https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/issue/feed วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา 2022-02-01T10:11:39+07:00 ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ phisit1955@gmail.com Open Journal Systems <p>&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563) เป็นต้นไป ได้ยกเลิกการตีพิมพ์รูปเล่มวารสารโดยจะเผยแพร่บทความแบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/253663 การส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของวัด และชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนา 2021-12-29T21:12:24+07:00 นพดณ ปัญญาวีรทัต nopphadon.pan@mcu.ac.th พระวุฒิชัย เสียงใหญ่ mahasatto@gmail.com พระปลัดสถิตย์ โพธิ์หล้า Sathidpholar7@gmail.com สกุณา คงจันทร์ skunakongjun0@gmail.com <p class="p1">การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในการพัฒนาวัดและชุมชนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะในกลุ่มจังหวัดล้านนา<span class="Apple-converted-space"> </span>2) เพื่อพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนาและ<span class="Apple-converted-space"> </span>3) เพื่อการอนุรักษ์ศิลปกรรมและการสร้างสรรค์ศิลปะของวัดในกลุ่มจังหวัดล้านนา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เน้นการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) องค์ความรู้ในการพัฒนาวัดและชุมชนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะในกลุ่มจังหวัดล้านนา โดยรวมพบว่ามีลักษณะและรูปแบบในการส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของชุมชนกรณีศึกษาทั้ง 8 แห่ง มีบริบทหรือทุนทางสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน<span class="Apple-converted-space"> </span>มีจุดอ่อนจุดแข็ง มีข้อจำกัดหรือโอกาสในการพัฒนาแตกต่างกันไป 2) การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมและอนุรักษ์การสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนา โดยกิจกรรมการพัฒนาและสร้างพื้นที่ส่งเสริมและอนุรักษ์ การสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชน ทั้ง 8 แห่ง ในกลุ่มจังหวัดล้านนา 3) เพื่อการอนุรักษ์ศิลปกรรม และการสร้างสรรค์ศิลปะของวัดในกลุ่มจังหวัดล้านนาที่ได้รับการจัดการที่เหมาะสมพบว่าการอนุรักษ์ และส่งเสริมศิลปะในจังหวัดล้านนานั้น มีการส่งเสริมและอนุรักษ์และการสร้างสรรค์ศิลปะของวัดและชุมชนในแต่ละจังหวัดในกลุ่มจังหวัดล้านนาแตกต่างกันไปตามบริบทของชุมชน<br />ในแต่ละพื้นที่ และขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ลักษณะทางกายภาพของชุมชน และความแตกต่างของประชากรในชุมชน<span class="Apple-converted-space"> </span></p> 2022-02-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/253260 คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร 2021-12-12T23:23:10+07:00 พระณัฐพงษ์ สิริภทฺทจารี in-tha-ra-wong_141233@hotmail.com ลิปิกร มาแก้ว lipikornart@gmail.com <p class="p1">การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการของจิตรกรรมฝาผนังในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษางานจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร และ<span class="Apple-converted-space"> </span>3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของงานจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ<span class="Apple-converted-space"> </span>ประกอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทำการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอด้วยการพรรณนา<span class="Apple-converted-space"> </span></p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในโลกพบในถ้ำอชันตา ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาในบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน ประเทศอินเดีย เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 3-7 เรื่องราวที่เขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พุทธประวัติ และชาดกต่าง ๆ เขียนได้อย่างงดงามมีชีวิตชีวาด้วยวิธีการเขียนแบบสีปูนเปียก ถือเป็นแบบอย่างที่ก่อให้เกิดศิลปกรรมทวารวดี <br />2) ในงานจิตกรรมฝาผนังวิหารลายคำ การเขียนภาพใช้พื้นที่ของผนังทุกด้าน ยกเว้นผนังด้านหลังพระประธาน ซึ่งทำเป็นการปิดทองลงลายที่รับอิทธิพลแบบจีน เรื่องที่เขียนเป็นเรื่องสังข์ทอง และสุวรรณหงส์ โดยเรื่องสังข์ทองจะเขียนผนังด้านซ้ายมือของพระประธาน และเรื่องสุวรรณหงส์จะเขียนบนผนังขวามือของพระประธาน 3) งานจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร มีคุณค่า 6 ประการ ได้แก่ (1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ (2) คุณค่าด้านศิลปกรรม (3) คุณค่าด้านคติธรรม (4) คุณค่าด้านความงาม (5) คุณค่าด้านวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา และ (6) คุณค่าต่อสังคม วัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณี</p> 2022-02-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254123 วิเคราะห์แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาที่ปรากฏในการวางผังของวัดในล้านนา 2022-01-24T21:56:29+07:00 ชุติมา สุคัณธสิริกุล chutima.sukanthasirikul@gmail.com เทพประวิณ จันทร์แรง thepprawinchanreang@gmail.com วิโรจน์ อินทนนท์ inthanonviroj@gmail.com <p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาแนวคิดการวางผังของวัดในล้านนา 3) เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาที่ปรากฏในการวางผังของวัดในล้านนา โดยการวิจัยดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส นักวิชาการ และปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา<span class="Apple-converted-space"> </span></span></p> <p class="p1"><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong>1) แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา ได้รับแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู แล้วนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา 2) สำหรับการวางผังของวัดในล้านนา ถ้าเป็นวัดหลวง จะมีลักษณะการวางผังวัดที่ใช้แนวคิดเรื่องจักรวาลวิทยาที่ชัดเจน โดยรูปแบบการวางประกอบด้วย องค์พระธาตุเจดีย์ วิหาร สำคัญมากที่สุด มีวิหารตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของวัด และเรียงตัวอาคารตามแนวแกนทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก ส่วนวัดราษฎร์มีลักษณะการวางผังวัดที่เน้นการใช้สอยมากกว่า ให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่า 3) การวางผังแสดงให้เห็นถึงความหมายในเชิงสัญลักษณ์ขององค์ประกอบในวัด เรียกว่า พระรัตนตรัยในล้านนา หรือข่วงแก้วทั้งสาม ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวคือ มีวิหารเปรียบได้กับตัวแทนของพระพุทธเจ้า มีหอธรรมเปรียบได้กับตัวแทนของพระธรรม และมีกุฏิสงฆ์เปรียบได้กับตัวแทนของ<br />พระสงฆ์ อย่างไรก็ตาม การวางผังวัดทั้ง 2 ประเภทของล้านนา อันได้แก่ วัดหลวง และวัดราษฎร์ก็ยังคงเน้นความสำคัญของ พระธาตุเจดีย์หรือวิหารเป็นหลัก ซึ่งหมายถึง การให้ความสำคัญต่อพระพุทธเจ้ามากกว่าพระธรรมและพระสงฆ์</p> 2022-02-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254122 การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพุทธ : กรณีศึกษาชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา 2022-01-24T21:05:25+07:00 บัวสวรรค์ จันทร์พันดาว buaswan.jun@mcu.ac.th เทพประวิณ จันทร์แรง thepprawinchanreang@gmail.com สยาม ราชวัตร kursiamrat@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีในการแก้ปัญหาความยากจน<span class="Apple-converted-space"> </span>2) เพื่อศึกษากระบวนการแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา 3) เพื่อวิเคราะห์การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพุทธของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา<span class="Apple-converted-space"> </span>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม จากชุมชุนเกษตรกรรมภายใต้การดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9</p> <p class="p2"><span class="s1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) แนวคิดและทฤษฎีในการแก้ปัญหาความยากจน </span>ประกอบด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม <span class="s1">ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำ </span>แนวคิดพุทธเศรษฐศาสตร์<span class="s1"> และการพึ่งตนเองด้วยสัมมาชีพ 2) กระบวนการแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ใน 3 ประการคือ (1) การทำความเข้าใจภูมิสังคมของตนเอง (เข้าใจ) (2) การวิเคราะห์ชุมชนของตนเอง (เข้าถึง) <br />(3) การพัฒนาแก้ไขความยากจนของตนเอง (พัฒนา) 3) การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพุทธของชุมชนเกษตรกรรมตามศาสตร์พระราชา เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น หลักอริยสัจ 4 ในการทำความเข้าใจสาเหตุของความยากจน หลักสันโดษ 3 ในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 บูรณาการกับการใช้ทฤษฎีบันได 9 ขั้น ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน</span></p> 2022-02-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/254120 แนวทางการใช้สติในการบำบัดผู้ที่มีอาการอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว 2022-01-24T20:56:21+07:00 ภัทราวดี คงมั่น pk_sine@hotmail.com เยื้อง ปั้นเหน่งเพ็ชร yuengp@hotmail.com ปรุตม์ บุญศรีตัน parud145@gmail.com <p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ</span> 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องโรคทางจิตในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาเรื่องโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว 3) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้สติในการบำบัดอาการอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p class="p2"><span class="s2">ผลการศึกษาพบว่า 1) โรคทางจิต มีศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า เจตสิกโรโค หมายถึง โรคที่เกิดกับจิตใจ อันมีสาเหตุมาจากอุปกิเลส ทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจมีอารมณ์และความกังวลที่รุนแรงทำให้บางคนมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น มีความโลภ มีจิตคิดร้าย มีความโกรธ ผูกใจเจ็บ ลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น<span class="Apple-converted-space"> </span>ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน มีความริษยา มีความตระหนี่ มีมารยา เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดจากเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีลักษณะเร่งรีบมีการแข่งขัน มีการหาความสุขแบบฉาบฉวยที่เน้นด้านวัตถุทั้งเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศและอำนาจ อุปกิเลสเหล่านี้ทำให้จิตใจของมนุษย์ห่างเหินจากขนบธรรมเนียมประเพณี คุณงามความดี คนส่วนมากดิ้นรนไปตามกิเลสซึ่งนำพาจิตใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความทุกข์, ความเดือดร้อน,ความประมาท,ความหลงระเริง, ความอยากได้ ความวุ่นวาย, ความกังวล, ความหวาดกลัว, ความเบื่อหน่าย, ความเศร้าใจ</span> และท้อแท้ ซึ่งอาจทำให้บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จิตใจจึงอยู่ในสภาพที่เป็นทุกข์หรืเรียกอีกอย่างว่า “โรคทางจิต” 2) ในส่วนของโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ โรคนี้มีปฏิกิริยาเหมือนกันกับความเครียดที่เกิดในคนปกติที่อาจจะมีความวิตกกังวลร่วมกับอาการจิตใจไม่สดชื่น แต่ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วจะอยู่นานกว่าปกติจนในที่สุดก็รุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น อารมณ์เศร้าหรือครึกครื้นก็จะมากขึ้นไม่ยอมหายลักษณะอาการเช่นนี้ อาจเป็นครั้งเดียวแต่เป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี 3) การมีสติจะทำให้ไม่ปล่อยให้ใจเลื่อนลอย ไม่ปล่อยให้ความนึกคิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ แต่จะคอยเฝ้าระวัง เหมือนจับตาดูอารมณ์ที่ผ่านมาแต่ละอย่าง โดยใช้การตามดูรู้ทัน ทั้งร่างกายและความรู้สึกนึกคิดที่เป็นปัจจุบันขณะ ผู้ที่มีอาการอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว ซึ่งเมื่ออยู่ในกระบวนการทำงานของจิตที่มีสติ ทำให้รู้เห็นตามที่มันเป็นคือการรู้ตามความจริง จนทำให้อยู่ในภาวะตื่นตัว สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นและคอยรักษาท่าทีของจิตโดยไม่รู้สึกทั้งในด้านติดใครอยากได้ และด้านขุ่นหมองขัดข้องใจ ให้ปราศจากอาการแปรปรวน ซึ่งเป็นภาวะจิตที่มีความปลอดโปร่ง โล่งเบา ผ่องใส ผ่อนคลาย</p> 2022-02-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/252034 อุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนดพิเศษ พ.ศ.2557-พ.ศ. 2562 กรณีศึกษาแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 2021-12-19T23:27:14+07:00 มูฮำหมัดมาฮเดร์ซันชีโร่ อิซุมิ sanshiro.izumi@gmail.com <p class="p1">การวิจัยเรื่อง เรื่องอุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนดพิเศษ ปี พ.ศ.2557-พ.ศ. 2562 <span class="Apple-converted-space"> </span>กรณีศึกษาแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง<span class="Apple-converted-space"> </span><br />มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาอุดมการณ์ของแกนนำ ìกลุ่มคนอยากเลือกตั้งî 2) ศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่อุดมการณ์ ของแกนนำ ìกลุ่มคนอยากเลือกตั้งî โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เจาะลึก แกนนำของขบวนการการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จำนวน 3 คน</p> <p class="p1"><span class="Apple-converted-space"> </span>ผลการวิจัยพบว่า<span class="Apple-converted-space"> </span>1) อุดมการณ์ทางการเมืองแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เดียวกัน คือความยุติธรรมและเรื่องประชาธิปไตย ด้านสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ที่ต้องการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั้ง 3 คน มีทิศทางทางความคิด และความเชื่อแบบเดียวกัน 2) เงื่อนไขที่นำไปสู่อุดมการณ์ พบว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในมิติด้านการเมืองเหมือนกัน ประกอบกับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เป็นปัจจัยที่ทำให้อุดมการณ์เข้มข้นขึ้น</p> 2022-02-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา