วารสารสภาวิชาชีพบัญชี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC
<table width="100%"> <tbody> <tr> <td style="vertical-align: text-top; padding: 0px 15px; background: #b5e2f7; border: #b5e3f8; color: #006fbb; line-height: 2;" width="70%"> <p> จากเหตุการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านซึ่งเกิดขึ้นช่วงต้นปี 2569 และยืดเยื้อทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย นักบัญชีต้องรับมือ ปรับตัว และเตรียมพร้อมรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือความผันผวนของราคาพลังงาน การบริหารความเสี่ยง ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายงานทางการเงินและสมมติฐานของการประกอบกิจการหลายภาคส่วนอย่างแน่นอน</p> <p> ประการแรกสุดที่ต้องคำนึงถึงคือ สมมติฐานการดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern) ผู้สอบบัญชีต้องประเมินว่ากิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือไม่ พร้อมทั้งทบทวนการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ต่าง ๆ และความสามารถในการกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่อ่อนไหวต่อการปรับตัวของค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น พร้อมกันนั้นงบการเงินจำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญในเรื่องใดบ้างเพื่อให้ผู้อ่านงบการเงินได้ทำความเข้าใจอย่างรอบด้านถึงสถานการณ์และใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตัดสินใจลงทุน </p> <p> สำหรับนักบัญชีบริหาร ต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด บริหารต้นทุนโดยวิเคราะห์แยกแยะเชิงกลยุทธ์ ปรับราคาขายถ้าจำเป็นและทำได้ เน้นการบริหารงบประมาณเชิงรุก (เช่นการนำ rolling budget มาประยุกต์) ดูแลจัดการสภาพคล่อง ติดตามกระแสเงินสดอย่างใกล้ชิด และ เน้นความเข้มงวดในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับความผันผวนในอนาคต</p> <p> อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมักส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการทุจริตเพิ่มสูงขึ้น นักบัญชีและผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินควรเพิ่มความเข้มงวด ยกระดับการทำงานเพื่อป้องกันและตรวจจับการทุจริต การเพิ่มความรัดกุมของระบบการควบคุมภายใน การใช้วิจารณญาณเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพในการประเมินความเสี่ยงเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง การกำกับดูแลระบบบรรษัทภิบาลภายในองค์กรให้เข้มแข็ง เหล่านี้จะช่วยให้นักบัญชีเพิ่มคุณค่าเป็นด่านหน้าในการปกป้องทรัพย์สินและทำให้องค์กรฝ่าฟันอยู่รอดระยะยาวอย่างยั่งยืนได้</p> </td> <td style="vertical-align: text-top; padding: 0px 10px;" width="30%"> <div style="vertical-align: text-top; display: block; width: 100%; background-color: #0097de; color: #fff; text-align: center; padding: 10px; font-size: 17px;"><span style="color: rgba(0, 0, 0, 0.84);"><span style="font-size: 14px;">สาส์นจากบรรณาธิการ <br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมชาย ศุภธาดา</span></span></div> <img style="max-width: 100%;" src="https://so02.tci-thaijo.org/public/site/images/praphatz/307108.jpg" /><br /><a style="display: block; width: 100%; background-color: #007f91; color: #fff; text-align: center; padding: 10px; font-size: 17px;" href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/editor-talk"><span style="color: rgba(0, 0, 0, 0.84);"><span style="font-size: 14px;">อ่านเพิ่มเติม >> </span></span></a></td> </tr> </tbody> </table>
สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Thailand Federation of Accounting Professions)
th-TH
วารสารสภาวิชาชีพบัญชี
2672-9776
<p> เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารสภาวิชาชีพบัญชี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p> บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสภาวิชาชีพบัญชี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสภาวิชาชีพบัญชี หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำข้อมูลทั้งหมดหรือบางส่วนไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารสภาวิชาชีพบัญชี ก่อนเท่านั้น</p>
-
Governance Indicators and the Fight Against Corruption: A Cross-National Analysis
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/282084
<p> Corruption is an institutionalised hindrance of effective governance by breaching public institution principles of openness and accountability. In Asia wide, governance structure of voice and accountability, political stability, effective governance, regulatory quality, rule of law, and corruption control prevents occurrence of corrupt behaviours and promote integrity. This study analyses the manner each of the six indicators of governance influences corruption levels across 44 countries of Asia over a 24-year period from 2000 to 2023 by possessing a data set of 1,056 observations. By cross-country analysis across data, the academic study identifies strong patterns that require that quality of governance be an underlying contributor towards corruption eradication. The findings report strong negative associations between levels of corruption with six dimensions of governance. That is, high levels of voice and accountability, political stability, effective governance, regulatory capacity, rule of law, corruption control associate with lower corruption. Such findings require strengthening of the structure of governance provides an effective solution towards minimisation of corruption while enhancing more credible development of public institution across Asia.</p>
Supawadee Moss
Wonlop Writthym Buachoom
Piyaphisak Jearasukon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาวิชาชีพบัญชี
2026-05-06
2026-05-06
8 1
4
26
-
ผลกระทบของการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้าต่อการจัดการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีหลักทรัพย์ SET100
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/284243
<p>การบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 (TFRS15) ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพกำไรและพฤติกรรมการจัดการกำไรของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากรายได้เป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการประเมินผลการดำเนินงานและการตัดสินใจของนักลงทุน การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบก่อนและหลังการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้าต่อการจัดการกำไร กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีหลักทรัพย์ SET100 โดยศึกษาช่วงก่อนการบังคับใช้ 5 ปี และหลังการบังคับใช้ 5 ปี กลุ่มตัวอย่างเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดัชนีหลักทรัพย์ SET100 ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 52 บริษัท ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ตัวแปรอิสระ คือ การเปลี่ยนแปลงของรายได้ในช่วงก่อนและหลังการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า และกลุ่มอุตสาหกรรม ตัวแปรตาม คือ การจัดการกำไรตามแนวคิดของ Dechow at el. (1995) ตัวแปรควบคุม คือ ขนาดของกิจการ ค่าตอบแทนของผู้บริหาร ขนาดของสำนักงานสอบบัญชี เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย วิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ และการทดสอบ Independent sample t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 หลังการบังคับใช้ TFRS15 กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีระดับการจัดการกำไรสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากนี้ ตัวแปรควบคุม ได้แก่ ค่าตอบแทนผู้บริหารมีผลกระทบต่อการจัดการกำไร</p>
เกษศิณี ศิริรุ่งวัฒนชัย
จารุวรรณ โปรยสุรินทร์
ภัคณรินทร์ เบญจปิยเศรษฐ์
ปุริม อาศน์สุวรรณ
สุพรรณษา นิเวศน์
ณิชากร อุ่นไชย
นิธิศภณ อ้นสว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาวิชาชีพบัญชี
2026-05-06
2026-05-06
8 1
28
51
-
ผลกระทบของดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจต่อผลตอบแทนที่ผิดปกติของหลักทรัพย์ในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/284872
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ต่อผลตอบแทนที่ผิดปกติในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการศึกษาได้นำดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Sentiment Index, BSI) ซึ่งพัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญเพราะเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน (Real-time) ที่สำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการโดยตรง (Qualitative Data) แปลงเป็นตัวเลขเชิงปริมาณทุกเดือน เพื่อให้ ธปท.ใช้ประกอบการดำเนินนโยบายการเงิน และมาตรการทางการเงินต่าง ๆ ดังนั้น จึงเป็นการนำข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่ได้สะท้อนในงานวิจัยส่วนใหญ่ที่เน้นปัจจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ มาทำการวิเคราะห์ในการศึกษานี้ โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ถึง เดือนพฤษภาคม 2561 ทั้งสิ้น 30,544 ตัวอย่าง ผ่าน Belief – based model. ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) มีผลเชิงบวกต่อผลตอบแทนที่ผิดปกติ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงกว่าและบริษัทที่มีอัตราส่วนมูลค่าทางบัญชีต่อมูลค่าตลาดต่ำกว่ามีบทบาทเด่นกว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งบางครั้งมีความขัดแย้งกับแนวโน้มในอดีต (เช่น ปรากฏการณ์บริษัทขนาดเล็ก) นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า ค่าพรีเมียมความเสี่ยงของตลาดกลับติดลบ ซึ่งบ่งชี้ถึงความผันผวนของตลาดที่สูง โดยสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงบางครั้งให้ผลตอบแทนต่ำกว่าสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง (เช่น พันธบัตรรัฐบาล) ผลของการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อนักวิเคราะห์การลงทุนเพื่อการวางแผนการลงทุนเนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนและส่งผลให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวแตกต่างจากระดับปกติ และผู้ออกนโยบายเพื่อให้สามารถดำเนินการออกนโยบายได้อย่างทันท่วงที</p>
วัฒนี ศิริทัตสวัสดิ์
ธีรชัย อรุณเรืองศิริเลิศ
หทัยรัตน์ เจียมเรืองจรัส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาวิชาชีพบัญชี
2026-05-06
2026-05-06
8 1
52
68