คือ (๑) ความสุขที่เกิดจากใจที่สงบ (๒) ความสุขจากการเข้าใจความจริงของชีวิตตามหลักอริยสัจ ๔ (๓) ความสุขที่เกิดจากสติและสมาธิ (๔) ความสุขจากการลดละตัณหาและอุปาทาน และ (๕) ความสุขจากการมีสัมมาทิฏฐิ ไม่เพลิดเพลินในกามคุณ สำหรับการเสริมสร้างความสุขแบบเรียบง่าย มีกระบวนการสำคัญ ๔ ด้าน (๑) ด้านสิ่งแวดล้อม: การมีความเป็นอยู่ที่ใกล้ชิดธรรมชาติและเอื้อต่อความสงบ (๒) ด้านการเรียนรู้: การพัฒนาตนเองให้เกิดปัญญา (๓) ด้านพฤติกรรม: การทำกิจกรรมสร้างสรรค์ (๔) ด้านวิถีชีวิต: การประยุกต์หลักธรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีหลักธรรมสำคัญที่สนับสนุน ได้แก่ สติ มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณ) อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดมินิมัลลิสม์ (Minimalism) ที่เน้นการตัดทอนสิ่งเกินจำเป็นและการใช้ปัญญาจัดการชีวิต</p> <p>องค์ความรู้ใหม่ (MDMW Model) แนวทางการเสริมสร้างความสุขแบบเรียบง่าย สามารถเข้าได้ถึง ๓ ระดับ (๑) ระดับชีวิตประจำวัน (๒) ระดับจิตใจ (๓) ระดับปัญญานับว่าเป็นหัวใจสำคัญขององค์ประกอบภายในจิตใจการยกระดับจิตให้มีความสุขเย็นใจ (Inner Peace) ความสุขที่แท้จริง ความเย็นใจที่ไม่รุ่มร้อน ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนจิตตนให้ห่างจากอกุศลทั้งปวง และอยู่เหนืออารมณ์และปัญหาทั้งปวง สามารถพัฒนาศักยภาพตนเองด้วยสุขแบบธรรมะ (Dharma-based Happiness) ฉะนั้นระดับของความสุขผู้ดำเนินชีวิตจะต้องมีศิลปะในการดำเนินชีวิตเพื่อยกระดับความสุขให้มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286626 การวิเคราะห์ความเศร้าโศกของบุคคลที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา 2026-04-25T15:38:43+07:00 ษิณะกัณฐ์ มหาจิณณะการณ์ sinagun@hotmail.co.th <p>บทความวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ความเศร้าโศกของบุคคลที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความเศร้าโศกของบุคคลที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา และ๒) วิเคราะห์ความเศร้าโศกของบุคคลที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้กรณีศึกษาของบุคคลตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา จำนวน 8 กรณีศึกษามาวิเคราะห์โดยใช้ ทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก ๕ ระยะ และหลักทางพระพุทธศาสนามาเป็นกรอบ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความเศร้าโศก มิใช่เพียงแค่อารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่เป็นกระบวนการของจิตที่อาศัยเหตุและปัจจัยเกื้อหนุน โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับเวทนา ตัณหา และอุปาทานเป็นสำคัญ และยังพบว่า ความเศร้าโศกที่ปรากฏในคัมภีร์มีลักษณะหลากหลาย ทั้งในด้านระดับความรุนแรงของความเศร้าโศก และรูปแบบของการแสดงออก โดยในบางกรณีปรากฏลักษณะที่รุนแรง ในบางกรณีเมื่อเผชิญกับความเศร้าโศกแล้ว สามารถคลายจากความเศร้าโศกได้ หรือในบางกรณีไม่ปรากฏความเศร้าโศกเลย ทั้งนี้ แม้จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันแต่การตอบสนองของแต่ละบุคคลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยขึ้นอยู่กับสภาพจิตของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังเสนอว่า กระบวนการเผชิญความเศร้าโศกในงานวิจัยนี้ มิได้ดำเนินไปตามลำดับขั้นที่ตายตัวตามระยะของทฤษฎีตะวันตก หากแต่มีลักษณะเป็นพลวัตของจิตที่เปลี่ยนไปตามระดับของความยึดมั่นถือมั่น</p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286468 การพัฒนาพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โรงเรียนวัดดอนตาล จังหวัดสุพรรณบุรี 2026-04-19T15:38:04+07:00 สุพรรณี จีนสุกแสง suphannee241981@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่อง การพัฒนาพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โรงเรียนวัดดอนตาล จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ๒) เปรียบเทียบพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่ การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ ๓ โรงเรียนวัดดอนตาล จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน ๑๐ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ๑) แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และ ๒) แบบสังเกตพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติไค-สแควร์ และค่าความแตกต่าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) พฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และ ๒) พฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์แบบโครงการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชนสูงกว่าก่อน<br />การจัดประสบการณ์ ทั้งโดยภาพรวมและจำแนกรายด้าน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286263 ศึกษาวิเคราะห์กระบวนธรรมของกิเลสวัฏในปฏิจจสมุปบาท: อวิชชา ตัณหา อุปาทาน 2026-04-01T16:28:58+07:00 พระมหาเกียรติภูมิ มาน้อย geattipum4545@gmail.com พระศรีวชิรวรเมธี (นรินทร์) วรเมธี Narin.Varametee@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษากิเลสในคัมภีร์พระพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษากิเลสวัฏในปฏิจจสมุปบาท และ (๓) เพื่อวิเคราะห์กระบวนธรรมของกิเลสวัฏในปฏิจจสมุปบาท: อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นการวิจัยแบบคุณภาพเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กิเลส หมายถึง สภาวธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมอง กิเลสที่ปรากฏในพระสูตร คือ อุปกิเลส ๑๖ อกุศลมูล ๓ กิญจนะ ๓ อัคคิ ๓ นิวรณ์ ๕ ปปัญจธรรม ๓ จำนวนของกิเลสขึ้นอยู่กับบริบทของผู้ฟัง กิเลสตามพระอภิธรรม มีจำนวน ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ กิเลสตามพระสูตรและพระอภิธรรมจำนวนต่างกัน แต่เมื่อว่าโดยสภาวะแล้วมีการอธิบายตรงกัน</p> <p>กิเลสวัฏมี ๓ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ความไม่รู้ ความอยาก ความยึดมั่นที่เกิดภายในจิตใจของมนุษย์ ได้ขับเคลื่อนให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ เวลาใดตัณหาอุปาทานเกิดขึ้น เวลานั้นอวิชชาก็เกิดพร้อมด้วยตัณหาอุปาทาน เวลาใดความแก่และใกล้จะตายเกิดขึ้น เวลานั้นบุคคลนั้นจะมีความอยากเป็นหนุ่มสาวอยากมีอายุยืนความไม่อยากตาย อวิชชาและตัณหาทั้ง ๒ เปรียบเหมือนวัฏศีรษะเป็นหัวรถจักรวิ่งลงสู่ทุคติบ้าง วิ่งขึ้นสู่สุคติบ้าง</p> <p>กระบวนธรรมของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ในขณะเกิดอกุศลโลภจิตมีกระบวนธรรมดังนี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นาม ฉัฏฐายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ ในขณะเกิดอกุศลโทสจิต มีกระบวนธรรมดังนี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นาม ฉัฏฐายตนะ ผัสสะ เวทนา ปฏิฆะ อธิโมกข์ ภพ ชาติ ชรามรณะ ในขณะเกิดกุศลจิตมีกระบวนธรรมดังต่อไปนี้ กุศลมูล สังขาร วิญญาณ นาม ฉัฏฐายตนะ เวทนา ปสาทะ อธิโมกข์ ภพ ชาติ ชรามรณะ การที่จะตัดกระบวนการของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ควรปฏิบัติตามโพธิปักขิยธรรมเพื่อบรรลุธรรมตามลำดับชั้นคือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/287502 วิเคราะห์คำสอนเรื่องอภิสังขารในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2026-05-14T14:03:53+07:00 สุรัตนา ตฤณรตนะ suratanatrinratana@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่องวิเคราะห์คำสอนเรื่องอภิสังขารในคัมภีร์พระพุทธศาสนามีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) ศึกษาคำสอนเกี่ยวกับสังขารในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ๒) ศึกษาคำสอนเรื่องอภิสังขารในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ ๓) วิเคราะห์คำสอนเรื่องอภิสังขารในคัมภีร์พระพุทธศาสนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และหนังสือวิชาการทางพระพุทธศาสนา แล้วนำมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเชิงพรรณนาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (๑) คำว่า สังขาร มีความหมายแตกต่างกันตามบริบทของหลักธรรม แต่เมื่อใช้ในปฏิจจสมุปบาทหมายถึงเจตนากรรมที่ปรุงแต่งภพ โดยมีอวิชชาเป็นปัจจัยและเป็นเหตุให้วิญญาณสืบต่อ (๒) อภิสังขารเป็นการปรุงแต่งกรรมที่มีเจตนาเป็นแกนกลาง จำแนกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร ซึ่งครอบคลุมกุศลเจตนาฝ่ายกามาวจร ๘ และรูปาวจร ๕ นำไปสู่สุคติภูมิ อปุญญาภิสังขาร ซึ่งครอบคลุมอกุศลเจตนา ๑๒ นำไปสู่อบายภูมิ และอาเนญชาภิสังขารซึ่งครอบคลุมกุศลเจตนาฝ่ายอรูปาวจร ๔ อรูปพรหมภูมิ อภิสังขารแต่ละประเภทให้ผลสอดคล้องกับคุณภาพของจิตและกรรม แต่ทั้งหมดที่ยังมีอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัยย่อมอยู่ภายใต้วัฏสงสาร และ (๓) เมื่อบูรณาการแนวพระสูตรกับแนวอภิธรรม พบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิต เจตนา กรรม วิบาก ปฏิสนธิ และภพภูมิอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยแนวพระสูตรเน้นมิติทางจริยธรรมและการปฏิบัติ ส่วนแนวอภิธรรมอธิบายองค์ประกอบและกระบวนการของจิตในระดับสภาวธรรม</p> <p>งานวิจัยนี้ได้สังเคราะห์องค์ความรู้เป็น SANGKHARA Model ๙ ขั้น ได้แก่ การเห็นสังขาร การกำกับจิต การไม่ตอบสนองด้วยตัณหา การเจริญปัญญา การรู้ตามความเป็นจริง การหยุดเหตุแห่งการปรุงแต่ง การบรรลุมรรค การเข้าถึงผลและวิมุตติ และความเป็นพระอรหันต์ โมเดลนี้แสดงว่าการก้าวข้ามอภิสังขารต้องอาศัยการพัฒนาศีล สมาธิ และปัญญา จนละอวิชชา ตัณหา และอุปาทานได้ตามลำดับ และสิ้นสุดการก่อภพใหม่ด้วยอรหัตตมรรคและอรหัตตผล</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/287444 แนวทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต ๑ 2026-05-22T21:05:05+07:00 พิมพ์ฉัตร แสงน้ำรักษ์ pimchatr0825416340@gmail.com ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร บุญใช้ drpornthep@aru.ac.th ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร บุญใช้ prayoonboonchai@gmail.com <p>การวิจัย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) สร้างแนวทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศ และ ๒) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความ เป็นเลิศ วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน คือ ๑) สร้างและตรวจสอบแนวทางทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา โดยการศึกษาเอกสารและตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ๕ คน และขั้นตอนที่ ๒ ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้แนวทางทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา โดยการสอบถามความคิดเห็นของ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต ๑ จำนวน ๒๒๗ คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ๑) แนวทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย รายการปฏิบัติ จำนวน ๗๓ รายการปฏิบัติ แบ่งเป็น ๗ ด้าน คือ (๑) การนำองค์กร ๑๑ รายการ (๒) กลยุทธ์ ๑๔ รายการ (๓) นักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ๖ รายการ (๔) การวัดและจัดการความรู้ ๑๑ รายการ (๕) บุคลากร ๘ รายการ (๖) การปฏิบัติการ ๙ รายการ และ (๗) ผลลัพธ์ ๑๔ รายการ และ ๒) แนวทางการบริหารจัดการการศึกษาปฐมวัยสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมาก และมีความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ที่ ๓.๕๐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕</p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286590 การศึกษาเชิงวิเคราะห์หลักการปฏิบัติสมาธิของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) 2026-04-19T09:30:27+07:00 พรพรหม กิตติวิบูลย์มาศ pornprom.kbm@gmail.com <p>วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาหลักการปฏิบัติสมาธิที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา (๒) เพื่อศึกษาหลักการปฏิบัติสมาธิของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และ (๓) เพื่อวิเคราะห์หลักการปฏิบัติสมาธิของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาและผลงานของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วิเคราะห์เอกสารเชิงพรรณา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักการปฏิบัติสมาธิที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนามีโครงสร้างอยู่บนพระสัทธรรม ๓ ประการ คือ ปริยัติสัทธธรรม ปฏิบัติสัทธรรม และปฏิเวธสัทธรรม</p> <p>หลักการปฏิบัติสมาธิของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แบ่งออกเป็น ๔ แบบคือ (๑) สมาธิแบบธรรมดาพาไปเอง เป็นกระบวนธรรมที่เป็นไปเองตามธรรมชาติคือการกระทำสิ่งที่ดีงาม การระลึกถึงความดีของตน การระลึกถึงพระรัตนตรัย การพิจารณาหลักธรรม (๒) สมาธิตามหลักอิทธิบาท คือสมาธิที่เกิดจากฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา (๓) สมาธิอย่างสามัญใช้สติเป็นตัวนำเพื่อให้เกิดปัญญาคือการดึงสติให้อยู่กับอารมณ์ (๔) สมาธิอย่างเป็นแบบแผน มีการเตรียมตัว มีการปฏิบัติวางเป็นรูปแบบ ขั้นตอนดำเนินไปตามลำดับ </p> <p>วิเคราะห์หลักการปฏิบัติสมาธิตามคำสอนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (๑) การปฏิบัติสมาธิแบบพาไปเอง สอดคล้องกับหลักคำสอนเรื่อง ธรรมสมาธิ ได้แก่ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ พรหมวิหาร ๔ ประการ (๒) สมาธิตามหลักอิทธิบาทสอดคล้องกับคำสอนเรื่อง อิทธิบาท ทำฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้เป็นใหญ่ เป็นธุระ เป็นหัวหน้า ปธานสังขารคือความเพียรที่เป็นแรงสร้างสรรค์ (๓) สมาธิอย่างสามัญใช้สติเป็นตัวนำให้เกิดปัญญา สอดคล้องกับหลักสติปัฏฐาน ๔ ประการคือ กาย เวทนา จิต ธรรม (๔) สมาธิอย่างมีแบบแผนสอดคล้องกับหลักหลักคำสอน ศีล สมาธิ ปัญญา การอธิบายสมาธิทั้ง ๔ แบบของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ตั้งอยู่บนฐานของคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286498 การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต ๑ 2026-04-19T15:39:45+07:00 อัญชลี วรกำพล aunchalee.pin@student.mbu.ac.th จักรกฤษณ์ โพดาพล Chakgrit.Podapol@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา และ ๒) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต ๑ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน ๓๐๐ คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ๕ ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ผลการวิจัยพบว่า ๑) ภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวม มีระดับพฤติกรรมอยู่ในระดับมากทุกองค์ประกอบ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมีความมุ่งมั่นที่เป็นอิสระ รองลงมาคือ การรู้จักตนเอง การมีจินตนาการ และการมีวิจารณญาณ ส่วนองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การวางแผน ตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมดมีการแจกแจงแบบปกติ (ค่าดัชนีความเบ้ระหว่าง -๑.๐๖๔ ถึง -๐.๕๐๙ และค่าดัชนีความโด่งระหว่าง -๐.๕๐๔ ถึง ๐.๗๕๐ ซึ่งผ่านเกณฑ์ ±๒ ๒) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันลำดับที่สอง พบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <br />(χ² = ๘๘.๖๔๑, df = ๘๕, p = .๓๗๒, CFI = ๐.๙๙๙, TLI = ๐.๙๙๙, RMSEA = ๐.๐๑๒, SRMR = ๐.๐๒๘) แสดงให้เห็นว่าโมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286644 ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเลย เขต ๑ 2026-05-07T12:57:49+07:00 พนิดา ฐานขันแก้ว panida8918@gmail.com ชิษณพงศ์ ศรจันทร์ Chissanapong.Sonchan@gmail.com <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ๑) ระดับภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาและระดับการปฏิบัติงานของครู ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู และ ๓) ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๑ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน ๓๐๐ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ๕ ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ ๐.๙๘๑ และการปฏิบัติงานของครู เท่ากับ ๐.๙๖๐ ผลการวิจัยพบว่า ๑) ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= ๔.๕๑) และการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= ๔.๕๒) ๒) ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติงานของครูในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ (r = ๐.๘๐๕) และ ๓) ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านมุมมองเชิงจริยธรรม ด้านความโปร่งใสเชิงสัมพันธ์ ด้านกระบวนการที่สมดุล และด้านความตระหนักรู้ในตนเอง สามารถร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติงานของครูได้ร้อยละ ๗๗.๔๐ โดยด้านมุมมองเชิงจริยธรรมมีอิทธิพลสูงสุด จากการวิจัยครั้งนี้สะท้อนว่า ภาวะผู้นำที่แท้จริงของผู้บริหารสถานศึกษาไม่ได้ส่งเสริมการปฏิบัติงานของครูเพียงรายด้าน แต่เกิดจากการบูรณาการร่วมกันขององค์ประกอบภาวะผู้นำทั้ง ๔ ด้าน โดยเฉพาะมิติด้านจริยธรรมซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ แรงจูงใจ และความร่วมมือในการปฏิบัติงาน อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286427 แนวทางการพัฒนาสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2026-04-09T15:34:24+07:00 พระมหาสันติ นาถาบำรุง santi.nat@mcu.ac.th จุฑารัตน์ คัมภีรภาพ jcompeerapap@gmail.com <p>โครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาโครงสร้าง ระบบงาน และบุคลากร สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย นี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคด้านโครงสร้าง ระบบงาน และสมรรถนะบุคลากรของสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาโครงสร้าง ระบบงาน และสมรรถนะบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และ ๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบโครงสร้าง ระบบงาน และสมรรถนะบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ</p> <p>ระเบียบวิธีวิจัยใช้แบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Method) โดยข้อมูลที่นำมาใช้ ได้นำหลักพุทธธรรม หลักอิทธิบาท ๔ และ หลักพรหมวิหาร ๔ มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาสถาบันภาษา มจร โดยใช้เครื่องมือวิจัยจากเอกสาร แบบสอบถาม โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากร ๘๔ รูป/คน กลุ่มตัวอย่าง ๖๐ รูป/คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๔๘ รูป/คน และ การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัย และผู้บริหารระดับสถาบันภาษาจากทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๕ รูป/คน การวิเคราะห์ข้อมูลตามการวิจัยเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม LIKERT Scale ด้วย SPSS และ CRONBACH แล้วนำข้อมูลสถิติแสดงตัวเลข มาวิเคราะห์สังเคราะห์ เรียบเรียง สรุปผลการวิจัย เพื่อการอภิปรายผล และ ข้อเสนอแนะ ส่วนการวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้แบบ Content Analysis จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept interview) แบบเฉพาะเจาะจง โดยถอดคำสัมภาษณ์เรียงตามข้อคำถาม แล้วนำมาจัดระเบียบข้อมูล จำแนกเป็นหมวดหมู่เพื่อการวิเคราะห์สังเคราะห์สรุปสาระสำคัญ แล้วจึงเรียบเรียงผลการวิจัยในรูปแบบการนำเสนอเชิงพรรณนา (Descriptive Presentation) ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ของแบบสอบถามจำนวน ๖๐ ข้อ ค่า IOC รวมทั้งฉบับของแบบสอบถามคือ ๐.๘๒ ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (๐.๕๐) แสดงว่าแบบสอบถามมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมีความสอดคล้อง สามารถนำไปใช้ในการวิจัยได้และมีผลการประเมินดัชนีที่มีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ในส่วนของแบบสัมภาษณ์จำนวน ๑๒ ข้อ พบว่ามีค่า IOC รวมทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๙๒ ซึ่งอยู่ในระดับสูง แสดงว่าแบบข้อคำถามสัมภาษณ์มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีความสอดคล้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในการสัมภาษณ์เพื่อการวิจัยได้</p> <p>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ พบว่า สภาพปัจจุบันและปัญหา จากการวิเคราะห์มุมมองภายใน (n = 17) มีความพึงพอใจต่อองค์กรใน ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านสมรรถนะบุคลากร (\bar{x} = 3.87) ด้านโครงสร้างองค์กร (bar{x} = 3.79) และด้านระบบงาน (\bar{x} = 3.66) แม้จะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่พบว่าผู้บริหารและบุคลากรมีความเห็นต่อปัญหาด้านโครงสร้าง ระบบงาน และสมรรถนะบุคลากร โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (\bar{x} = 3.66 - 3.87) และเมื่อทดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ ๓.๕๐ พบว่าค่า p-value มากกว่า ๐.๐๕ (p &gt; 0.05) ในทุกด้าน ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการชี้ให้เห็นถึง “ความจำเป็นในการพัฒนา” (Need for Development) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยที่มุ่งเน้นการหา <strong>“องค์ประกอบการพัฒนา”</strong> ผลการทดสอบ One-Sample t-test (p &gt; 0.05) และ “ระบบงาน” (Sat_system) ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (\bar{x} = 3.66) บ่งบอกถึงความล่าช้าหรือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน สะท้อนถึงปัญหาความไม่ชัดเจนของโครงสร้าง ระบบงานที่ขาดความคล่องตัว และสมรรถนะบุคลากรที่ต้องเร่งพัฒนา เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง<strong>”สภาวะนิ่งของระบบการบริหารจัดการ” (Stagnant Administrative State)</strong> และ <strong>“ปัญหาแฝง” (Hidden Problems)</strong> ในการวิเคราะห์ผล (Discussion) <strong>ในการพัฒนาองค์กรทางรัฐประศาสนศาสตร์</strong> ของระบบการบริหารจัดการ (Stagnant Administrative State) ของสถาบันภาษา มจร <strong>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒</strong> องค์ประกอบการพัฒนา จากมุมมองภายนอกจากผู้รับบริการ (นิสิตและผู้เข้าสอบ) พบว่า ผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของสถาบันภาษาในระดับสูงมาก (\bar{x} = 4.36 - 4.48) ซึ่งเป็นจุดแข็งในด้านคุณภาพการสอนและบริการ และเมื่อทดสอบสมมติฐานพบว่าค่า p-value น้อยกว่า ๐.๐๕ (p &lt; 0.05) ในทุกด้าน ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประสิทธิภาพของการส่งมอบบริการด้านการเรียนการสอน (<strong>Sat_teaching</strong>) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (\bar{x} = 4.48) ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันภาษามี<strong>”ศักยภาพในเชิงวิชาการ”</strong> ที่เป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนิสิตและบุคลากรที่เข้ามาใช้บริการ คุณภาพการบริการที่เหนือความคาดหมาย ด้านการบริการโดยรวม (<strong>Sat_service</strong>) และกิจกรรมโครงการ มีค่าเฉลี่ยในระดับสูง (\bar{x} = 4.36 - 4.42) และมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005) ชี้ให้เห็นว่าสถาบันภาษาบริหารจัดการหน้างาน (Front-end) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้รับบริการ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรหรือระบบงานภายใน จากผลแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหาร ทั้งระดับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และ ผู้อำนวยการฝ่ายงาน ทั้งที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จุฬาลกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน ๖ รูป/คน มีผู้ตอบกลับมาจำนวน ๕ รูป/คน เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างองค์กร ระบบงาน และ สมรรถนะบุคลากรของสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่มีความเห็นให้ทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ ระดับมหาวิทยาลัย ยุทธศาสตร์การยกระดับสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สู่การเป็นศูนย์กลางภาษานานาชาติ จาก<strong>ผลการวิเคราะห์ช่องว่างความสำเร็จ (</strong><strong>The Reality Gap) </strong>เปรียบเทียบระหว่าง “มุมมองภายนอก” และ “มุมมองภายใน” ที่พบจุดที่ต้องเร่งพัฒนา ส่วนผลการวิจัยตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ การนำเสนอรูปแบบโครงสร้าง ระบบงาน และสมรรถนะบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ “ยุทธศาสตร์ ๓ ประสาน คือ โมเดล คน-ระบบ-โครงสร้าง” (Triple-S Transformation Model) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย มิติที่ ๑ ด้านโครงสร้าง (Structure) การปฏิรูปสายบังคับบัญชา ลดความซ้ำซ้อน กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ (Job Description) ให้ชัดเจน มุ่งเน้นการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น มิติที่ ๒ ด้านระบบงาน (System) พัฒนาระบบ Digital One-Stop Service เพื่อรองรับการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ (MCU 001-006) การสอบ MCU-GET และการอบรมภาษา เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการรอคอย และ มิติที่ ๓ ด้านบุคลากร (Staff) มุ่งเน้นหลักการ “Put the right man on the right job” พัฒนาสมรรถนะผ่านกลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย FSA Strategy และเสริมสร้างจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญสู่มาตรฐานสากล การเร่งปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้มีความนิ่งและคล่องตัว นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบูรณาการในระบบงานอย่างเต็มรูปแบบ และพัฒนาทักษะเฉพาะทางของบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจหลัก เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระดับปานกลางสู่องค์กรสมรรถนะสูงในอนาคต</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/286384 การเรียนหลักสูตรเตรียมสอบ MCU-GET ด้วยกลยุทธ FSA การวิเคราะห์โครงสร้าง ประโยคเชิงหน้าที่ทางไวยากรณ์ 2026-04-09T15:35:18+07:00 จุฑารัตน์ คัมภีรภาพ jcompeerapap@gmail.com พระมหาสันติ ธีรภทฺโท santi.nat@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) ศึกษาสภาพปัญหาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนในหลักสูตรเตรียมสอบ MCU-GET ด้วยกลยุทธ์การวิเคราะห์โครงสร้างประโยคเชิงคู่ความสัมพันธ์ (FSA) (๒) ศึกษาผลกระทบของเจตคติผู้เรียนต่อผลลัพธ์การเรียนด้วยกลยุทธ์ FSA และ (๓) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของกระบวนการสอนกับคะแนนสอบ MCU-GET จริง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน ๓๙ คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดเนื้อหาการสอน ๔ ทักษะที่ดึงลักษณะความผิดทางไวยากรณ์ที่พบบ่อยมาจัดทำบทเรียน สื่ออนิเมชัน ด้วย PowerPoint-based และแบบสอบถามเจตคติชนิดมาตรประมาณค่า ๕ ระดับ ซึ่งมีค่าดรรชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.760 และค่าความเที่ยง (Reliability) เท่ากับ 0.972 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's correlation coefficient) และ One-Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า (๑) สภาพปัญหาของผู้เรียนส่วนใหญ่ร้อยละ ๓๘.๕-๔๖.๒ มีปัญหาในทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน โดยพบปัญหาการเรียนออกเสียงควบคู่กับการเขียน ร้อยละ ๓๐.๘ การเขียนควบคู่กับไวยากรณ์ ร้อยละ ๒๕.๖ และการเขียนอย่างเดียว ร้อยละ ๒๐.๕ (๒) เจตคติของผู้เรียนมีผลกระทบต่อผลลัพธ์การเรียนอย่างมีนัยสำคัญใน ๔ ด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านกระบวนการเรียนการสอน (p = 0.664), ด้านความสามารถในการสอนของอาจารย์ (p = 0.700), ด้านกลยุทธ์ FSA (p = 0.495) และด้านเจตคติต่อภาษาอังกฤษ (p = 0.328) ส่วนอีก ๔ ด้านไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) (๓) ในภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์การสอน FSA กับคะแนนสอบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉพาะกลุ่มที่สอบมากกว่า ๑ ครั้ง พบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก ๕๗.๖๗ เป็น ๗๐.๓๓ คิดเป็นพัฒนาการรวมร้อยละ ๒๑.๙๕ แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ FSA สามารถยกระดับคะแนนสอบ MCU-GET ได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JGSR/article/view/287798 พุทธนวัตกรรมการบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ทางการเงินของบุคคล 2026-05-26T21:17:45+07:00 กรรณิการ์ ขาวเงิน kannikar.khaw@gmail.com ชัยณรงค์ ขาวเงิน c.khawngern@gmail.com พระมหาธัญสัณห์ กิตฺติสาโร thunsun@gmail.com ธันยมน อินทร์ทองน้อย 6701105006@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักโภควิภาค หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ และแนวทางการออกแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ๒) เพื่อพัฒนาพุทธนวัตกรรมต้นแบบสำหรับการบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายส่วนบุคคล และ ๓) เพื่อประเมินความพึงพอใจและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างพุทธนวัตกรรมต้นแบบกับความเข้มแข็งทางการเงินของบุคคลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนาร่วมกับการวิจัยแบบผสานวิธี โดยเริ่มจากการวิจัยเอกสารและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการใช้งานจากกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักพุทธธรรมและด้านการบริหารจัดการทางการเงิน เพื่อนำข้อมูลมาสังเคราะห์ร่วมกับหลักโภควิภาคและหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ แล้วประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบในการพัฒนาพุทธนวัตกรรมต้นแบบ จากนั้นนำต้นแบบไปทดลองใช้กับอาสาสมัครจำนวน ๓๕๐ คน ประเมินความพึงพอใจ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ๑) หลักโภควิภาคและหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์สามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายส่วนบุคคลได้ โดยหลักโภควิภาคให้แนวทางในการจัดสรรรายได้ให้เหมาะสมกับการดำรงชีพ การประกอบอาชีพ การลงทุน และการออม ส่วนหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ให้แนวทางในการสร้างและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านความขยันหมั่นเพียร การรักษาทรัพย์ การมีกัลยาณมิตร และการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับฐานะ เมื่อนำหลักธรรมทั้ง ๒ ประการมาสังเคราะห์ร่วมกับแนวคิดการบริหารจัดการทางการเงิน สามารถกำหนดเป็นกรอบสำหรับการออกแบบพุทธนวัตกรรมการบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายส่วนบุคคลได้อย่างเป็นรูปธรรม ๒) พุทธนวัตกรรมต้นแบบที่พัฒนาขึ้นตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เป็นการบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับแนวคิดและพฤติกรรมทางการเงินร่วมสมัย โดยมุ่งส่งเสริมการจัดสรรรายได้ การควบคุมรายจ่าย การออมและรักษาทรัพย์ การดำรงชีวิตอย่างพอประมาณ ตลอดจนการตัดสินใจทางการเงินอย่างมีสติและไม่ประมาท เมื่อนำไปทดลองใช้พบว่า สามารถใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการบริหารจัดการรายรับและรายจ่ายส่วนบุคคลได้อย่างเป็นระบบ และ ๓) ผลการประเมินพบว่า ผู้ใช้นวัตกรรมมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๔.๔๖ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๕๑ ขณะที่ผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพบว่า พุทธนวัตกรรมการบริหารจัดการรายรับและรายจ่าย (BI) และทัศนคติทางการเงิน (AT) มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเงินตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (DM) และพฤติกรรมทางการเงินร่วมสมัย (CB) ซึ่งส่งผลต่อความเข้มแข็งทางการเงินของบุคคล (FB) ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า χ² = ๒๗๖.๖๕, df = ๒๔๒, n = ๓๕๐, p = .๐๖๒, CFI = .๙๗๔, TLI = .๙๖๓, RMSEA = ๐.๐๒, SRMR = ๐.๐๓ และ χ²/df = ๑.๑๔ แสดงให้เห็นว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพุทธนวัตกรรม พฤติกรรมการบริหารจัดการเงิน และความเข้มแข็งทางการเงินของบุคคลได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์