https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/issue/feed วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา 2021-08-16T08:01:59+07:00 ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ phisit1955@gmail.com Open Journal Systems <p>&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563) เป็นต้นไป ได้ยกเลิกการตีพิมพ์รูปเล่มวารสารโดยจะเผยแพร่บทความแบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว</p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/246289 กลยุทธ์การบริหารวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยเพี่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน 2021-06-30T13:17:50+07:00 ณัฐกานต์ พวงไพบูลย์ Nathakarn.Puangpaiboon@gmail.com แม้นวาด รชนีกรไกรลาศ wardkangkun@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของสถาบัน อุดมศึกษาในประเทศไทยและ 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> <p>ผลการวิจัยในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่าสถาบันอุดมศึกษามีการบริหารด้านวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรทั้งสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์สอดคล้องกันเป็นลำดับที่หนึ่ง การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการจัดการเรียนการสอนมีความสำคัญเป็นลำดับที่สอง การบริหารวิชาการด้านการวัดผลประเมินผลมีความสำคัญเป็นลำดับที่สาม และการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษามีความสำคัญเป็นลำดับที่สี่ ผลการวิจัยในวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่ามี 4 กลยุทธ์ดังนี้ กลยุทธ์การวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กลยุทธ์วัดผลประเมินผลการพัฒนาที่ยั่งยืน กลยุทธ์ปรับการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและกลยุทธ์เปลี่ยนกระบวนทัศน์หลักสูตร โดยข้อมูลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำเสนอกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&nbsp;</p> 2021-06-24T17:22:18+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/248676 รูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงพุทธของคณะสงฆ์ ภาค 7 2021-06-30T13:56:53+07:00 พระสุวรรณเมธี (แสวง นวลใจ) phrasuwanmethee@hotmail.com เทพประวิณ จันทร์แรง Thepprawin.chan@mcu.ac.th ประเสริฐ บุปผาสุข Prasert.buppasuk@gmail.com เยื้อง ปั้นเหน่งเพ็ชร์ Yuengpannengpetch@mcu.ac.th <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักการของการประชาสัมพันธ์ในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาการประชาสัมพันธ์ของคณะสงฆ์ไทย และ 3) เพื่อศึกษารูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงพุทธของคณะสงฆ์ภาค 7 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์นักวิชาการด้านศาสนาและนักการประชาสัมพันธ์ ผลจากการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดและหลักการของการประชาสัมพันธ์ในพระพุทธศาสนา จำแนกเป็น (1) แนวคิด หมายถึง การที่องค์กรศาสนาต้องการสื่อสารกิจกรรมของตนต่อสาธารณชน และ (2) หลักการ หมายถึง การที่พระพุทธเจ้าต้องการที่จะแสดงธรรมให้ผู้ฟังเข้าใจอุดมการณ์ของพระศาสนา 2) การประชาสัมพันธ์ของคณะสงฆ์ไทย มี 2 ลักษณะ คือ 1) ด้านรูปแบบ ใช้การประชาสัมพันธ์โดยตรง เช่น การสื่อสารต่อหน้า กับโดยอ้อม และ 2) ด้านขอบเขต คือ การประชาสัมพันธ์ภายในและ ภายนอกองค์กร กระบวนการประชาสัมพันธ์ยังคงรักษารูปแบบเหมือนในสมัยพุทธกาล แต่ในระยะ 10 ปีมานี้ เน้นนโยบายการประชาสัมพันธ์เชิงรุก มีการจัดทำโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ทั่วประเทศ นำเสนอผลสำเร็จ ประกาศยกย่องให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบ 3) รูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงพุทธของคณะสงฆ์ภาค 7 มี 6 รูปแบบ คือ (1) รูปแบบเทศนาวิธี (2) รูปแบบการใช้เครื่องมือสื่อสาร (3) รูปแบบกิจกรรม (4) รูปแบบโครงการ (5) รูปแบบกิจวัตรประจำวัน และ (6) รูปแบบจารีตนิยม ซึ่งผู้วิจัยได้นำทั้ง 6 รูปแบบมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา โดยใช้โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เป็นตัวอย่าง คือ (1) ศึกษาปัญหาและผลกระทบ (2) กำหนดนโยบายป้องกันและปราบปราม (3) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (4) จัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ (5) กำหนดนโยบายการประชาสัมพันธ์เชิงรุก และ (6) ประเมินผลการประชาสัมพันธ์</p> 2021-06-24T17:21:14+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/247594 วิเคราะห์คติจักรวาลงานพุทธสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร 2021-06-30T14:43:19+07:00 พระอธิวัฒน์ รตนวณฺโณ (ธรรมวัฒน์ศิริ) athiwat.tham@mcu.ac.th พระครูพิพิธสุตาทร bdoojai@gmail.com ฉลองเดช คุภานุมาต chadej@chiangmai.ac.th <p>ถาปัตยกรรมล้านนา 2) เพื่อศึกษาพุทธสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร 3) เพื่อวิเคราะห์คติจักรวาลในงานพุทธสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร เป็นงานวิจัยเป็นเชิงคุณภาพประกอบด้วยการศึกษาทางเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า 1) ศิลปินล้านนาได้นำแนวความคิดเรื่องพุทธจักรวาลวิทยามาใช้ในงานศิลป์ ศิลปินได้ถ่ายทอดเรื่องพุทธจักรวาลวิทยาออกมาในงานศิลปะเชิงรูปธรรม พุทธจักรวาลวิทยา ประกอบด้วยภูเขาสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ศิลปินได้นำแนวความคิดนี้ไปสู่การวางผังวัด เช่น การสร้างเจดีย์แทนความหมายของภูเขาสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาลอยู่ภายในวัด 2) พุทธสถาปัตกรรมภายในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร แบ่งออกเป็นสองชั้นมีกำแพงแก้วล้อมเขตพุทธาวาสชั้นใน และมีกำแพงชั้นนอกล้อมเขตของวัดไว้ทั้งหมด มี “จตุรวิหารทิศ” ทั้งสี่ล้อมรอบองค์ พระธาตุหริภุญชัย พระวิหารหลวงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก วิหารพระละโว้ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือ วิหารพระทันใจตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตก วิหารพระพุทธตั้งอยู่ด้านทิศใต้ และเขาพระสุเมรุจำลอง ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นจึงถือว่าเป็นการจัดวางผังตามคติจักรวาลวิทยาตามพระพุทธศาสนา 3) การแทนสัญลักษณ์ทางจักรวาลวิทยาภายในวัด ด้านหน้าเมื่อเดินเข้าวัดจะต้องผ่านซุ้มประตูโขง ซึ่งจำลองมาจากป่าหิมพานต์ มีสิงห์อยู่คู่หนึ่งอยู่ทางเข้าประตูก่อนเข้าไปยังเขาพระสุเมรุและยังมีทวีปทั้ง 4 คือ ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป ปุพพวิเทหะทวีป และ อุตรกุรุทวีป</p> 2021-06-24T17:23:07+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/249867 ความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และความเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุในตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 2021-07-09T14:02:58+07:00 อุมาพร นิ่มตระกูล inice_2008@hotmail.com พิมพาภรณ์ พรหมใจ Pimpaporn.promjai@gmail.com สิริภา ภาคนะภา Siripa.Paknapa@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว&nbsp; และความเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุที่อาศัยในตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ วิจัยครั้งนี้เป็นรูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 302 คน ทำการทดสอบความเสี่ยงหกล้มด้วยวิธี Time Up and Go ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยวิธีการยืน-นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที และทดสอบการอ่อนตัวด้วยการนั่งเก้าอี้ยื่นแขนแตะปลายเท้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Chi-square และ Multiple linear regression</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความอ่อนตัว มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงหกล้มของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยตัวที่ทำนายได้ดีที่สุดคือ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถทำนายความเสี่ยงหกล้มได้ร้อยละ 34.2 (R<sup>2</sup>= .342, SE=2.29)</p> 2021-06-24T22:58:02+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/245864 ศึกษาวิเคราะห์แนวคิดมนุษย์ของฌอง ฌาคส์ รุสโซ 2021-06-30T14:58:33+07:00 พระธีรชัย อติเมโธ thirachaiatimetho@gmail.com พระครูประวิตรวรานุยุต saneh.dham@mcu.ac.th วิโรจน์ วิชัย virojvichai@gmail.com สมหวัง แก้วสุฟอง somwang.k@cmu.ac.th <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องมนุษย์ในทัศนะทางปรัชญาตะวันตก 2) เพื่อศึกษาแนวคิดมนุษย์ในทัศนะของฌอง ฌาคส์ รุสโซ 3) เพื่อวิเคราะห์แนวคิดมนุษย์ตามทัศนะของฌอง ฌาคส์ รุสโซ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดมนุษย์ของปรัชญาตะวันตกนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ 1) ยุคกรีก ซึ่งยุคนี้มองว่ามนุษย์ คือ ผู้รู้ รู้จักกำหนดหรือบัญญัติสิ่งต่างๆ เช่น ความดี ความชั่ว ซึ่งความรู้นั้นมนุษย์ได้มาจากการศึกษาเล่าเรียนมา 2) ยุคกลาง มองว่า มนุษย์ คือ ผลิตของพระผู้เป็นเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์ของพระเจ้า เมื่อทุกอย่างลิขิลไว้ด้วยน้ำมือของของพระเจ้าแล้ว มนุษย์ต้องมีความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้า เพื่อให้ตนได้หลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านั้น 3) ยุคสมัยใหม่ มองว่า มนุษย์ คือ สัตว์ที่มีเสรีภาพ มีเจตจำนงค์เป็นของตัวเอง</p> 2021-06-25T14:49:40+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/249868 การศึกษาวิเคราะห์งานพุทธศิลป์แบบล้านช้าง ที่ปรากฏในสิมวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว 2021-06-30T15:24:17+07:00 Peng Sengmany seangmany2533@gmail.com พระครูธีรสุตพจน์ schaiwong00@yahoo.com สมยาม ราชวัตร Sayam.Rachawat@gmail.com <p class="5175"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ &nbsp;1) เพื่อศึกษางานพุทธศิลป์แบบล้านช้าง หลวงพระบาง 2) เพื่อศึกษางานพุทธศิลป์ของสิมวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์งานพุทธศิลป์แบบล้านช้างที่ปรากฏในสิมวัดเชียงทอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (</span><span lang="EN-US">Qualitative Research)</span><span lang="TH"> ด้วยเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ (</span><span lang="EN-US">Document Research) </span><span lang="TH">และการเก็บข้อมูลภาคสนาม (</span><span lang="EN-US">Fieldwork Research)</span></p> <p class="5175"><strong><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า </span></strong><span lang="TH">1) การเข้ามาของงานพุทธศิลป์แบบล้านช้าง เริ่มต้นจากการเข้ามามีบทบาทของพระพุทธศาสนา ในรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราช ที่ถือเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนา ประมาณปี พ.ศ. 1896 2) โครงสร้างงานพุทธศิลป์ของสิมวัดเชียงทอง จะมีลักษณะเตี้ยตามแบบของสิมหลวงพระบางดั้งเดิม&nbsp; มีหลังคาซ้อนทับกันเป็นสามตับ จุดเด่นอยู่บนหลังคา มีช่อฟ้าทรงปราสาท 17 หลัง และโหง (นาค) ส่วนทางด้านหน้าจั่วประดับด้วยรวงผึ้ง แกะลวดลายดอกไม้เป็นนูนต่ำ ประดับด้วยลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้เทคนิคแบบพอกคำบนพื้นรักสีดำ รูปแบบการประดับตกแต่งด้วยแก้วโมเสค โดยภาพที่วาดบนหัวเสาเป็นรูปพระพุทธเจ้า 3) งานพุทธศิลป์ของสิมวัดเชียงทอง นอกจากจะมีคุณค่าในเรื่องของบทบาทของความศรัทธา รวมไปถึงการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม จากนามธรรมสู่รูปธรรมเพื่อสู่มรรคผลทางพระพุทธศาสนาต่อไป</span></p> 2021-06-26T00:40:56+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/249875 อภิธัมมาสำนวนล้านนา : การปริวรรต ตรวจชำระและการศึกษาวิเคราะห์ 2021-06-30T15:57:28+07:00 พระมหาจักรพันธ์ สุรเตโช watkaokeaw@gmail.com วิโรจน์ อินทนนท์ inthanonviroj@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อปริวรรตและตรวจชำระคัมภีร์อภิธัมมาสำนวนล้านนา 2) เพื่อเรียบเรียงคัมภีร์อภิธัมมาสำนวนล้านนาให้เป็นภาษาไทย 3) เพื่อวิเคราะห์คัมภีร์อภิธัมมาสำนวนล้านนา &nbsp;ในการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบด้วยการศึกษาภาคเอกสาร (Documentary Research)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คัมภีร์อภิธัมมาสำนวนล้านนา จาจึกโดยคันธิยารัสสะภิกขุ วัดสูงเม่น เมื่อจุลศักราช 1228 มีจำนวน 7 ผูก 403 หน้าลาน เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งอีกฉบับหนึ่งของล้านนา ที่มีอายุถึง 154 ปี เขียนเพื่ออธิบายคัมภีร์อภิธรรม 7 คัมภีร์ มีวิธีการเขียนเป็นทั้งแบบนิสสัยและโวหาร แบบนิสสัยมีการยกคำที่เป็นบาลีมาเป็นตัวแม่บท แล้วจึงแปลความหมายเป็นสำนวนโวหาร บางแห่งมีการอธิบายความเพิ่มเติมโดยยกบาลีมาเพียงบทเดียว การปริวรรต ได้ทำการปริวรรตตามตัวอักษรล้านนาที่ปรากฏ การชำระได้ชำระภาษาบาลีที่มีการเขียนผิดให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ปัจจุบัน 2) การเรียบเรียงคัมภีร์อภิธัมมาสำนวนล้านนาที่ผ่านการตรวจชำระให้เป็นภาษาไทยปัจจุบัน ผู้วิจัยได้ทำการถอดความแปลความหมายของคำที่เป็นภาษาล้านนาให้เป็นภาษาไทยเพื่อให้ผู้ศึกษาหรืออ่านเข้าใจมากยิ่งขึ้น 3) คัมภีร์นี้ได้วางโครงสร้างหลักเหมือนกับอภิธรรมปิฏก ทั้งการจัดเนื้อหาไปตามลำดับอภิธรรม 7 คัมภีร์ ขยายความตามกรอบอรรถกถา ฎีกาและอนุฎีกา แต่ข้อแตกต่างอยู่การอธิบายสภาวธรรมเป็นภาษาล้านนา เนื้อหาหลักธรรมในคัมภีร์อภิธัมมาสำนวนล้านนา แบ่งออกเป็น 7 หมวด กล่าวถึงปรมัตถธรรม 4 คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งจำแนกจิตออกโดย ประเภทต่างๆ เช่น กุศล อกุศล ภูมิ เหตุ เพื่อให้กุลบุตรสามารถเรียนรู้พระอภิธรรมปิฎกได้ง่ายขึ้น</p> <p>&nbsp;</p> 2021-06-26T01:41:26+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/247399 การพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านขุนไชยทองอำเภอชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ 2021-06-30T16:08:57+07:00 ทองพูล ขุมคำ Thongphoon.Khumkam@gmail.com พิพัฒน์ วิถี phiphat.withee@gmail.com พีรวัส อินทวี Peerawat.Intawee@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการท่องเที่ยวบ้านขุนไชยทองอำเภอชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ เพื่อสร้างและพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านขุนไชยทองอำเภอชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ และเพื่อพัฒนาการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านขุนไชยทองอำเภอชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ด้วยนวัตกรรมที่เหมาะสม กำหนดกลุ่มเป้าหมายการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประกอบการด้านการท่องเที่ยวของบ้านขุนไชยทอง และกลุ่มประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้ใช้บริการในพื้นที่บ้านขุนไชยทอง โดยการสุ่มเลือกอย่างง่าย จำนวน 80 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามโดยคณะผู้วิจัย และนำมาวิเคราะห์เชิงพรรณา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการท่องเที่ยวบ้านขุนไชยทองมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ การเลี้ยงช้าง จำนวน 25 ครัวเรือน โดยมีช้างขึ้นทะเบียน 69 ตัว มีจุดเด่นที่ช้างเลี้ยงในโครงการนำช้างกลับบ้าน พาควาญคืนถิ่น และโฮมสเตย์ช้าง 2) การสร้างและพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านขุนไชยทองอำเภอชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ โดยการสำรวจความคิดเห็นโดยภาพรวมมีศักยภาพการรับรองอยู่ในระดับปานกลาง (x=3.21; S.D.=0.385) สามารถนำข้อมูลการท่องเที่ยวเรื่องช้างเลี้ยงต้องห้ามและส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยโฮมสเตย์ช้างมาสร้างและพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบเว็บไซต์การท่องเที่ยวของหมู่บ้าน คือ http://khunchaithong.srru.ac.th</p> 2021-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/249855 การสร้างศรัทธาชาวพุทธผ่านคำสอนในคัมภีร์ธรรมล้านนา 2021-06-30T16:13:55+07:00 พระทรงศักดิ์ โชติโก (แสงทนงค์) 6104205003@mcu.ac.th พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์ phantemoon@yahoo.com เทพประวิณ จันทร์แรง thepprawinchanreang@gmail.com สมหวัง แก้วสุฟอง somwang.k@cmu.ac.th <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง การสร้างศรัทธาชาวพุทธผ่านคำสอนในคัมภีร์ธรรมล้านนา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาศรัทธาในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาประวัติและพัฒนาการของคัมภีร์ธรรมในล้านนา 3) เพื่อวิเคราะห์การสร้างศรัทธาชาวพุทธผ่านคำสอนในคัมภีร์ธรรมล้านนา การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) ความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้น เป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาด้วยเหตุและผล ความมุ่งหมายของศรัทธาในแบบเถรวาท คือ&nbsp; มุ่งพัฒนาคนไปสู่เป้าหมายของการดับทุกข์โดยสิ้นเชิงอันเป็นปัจจัตตัง มุ่งเน้นการสำเร็จเฉพาะตน 2) คัมภีร์ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาสมัยอาณาจักรล้านนา ได้รับอิทธิพลจากศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาของของโลกโบราณ คือ อินเดีย ศรีลังกา พุกาม และสุโขทัย 3) มีพัฒนาการมากขึ้นโดยพระเถระและปราชญ์ของล้านนาในยุคทองทางพระพุทธศาสนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 วิธีการสร้างศรัทธาผ่านคำสอนในคัมภีร์ธรรมล้านนาจะใช้หลักของแนวคิดในทางพระพุทธศาสนาอันเป็นรากฐานของสังคมล้านนาแบบจารีตมาอย่างยาวนาน กล่าวถึงเรื่องราวตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนามาช่วยเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมและการเมือง</p> 2021-06-27T11:45:42+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/249852 การวิเคราะห์ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2021-06-30T16:21:50+07:00 พระจำรัส โชติธมฺโม 6104205002@mcu.ac.th ลิปิกร มาแก้ว lipikornart@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการบูชาในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสารและการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การบูชา คือ การยกย่อง เชิดชู เลื่อมใส ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริงใจไม่เสแสร้ง แกล้งทำ ถือเป็นมงคลอันสูงสุด ด้วยลักษณะแห่งการกระทำ 3 อย่าง คือ 1) ปัคคัณหะปูชา คือ การบูชาด้วยการกล่าวยกย่อง สรรเสริญ 2) สักการะปูชา คือ การบูชาด้วยเครื่องสักการะ มีดอกไม้ ธูป เทียน 3) สัมมานะปูชา คือ การบูชาด้วยการยอมรับ ประวัติความเป็นมาพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โยงไปถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้า พร้อมกับสาวก 500 องค์ ได้เสด็จจาริกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจันตประเทศ ได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ การวิเคราะห์ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ คติการบูชารอยพระพุทธบาทมีที่มาจากความเชื่อในเรื่องการให้ความสำคัญของพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่จะเสด็จอุบัติขึ้นได้โดยยาก ด้านการบูชา การบูชาคือการยกย่อง เชิดชู เลื่อมใสด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้านประเพณี พิธีกรรมจัดขึ้นในเดือน 6 เป็ง ด้านความสำคัญและอานิสงส์ ล้วนมีเป้าหมายไปสู่หลักธรรมอันสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ยังความเห็นถูก ให้เจริญงอกงาม ให้มีกิริยามารยาท สุภาพอ่อนโยน จิตใจผ่องใส สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ขึ้น</p> 2021-06-29T23:01:22+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/248381 มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท 2021-06-30T16:31:38+07:00 พระมหาปณิธาน สุเมโธ (เป็งอิ่น) kiddee855@gmail.com พระมหาวิเศษ ปญฺญาวิชิโร veesaad@outlook.co.th พระครูสมุห์ธนโชติ จิรธมฺโม thachot@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความหมายและแนวคิดของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะและคุณสมบัติของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท 3) เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิเคราะห์เอกสาร (Focuses on documents analysis) ที่เกี่ยวข้องจากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล (Qualitative Research) โดยนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง (Document Analysis) มาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อเรียบเรียงเป็นรายงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ความหมายและแนวคิดของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ผู้ทรงความรู้ นักปราชญ์ หรือเป็นผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญามี 3 ขั้น คือ บัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ส่วนบัณฑิตในทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาคติในประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง แนวคิดของบัณฑิตในพุทธปรัชญาจะมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต 2) คุณลักษณะและคุณสมบัติของบัณฑิตตามพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ไม่แนะนำสิ่งที่ไม่ดี แนะสิ่งที่ดี กล่าวตักเตือนไม่โกรธ รู้ระเบียบวินัย และคุณสมบัติ คือ ผู้ดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 กุศลกรรมบถ 10 หลักอริยบุคคล 8 และหน้าที่ของความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ประกอบด้วยหน้าที่ของบัณฑิตระดับตน ครอบครัว สังคม ชาติ และระดับโลก 3) วิเคราะห์มโนทัศน์ความเป็นบัณฑิตตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท คือ ความคนที่ฉลาด มีสติปัญญา ฉลาดในเหตุและผล ชุมชน ฉลาดในการแก้ปัญหา และชี้แนะแนวทางนั้นๆ เป็นอย่างดี เป็นผู้รู้ดี รู้ถูก รู้ชอบ เป็นผู้มีปกติคิดเรื่องที่ดีมีสาระ พูดเรื่องที่ดีมีสาระ ทำเรื่องที่ดีมีสาระ ผู้ประกอบด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา พร้อมกับเป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองจากความเป็นปุถุชนจนถึงความเป็นพระอริยบุคคล กล่าวคือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์</p> 2021-06-29T23:32:09+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/248101 ศึกษาวิเคราะห์การบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรในเวสสันดรชาดก 2021-06-30T16:39:18+07:00 รัฐพงค์ ทองแปง ruttaphong2539@gmail.com พระครูสมุห์ธนโชติ จิรธมฺโม thachot@gmail.com ทรงศักดิ์ พรมดี yaiza2931@gmail.com <p class="p1">บทความวิจัยนี้<span class="Apple-converted-space">&nbsp; </span>มีวัตถุประสงค์<span class="Apple-converted-space">&nbsp; </span>1) เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักคำสอนทานบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรในเวสสันดรชาดก 3) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรในเวสสันดรชาดก เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดและหลักคำสอนทานบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท ทานบารมี เป็นแนวคิดคำสอนใน สารัตถสังคหสูตรที่กล่าวถึง การให้ การบริจาค การเสียสละ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทน การให้ทานยังเป็นการคลายความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ความโลภในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้เกิดความ ใส สว่าง สะอาดของจิตใจทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น 2) พระเวสสันดรบำเพ็ญทานบารมีโดยบริจาคพระโอรสพระธิดาให้แก่พราหมณ์ชูชก และการบริจาคพระชายาให้กับพระอินทร์จำแลง ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการให้ทานระดับกลางคือ อุปทานบารมี<span class="Apple-converted-space">&nbsp; </span>แม้ทางสังคมถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะนำความทุกข์มาให้บุตรธิดาและพระชายาของตน และอาจขัดกับจริยธรรมในฐานะของบิดาที่ต้องดูแลบุตรธิดาและภรรยาให้มีความสุข แต่ในทางพุทธปรัชญาถือว่าการบริจาคทานของพระเวสสันดรเป็นปัญญาธิกโพธิสัตว์ คือทรงพิจารณาติตรองแล้วจึงบำเพ็ญทาน 3) คุณค่าต่อตัวบุคคลของพระเวสสันดร เป็นตัวอย่างของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ในการบำเพ็ญทานบารมี เป็นการสละทรัพย์สินของตน เพื่อให้ทานเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ คุณค่าด้านสังคม หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก ช่วยให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างสงบทุกคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p> 2021-06-30T00:26:25+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/247639 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับสะเต็มศึกษาในประเทศไทย 2021-06-30T16:47:53+07:00 ชาญสิทธิ์ คำพุฒ sanit.sr@up.ac.th ศานิตย์ ศรีคุณ sanit.sr@up.ac.th สิริกร บำรุงกิจ sanit.sr@up.ac.th <p class="p1">การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับสะเต็มศึกษาในประเทศไทย ประชากร คือ งานวิจัยเกี่ยวกับสะเต็มศึกษาที่อยู่ในประเทศไทยในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) จำนวนทั้งสิ้น 115 เรื่อง และกลุ่มตัวอย่างเป็นงานวิจัยที่มีฉบับสมบูรณ์ทั้งสิ้น 104 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย และแบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ปีที่ทำงานวิจัยเสร็จมากที่สุด คือ พ.ศ. 2560 สาขาที่ผลิตงานวิจัยมากที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ศึกษา เพศหญิงทำวิจัยมากกว่าเพศชาย วัตถุประสงค์ของการทำวิจัยมากที่สุดคือเพื่อศึกษา มีแบบแผนการวิจัยเชิงทดลองมากที่สุด มีสมมติฐานแบบมีทิศทางมากที่สุด มีแบบแผนการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อน-หลังมากที่สุด มีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงมากที่สุด มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนหรือนักศึกษามากที่สุด และอยู่ในระดับมัธยมศึกษามากที่สุด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษามากที่สุด และส่วนมากไม่ระบุคุณภาพของเครื่องมือ มีเครื่องมือเป็นแบบวัดหรือแบบทดสอบมากที่สุด และใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมากที่สุดคือ Dependent t-test</p> 2021-06-30T00:54:55+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/249998 วิเคราะห์จริยศาสตร์ในกระบวนการทำสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2021-06-30T16:51:55+07:00 อาจ เมธารักษ์ ArtMetharuk@gmail.com พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ wisitnaja@hotmail.com วิโรจน์ วิชัย virojvichai@gmail.com <p class="p1">การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการเขียนสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2) เพื่อศึกษาหลักจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเขียนสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 3) เพื่อวิเคราะห์หลักจริยศาสตร์ในกระบวนการเขียนสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน<span class="Apple-converted-space">&nbsp; </span>เป็นงานวิจัยแบบคุณภาพ ศึกษารวบรวมข้อมูลการเขียนสำนวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินลงโทษ<span class="s1"><span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></span></p> <p class="p1">ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนสำคัญในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะทำได้ 2) หลักจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน มี<span class="Apple-converted-space">&nbsp; </span>2 หลักการ ได้แก่ (ก) จริยศาสตร์แนวหน้าที่ของค้านท์ คือ การกระทำที่เกิดจากเจตนาดี เกิดจากการสำนึกในหน้าที่ เกิดจากเหตุผล ตั้งอยู่บนเหตุผล อันได้แก่ กฎศีลธรรมและ (ข) หลักจริยศาสตร์แนวประโยชน์นิยม ของจอห์น สจ๊วต มิลล์ ได้แก่ กระทำเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนรวมมุ่งพิจารณาถึงผลที่เกิดจากการกระทำ 3) จริยศาสตร์ของ จอห์น รอลส์ ว่าด้วยทฤษฏีความยุติในกระบวนการทำสำนวนสอบสวน พบว่า พนักงานสอบสวน ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นมืออาชีพ<span class="Apple-converted-space">&nbsp; </span>มีอิสระปฏิบัติหน้าที่ ในระดับที่เหมาะสม พ้นจากการแทรกแซงและเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมและจรรยาบรรณ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p> <p class="p1">การที่พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติภารกิจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ได้สําเร็จลงอย่างมีประสิทธิภาพ เอื้อประโยชน์สุขแก่สังคม ถือว่าปฏิบัติตามหลัก ตามหลักจริยศาสตร์หน้าที่ของค้านท์ หลักประโยชน์นิยมของมิลล์ และ หลักความยุติธรรม ของรอลส์ ถือว่าเป็นพัฒนาระบบงานสอบสวนที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมประเทศชาติ</p> 2021-06-30T08:22:04+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/245086 การประยุกต์ใช้ธรรมะกับการเมืองเพื่อความสุขของประชาชนบนวิถีแห่งธรรมาธิปไตย 2021-06-30T17:02:00+07:00 พระมหาอำคา วรปัญโญ (สุขแดง) phramahaamka6467@gmail.com ยุภาพร ยุภาศ Yuphaporn.Yupas@gmail.com <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมะกับการเมืองเพื่อความสุขของประชาชนบนวิถีแห่งธรรมาธิปไตย 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาชีวิตด้วยธรรมะเพื่อความสุขของประชาชนบนวิถีแห่งธรรมาธิปไตย ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1) การพัฒนาร่างกาย 2.2) การพัฒนาศีลธรรม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.3) การพัฒนาจิตใจ และ 2.4) การพัฒนาปัญญา 3) ประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับธรรมะเพื่อความสุขของประชาชนภายใต้ธรรมาธิปไตย ประกอบด้วยธรรมะ 10 ประการ ได้แก่ 1. ทานัง (การให้ทานหรือแบ่งปัน) 2. สีลัง (การรักษาศีล) 3. ปะริจาคัง (การบริจาคหรือเสียสละ) 4. อาชชะวัง (ความซื่อตรง) 5. มัททะวัง (ความอ่อนโยน) 6. ตะปัง (ความเพียรเผาผลาญกิเลส) 7. อักโกธัง (ความไม่โกรธ) 8. อะวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;9. ขันติ (ความอดทน) และ 10. อะวิโรธะนัง (ความไม่มีอะไรพิรุธ) นอกจากนี้ ยังรวมถึงหน้าที่ตามกฎหมาย กติกาสังคม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม เข้ามาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการดำเนินชีวิต และปฏิบัติหน้าที่โดยธรรม ของนักการเมืองที่ต้องใช้อำนาจและดุลยพินิจเพื่อบริหารรัฐกิจและจัดระเบียบสังคม ให้ถูกต้องตามกฎหมายและกฎเกณฑ์แห่งศีลธรรม เพื่อให้บรรลุประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม สามารถควบคุมตนเองได้ และการมีความเผื่อแผ่ด้วยจิตเมตตา ประชาชนทุกหน่วยของสังคม อยู่ดี กินดี มีความสุข สงบ สันติ ปรองดอง เกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้</p> 2021-04-24T23:04:02+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JBS/article/view/247625 คติอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปในพะเยา 2021-08-16T08:01:59+07:00 ศุภสัณห์ ขันทะบุตร Supasunkhuntabud@gmail.com สรัสวดี อ๋องสกุล sarascmu@hotmail.com <p class="p1">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์คติอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปในพะเยา ในลักษณะของความเชื่อในพุทธศาสนาและพัฒนาการทางด้านรูปแบบศิลปกรรมของพระพุทธรูปหินทรายพะเยาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ถึง พุทธศตวรรษที่ 22 เมื่อล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า</p> <p class="p1">ผลการศึกษาพบว่า มีการแบ่งความเชื่อของคติการสร้างพระพุทธรูปตั้งแต่คติการสร้างพระพุทธรูปในระดับสากล ระดับภูมิภาค (ล้านนา) และในระดับเมือง (พะเยา) พบว่ากรณีเมืองพะเยามีคติการสร้างพระพุทธรูปมีความเกี่ยวข้องทางด้านแนวคิดทางการเมืองนั้นคือแนวคิดจักรพรรดิราช ที่มาจากแนวคิดอานิสงส์จึงส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านรูปแบบศิลปกรรมที่มีแนวคิดทางพุทธศาสนาและการเมืองรวมเข้าอยู่ด้วยกัน<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p> 2021-06-29T21:54:17+07:00 Copyright (c) 2021 วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา