https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/issue/feed วารสารสภาวิชาชีพบัญชี 2026-08-31T16:51:35+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมชาย ศุภธาดา jfac@tfac.or.th Open Journal Systems <table width="100%"> <tbody> <tr> <td style="vertical-align: text-top; padding: 0px 15px; background: #b5e2f7; border: #b5e3f8; color: #006fbb; line-height: 2;" width="70%"> <p> </p> <p> นอกจาก AI ที่พูดกันดาษดื่นแล้ว เริ่มมีคําถามว่ายุค Quantum จะมาแทนยุค Digital เมื่อไร โลกจะไม่ได้ "สิ้นสุดยุคดิจิทัล" แล้วเข้าสู่"ยุค Quantum" แบบฉับพลัน Quantum Computer ไม่ ได้มาแทน Computer ทั่วไป แต่จะทําหน้าที่เฉพาะงานที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันแก้ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น Optimization / Cryptography / Artificial Intelligence และ Drug Discovery การก้าวจาก Digital Economy ไปสู่ Quantum Economyนั้น คาดการณ์กันว่าช่วง 2030-2035 ธุรกิจจะเริ่มใช้ Quantum Cloud และปี 2035 เป็นต้นไปน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ "Quantum Economy"</p> <p> ประเด็นสําคัญคือ Quantum Technology จะเปลี่ยนโลกบัญชีอย่างไร ผลกระทบต่อวิชาชีพ การบัญชีพอประมวลและสรุปเป็น 4 เรื่องสําคัญดังนี้ 1) Quantum computer ทําให้การสอบบัญชี ต้องทําในลักษณะ 100% Realtime ทุกรายการธุรกรรมทันที ผลคือนําไปสู่ Continuous Assurance ในอนาคต 2) งบการเงินรายงานทางการเงินต้องจัดทําในเวลาที่รวดเร็วขึ้นจากเดิมหลายเท่า เช่น การจัดทํางบกําไรขาดทุนรายวัน 3) Fraud Detection โดย Quantum Machine Learning สามารถ ตรวจหา Hidden Pattern ที่ AI ปัจจุบันหาไม่เจอ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในคดีฟอกเงิน การตาม เส้นทางเงิน และการสืบค้นผู้รับประโยชน์คนสุดท้ายจากเครือข่ายบริษัทบังหน้า 4) ด้านความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ จากพลังประมวลผลมหาศาลของ Quantum ซึ่งเจาะระบบเข้ารหัสข้อมูลมาตรฐาน ปัจจุบันได้ ทําให้ข้อมูลลับทางธุรกิจและการเงินที่ถูกดักเก็บไว้ในปัจจุบันเสี่ยงถูกถอดรหัสใน อนาคต (HNDL: Harvest Now, Decrypt Later)</p> <p> อย่าลืมคมคิดร่วมสมัยที่กล่าวว่าอนาคตมักมาในวันที่เราไม่พร้อม ขอเชิญทุกท่านมาร่วม ออกเดินทางเพื่อสํารวจปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมวงการบัญชีอย่างน่าทึ่งนี้ไปพร้อมกัน</p> </td> <td style="vertical-align: text-top; padding: 0px 10px;" width="30%"> <div style="vertical-align: text-top; display: block; width: 100%; background-color: #0097de; color: #fff; text-align: center; padding: 10px; font-size: 17px;"><span style="color: rgba(0, 0, 0, 0.84);"><span style="font-size: 14px;">สาส์นจากบรรณาธิการ <br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมชาย ศุภธาดา</span></span></div> <img style="max-width: 100%;" src="https://so02.tci-thaijo.org/public/site/images/praphatz/307108.jpg" /><br /><a style="display: block; width: 100%; background-color: #007f91; color: #fff; text-align: center; padding: 10px; font-size: 17px;" href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/editor-talk"><span style="color: rgba(0, 0, 0, 0.84);"><span style="font-size: 14px;">อ่านเพิ่มเติม &gt;&gt; </span></span></a></td> </tr> </tbody> </table> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/287634 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) กับต้นทุนหนี้สิน ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย 2026-05-19T17:40:31+07:00 ปุณณดา จุลธีระ poonnada.ju@gmail.com วชิระ บุณยเนตร wachira@cbs.chula.ac.th ภาวิณี มโนวรรณ pavinee@cbs.chula.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) กับต้นทุนหนี้สิน (Cost of Debt: COD) ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลแบบ Panel Data ของบริษัทจดทะเบียนจำนวน 66 บริษัท ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2567 รวมทั้งสิ้น 594 ตัวอย่าง ข้อมูล ESG ได้มาจากฐานข้อมูล Bloomberg และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Fixed Effects โดยการวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งคะแนน ESG โดยรวม คะแนนรายมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตลอดจนตัวแปรควบคุมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนน ESG โดยรวมและคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมแสดงค่าสัมประสิทธิ์เชิงลบกับต้นทุนหนี้สิน ซึ่งสอดคล้องกับข้อคาดการณ์ทางทฤษฎี อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากสะท้อนว่า ESG ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการกำหนดต้นทุนการกู้ยืมอย่างชัดเจนในบริบทของประเทศไทย ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจอธิบายได้จากลักษณะของระบบการเงินไทยที่ยังพึ่งพาสถาบันการเงินเป็นหลัก รวมถึงคะแนนด้านสังคมและคะแนนด้านธรรมาภิบาลก็ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับต้นทุนหนี้สินเช่นเดียวกัน ในขณะที่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรควบคุม โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์และขนาดกิจการมีความสัมพันธ์เชิงลบกับต้นทุนหนี้สิน ขณะที่อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับต้นทุนหนี้สิน ผลการศึกษาสะท้อนว่าเจ้าหนี้ในประเทศไทยยังคงให้น้ำหนักกับข้อมูลทางการเงินแบบดั้งเดิมมากกว่าข้อมูล ESG ในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตและกำหนดต้นทุนการกู้ยืมของกิจการ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาวิชาชีพบัญชี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/287265 อิทธิพลของคุณลักษณะประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด และโครงสร้างความเป็นเจ้าของต่อ ผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่ม SET 100 2026-07-09T15:46:48+07:00 รจนา ขุนแก้ว rojana.ko@psu.ac.th วีระวรรณ ศิริพงษ์ weerawan.si@psu.ac.th ณัฏฐณิชา ศิริประภา natoey.2545@gmail.com พีรณัฐ พันธ์พืช pheerant.pp@gmail.com เอกภัทร ซ้ายลิ้มสร้าง aekkapat098@gmail.com <p> การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของคุณลักษณะประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด (CEO) ซึ่งครอบคลุมมิติด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และอิทธิพลของโครงสร้างความเป็นเจ้าของ ทั้งในส่วนของการถือหุ้นโดยครอบครัวและนักลงทุนสถาบัน ที่มีต่อผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่ม SET100 โดยใช้ข้อมูลจากรายงานประจำปี (Annual Report) แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (56-1 One Report) และฐานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2567 ใช้สถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เพื่อทดสอบอิทธิพลระหว่างตัวแปรอิสระ ได้แก่ คุณลักษณะของ CEO (เพศ อายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง) และโครงสร้างความเป็นเจ้าของ (ธุรกิจครอบครัว และนักลงทุนสถาบัน) กับตัวแปรตาม คือ ผลการดำเนินงานด้าน ESG</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของ CEO และโครงสร้างความเป็นเจ้าของมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญกับผลการดำเนินงานด้าน ESG โดยเฉพาะ CEO ที่มีคุณลักษณะหลากหลาย และมีประสบการณ์เหมาะสมส่งเสริมการดำเนินงานด้านความยั่งยืนได้ดีกว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญของการบูรณาการบทบาทของผู้นำองค์กร และผู้ถือหุ้น เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนของธุรกิจไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลในการส่งเสริมการดำเนินงาน ESG และพัฒนาแนวทางการบริหารองค์กรให้โปร่งใสและยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาวิชาชีพบัญชี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/282893 ความสัมพันธ์ระหว่างวงจรการสร้างกระแสเงินสดและการวัดมูลค่าราคาตลาดของหลักทรัพย์: หลักฐานจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2026-06-26T16:06:18+07:00 จิรัฐติกาล วุฒิพันธ์ุ jiradtikhan.wu@rmuti.ac.th จิราภา ชาลาธราวัฒน์ Jirapa.ch@rmuti.ac.th เข็มพร สุ่มมาตย์ Khemporn.su@rmuti.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวงจรการสร้างกระแสเงินสดและการวัดมูลค่าราคาตลาดของหลักทรัพย์: หลักฐานจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลในงบการเงินและรายงานประจำปีระหว่างปี พ.ศ. 2563-2565 เป็นระยะเวลา 3 ปี จำนวน 965 รายปีบริษัท สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ Pooled OLS Fixed Effects และ Random Effects โดยใช้การทดสอบของ Hausman เพื่อเลือกแบบจำลองที่เหมาะสม </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาพบว่าวงจรกระแสเงินสด (Cash Conversion Cycle: CCC) มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชี (Price to Book Value Ratio: P/BV) บ่งชี้ว่าบริษัทที่มีวงจรกระแสเงินสดสั้นแสดงถึงการบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการผูกเงินสดไว้กับลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลังมากเกินไป ทำให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรซึ่งสะท้อนในมูลค่าราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างวงจรกระแสเงินสดกับอัตราส่วนราคาตลาดต่อกําไรต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio: P/E) อันเป็นผลมาจากค่า P/E สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อการเติบโตของกำไรในอนาคตมากกว่าผลประกอบการปัจจุบัน ซึ่งวงจรกระแสเงินสดเป็นตัวชี้วัดเชิงผลการดำเนินงานในระยะสั้นจึงทำให้ไม่ส่งผลต่อ P/E อย่างมีนัยสำคัญ</span></p> <p> </p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาวิชาชีพบัญชี