วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS <p>&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563) เป็นต้นไป ได้ยกเลิกการตีพิมพ์รูปเล่มวารสารโดยจะเผยแพร่บทความแบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว</p> th-TH phisit1955@gmail.com (ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์) athiwat.tham@mcu.ac.th (พระอธิวัฒน์ ธรรมวัฒน์ศิริ) Tue, 01 Feb 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความเชื่อทางศาสนาของชาวม้ง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257227 <p class="p1"><span class="s1">ชาวม้งส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตประเทศเอเชียยังรักษาความเชื่อดั้งเดิมของตนไว้เหนียวแน่น เนื่องจากความเชื่อทางศาสนาดั้งเดิมแฝงอยู่ในวิถีวัฒนธรรมทั้งหมดของตนตั้งแต่ในครอบครัว สังคม จนถึงสภาพแวดล้อม และคติความเชื่อตั้งแต่เกิดจนตาย รวมถึงวิถีการทำเกษตร ประเพณีพิธีกรรม ดังนั้น ความเชื่อดั้งเดิมยังมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของชาวม้ง แต่ส่วนหนึ่งได้รับเอาความเชื่อทางศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน คือ การนับถือศาสนาพุทธ กรณีประเทศไทยเกิดขึ้นจากปัญหาความมั่นคงทางการเมืองจากภัยคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยได้จัดตั้งโครงการพระธรรมจาริกให้เป็นแกนนำสำคัญในการหล่อหลอมให้ชาวม้งนับถือศาสนา เพื่อลดปัญหาการเมืองและเป็นหนึ่งเดียวกันกับพลเมืองไทย ในขณะที่ศาสนาคริสต์ได้เข้ามาเผยแพร่ในกลุ่มชาวม้งตั้งแต่คริสตวรรษที่ 18 ในประเทศจีน และได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการอพยพเข้ามาในประเทศไทย ลาว เวียดนาม และพม่า มีเป้าหมายหลักเพื่อขยายศาสนิกชนผ่านการช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาล<span class="Apple-converted-space"> </span></span></p> <p class="p1"><span class="s1">อย่างไรก็ตาม ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สามารถผสานกลมกลืนกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวม้งได้เป็นอย่างดี ไม่ได้มีแนวคิดที่ขัดแย้งกับความเชื่อเรื่องผี การแบ่งแยกพื้นที่ทางสังคมในการประกอบพิธีกรรมกันอย่างชัดเจน ทำให้ศาสนาพุทธมีลักษณะกลมกลืนกับวิถีวัฒนธรรมของชาวม้ง ส่วนศาสนาคริสต์มีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในหมู่ชาวม้งส่วนใหญ่ในเอเชียก็ยังคงนับถือศาสนาแบบดั้งเดิม บางส่วนได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธก็ได้นำความเชื่อดั้งเดิมไปผสมผสานเข้าด้วยกัน ในขณะที่ชาวม้งจำนวนหนึ่งในต่างประเทศ ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์</span></p> พระครูใบฎีกาทิพย์พนากรณ์ ชยาภินนฺโท (เลาลี) Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257227 Wed, 29 Jun 2022 00:00:00 +0700 ดูแลด้วยหัวใจ จากไป ด้วยความรัก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257205 <p>หนังสือที่นำมาวิจารณ์ในครั้งนี้ชื่อหนังสือ “ดูแลด้วยหัวใจ จากไป ด้วยความรัก Palliative Care” ของแพทย์หญิงดาริน จตุรภัทรพร มาร้อยเรียงใหม่ผ่านกรณีศึกษา เพื่อนำเสนอการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative Care ซึ่งเป็นการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยเป็นการดูแลที่ไม่ได้มุ่งให้ผู้ป่วยหายจากโรค แต่เป็นการดูแลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่คุกคามชีวิต รวมถึงการป้องกันและบรรเทาความทุกข์ทรมานแบบองค์รวม ครอบคลุมมิติกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณของทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล โดยอยู่บนเป้าหมายหลักคือการเพิ่มคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ช่วยให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการดูแลครอบครัวและญาติภายหลังการจากไปของผู้ป่วย เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ได้แบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น 6 บท แต่มีละบทนั้นมีเนื้อหาดังนี้ บทที่ 1 Palliative Care ดูแลอย่างเข้าใจ บทที่ 2 สื่อสารให้เข้า (ถึง) ใจ บทที่ 3 การดูแล...ก่อนจากไป บทที่ 4 "ความเข้าใจ" กุญแจหลักสู่การรักษา บทที่ 5 แลดูผู้ดูแล และ บทที่ 6 จากไปอย่างที่ใจต้องการ</p> พระอธิวัฒน์ รตนวณฺโณ Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257205 Wed, 29 Jun 2022 00:00:00 +0700 การส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของวัด และชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/253663 <p class="p1">การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในการพัฒนาวัดและชุมชนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะในกลุ่มจังหวัดล้านนา<span class="Apple-converted-space"> </span>2) เพื่อพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนาและ<span class="Apple-converted-space"> </span>3) เพื่อการอนุรักษ์ศิลปกรรมและการสร้างสรรค์ศิลปะของวัดในกลุ่มจังหวัดล้านนา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เน้นการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) องค์ความรู้ในการพัฒนาวัดและชุมชนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะในกลุ่มจังหวัดล้านนา โดยรวมพบว่ามีลักษณะและรูปแบบในการส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของชุมชนกรณีศึกษาทั้ง 8 แห่ง มีบริบทหรือทุนทางสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน<span class="Apple-converted-space"> </span>มีจุดอ่อนจุดแข็ง มีข้อจำกัดหรือโอกาสในการพัฒนาแตกต่างกันไป 2) การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนา โดยกิจกรรมการพัฒนาและสร้างพื้นที่ส่งเสริมและอนุรักษ์ การสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชน ทั้ง 8 แห่ง ในกลุ่มจังหวัดล้านนา 3) เพื่อการอนุรักษ์ศิลปกรรม และการสร้างสรรค์ศิลปะของวัดในกลุ่มจังหวัดล้านนาที่ได้รับการจัดการที่เหมาะสมพบว่าการอนุรักษ์ และส่งเสริมศิลปะในจังหวัดล้านนานั้น มีการส่งเสริมและอนุรักษ์และการสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชนในแต่ละจังหวัดในกลุ่มจังหวัดล้านนาแตกต่างกันไปตามบริบทของชุมชน<br />ในแต่ละพื้นที่ และขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ลักษณะทางกายภาพของชุมชน และความแตกต่างของประชากรในชุมชน<span class="Apple-converted-space"> </span></p> นพดณ ปัญญาวีรทัต, พระวุฒิชัย เสียงใหญ่, พระปลัดสถิตย์ โพธิ์หล้า, สกุณา คงจันทร์ Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/253663 Tue, 01 Feb 2022 00:00:00 +0700 คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/253260 <p class="p1">การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการของจิตรกรรมฝาผนังในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษางานจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร และ<span class="Apple-converted-space"> </span>3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของงานจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ<span class="Apple-converted-space"> </span>ประกอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทำการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอด้วยการพรรณนา<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในโลกพบในถ้ำอชันตา ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาในบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน ประเทศอินเดีย เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 3-7 เรื่องราวที่เขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พุทธประวัติ และชาดกต่าง ๆ เขียนได้อย่างงดงามมีชีวิตชีวาด้วยวิธีการเขียนแบบสีปูนเปียก ถือเป็นแบบอย่างที่ก่อให้เกิดศิลปกรรมทวารวดี <br />2) ในงานจิตกรรมฝาผนังวิหารลายคำ การเขียนภาพใช้พื้นที่ของผนังทุกด้าน ยกเว้นผนังด้านหลังพระประธาน ซึ่งทำเป็นการปิดทองลงลายที่รับอิทธิพลแบบจีน เรื่องที่เขียนเป็นเรื่องสังข์ทอง และสุวรรณหงส์ โดยเรื่องสังข์ทองจะเขียนผนังด้านซ้ายมือของพระประธาน และเรื่องสุวรรณหงส์จะเขียนบนผนังขวามือของพระประธาน 3) งานจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร มีคุณค่า 6 ประการ ได้แก่ (1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ (2) คุณค่าด้านศิลปกรรม (3) คุณค่าด้านคติธรรม (4) คุณค่าด้านความงาม (5) คุณค่าด้านวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา และ (6) คุณค่าต่อสังคม วัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณี</p> พระณัฐพงษ์ สิริภทฺทจารี , ลิปิกร มาแก้ว Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/253260 Tue, 01 Feb 2022 00:00:00 +0700 วิเคราะห์แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาที่ปรากฏในการวางผังของวัดในล้านนา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254123 <p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาแนวคิดการวางผังของวัดในล้านนา 3) เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาที่ปรากฏในการวางผังของวัดในล้านนา โดยการวิจัยดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส นักวิชาการ และปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา<span class="Apple-converted-space"> </span></span></p> <p class="p1"><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong>1) แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา ได้รับแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู แล้วนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา 2) สำหรับการวางผังของวัดในล้านนา ถ้าเป็นวัดหลวง จะมีลักษณะการวางผังวัดที่ใช้แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาที่ชัดเจน โดยรูปแบบการวางประกอบด้วย องค์พระธาตุเจดีย์ วิหาร สำคัญมากที่สุด มีวิหารตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของวัด และเรียงตัวอาคารตามแนวแกนทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก ส่วนวัดราษฎร์มีลักษณะการวางผังวัดที่เน้นการใช้สอยมากกว่า ให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่า 3) การวางผังแสดงให้เห็นถึงความหมายในเชิงสัญลักษณ์ขององค์ประกอบในวัด เรียกว่า พระรัตนตรัยในล้านนา หรือข่วงแก้วทั้งสาม ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวคือ มีวิหารเปรียบได้กับตัวแทนของพระพุทธเจ้า มีหอธรรมเปรียบได้กับตัวแทนของพระธรรม และมีกุฏิสงฆ์เปรียบได้กับตัวแทนของ<br />พระสงฆ์ อย่างไรก็ตาม การวางผังวัดทั้ง 2 ประเภทของล้านนา อันได้แก่ วัดหลวง และวัดราษฎร์ก็ยังคงเน้นความสำคัญของ พระธาตุเจดีย์หรือวิหารเป็นหลัก ซึ่งหมายถึง การให้ความสำคัญต่อพระพุทธเจ้ามากกว่าพระธรรมและพระสงฆ์</p> ชุติมา สุคัณธสิริกุล, เทพประวิณ จันทร์แรง, วิโรจน์ อินทนนท์ Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254123 Tue, 01 Feb 2022 00:00:00 +0700 การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพุทธ : กรณีศึกษาชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254122 <p class="p1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีในการแก้ปัญหาความยากจน<span class="Apple-converted-space"> </span>2) เพื่อศึกษากระบวนการแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา 3) เพื่อวิเคราะห์การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพุทธของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา<span class="Apple-converted-space"> </span>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม จากชุมชุนเกษตรกรรมภายใต้การดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9</p> <p class="p2"><span class="s1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) แนวคิดและทฤษฎีในการแก้ปัญหาความยากจน </span>ประกอบด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม <span class="s1">ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำ </span>แนวคิดพุทธเศรษฐศาสตร์<span class="s1"> และการพึ่งตนเองด้วยสัมมาชีพ 2) กระบวนการแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ใน 3 ประการคือ (1) การทำความเข้าใจภูมิสังคมของตนเอง (เข้าใจ) (2) การวิเคราะห์ชุมชนของตนเอง (เข้าถึง) <br />(3) การพัฒนาแก้ไขความยากจนของตนเอง (พัฒนา) 3) การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพุทธของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น หลักอริยสัจ 4 ในการทำความเข้าใจสาเหตุของความยากจน หลักสันโดษ 3 ในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 บูรณาการกับการใช้ทฤษฎีบันได 9 ขั้น ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน</span></p> บัวสวรรค์ จันทร์พันดาว, เทพประวิณ จันทร์แรง, สยาม ราชวัตร Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254122 Tue, 01 Feb 2022 00:00:00 +0700 แนวทางการใช้สติในการบำบัดผู้ที่มีอาการอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254120 <p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ</span> 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องโรคทางจิตในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาเรื่องโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว 3) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้สติในการบำบัดอาการอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p class="p2"><span class="s2">ผลการศึกษาพบว่า 1) โรคทางจิต มีศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า เจตสิกโรโค หมายถึง โรคที่เกิดกับจิตใจ อันมีสาเหตุมาจากอุปกิเลส ทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจมีอารมณ์และความกังวลที่รุนแรงทำให้บางคนมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น มีความโลภ มีจิตคิดร้าย มีความโกรธ ผูกใจเจ็บ ลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น<span class="Apple-converted-space"> </span>ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน มีความริษยา มีความตระหนี่ มีมารยา เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดจากเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีลักษณะเร่งรีบมีการแข่งขัน มีการหาความสุขแบบฉาบฉวยที่เน้นด้านวัตถุทั้งเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศและอำนาจ อุปกิเลสเหล่านี้ทำให้จิตใจของมนุษย์ห่างเหินจากขนบธรรมเนียมประเพณี คุณงามความดี คนส่วนมากดิ้นรนไปตามกิเลสซึ่งนำพาจิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความทุกข์, ความเดือดร้อน,ความประมาท,ความหลงระเริง, ความอยากได้ ความวุ่นวาย, ความกังวล, ความหวาดกลัว, ความเบื่อหน่าย, ความเศร้าใจ</span> และท้อแท้ ซึ่งอาจทำให้บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จิตใจจึงอยู่ในสภาพที่เป็นทุกข์หรืเรียกอีกอย่างว่า “โรคทางจิต” 2) ในส่วนของโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ โรคนี้มีปฏิกิริยาเหมือนกันกับความเครียดที่เกิดในคนปกติที่อาจจะมีความวิตกกังวลร่วมกับอาการจิตใจไม่สดชื่น แต่ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วจะอยู่นานกว่าปกติจนในที่สุดก็รุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น อารมณ์เศร้าหรือครึกครื้นก็จะมากขึ้นไม่ยอมหายลักษณะอาการเช่นนี้ อาจเป็นครั้งเดียวแต่เป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี 3) การมีสติจะทำให้ไม่ปล่อยให้ใจเลื่อนลอย ไม่ปล่อยให้ความนึกคิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ แต่จะคอยเฝ้าระวัง เหมือนจับตาดูอารมณ์ที่ผ่านมาแต่ละอย่าง โดยใช้การตามดูรู้ทัน ทั้งร่างกายและความรู้สึกนึกคิดที่เป็นปัจจุบันขณะ ผู้ที่มีอาการอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว ซึ่งเมื่ออยู่ในกระบวนการทำงานของจิตที่มีสติ ทำให้รู้เห็นตามที่มันเป็นคือการรู้ตามความจริง จนทำให้อยู่ในภาวะตื่นตัว สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นและคอยรักษาท่าทีของจิตโดยไม่รู้สึกทั้งในด้านติดใครอยากได้ และด้านขุ่นหมองขัดข้องใจ ให้ปราศจากอาการแปรปรวน ซึ่งเป็นภาวะจิตที่มีความปลอดโปร่ง โล่งเบา ผ่องใส ผ่อนคลาย</p> ภัทราวดี คงมั่น, เยื้อง ปั้นเหน่งเพ็ชร, ปรุตม์ บุญศรีตัน Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254120 Tue, 01 Feb 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางในการป้องกันพฤติกรรมรุนแรงโดยใช้หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ตาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/255031 <p class="p1"><span class="s1"><span class="Apple-converted-space"> </span></span>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการตระหนักรู้พฤติกรรมรุนแรง ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมรุนแรง และทักษะการควบคุมพฤติกรรมรุนแรงของนักศึกษา 2) เพื่อศึกษาสาเหตุและผลกระทบของพฤติกรรมรุนแรงของนักศึกษา 3) เพื่อค้นหาแนวทางในการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมรุนแรงของนักศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ตาก จำนวน 335 คน</p> <p class="p2"><span class="Apple-converted-space"> </span>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาตระหนักรู้พฤติกรรมรุนแรงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄<span class="Apple-converted-space"> x̄ </span>= 3.78) โดยค่าเฉลี่ยมากสุดคือ นักศึกษาจะรู้ตัวทันทีเมื่อเริ่มมีอารมณ์<br /><span class="s3">เสีย (<span class="Apple-converted-space"> x̄x̄ </span>= 4.18) ส่วนทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมรุนแรงในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลา</span>ง (<span class="Apple-converted-space"> x̄x̄ </span>= 2.49) โดยค่าเฉลี่ยมากสุดคือ นักศึกษาเห็นว่าเมื่อถูกทำร้ายจะโต้ตอบทันที <br />(<span class="Apple-converted-space"> x̄x̄ </span>= 3.46) และทักษะการควบคุมพฤติกรรมรุนแรงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />(<span class="Apple-converted-space"> x̄x̄ </span>= 3.65) โดยค่าเฉลี่ยมากสุดคือ นักศึกษาเรียนรู้ที่จะให้เกียรติและเคารพสิทธิของผู้อื่น (<span class="Apple-converted-space"> x̄x̄</span>= 4.11) 2) สาเหตุของพฤติกรรมรุนแรงเกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล สภาพแวดล้อมทางสังคม สถานการณ์ และวัฒนธรรมความเชื่อ โดยเกิดผลกระทบทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม 3) แนวทางประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อป้องกันแก้ไขพฤติกรรมรุนแรง ได้แก่ การปฐมนิเทศปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่นักศึกษาใหม่ <span class="s4">นำหลักธรรมทางพุทธศาสนาสอดแทรกในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป </span>สอดแทรกหลักคุณธรรมพื้นฐานในทุกรายวิชา ปรับรูปแบบการสอนที่สอดแทรกหลักธรรมโดยพิจารณาให้เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาความเป็นมนุษย์และเตรียมพร้อมสู่การใช้ชีวิตการทำงานในอนาคต ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยควรกำหนดนโยบายและกิจกรรมที่ชัดเจนในการดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p> สุรนที เกียงเกษร, กัญญ์ฐิตา ศรีภา Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/255031 Fri, 24 Jun 2022 00:00:00 +0700 อุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนดพิเศษ พ.ศ.2557-พ.ศ. 2562 กรณีศึกษาแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/252034 <p class="p1">การวิจัยเรื่อง เรื่องอุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนดพิเศษ ปี พ.ศ.2557-พ.ศ. 2562 <span class="Apple-converted-space"> </span>กรณีศึกษาแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง<span class="Apple-converted-space"> </span><br />มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาอุดมการณ์ของแกนนำ ìกลุ่มคนอยากเลือกตั้งî 2) ศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่อุดมการณ์ ของแกนนำ ìกลุ่มคนอยากเลือกตั้งî โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เจาะลึก แกนนำของขบวนการการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จำนวน 3 คน</p> <p class="p1"><span class="Apple-converted-space"> </span>ผลการวิจัยพบว่า<span class="Apple-converted-space"> </span>1) อุดมการณ์ทางการเมืองแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เดียวกัน คือความยุติธรรมและเรื่องประชาธิปไตย ด้านสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ที่ต้องการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั้ง 3 คน มีทิศทางทางความคิด และความเชื่อแบบเดียวกัน 2) เงื่อนไขที่นำไปสู่อุดมการณ์ พบว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในมิติด้านการเมืองเหมือนกัน ประกอบกับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เป็นปัจจัยที่ทำให้อุดมการณ์เข้มข้นขึ้น</p> มูฮำหมัดมาฮเดร์ซันชีโร่ อิซุมิ Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/252034 Wed, 23 Feb 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาประสิทธิภาพการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ด้วยการไกล่เกลี่ยของสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองที อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256143 <p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพี่อศึกษาสภาพปัญหาความขัดแย้งของชุมชน และเพื่อศึกษาประสิทธิภาพการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ด้วยการไกล่เกลี่ยของสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองที อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีกลุ่มตัวอย่างที่จำนวน 334 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 10 คน ใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครงเป็นเครื่องการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการแจกแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์รายบุคคลและกิจกรรมสนทนากลุ่ม มีตัวแปร 2 ตัว คือ ตัวแปรต้น ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูล<span class="Apple-converted-space"> </span>และตัวแปรตาม<span class="Apple-converted-space"> </span>ได้แก่ ประสิทธิภาพการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ด้วยการไกล่เกลี่ยของสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองที ใช้สถิติพื้นฐานและสถิติเปรียบเทียบ วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคม</span><span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาอุปสรรคการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ด้วยการไกล่เกลี่ยจำแนกตามตัวแปรมีแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<span class="Apple-converted-space"> </span>ประสิทธิภาพในการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ด้วยการไกล่เกลี่ยโดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄= 4.03 S.D. 0.287)<span class="Apple-converted-space"> </span>สามารถจำแนกเป็นรายข้อเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้<span class="Apple-converted-space"> </span>ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄= 4.30 S.D. 0.234) ด้านการให้บริการอยู่ในระดับมาก (x̄= 3.98 S.D. 0.290) ด้านการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก (x̄= 3.81 S.D. 0.448)</p> เกรียงศักดิ์ เตียเจริญวรรธน์; พิพัฒน์ วิถี Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256143 Sat, 25 Jun 2022 00:00:00 +0700 การสร้างต้นแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256330 <p class="p1">การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ <span class="s1">(1) </span>เพื่อสร้างแอพพลิเคชั่นพิพิธภัณฑ์ชุมชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์น <span class="s1">(2) </span>เพื่อศึกษากระบวนการจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น<span class="s1">และ (3) </span>เพื่อเสนอต้นแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ<span class="Apple-converted-space"> </span>จำนวน 25 รูป/คน และ<span class="s3">การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม<span class="Apple-converted-space"> </span></span></p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1)<span class="Apple-converted-space"> </span>การสร้างแอพพลิเคชั่นพิพิธภัณฑ์ชุมชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มีวิธีการสร้าง 9 ขั้นตอน คือ (1) การศึกษาความต้องการของแอพพลิเคชั่น (2) การเตรียมเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมหลัก (3) การเตรียมแฟ้ม app.json ซึ่งเป็นข้อกำหนดแอพพลิเคชั่น แต่ละ release (4) การเตรียมแฟ้ม App.js (5) การติดตั้งและสั่งประมวลผล (6) การส่งผลงานขึ้นไปยัง expo.io (7) การเข้าไปในเว็ปไซต์ expo.io (8) การเตรียมภาพสำหรับประกอบการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใน Store และ (9) การเข้าไปสมัครใช้งาน google developer account</p> <p class="p1">2) การพัฒนาระบบและเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดทำรูปแบบทะเบียนโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ชุมชนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาพัฒนาระบบและเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปตามลำดับ แบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ (2) การจัดทำระบบโดยมีการสร้าง QR Code และ (3) การพัฒนาระบบและเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ชุมชนในระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยการจัดทำเว็ปไซต์พิพิธภัณฑ์ชุมชนในระบบอิเล็กทรอนิกส์<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p class="p1">3) ได้เสนอต้นแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยจัดทำระบบข้อมูลโบราณวัตถุทั้งหมด 90 ชิ้น จากวัดทั้ง 3 วัด วัดละ 30 ชิ้น เพื่อนำมาจัดทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 1) มีการจัดทำ OR Code 2) มีการสร้างแอพพลิเคชั่น และ 3) มีการจัดทำเว็ปไซต์พิพิธภัณฑ์ชุมชน<span class="Apple-converted-space"> </span></p> ณฤณีย์ ศรีสุข, พระอธิการสุชาติ จนฺทสโร (สายโรจน์), บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256330 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุตามหลักพุทธธรรม : กรณีศึกษาผู้สูงอายุบ้านศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254350 <p class="p1"><span class="s1">บทความการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและการจัดการสุขภาวะของผู้สูงอายุบ้านศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะตามหลักพุทธธรรมของผู้สูงอายุบ้านศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะตามหลักพุทธธรรมของผู้สูงอายุบ้านศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่<span class="Apple-converted-space"> </span></span></p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะตามหลักพุทธธรรมของผู้สูงอายุบ้านศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ต้องมีฐานคิด ทุนสังคม และศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุเพื่อสร้างชุมชนจัดการตนเอง คือ การมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ แก้ไขปัญหาโดยใช้ภาคีเครือข่าย สร้างความมีจิตสาธารณะ เพื่อพัฒนาศักยภาพการดูแลสุขภาพ พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะชุมชน จัดระบบบริการสุขภาพ จัดตั้งกองทุน/สวัสดิการและนำใช้ข้อมูลตำบลมาพัฒนางานอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ใช้ระบบฐานข้อมูลตำบล บูรณาการทุนและศักยภาพทางสังคมภายในและภายนอกพื้นที่ เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพความเป็นอยู่ และการพึ่งพาตนเอง ดูแลผู้ที่จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุและผู้สูงอายุ โดยเน้น 4 มิติ คือ (1) การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (2) การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุด้านการเรียนรู้สัมมาอาชีพ (3) การเตรียมความพร้อมก่อนวัยผู้สูงอายุ และ (4) การจัดสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ควรนำลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุทั้งสี่ด้าน<span class="Apple-converted-space"> </span></p> พระโสภรัณญวิช ภูริวฑฺฒวโร (พรแจ้), พระวิทวัส ปภสฺสรญาโณ, เทพประวิณ จันทร์แรง, วิโรจน์ วิชัย Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254350 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 The Implementation of Quizizz Application to Enhance Reading Comprehension Ability of Mathayomsuksa 2 Students https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256358 <p>The objectives of this research were to compare the students’ reading comprehension ability before and after the implementation of the Quizizz application and to explore the students’ opinions about the implementation of the Quizizz application to enhance their reading comprehension ability. The population was 276 Mathayomsuksa 2 students who enrolled in the course of Supplementary English (E22201) in the first semester of the 2021 academic year at Dara Academy, Chiang Mai, Thailand. The sample group consisted of 46 Mathayomsuksa 2/6 students obtained by applying the cluster sampling method. The research instruments used were the lesson plans, the pre-and post-test English reading comprehension, and a questionnaire. Statistical methods for data analysis included mean (x̄), percentage, standard deviation (S.D.), and the paired sample t-test. The results revealed the implementation of the Quizizz application enhanced the students’ reading comprehension ability. The average of the post-test score result was significantly higher than the average of the pre-test score at a level of .05. The students had an overwhelmingly positive opinion of the implementation of this instructional application. They found reading comprehension class with the implementation of the Quizizz application enjoyable, and they viewed that the use of the Quizizz application enabled them to understand and learn systematically.</p> Saruttaya Penhataikul Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256358 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 The effects of Nearpod application on improving vocabulary Knowledge of Mathayom Suksa 3 students at Sansaiwithayakom school in Chiang Mai province https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256168 <p class="p1">The objectives of this research were 1) to develop the vocabulary lessons via the Nearpod application to enhance the vocabulary knowledge of Mathayom Suksa 3 students at Sansai Withayakhom School in Chiang Mai province, 2) to compare the vocabulary knowledge of the students before and after learning vocabulary via the Nearpod application, and 3) to investigate the studentsí satisfaction with learning vocabulary via the Nearpod application. The study was quantitative research and the research instruments consisted the vocabulary lessons via the Nearpod application, a vocabulary knowledge test, and a Satisfaction questionnaire. The first finding presented that the <br />vocabulary lessons via the Nearpod application were effective (IOC=0.7-1). <br /><span class="s1">The second finding found that the learning achievement of vocabulary knowledg</span>e via Nearpod application after learning was significantly higher than before at 0.08. Finally, the third finding showed that the studentsí high satisfaction with Mathayom Suksa 3 with learning vocabulary via the Nearpod application.</p> Patcharapan Srisakonwat Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256168 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ของคณะสงฆ์ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256726 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการพัฒนาพื้นที่ของคณะสงฆ์อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ของคณะสงฆ์อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ของคณะสงฆ์อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการการวิจัยแบบผสานวิธี </p> <p> ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาพื้นที่ ส่วนมากอยู่ด้านการสาธารณสงเคราะห์อยู่ในระดับมาก (x̄= 4.0.8, S.D. = 0.878) ส่วนของความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ของคณะสงฆ์ โดยภาพรวม พบว่า ส่วนมากอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพอยู่ในระดับมาก (x̄= 4.05, S.D. = 0.758)</p> <p> 2) รูปแบบการพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์นั้นมีทั้งหมด ๖ ด้าน (1) ด้านการปกครอง มีการยึดตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายข้อบังคับอื่นๆ (2) ด้านศาสนศึกษา มีการสนับสนุนพระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาในพระปริยัติธรรมทั้งสามัญ นักธรรมและบาลี (3) ด้านการเผยแผ่ มีการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดประโยชน์ (4) ด้านสาธารณูปการ มีการขออนุญาตจัดสร้างศาสนวัตถุ ศาสนาสถานอย่างถูกต้องตามกฎระเบียน (5) ด้านการศึกษาสงเคราะห์ มีการมอบทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุ สามเณร (6) ด้านสาธารณะสงเคราะห์ มีการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน</p> <p> 3) การพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ มี 4 พื้นที่ (1) พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ทางกายภาพ พัฒนาพื้นที่ให้มีความสวยงาม สะอาด ร่มรื่น สอดแทรกความหมายตามหลักทางพระพุทธศาสนา (2) พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ทางการเรียนรู้ เช่น แหล่งสมุนไพร ห้องสมุดในวัด (3) พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม จัดพื้นที่ภายในวัดให้เป็นแหล่งสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม (4) พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ทางจิตใจและวิญญาณ จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำตำบล</p> พระอภิรักษ์ ญาณสํวโร, พระครูศรีปริยัตยารักษ์, ทิพพาภรณ์ เยสุวรรณ์ Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/256726 Tue, 28 Jun 2022 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์องค์ความรู้พุทธศิลปกรรมในล้านนา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257210 <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ <span class="s1">1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของพุทธศิลปกรรมในล้านนา 2) เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางพุทธศิลปกรรมล้านนา แก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา และชุมชน 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 3) เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้พุทธศิลปกรรมล้านนาเพื่อการส่งเสริมการศึกษาการพัฒนาคุณภาพศิลปะ และการสร้างเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ </span>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ <span class="s1">โดยการศึกษาพุทธศิลปกรรมล้านนาในภาคเหนือตอนบน</span></p> <p class="p1">ผลของการศึกษาพบว่า 1) ศิลปกรรมล้านนาได้รับอิทธิพลจากการเผยแผ่เข้ามาของพระพุทธศาสนาในแต่ละยุคดังนี้ ยุคที่ 1 พุทธศิลปกรรมล้านนาสมัยอาณาจักรหริภุญชัย ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ยุคที่ 2 พุทธศิลปกรรมล้านนาสมัยอาณาจักรเชียงแสนñโยนก ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ยุคที่ 3 พุทธศิลปกรรมล้านนาสมัยอาณาจักรล้านนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ถึง 21 และยุคที่ 4 พุทธศิลปกรรมล้านนาสมัยปัจจุบัน นับตั้งแต่สมัยพม่าปกครอง ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 2) อัตลักษณ์ของพุทธศิลปกรรมล้านนามีรูปแบบและอัตลักษณ์ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะหริภุญชัย มอญ พม่า จีนตอนใต้ สุโขทัย และล้านช้าง ทำให้มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือ ความวิจิตรงดงาม ความอ่อนช้อยของลวดลายและรูปทรง ความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน จนกระทั่งพัฒนาเป็นต้นแบบพุทธศิลป์ล้านนาในปัจจุบัน และ 3) การสังเคราะห์องค์ความรู้พุทธศิลป์ล้านนาแบบร่วมสมัย โดยจัดกิจกรรมถอดบทเรียนการเรียนรู้ศิลปะกับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พุทธศิลปกรรมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม</p> เทวัญ เอกจันทร์, พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, สมบูรณ์ ตาสนธิ, ประดิษฐ์ ปัญญาจีน, จิตรเทพ ปิ่นแก้ว Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257210 Tue, 28 Jun 2022 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์องค์ความรู้ศิลปกรรมในล้านนา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257234 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของศิลปกรรมในล้านนา 2) เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางศิลปกรรมล้านนา แก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา และชุมชน 8 จังหวัดภาคเหนือ และ 3) เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้งานศิลปกรรมล้านนา ในการส่งเสริมการศึกษาการพัฒนาคุณภาพทางศิลปะ และการสร้างเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการศึกษาศิลปกรรมล้านนาในภาคเหนือตอนบน</p> <p>ผลของการศึกษา พบว่า 1) ประวัติศาสตร์ศิลปกรรมในล้านนา มีร่องรอยหลักฐานศิลปวัตถุและแหล่งโบราณสถานที่กระจายตัวอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยจำนวนมาก ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 โดยมีคติความเชื่อธรรมชาตินิยมหรือวิญญาณนิยม ก่อให้เกิดศิลปะผนังถ้ำ และลวดลายประดับในเครื่องมือเครื่องใช้ ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาจึงมีการผสมผสานคติความเชื่อดั้งเดิมกับพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกันโดยการสืบทอดมาจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรหริภุญชัย ผสมผสานกับศิลปะเชียงแสนแห่งอาณาจักรโยนก ทำให้ศิลปกรรมล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท 2) การเสริมสร้างความรู้ทางศิลปกรรมล้านนาโดยการจัดกิจกรรมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ศิลปกรรมท้องถิ่น กิจกรรมการฝึกอบรมความรู้และเทคนิคด้านศิลปะล้านนาแก่นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป และ 3) การสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมล้านนาที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวโดยการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในชุมชนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่แสดงถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมในชุมชน </p> ปฏิเวธ เสาว์คง, พรศิลป์ รัตนชูเดช, ธีระพงษ์ จาตุมา, อำนาจ ขัดวิชัย Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257234 Tue, 28 Jun 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสืบสานศิลปะพื้นถิ่น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257211 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาสำรวจความต้องการและความพึงพอใจของการท่องเที่ยวในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อพัฒนาภูมิทัศน์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะชุมชนวัดท่าข้าม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และ 4) เพื่อจัดทำภูมิสารสนเทศการท่องเที่ยวในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เส้นทางและแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอฮอด จำนวน 20 แห่ง แบ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 10 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ จำนวน 10 แห่ง โรงแรมที่พักและจุดกางเต็นท์ 10 แห่ง และร้านอาหาร 10 ร้าน 2) ความต้องการและความพึงพอใจของการท่องเที่ยวในอำเภอฮอด อยู่ในระดับมาก 3) การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะชุมชนวัดท่าข้าม โดยการปรับปรุงศาลาบาตรรอบหอระฆัง เพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะชุมชนเมืองฮอดพร้อมทั้งการจัดภูมิทัศน์โดยรอบ และ 4) การสร้างภูมิสารสนเทศการท่องเที่ยวในอำเภอฮอดเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเป็นระบบสืบค้นข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยว ในเว็บแอพพลิเคชั่น ประกอบด้วย ภาพถ่ายของแหล่งท่องเที่ยว แผนที่แสดงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกบนแผนที่จาก Google Map ด้วยโปรแกรม Web Browser สามารถเข้าถึงได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (Smart Phone) ในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ภัชรบถ ฤทธิ์เต็ม, พระอธิวัฒน์ ธรรมวัฒน์, ดร. Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/257211 Tue, 28 Jun 2022 00:00:00 +0700