https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/issue/feed
วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
2026-04-01T14:24:44+07:00
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา
journals.unrn@gmail.com
Open Journal Systems
<center> <h4><strong>ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์</strong><strong>วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต</strong></h4> <h4><a style="color: #800080;">วารสารฯ ของเราเป็นวารสารวิชาการสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</a></h4> <h4>จัดอยู่ในฐานข้อมูลของ TCI กลุ่มที่ 2</h4> <h4><a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/detail.php?yr=2561&issn=2630-0443">ค่า IF ประจำปี 2561 = 0.663</a></h4> </center> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต มีนโยบายในการรับตีพิมพ์บทความทางวิชาการ และบทความวิจัย ที่มีคุณภาพในสาขา<strong>มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> ที่มีสาระครอบคลุมวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร วิสาหกิจชุมชน สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การศึกษา การจัดการระบบชุมชน โดยให้ความสำคัญในด้านการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน และเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเพื่อการพัฒนาชุมชนและเพิ่มคุณภาพชีวิต</p> <p>ISSN: 3057-1839 (Print)</p> <p>ISSN: 3057-1847 (Online)</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ผลงาน วิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p> </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p>บทความที่ผ่านกระบวนการส่งเข้ามาเพื่อรอการพิจารณาตีพิมพ์ทุกบทความต้องผ่านการพิจารณาจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 ท่าน/บทความ</strong> โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review)</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย (Research Article)</p> <p>บทความวิชาการ (Original Paper)</p> <p> </p> <p><strong>ผู้ให้การสนับสนุน</strong></p> <p>วารสารฯ ได้รับการสนับสนุนจาก<br />สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์วารสารฯ ทุกๆ 4 เดือน<br /></strong>(มกราคม - เมษายน, พฤษภาคม - สิงหาคม, กันยายน - ธันวาคม)</p> <p>โดยจะนำเสนอในรูปแบบ E-journal บนเว็บไซต์วารสารฯ (ThaiJO) <br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p><em>" ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ"</em></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/280902
การพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ของกระถางวัสดุปลูกจากมูลไส้เดือน เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชน
2025-08-01T08:48:17+07:00
สุนทรียา สาเนียม
soonthareeya@g.swu.ac.th
กัญญาภัค แจ่มใส
kunyapak.j@ku.th
เอลีชา เรืองศิริไพบูลย์
aleecha.r@ku.th
กนกกร บุญเป็งแก้ว
Kanokkorn.boo@ku.t
จิรฐา ธรรมศรี
Jiratha.t@ku.th
กิตติธัช เทพนุ้ย
kittihach.t@ku.th
กิตติพัฒน์ วงค์สุทะ
Kittipat.W@ku.th
ณัฐกาญ จันทร์หอมเกสร
natthakarn.jan@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการผลิตกระถางปลูกพืชย่อยสลายได้จากมูลไส้เดือนร่วมกับวัสดุอินทรีย์ ได้แก่ ขุยมะพร้าวและดิน 2) ประเมินคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี และการใช้งานเบื้องต้นของกระถางที่พัฒนาขึ้น และ 3) ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคต่อกระถางจากมูลไส้เดือนในฐานะทางเลือกทดแทนกระถางพลาสติกเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชน โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน สูตรวัสดุที่เหมาะสมประกอบด้วย มูลไส้เดือน 80 กรัม แกลบ 100 กรัม ขุยมะพร้าว 100 กรัม ดินมาตรฐาน 100 กรัม และแป้งมันสำปะหลัง 200 กรัมเป็นตัวประสาน การวิเคราะห์เชิงปริมาณครอบคลุมการทดสอบคุณสมบัติทางเคมี ได้แก่ ค่าความเป็นกรด<strong>–</strong>ด่าง (<strong>pH) </strong>ความชื้น และค่าการนำไฟฟ้า (<strong>EC) </strong>และการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ การสูญเสียน้ำหนักหลังการอบ และความแข็งแรงเชิงกลด้วยเครื่อง <strong>universal testing machine </strong>พร้อมทั้งทดสอบการเจริญเติบโตของต้นกล้าคะน้าเป็นเวลา 7 วัน ข้อมูลการยอมรับผลิตภัณฑ์จากกลุ่มตัวอย่าง 42 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กระถางจากมูลไส้เดือนมีคุณสมบัติทางเคมีเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช (<strong>pH = </strong>7.43<strong>, EC = </strong>227 <strong>ppm) </strong>สามารถรักษาความชื้นได้ดี และมีความแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งานจริง การเจริญเติบโตของต้นกล้าใกล้เคียงกับกลุ่มควบคุม ผู้บริโภคมีการยอมรับผลิตภัณฑ์โดยรวมในระดับยอมรับได้ โดยด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<strong>M = </strong>4.55<strong>, S.D. = </strong>0.68) สะท้อนศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในการย่อยสลายได้ ลดการใช้กระถางพลาสติก และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/280744
การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของกิจกรรมเพาะเลี้ยง ในโซ่อุปทานกุ้งขาว จังหวัดตรัง
2025-07-25T00:41:23+07:00
ศิริวรรณ์ กิ่งรัตน์
siriwan.si@rmutsv.ac.th
นุชนาถ ทับครุฑ
siriwan.si@rmutsv.ac.th
กรรณิกา บัวทองเรือง
siriwan.si@rmutsv.ac.th
ศุกพิชญาณ์ บุญเกื้อ
siriwan.si@rmutsv.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน และวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของการเลี้ยงกุ้งขาว จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวในพื้นที่ จังหวัดตรัง จำนวน 30 ราย ในพื้นที่ 5 อำเภอ โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผลการศึกษา พบว่าเกษตรกรเลี้ยงกุ้งขาว มีช่วงอายุระหว่าง 51-60 ปี มีประสบการณ์ระหว่าง 10-20 ปี เหตุผลที่เลี้ยง เนื่องจากราคาตลาดของกุ้งขาวสูง โดยมีแหล่งเงินทุนเป็นเงินทุนของตัวเอง แหล่งน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งเป็นน้ำที่ได้มาจากทะเล และแหล่งที่มาของพันธ์กุ้งมาจากโรงเพาะฟักเอกชน ด้านความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงกุ้งขาว พบว่า ต้นน้ำ คือ ผู้จัดหาวัตถุดิบ และเกษตรกร กลางน้ำ คือ พ่อค้าคนกลาง และพ่อค้าส่ง และปลายน้ำ คือ ผู้ค้าปลีก ร้านอาหารและผู้บริโภค ใน 1 รอบการเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรมีรายได้จากการขายต่อไร่เฉลี่ย 360,000 บาท ต้นทุนการผลิตต่อไร่เฉลี่ย 250,000 บาท ผลผลิตต่อไร่ 2,200 กิโลกรัมต่อไร่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อไร่เฉลี่ย 4,000 บาท กำไรขั้นต้น 110,000 บาทต่อไร่ กำไรสุทธิ 106,000 บาทต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน 29.12% อัตราส่วนกำไรขั้นต้น 30.55% และ อัตราส่วนกำไรสุทธิ 29.44% ผลจากการศึกษา เกษตรกรควรวางแผนการเลี้ยงกุ้ง และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร และในอนาคตควรมีการขยายตลาดและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้น</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/276865
การพัฒนาตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของแพะเนื้อออแกนิก ในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา
2025-02-17T05:50:50+07:00
ย่าร่อนะ ศรีอาหมัด
yarona.s@yru.ac.th
มะแอ เย็ง
yarona.s@yru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของแพะเนื้อออแกนิกแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อออแกนิกในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา และ 2) ถ่ายทอดระบบตลาดกลางดังกล่าวให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่มกับเกษตรกร หัวหน้าส่วนงาน และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์ จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกับผู้บริโภคที่ใช้ระบบตลาดกลาง จำนวน 400 ราย ซึ่งได้จากการสุ่มแบบง่าย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อคุณภาพของระบบตลาดกลางอยู่ในระดับมาก ( =4.33, S.D.=0.65) และเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อระบบและการถ่ายทอดความรู้ในระดับมาก ( =4.35, S.D.=0.60) สรุปได้ว่าการพัฒนาตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรในการเข้าถึงตลาด สร้างช่องทางการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/278550
การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์เชิงเกษตร กรณีศึกษา กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกประเทียม อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
2025-04-26T15:14:36+07:00
จิตติคุณ นิยมสิริ
jittikhun_jay@hotmail.com
เจนจิรา อาษากิจ
jittikhun_niy@cmru.ac.th
ภัทรศรี อินทร์ขาว
jittikhun_niy@cmru.ac.th
ชลิตดา วาริพินทุรักษ์
jittikhun_niy@cmru.ac.th
สุทธามณี ธนะบุญเรือง
jittikhun_niy@cmru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อกระเทียม และ 3) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงเกษตรแปรรูปจากกระเทียมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงเป็นตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม อำเภอฝาง จำนวน 15 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยวิธีสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสัมพันธ์ และเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคสินค้าจากกระเทียม จำนวน 326 คน วิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา คือ 1) การบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร พบว่า มีการวางแผนทรัพยากรกระเทียมแม่พันธุ์ ไม่มีการวางแผนกำลังคนที่ชัดเจน ไม่มีการวางแผนด้านการตลาดและการเงิน 2) ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อกระเทียม พบว่า นิยมซื้อกระเทียมสายพันธุ์ไทยที่ตลาด ครั้งละ 100 กรัม ที่ราคาต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ซื้อเพราะมีประโยชน์ ปัจจัยในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่มีความสำคัญสูงสุด คือปัจจัยด้านบรรจุภัณฑ์ รองมาคือด้านการบริการ ด้านการสร้างแบรนด์ และด้านผลิตภัณฑ์ ตามลำดับ 3) การเพิ่มมูลค่าของกระเทียม มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเทียมดองน้ำผึ้งและกระเทียมตุ๋น ซึ่งมาจากการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคและศักยภาพของเกษตรกรในพื้นที่</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/278240
การออกแบบและสร้างเครื่องอัดขึ้นรูปผลิตภัณฑ์วัสดุกันกระแทกจากฟางข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า
2025-04-08T15:26:54+07:00
วีรเชษฐ์ มั่งแว่น
weerachet.mangwane79@gmail.com
ธิญาดา อุ้มวารี
weerachet.ma@ssru.ac.th
บูรณ์พิภพ แสงเกตุ
weerachet.ma@ssru.ac.th
นิติธร สวัสดีสุข
weerachet.ma@ssru.ac.th
ขวัญฤดี อินมณี
weerachet.ma@ssru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องอัดขึ้นรูปวัสดุกันกระแทกจากฟางข้าว <br />เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า และศึกษากระบวนการอัดขึ้นรูป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเคราะห์ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล 8 คน ได้แก่ เกษตรกร เจ้าของบริษัท <br />สมาชิกบริษัทบ้านผอบไทยอาร์ท 1569 จำกัด อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกล ผลการวิจัยพบว่า <br />เครื่องอัดขึ้นรูปที่สร้างขึ้นมีโครงสร้างโลหะ ระบบขับเคลื่อนไฮดรอลิก และชุดแม่พิมพ์ ขนาดเครื่องกว้าง <br />23.5 เซนติเมตร ยาว 51.7 เซนติเมตร สูง 53 เซนติเมตร แม่พิมพ์ขนาด 9.5 x 12.5 เซนติเมตร หนา 45 เซนติเมตร ใช้วัตถุดิบจากฟางข้าวตำบลนครชัยศรีหลังฤดูเก็บเกี่ยว ร่วมกับกาวแป้งเปียกเป็นตัวประสานในการขึ้นรูป <br />ทดสอบ 3 ครั้งพบว่า ผลิตภัณฑ์มีผิวเรียบ แกะจากแม่พิมพ์ง่าย ไม่เสียรูป สามารถนำไปใช้ในการป้องกันสินค้าระหว่างขนส่งของบริษัทบ้านผอบไทยอาร์ท 1569 จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในพื้นที่</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/277791
แนวทางพัฒนาการจัดการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าชุมชนแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
2025-03-22T15:34:40+07:00
พิกุล พงษ์กลาง
pikoon_p@payap.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าชุมชนแม่คือ เก็บข้อมูลจากสมาชิกกลุ่ม ผู้บริหารท้องถิ่น และพนักงานเทศบาล ผ่านแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการสรุปอุปนัยเพื่อสังเคราะห์ประเด็นปัญหาและกำหนดแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของกลุ่ม และวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มวิสาหกิจทอผ้าชุมชนแม่คือเกิดจากการรวมตัวของผู้สูงอายุที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานในการผลิต เน้นผลิตตามคำสั่งซื้อ โครงสร้างการบริหารมีประธานและเหรัญญิก ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการกระจายหน้าที่และการมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยเฉพาะด้านการตลาด การสื่อสาร และการเงินการบัญชี นอกจากนี้ อายุและทักษะการใช้เทคโนโลยีของสมาชิกยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน แนวทางพัฒนาที่เสนอจึงเน้นการสร้างเอกลักษณ์สินค้า การขยายช่องทางการจำหน่าย การพัฒนาระบบสื่อสารที่เหมาะสม การกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน การส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และการจัดทำบัญชีอย่างง่ายและเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มและนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/281240
การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอเสื่อกก ตำบลศรีวิลัย อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
2025-08-23T13:18:44+07:00
สิรวิชญ์ เรย์เนอร์
sirawit.baac@reru.ac.th
อุณนดาทร มูลเพ็ญ
nada_moon2523@hotmail.com
เกษศิรินทร์ ภิญญาคง
nada_moon2523@hotmail.com
สุนันวดี พละศักดิ์
nada_moon2523@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบและส่วนประสมทางการตลาด วิเคราะห์ความสัมพันธ์และผลกระทบของส่วนประสมทางการตลาดต่อความสำเร็จทางการจัดการ เป็นการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ งานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การทดลอง <br />การสังเคราะห์ข้อมูล และงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ การสังเคราะห์และตีความจากข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนทอเสื่อกกได้พัฒนาต้นแบบ โดยใช้แผนธุรกิจ BMC จัดทำแผนการตลาด “ศิลัย แบรนด์” ส่วนประสมทางการตลาด<br />มีความสัมพันธ์และส่งผลต่อความสำเร็จทางการจัดการ</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/281255
การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของผู้ประกอบการ กลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่บ้านวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก
2025-08-25T09:27:36+07:00
ต่อศักดิ์ โกษาวัง
torsak.work@gmail.com
คงศักดิ์ ตุ้ยสืบ
Khongsak@rmutl.ac.th
พรพิมล อริยะวงษ์
pornpimon_pa55@rmutl.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญ</p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดภูมิปัญญาหัตถกรรมจักสานและวิเคราะห์ความท้าทายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) จากการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่บ้านวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 16 คน ประกอบด้วย 1) สมาชิกกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ และ 2) นักวิชาการโครงการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อยเป็นเครื่องมือวิจัย ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตเครื่องจักสานดั้งเดิม อาทิ ชะลอม พัด ตะกร้า ด้วยลวดลายลายสองและลายสามที่สืบทอดมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการปรับตัวเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ กลุ่มจึงพัฒนารูปแบบและลวดลายใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่โดยไม่สูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ การประเมิน SROI มีค่า 3.02 หมายความว่าการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางสังคม 3.02 บาท สะท้อนความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการดังกล่าว</p> <p>าหัตถกรรมจักสานและความท้าทายเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และทำการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) จากการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่บ้านวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1) สมาชิกกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่บ้านวัดโบสถ์ 2) นักวิชาการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบบันทึกการสนทนากลุ่มย่อย เป็นเครื่องมือในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่บ้านวัดโบสถ์สืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ขาดอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและไม่ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับภาควิชาการและการปรับรูปแบบให้ร่วมสมัยควบคู่กับรักษาเอกลักษณ์เดิมช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจ ส่งผลให้กลุ่มเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น โครงการนี้ให้ผลตอบแทนทางสังคม คำนวณได้เท่ากับ 3.02 แสดงให้เห็นว่าโครงการได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่สังคมแล้วในปัจจุบัน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/279332
อาหารพื้นบ้านล้านนาที่มีสรรพคุณช่วยระบายท้องที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
2025-05-26T08:58:50+07:00
จิราพร หัตถผะสุ
suwanan.kae@crru.ac.th
ณิศรา ชัยวงค์
suwanan.kae@crru.ac.th
วนิษา ปันฟ้า
suwanan.kae@crru.ac.th
สุวนันท์ แก้วจันทา
suwanan.kae@crru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาหารพื้นบ้านล้านนาที่มีสรรพคุณช่วยระบายท้องที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ มีการศึกษาเมนูอาหารพื้นบ้านล้านนา สมุนไพรและผักพื้นบ้านที่มีสรรพคุณแก้ท้องผูกหรือระบายท้องจากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงจัดสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน เพื่อคัดเลือกและวิเคราะห์เมนูอาหารพื้นบ้านล้านนาที่มีสรรพคุณระบายท้องที่เหมาะกับผู้สูงอายุ แล้วนําเมนูอาหารที่คัดเลือก มาวิเคราะห์สมุนไพรและผักพื้นบ้านที่มีสรรพคุณแก้ท้องผูกหรือระบายท้อง ผลการศึกษาพบว่า อาหารพื้นบ้านภาคเหนือที่เหมาะกับการนำไปใช้แนะนำการดูแลผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูก มี 27 เมนู เมนูที่มีผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยระบายท้องมากที่สุด 6 อันดับแรก ได้แก่ น้ำพริกข่ากับผักจิ้ม รองลงมา คือ แกงแค แกงมะรุม แกงขนุน แกงสะแลและส้าผัก ตามลำดับ ซึ่งในส่วนประกอบของเมนูอาหารล้วนมีผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยในการระบายท้อง รับประทานแล้วทำให้ขับถ่ายสะดวก เหมาะสมกับการนำมาเป็นเมนูอาหารทางเลือกสำหรับผู้อายุในชุมชนที่แพทย์แผนไทยมีโอกาสเข้าไปส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีปัญหาท้องผูกได้ในอนาคต</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/280527
ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสวัสดิการที่ได้รับของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
2025-07-15T17:41:07+07:00
สุวรรณา วานิ
tbussagone@tsu.ac.th
บุษกร ถาวรประสิทธิ์
bussagone@gmail.com
<p>การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสวัสดิการที่ได้รับของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสวัสดิการที่ได้รับของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสวัสดิการที่ได้รับของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยโลจิสติกส์<br />แบบเรียงอันดับ ผลการศึกษาพบว่าระดับสวัสดิการที่ได้รับของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในภาพรวมทุกด้าน มีระดับสวัสดิการที่ได้รับอยู่ในระดับมาก โดยมากที่สุดคือ ด้านสิทธิประโยชน์ซึ่งเท่ากับด้านสภาพเศรษฐกิจ รองลงมา คือ ด้านคุณภาพชีวิต และด้านการสนับสนุนจากรัฐบาล ตามลำดับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับสวัสดิการที่ได้รับของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า ด้านสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา และด้านสภาพเศรษฐกิจ ได้แก่ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และอาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/278938
การวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้ออาหารเพื่อสุขภาพบนโซเชียลมีเดีย ของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
2025-05-12T10:28:00+07:00
ณัฐณิชา เล็กบุรุษ
nutnicha.le@ssru.ac.th
กุลวุฒิ โตพิจิตร
nutnicha.lek@bkkthon.ac.th
วัศยา สำราญทรัพย์
nutnicha.lek@bkkthon.ac.th
ปาลิตา คำขวัญ
nutnicha.lek@bkkthon.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียกับความถี่ในการซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ 3) สำรวจความคิดเห็นและมุมมองของนักศึกษาต่อบทบาทของเนื้อหาและการสื่อสารบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สถิติเชิงถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21-23 ปี กำลังศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท โดยพฤติกรรมการซื้ออาหารเพื่อสุขภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่นิยมซื้ออาหารเพื่อสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สำหรับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน ได้แก่ ด้านราคา <br />ด้านกระบวนการ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านช่องทางจัดจำหน่าย และด้านบุคคล ผลการศึกษายังพบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ และปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JCDLQ/article/view/283582
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กปฐมวัย: รากฐานสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
2025-12-04T15:00:07+07:00
กาญจนา เถาว์ชาลี
kanjana.t@srru.ac.th
พงษ์พันธ์ พึ่งตน
kanjana.t@srru.ac.th
ธนกฤต เต็งประวัติ
kanjana.t@srru.ac.th
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงทบทวนเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับ<br />การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนาเด็กปฐมวัย สังเคราะห์แนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย รวมทั้งเสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาเด็กปฐมวัยบนฐาน<br />การมีส่วนร่วมของครอบครัวเพื่อความยั่งยืนของสังคม ข้อมูลได้จากการทบทวนเอกสารทางวิชาการ รายงานวิจัย และฐานข้อมูลด้านเด็กและครอบครัวทั้งในและต่างประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2558-2567 ผลการศึกษาพบว่า<br />การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญตามระดับการศึกษาของมารดา ฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ในบ้าน โดยสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่บ้านทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมกับพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ รูปแบบการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาถือเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเสริมสร้างศักยภาพผู้ปกครองและการสนับสนุน<br />เชิงนโยบายอย่างเป็นระบบเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการพัฒนาเด็กปฐมวัยและการพัฒนาสังคม<br />อย่างยั่งยืน</p>
2026-04-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต