https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/issue/feed วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 2026-06-30T19:43:26+07:00 อาจารย์ ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ jem@nida.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Journal of Environmental and Sustainable Management: JESM) เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความในสหสาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่มีขอบข่ายครอบคลุมตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไปร่วมกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบริหารการจัดการ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นที่มีนัยทางทฤษฎีหรือการประยุกต์ใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมในชุมชนเมือง มลพิษอุตสาหกรรม รวมถึง มิติด้านวัฒนธรรม ในมุมมองภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการ สู่ผู้สนใจทั่วไปในทุกสาขาวิชา</p> <p> กองบรรณาธิการ วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเปิดรับบทความภาษาไทย ในประเภทบทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Journal Article) บทความปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการอิสระ คณาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยผลงานที่เสนอเพื่อตีพิมพ์ในวารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องไม่เคยตี พิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/280113 การกำกับดูแลเมืองน่าอยู่: แนวคิดและกรณีศึกษา 2026-06-19T16:52:59+07:00 เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว dklounkaew@econ.tu.ac.th วรกฤษณ์ นุ้ยพิณ xxx@xxx.com จิรภัทร บุญอาจ xxx@xxx.com <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทสำคัญของการกำกับดูแลเมืองในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ โดยวิเคราะห์วิวัฒนาการ มิติสำคัญ และแนวทางนวัตกรรมต่าง ๆ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างครอบคลุมและการวิเคราะห์กรณีศึกษาสามเมืองได้แก่ เมลเบิร์น เชียงจู ร็อตเตอร์ดัม และศึกษาว่าการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อความน่าอยู่ของเมืองอย่างไร บทความเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส การวางแผนแบบบูรณาการ กลยุทธ์การปรับตัวในการรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนของเมือง และอภิปรายถึงแนวโน้มใหม่ในการกำกับดูแลเมือง เช่น เทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ รูปแบบการกำกับดูแลแบบเครือข่าย และแนวทางที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับบริบท การมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย รวมถึงได้ระบุความท้าทายหลายประการในการดำเนินการกำกับดูแลเมืองที่มีประสิทธิภาพ บทความเสนอทิศทางการวิจัยในอนาคต การเปรียบเทียบในบริบทที่แตกต่างกัน การประเมินผลกระทบระยะยาวของรูปแบบการกำกับดูแล การพัฒนาตัวชี้วัดการประเมินที่ครอบคลุม และช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการที่การกำกับดูแลเมืองสามารถยกระดับความน่าอยู่ และให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าสำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักวางแผนเมืองที่มุ่งมั่นสร้างเมืองที่ยั่งยืน ครอบคลุม และยืดหยุ่น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/288620 บทบรรณาธิการ 2026-06-28T15:53:54+07:00 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/283571 ความเปราะบางของครัวเรือนกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชุมชนชายฝั่งรอบอ่าวปัตตานี ประเทศไทย: ด้วยวิธีวิจัยเชิงผสมผสานภายใต้ดัชนีความเปราะบางการดำรงชีพระดับครัวเรือนตามกรอบแนวคิด IPCC 2026-02-10T13:58:57+07:00 มุมตาส มีระมาน Mumtas.me@skru.ac.th เพ็ญ สุขมาก xxx@skru.ac.th <p> บทความนี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางด้านความอ่อนไหวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับครัวเรือน ตามกรอบแนวคิด HLVI-IPCC ด้วยการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลครัวเรือน 8 ตำบล (n= 368) ใช้แบบสอบถามและการประชุมเชิงปฏิบัติการ 2 ครั้ง ประชุมกลุ่มย่อย 8 ครั้ง โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ครอบคลุม 107 คน วิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนาสมการถดถอยอย่างง่ายและพหุคูณและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลร่วมต่อความเปราะบางด้านความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ทั้งนี้ กลุ่มครัวเรือนเปราะบางมีโอกาสเกิดความเปราะบางด้านความอ่อนไหวเป็น 1.5 เท่าของกลุ่มครัวเรือนเดี่ยว (95% <em>CI = </em>1.02-2.41) ในขณะที่จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเป็นปัจจัยปกป้อง (มีผลทำให้ความอ่อนไหวลดลง) โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีสมาชิกตั้งแต่ 9 คนขึ้นไป มีโอกาสเกิดความเปราะบางฯ เป็น 0.4 เท่า ของกลุ่มครัวเรือนที่มีสมาชิก 1-4 คน (95% <em>CI = </em>0.16-0.95) โมเดลที่ได้สามารถอธิบายอิทธิพลร้อยละ 6.08 ค่าการทำนายค่อนข้างต่ำ (χ² = 17.19, df = 5, p &lt; .001, Nagelkerke R² = 0.0608) เนื่องจากปัจจัยด้านสังคมเป็นปัจจัยที่มีความซับซ้อนแต่ผลการศึกษาทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเพื่อให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นสามารถนำไปใช้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/285777 ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ สัตว์เลี้ยงและพฤติกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะกลไกเชื่อมโยงด้านบุคคลที่ส่งอิทธิพลต่อความเต็มใจที่จะซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงจากโปรตีนแมลงวันลายของ Generation Y 2026-04-20T17:27:48+07:00 โกเมศ แนวจำปา Komes.n@ku.th เปรมชัย จิตรสีดา Premchai.j@ku.th วรัญญา วรรณคำ Waranya.wank@ku.th อัจฉริยา บุญโญ Atchariya.boo@ku.th จารุพร ตั้งพัฒนกิจ jaruporn.tan@ku.th <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ 1) การรับรู้คุณภาพสินค้า 2) การยอมรับสินค้าใหม่ 3) ความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง 4) การใส่ใจสุขภาพสัตว์เลี้ยง 5) ความรู้สึกผิดต่อสิ่งแวดล้อม 6) ความโศกเศร้าต่อสิ่งแวดล้อม และ 7) พฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลต่อความเต็มใจซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงจากโปรตีนแมลงวันลายของผู้บริโภค Generation Y โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง 405 คน อายุ 29-44 ปี ที่เคยรับรู้ผลิตภัณฑ์ ใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความเต็มใจที่จะซื้อได้ร้อยละ 60.7 โดยพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการรับรู้คุณภาพสินค้ามีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความรู้สึกผิดต่อสิ่งแวดล้อมและความโศกเศร้าต่อสิ่งแวดล้อมส่งผลทางอ้อมผ่านพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์คือ ผู้ประกอบการควรสื่อสารประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมของโปรตีนแมลงวันลาย เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 60-96% ลดการใช้ที่ดิน 87-93% น้ำราว 80% และอาหารสัตว์ 70-85% เมื่อเทียบกับโปรตีนจากปศุสัตว์ (European Pet Food Industry Federation, 2024) พร้อมทั้งเน้นคุณค่าโภชนาการ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ต่อสุขภาพสัตว์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดอคติ และเพิ่มความเต็มใจซื้อในอนาคต</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/285207 การพัฒนารูปแบบการจัดการขยะอาหารจากร้านอาหารด้วยหลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กรณีศึกษา พื้นที่เทศบาลนครสกลนคร 2026-04-01T14:00:48+07:00 กิตติวรรณ กิจปกรณ์สันติ kittiwankit@gmail.com มนต์ธนรัตน์ กล่อมกิ่ง xxx@xxx.com รัฐพล พรหมโคตร xxx@xxx.com ยุพิน บัวจันพอ xxx@xxx.com ธงชัย สีฟ้า xxx@xxx.com เจริญชัย ศิริคุณ xxx@xxx.com ฤทธิรงค์ จังโกฏิ xxx@xxx.com อัศมน ลิ่มสกุล xxx@xxx.com <p> ขยะอาหารเป็นแหล่งสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการย่อยสลายแบบไร้อากาศในหลุมฝังกลบ เทศบาลนครสกลนครมีขยะเศษอาหารประมาณ 12,257 ตันต่อปี ส่วนใหญ่มาจากสถานประกอบการร้านอาหาร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการขยะอาหารภายใต้กิจกรรม “ร้านนี้แยกก่อนทิ้ง” โดยนำเสนอโมเดล Sakon Nakhon Food Waste Circular Model (SN-FWCM) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมประเมินศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นระบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่จัดการขยะ ครอบคลุม 1) การคัดแยก ณ แหล่งกำเนิด 2) การเก็บรวบรวมและขนส่งแบบแยกประเภท และ 3) การผลิตปุ๋ยหมัก มีร้านอาหารสมัครใจเข้าร่วม 34 แห่ง เก็บข้อมูลระหว่างมีนาคม–สิงหาคม 2568 ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบการสามารถปรับพฤติกรรมโดยมีการคัดแยก ลดปริมาณน้ำ และเก็บขนตามรอบ ปริมาณขยะอาหารที่เข้าสู่ระบบเท่ากับ 21,922 กก. (เฉลี่ย 167 กก./วัน) ผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 10,705.74 kgCO2e หรือร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับการฝังกลบ ด้านเศรษฐศาสตร์สามารถลดต้นทุนได้ 2,039.04 บาท/ตัน และมีต้นทุนการลดก๊าซเท่ากับ 2,348.53 บาท/tCO2e โดยมีต้นทุนสุทธิ 4,229.42 บาท/tCO2e ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และมีศักยภาพในการขยายผลเพื่อสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/286770 สมรรถนะเชิงวิชาชีพของผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการน้ำท้องถิ่นในจังหวัดระยอง: ข้อค้นพบจากการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาข้อมูลและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในท้องถิ่น 2026-04-22T15:29:27+07:00 ภวิสร ชื่นชุ่ม pavisorn.c@chula.ac.th ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา siripong.spa@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการข้อมูลและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในจังหวัดระยอง โดยการประเมินสมรรถนะด้วยตนเองในการอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 4 มิติ ได้แก่ ความรู้และความเข้าใจ ทักษะ เจตคติ และผลลัพธ์การเรียนรู้/ความสามารถในการปฏิบัติ โดยใช้เทคนิคการสำรวจด้วยแบบสอบถามก่อนและหลังการอบรมจากผู้ที่เข้ารับการอบรมครบทั้ง 2 วัน ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า ก่อนการอบรม ผู้เข้าร่วมมีสมรรถนะทุกมิติอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ ในขณะที่ภายหลังการอบรม ระดับสมรรถนะด้านผลลัพธ์การเรียนรู้/ความสามารถในการปฏิบัติสู่ระดับมากอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ผลการทดสอบด้วยเทคนิค paired-sample t-test แสดงให้เห็นว่าคะแนนสมรรถนะทุกด้านภายหลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงสามารถยกระดับความรู้ ทักษะ เจตคติ และความสามารถเชิงปฏิบัติของบุคลากรท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีศักยภาพต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำและการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ของจังหวัดระยอง</p> <p> </p> <p> </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/287543 การประเมินประสิทธิภาพของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสนามบินขนาดกลาง เพื่อสนับสนุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 2026-06-12T16:17:40+07:00 กนกนุช ลออเอก Kanoknut.b@gmail.com ธัญญรัตน์ คำเพราะ xxx@xxx.com กริช วงศ์เจริญ xxx@xxx.com <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสนามบินขนาดกลางที่ได้รับการรับรอง Airport Carbon Accreditation (ACA) Level 5 และเสนอแนวทางการพัฒนาสนามบินสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยประเมินประสิทธิภาพของมาตรการด้วยวิธีการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์ จากสนามบินขนาดกลาง 4 แห่ง ได้แก่ สนามบินไครสต์เชิร์ช (นิวซีแลนด์) สนามบินแอดิเลด (ออสเตรเลีย) สนามบินมาเดรา (โปรตุเกส) และสนามบินกอเทนเบิร์ก แลนด์เวทเตอร์ (สวีเดน)</p> <p> มาตรการพลังงานและพลังงานทดแทนมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรงและยังมีประสิทธิภาพสูงใต้สมมติฐานที่ต่างกัน ขณะที่มาตรการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและห่วงโซ่คุณค่ามีการใช้มากที่สุด แต่มีข้อจำกัดด้านการควบคุมและมีความอ่อนไหว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ามาตรการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงที่มีความเป็นไปได้ในการดำเนินงานสูงและสามารถขยายผลได้ จะมีระดับประสิทธิภาพสูงที่สุด</p> <p> องค์ความรู้ครั้งนี้เป็นแนวทางการพัฒนาสนามบินขนาดกลางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยลำดับความสำคัญและประสิทธิภาพของมาตรการ ซึ่งมีการศึกษาจำกัด ซึ่งใช้ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การวางแผนลงทุนและกลยุทธ์ของสนามบินขนาดกลาง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/287908 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเกณฑ์การประเมินการท่องเที่ยวแพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2026-06-02T11:09:16+07:00 ราเมศวร์ อุสาหะการี ramet.us@ku.th สตรีไทย พุ่มไม้ Satreethai.p@ku.th อรอนงค์ ผิวนิล onanong.p@ku.th นพวรรณ เสมวิมล Noppawan.sem@ku.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบของเกณฑ์การท่องเที่ยวแพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเกณฑ์ และสนับสนุนการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการวิจัยและพัฒนาผ่านกระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพัฒนาเกณฑ์การประเมิน และตรวจสอบคุณภาพโดยเครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความสอดคล้องของดัชนีชี้วัดกับวัตถุประสงค์ และแบบประเมินความเชื่อมั่น</p> <p> ผลการศึกษาสามารถสังเคราะห์ดัชนีชี้วัดเบื้องต้น 25 รายการ ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคมและวัฒนธรรม มิติเศรษฐกิจ และมิติความปลอดภัยและการจัดการ การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 0.90 1.00 0.83 และ 0.97 ตามลำดับ และเพิ่มเติมดัชนีชี้วัดตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 รายการ รวมมีดัชนีชี้วัด 28 รายการ และผลการตรวจสอบความเชื่อมั่นกับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน พบว่าค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.942 0.649 0.384 และ 0.887 ตามลำดับ</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการประเมินและยกระดับการท่องเที่ยวแพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดมิติสังคมและวัฒนธรรม และมิติเศรษฐกิจ ควรมีการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมการประเมิน และความเชื่อมั่นของเกณฑ์การประเมินก่อนนำไปใช้เป็นเกณฑ์การประเมินในอนาคต</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/288621 หนังสือน่าอ่าน 2026-06-28T15:56:25+07:00 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/view/288622 คำแนะนำวารสาร 2026-06-28T15:58:25+07:00 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน