https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/issue/feed วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา 2025-12-28T00:00:00+07:00 ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ phisit.kot@mcu.ac.th Open Journal Systems <p>&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563) เป็นต้นไป ได้ยกเลิกการตีพิมพ์รูปเล่มวารสารโดยจะเผยแพร่บทความแบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/279925 การศึกษารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษา ตามหลักสัปปุริสธรรมยุคการเติบโตของโลก 2025-07-15T16:46:07+07:00 วรวิทย์ นิเทศศิลป woravit.n9@gmail.com สิน งามประโคน sin.ngam01@gmail.com สมศักดิ์ บุญปู่ woravit.n9@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษาในยุคการเติบโตของโลก 2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรมยุคการเติบโตของโลก 3) เพื่อเสนอรูปแบบหลักสัปปุริสธรรม 7 กับการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษายุคการเติบโตของโลก งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณ โดยการใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารระดับอุดมศึกษา 4 สถาบันในประเทศไทย จำนวน 16 คน สถิติในการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยใช้การบรรยายพรรณนา</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษาในยุคการเติบโตของโลก พบว่า รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษา เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกเข้ามามีบทบาทในกระบวนการบริหารตั้งแต่การกำหนดหลักการ วัตถุประสงค์ ไปจนถึงการสร้างระบบและกลไกขององค์กร การบริหารที่โปร่งใส การสื่อสารที่เปิดเผย และการสร้างความไว้วางใจในองค์กร<span class="Apple-converted-space"> </span>2) ผลการวิเคราะห์รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรมยุคการเติบโตของโลก พบว่า องค์ประกอบทั้ง 7 ของรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับ “มาก” ถึง “มากที่สุด” ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้อง โดยเฉพาะองค์ประกอบด้าน “แนวทางการประเมินผล” และ “กิจกรรมการบูรณาการหลักพุทธธรรม” ได้รับคะแนนสูงสุด<span class="Apple-converted-space"> </span>3) การเสนอรูปแบบหลักสัปปุริสธรรม 7 กับการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถาบันอุดมศึกษายุคการเติบโตของโลก ผลการศึกษา เสนอรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ซึ่งบูรณาการธรรมะของสัตบุรุษเข้ากับกระบวนการบริหาร ดังนี้ ธัมมัญญุตา (รู้เหตุ) และ อัตถัญญุตา (รู้ผล) ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและคาดการณ์ผลลัพธ์ อัตตัญญุตา (รู้จักตน) และ มัตตัญญุตา (รู้จักประมาณ) ใช้กำกับการตัดสินใจและการจัดการทรัพยากร กาลัญญุตา (รู้จักกาล) ใช้ในการเลือกเวลาและโอกาสที่เหมาะสมในการดำเนินงาน ปริสัญญุตา (รู้จักชุมชน) และ ปุคคลัญญุตา (รู้จักบุคคล) ใช้สร้างความเข้าใจในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการพัฒนาบุคลากร</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/282938 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขาของโรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษา พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เขต 5 2025-12-04T16:39:01+07:00 พระครูศาสนกิจโกศล (ศรายุทธ วชิรปญฺโญ, ทวิชัย) phrakrusasanakitkosol@gmail.com พระครูวรสุตสุนทร (พระมหาวีระ อคฺคจิตฺโต, มงคล ) phrakrusasanakitkosol@gmail.com พระมหาสุขสันต์ พุทฺธิปญฺโญ (สุขสงคราม) phrakrusasanakitkosol@gmail.com พระครูสิริปริยัตยาภิรัต (ณรงค์ สิทธิ) phrakrusasanakitkosol@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการตามหลักไตรสิกขา ของโรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา สังกัดสำนักงานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เขต 5 เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มประชากรเป็นผู้บริหารและครูของโรงเรียน จำนวน 25 รูป/คน</p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า<span class="Apple-converted-space"> </span>1) ปัจจัยสำคัญ 5 ด้านอยู่ในระดับมาก โดยเด่นที่ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารและความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู สะท้อนความพร้อมของระบบสนับสนุน เช่น งบประมาณ สื่อ และแหล่งเรียนรู้ ขณะที่ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเข้มแข็งด้านการประเมินผลการเรียนรู้และ<span class="s1">การพัฒนาหลักสูตร แสดงการดำเนินงานตามวงจรคุณภาพตั้งแต่การวางแผนหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การประเมินตามสภาพจริง และการนำผลไปปรับปรุง 2) เมื่อพิจารณาตามหลักไตรสิกขา พบว่า (1) ศีล คือ จริยธรรมทางวิชาการและระเบียบวินัยของผู้เรียนและครูดีขึ้น บทบาทหน้าที่ชัดเจน (2) สมาธิ คือ บรรยากาศการเรียนรู้เอื้อต่อสมาธิ การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน และการจัดการชั้นเรียนเป็นระบบ (3) ปัญญา คือ หลักสูตร สื่อ และการวัดประเมินเน้นคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้จากงานจริง ส่งผลให้ผู้เรียนมีสมรรถนะทางปัญญาเด่นขึ้น 3) ด้านความสัมพันธ์พบว่า ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันเป็นบวกตั้งแต่ปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาวะผู้นำทางวิชาการและความสามารถครูสัมพันธ์สูงกับประสิทธิผลทุกด้าน (r = .75) ส่วนงบประมาณ สื่อ และแหล่งเรียนรู้สัมพันธ์ระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง (r = .60–.67) และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนชี้ว่า 4 ตัวแปร (ภาวะผู้นำ ความสามารถครู งบประมาณ สื่อนวัตกรรม) อธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลได้ร้อยละ 76 (R² = .76) สนับสนุนการขับเคลื่อนประสิทธิผลตามหลักศีล สมาธิ และปัญญาให้เกิดขึ้นจริงในระดับผู้เรียน ครู และระบบงานวิชาการของโรงเรียน</span></p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/280524 การพัฒนาเมืองน่าอยู่บนฐานหลักพุทธธรรมในแผนพัฒนาเทศบาล ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-09T14:09:37+07:00 พระครูสมุห์วัลลภ ฐิตสํวโร bigjod3458@gmail.com พระครูปริยัติเจติยานุรักษ์ bigjod3458@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) ศึกษาแนวคิดพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองน่าอยู่ (2) ศึกษาบริบทและสถานการณ์ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ในมิติกายภาพ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพ และจิตใจ และ (3) พัฒนารูปแบบการพัฒนาเมืองน่าอยู่บนฐานหลักพุทธธรรมเพื่อใช้ประกอบแผนพัฒนาเทศบาลตำบลป่าเมี่ยง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยทบทวนเอกสาร สัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 26 คน ได้แก่ นักวิชาการพระพุทธศาสนา นักพัฒนาเมือง/ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนประชาชน</p> <p class="p1">ผลการศึกษาพบว่า พุทธธรรมที่เป็นแกนในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ประกอบด้วย 4 หลัก ได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา คือการกำกับการพัฒนาให้พอดีและสมดุล สันโดษ คือการลดบริโภคนิยมและการแข่งขันเกินจำเป็น สัปปายะ 7 คือการออกแบบสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาวะ และ ภาวนา 4 คือการพัฒนากาย ศีล จิต และปัญญาเพื่อความสงบสุขยั่งยืน เมื่อบูรณาการร่วมกันทำให้การพัฒนาเชื่อมโยงทั้งมิติวัตถุ สังคม และจิตใจอย่างเป็นระบบ</p> <p class="p1">ด้านบริบทพื้นที่ ตำบลป่าเมี่ยงมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และทุนวัฒนธรรมเข้มแข็ง เศรษฐกิจชุมชนยึดแนวพอเพียง ส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชุมชนมีความเข้มแข็งโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางและมีกติกาดูแลป่าต้นน้ำ แม้มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสุขภาพจากภูมิประเทศ แต่มีการส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยกิจกรรมทางกาย อาหารพื้นถิ่น และการปฏิบัติธรรม</p> <p class="p1">รูปแบบการพัฒนาบนฐานหลักพุทธธรรม มีการใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทา เป็นแนวทางให้เมืองเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ หลัก ความสันโดษ ช่วยลดการบริโภคนิยมเกินจำเป็น ขณะที่สัปปายะ 7 สนับสนุนการออกแบบสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาวะ และภาวนา 4 ส่งเสริมการพัฒนากาย ศีล จิต และปัญญาเพื่อสันติสุขยั่งยืน เมื่อนำมาบูรณาการร่วมกัน เมืองจึงสามารถเป็นพื้นที่ที่สงบ ควบคู่กับการมีพลังสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเสนอให้ใช้พุทธธรรม 4 หลักเป็นกรอบกำกับแผนพัฒนา โดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียง โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณธรรมและจิตวิญญาณ และกลไกความร่วมมือระหว่างเทศบาล วัด ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่ที่สมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ และระหว่างวัตถุกับจิตใจอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/278568 การสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณี การตั้งธรรมหลวงในล้านนา 2025-06-23T12:16:02+07:00 พระมหาจรินทร์ อริญฺชโย (กันทอง) jarin0835822807@gmail.com พระครูกิตติพัฒนานุยุต jarin0835822807@gmail.com เทพประวิณ จันทร์แรง jarin0835822807@gmail.com วิโรจน์ วิชัย jarin0835822807@gmail.com ปรุตม์ บุญศรีตัน jarin0835822807@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประวัติและพัฒนาการทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนา 2) เพื่อวิเคราะห์การสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนา 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนา การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ<span class="Apple-converted-space"> </span>เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ และประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 26 รูป/คน พื้นที่ในการศึกษา วัดบ้านจ้อง ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า<span class="Apple-converted-space"> </span></strong>1) การตั้งธรรมหลวงในล้านนา เป็นประเพณีทางศาสนาพุทธที่สำคัญของชาวล้านนา อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย มหาชาติชาดกหรือเวสสันดรชาดกเป็นคาถาชาดกเรื่องที่ 547 ในขุททกนิกายของพระสุตตันตปิฎก ต่อมามีการขยายความเป็นอรรถกถาเพื่อให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์ เรื่องมหาชาติเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาร้อยแก้วมีภาษาบาลีแทรก ตลอดทั้งเรื่อง ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาที่สำคัญของภาคเหนือ มีทั้งฉบับโวหารเทศนาและ ฉบับแปลร้อยแก้ว<span class="Apple-converted-space"> </span>2) อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนา ที่ค้นพบสามารถแบ่งออกเป็น <span class="Apple-converted-space"> </span>4 ด้าน คือ (1) อัตลักษณ์ด้านพื้นที่ (2) อัตลักษณ์ด้านรูปแบบและเนื้อหาการเทศน์ในล้านนา<span class="Apple-converted-space"> </span>(3) อัตลักษณ์ด้านการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม (4) อัตลักษณ์ด้านการมีส่วนร่วม และยังมีจุดเด่นที่เห็นชัดเจน ของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนา<span class="Apple-converted-space"> </span>3) การสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนาจึงมีความสำคัญ คือ 1. เป็นการสร้างจุดเด่นให้กับวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงของท้องถิ่นนั้นๆ <span class="Apple-converted-space"> </span>2. ทำให้ผู้คนหันมาสนใจในวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนามากขึ้น 3. การสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเพณีการตั้งธรรมหลวงในล้านนาจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่นในอนาคตได้ดียิ่ง นำเสนอการเทศน์แบบทรงเครื่องล้านนา เป็นต้น</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/281498 แนวทางการประยุกต์คำสอนในคัมภีร์ธรรมล้านนาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุในตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-09T14:33:57+07:00 พระทรงศักดิ์ โชติโก (แสงทนงค์) chotigosongsak@gmail.com พระครูสิริปริยัตยานุศาสก chotigosongsak@gmail.com พูนชัย ปันธิยะ chotigosongsak@gmail.com สมหวัง แก้วสุฟอง chotigosongsak@gmail.com <p class="p1"><span class="s1">บทความวิจัยนี้<span class="Apple-converted-space"> </span>มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษา</span>หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในคัมภีร์ธรรมล้านนา (2) เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุในตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์คำสอนในคัมภีร์ธรรมล้านนาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม</p> <p class="p1"><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong><span class="Apple-converted-space"> </span>1)<span class="Apple-converted-space"> </span>หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในคัมภีร์ธรรมล้านนา พบว่า คัมภีร์ธรรมล้านนาเป็นหลักการดำรงชีวิตอย่างถูกต้องตามศีลธรรม โดยเน้นหลักศีล เมตตา กตัญญู ขันติ ความเชื่อในกัมมวิบาก สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งได้รับการยืนยันตรงกันจากทุกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลว่าเป็นแกนหลักที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมล้านนา<span class="Apple-converted-space"> </span>2) การประยุกต์ใช้ พบว่า หลักธรรมในคัมภีร์ถูกบูรณาการอย่างต่อเนื่องในพิธีกรรม งานบุญ และการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ ส่งผลให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน เช่น จิตใจสงบ ลดทุกข์ ครอบครัวอบอุ่น และสังคมสามัคคี โดยมีบทบาทเด่นในการปลูกฝังคุณธรรม การเสริมสร้างความสามัคคี และการรักษาความสงบสุขของชุมชน<span class="Apple-converted-space"> </span>3) แนวทางการประยุกต์ใช้ในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า ควรเน้น “รักษาแก่น ปรับวิธี” ได้แก่ การปรับภาษาคำสอนให้ง่ายต่อการเข้าถึง การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ การจัดชุมชนแห่งการเรียนรู้และเวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ การปริวรรตและสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์คัมภีร์ และการเชื่อมโยงกับนโยบายท้องถิ่นและภาครัฐเพื่อสนับสนุนงบประมาณและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์</p> <p class="p2"> </p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/282181 บูรณาการหลักพุทธปรัชญาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุ โรงเรียนป่าสักวัยวุฒิวิชชาลัย 2025-12-04T16:43:19+07:00 ภูเบศร์ ติ๊บปะ phubate.tippha@gmail.com พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ phubate.tippha@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัย มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาบทบาท และศักยภาพของนักเรียนผู้สูงอายุ โรงเรียนป่าสักวัยวุฒิวิชชาลัย 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญา และหลักการพัฒนาศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุ 3) เพื่อบูรณาการหลักพุทธปรัชญา สู่การเสริมสร้างศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก ของนักเรียนผู้สูงอายุทั้งหมด จำนวน 74 คน</p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า 1) จัดเรียนการสอนในรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ทักษะชีวิตที่จำเป็นกับผู้สูงอายุ 2) การนำหลักพุทธปรัชญาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุ ได้แก่ ไตรลักษณ์ ขันธ์ 5 พรหมวิหาร 4 อริยสัจ 4 และ ภาวนา 4 เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการบูรณาการส่งเสริมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุของโรงเรียน 3) ในด้านการบูรณาการหลักพุทธปรัชญาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และปัญญา ให้มีความเจริญในธรรม และนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ผ่านกระบวนการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ และความจริง <span class="Apple-converted-space"> </span>ให้นักเรียนเกิดการพัฒนาความสมดุลทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และปัญญา รวมถึงสุขภาพทางกายสุขภาพจิต และสุขภาวะทางสังคม ลดความเครียด ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ปราศจากภาวะโรคซึมเศร้า มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รู้คุณค่าในตัวเอง</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/282263 การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับภูมิปัญญาล้านนาเพื่อการแก้ไขปัญหาไฟป่าและวิกฤตหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ 2025-12-18T16:01:37+07:00 วราสะยะ วราสยานนท psmodngam@gmail.com อุเทน ลาพิงค์ khunten2002@yahoo.com ธีรศักดิ์ แสนวังทอง khunten2002@yahoo.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนาร่วมกับภูมิปัญญาล้านนาในฐานะกรอบแนวคิดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและวิกฤตหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ <br />2) วิเคราะห์การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับภูมิปัญญาล้านนาเพื่อลดการเผาป่าและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร<br />และ 3) สร้างรูปแบบความร่วมมือแบบพหุภาคีในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและวิกฤตหมอกควันในระดับพื้นที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยหัวหน้าโครงการย่อยและคณะทำงานจากพื้นที่ศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p class="p1"><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) หลักธรรมทางพุทธศาสนา ได้แก่ ศีล 5 อปริหานิยธรรม 7 และกัลยาณมิตรธรรม 7 สามารถใช้เป็นกลไกทางศีลธรรมในการควบคุมพฤติกรรม ยับยั้งการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชนในการป้องกันและจัดการปัญหาไฟป่า 2) การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับภูมิปัญญาล้านนา เช่น กฎจารีต ประเพณี ความเชื่อท้องถิ่น และแนวคิดป่าเปียก ช่วยลดการเผาป่าและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติบนฐานความไม่เบียดเบียน และ 3) รูปแบบความร่วมมือแบบพหุภาคีที่มีพระสงฆ์และวัดเป็นศูนย์กลาง สามารถเชื่อมโยงภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมเชิงพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยมีส่วนร่วม ส่วนองค์ความรู้จากการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับภูมิปัญญาล้านนาไม่เพียงเป็นแนวคิดเชิงคุณค่า หากแต่สามารถพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดการปัญหาไฟป่าและวิกฤตหมอกควันในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/280956 การจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยหมู่บ้าน ชุมชนบริหารจัดการ พัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยกระบวนการเชิงพุทธบูรณาการ 2025-09-10T19:03:37+07:00 อัคค์สัจจา ใจบุญตระกูล mit98659865@gmail.com พระครูสิริปริยัตยานุศาสก thanet@hotmail.com สมหวัง แก้วสุฟอง thanet@hotmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎี หลักการและอุปสรรคปัญหาว่าด้วยหมู่บ้านชุมชนบริหารจัดการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน 2) ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยหมู่บ้านชุมชนบริหารจัดการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนด้วยกระบวนการเชิงพุทธบูรณาการ 3) เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยหมู่บ้านชุมชนบริหารจัดการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการคัดเลือกประชากรผู้ให้ข้อมูลการวิจัยแบบเจาะจง จำนวน 30 คน</p> <p class="p1"><span class="Apple-converted-space"> </span><strong> ผลการวิจัยพบว่า 1) </strong>อุปสรรคและปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน คือ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ ได้แก่ 1) ชุมชนไม่มีสิทธิและขาดการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพัฒนาชุมชนตนเองในหลายด้าน 2) ชุมชนไม่ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากรัฐเพื่อพัฒนาตนเองที่เหมาะสม 3) มีการบริหารงานภาครัฐยังไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรมทั่วถึง 4) ชุมชนไม่ได้รับแก้ไขปัญหาและพัฒนาประชาชนอย่างทั่วถึงและไม่เท่าทียม 5) ชุมชนขาดการมีส่วนร่วมด้านการเมืองและการปกครอง<span class="Apple-converted-space"> </span>2) กระบวนการมีส่วนร่วมเชิงพุทธบูรณาการสามารถสรุปเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการเก็บรวบรวมข้อมูลอุปสรรคและปัญหา<span class="Apple-converted-space"> </span>2) การมีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม 3) การมีส่วนร่วมดำเนินงานจัดทำต้นแบบร่างพระราชบัญญัติของชุมชน 4) การมีส่วนร่วมดำเนินงานจัดทำต้นแบบร่างพระราชบัญญัติฉบับสมบูรณ์ 5) การนำเสนอต้นแบบร่างพระราชบัญญัติฉบับสมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องตามหลักธรรม อปริหานิยธรรม หลักสังคหวัตถุ<span class="Apple-converted-space"> </span>หลักสาราณียธรรม และหลักการบัญญัติพระวินัยในพระพุทธศาสนา<span class="Apple-converted-space"> </span>3) นำเสนอต้นแบบร่างพระราชบัญญัติหมู่บ้านและชุมชนบริหารจัดการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน พ.ศ.......” ต่อประชาชนในหมู่บ้านชุมชนและตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตจังหวัดลำพูน เขต 1 และ เขต 2 โดยกระบวนการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องตามหลักพระพุทธศาสนาเพื่อให้ได้มีการพิจารณาสนับสนุนและดำเนินการผลักดันให้มีบทบัญญัติกฎหมายที่ดีและเพื่อให้เกิดเสริมสร้างพลังสิทธิและกระจายอำนาจการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับฐานรากในหมู่บ้าน ชุมชน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/282982 แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ 2025-12-04T16:52:32+07:00 พระศรีวชิรวรเมธี (นรินทร์ บุราคร) phrasriwchirwrmethi@gmail.com ศรัณย์ ฐิตารีย์ dr_thitareee@hotmail.com ปิยะนุช ตันเจริญ piyanuch.tun24@hotmail.com วรรณวิภา ไตลังคะ wanwipha.ta@bsru.ac.th <p class="p1">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน การเผยแผ่พระพุทธศาสนามีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง อันมีรากฐานจากพุทธวิธีในสมัยพุทธกาลที่เน้นหลักโอวาทปาฏิโมกข์และไตรสิกขา โดยพระสงฆ์เป็นผู้มีหน้าที่ในการถ่ายทอดธรรมะ ทั้งนี้จากการศึกษาแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์พบว่า 1) คณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดนโยบายและปรับปรุงยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง โดยเน้นการบูรณาการหลักธรรมให้เหมาะสมกับทุกช่วงวัย 2) ควรพัฒนาด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมให้มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะทักษะด้านภาษาต่างประเทศ เทคโนโลยีดิจิทัล และความเข้าใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย <br />3) ด้านรูปแบบและวิธีการ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเผยแผ่ธรรมะอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ เช่น การใช้สื่อที่มีความหลากหลาย ทำเป็นคอนเทนต์สั้นกระชับ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน 4) ควรพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานเผยแผ่ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ โดยการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและทั่วถึง และสร้างเครือข่ายร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา