วารสารบัญชีปริทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU <p><strong><u>Focus and Scope (วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์)</u></strong></p> <p><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในสาขา บัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย</em></p> <p><strong><u>Peer Review Process (กระบวนการพิจารณาบทความ)</u></strong></p> <p><em>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน </em><em><strong><u>3 ท่าน</u></strong></em><em> แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (</em><em>Double-Blind Review)</em></p> <p><strong><u>Types of Articles (ประเภทของบทความ) </u></strong></p> <ul> <li><em>บทความวิจัย (</em><em>Research Article) </em></li> <li><em>บทความวิชาการ (</em><em>Academic Article)</em></li> </ul> <p><strong><u>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</u></strong></p> <ul> <li><em>ภาษาไทย</em></li> <li><em>ภาษาอังกฤษ</em></li> </ul> <p><strong><u>Publication Frequency (กำหนดออก)</u></strong></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><u>Publisher (เจ้าของวารสาร)</u></strong></p> <ul> <li><em>คณะบัญชี</em><em>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย</em></li> </ul> คณะบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย th-TH วารสารบัญชีปริทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2539-5629 <p>ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารบัญชีปริทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ไม่อนุญาตให้นำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นลายลักษณ์อักษร</p> อิทธิพลของการวางแผนภาษีและระดับการลงทุนที่ส่งผลต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/285528 <p> การวิจัยนี้ศึกษาผลของการวางแผนภาษีและระดับการลงทุนต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยวัดมูลค่ากิจการทั้งด้านบัญชี ได้แก่ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และด้านตลาด ได้แก่ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ภายใต้การควบคุมของขนาดกิจการ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 140 บริษัท รวม 700 ข้อมูล ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2567 และวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น พบว่า การวางแผนภาษีที่วัดด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อสินทรัพย์รวม (TPA) มีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) แต่มีอิทธิพลเชิงลบต่ออัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) สำหรับระดับ การลงทุน พบว่า การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (IIA) มีอิทธิพลเชิงลบต่ออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของ ผู้ถือหุ้น (ROE) แต่มีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (IFA) มีอิทธิพลเชิงลบต่ออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และไม่พบอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ทั้งนี้ขนาดกิจการมีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) แต่มีอิทธิพลเชิงลบต่ออัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (P/E)</p> <p> จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มด้านบัญชีแก่กิจการ ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจะเพิ่มคุณค่าทางการตลาดแก่กิจการในระยะยาว ส่งผลต่อการกำหนด กลยุทธ์ภาษีและระดับการลงทุนผู้บริหาร รวมถึงช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายภาษีและส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน</p> เนตรนภา รักษายศ อรพินท์ วงศ์ก่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 123 144 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผ่านการสืบสานตำนานเล่าขานภาพพระบฏ วัฒนธรรมล้านนา จังหวัดลำปาง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282143 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนบ้านสัก และชุมชนบ้านทุ่งม่านเหนือ 2) กำหนดศักยภาพของทรัพยากรชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 4) ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงพื้นที่โดยรอบผ่านตำนานเล่าขานภาพพระบฏ และประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ จำนวน 384 คน และคุณภาพ จำนวน 28 คนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก เวทีเสวนา และการประชุมกลุ่มย่อย แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ และการทดลองเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</p> <p> ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้ง 2 พื้นที่ คือ บ้านทุ่งม่านเหนือและบ้านสักพบว่า มีศักยภาพค่อนข้างสูงเพราะทุนเดิมทางวัฒนธรรม เช่น ภาพพระบฏ ตำนานท้องถิ่น หัตถกรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น วิถีชีวิต เครือข่ายของชุมชน และทรัพยากรพื้นถิ่น ส่วนการกำหนดศักยภาพชุมชนโดยรวมระดับมาก โดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือ (1) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน (2) ด้านบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก (3) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (4) ด้านเส้นทางท่องเที่ยว และ (5) ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ส่วนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีการประชุมร่วมกันผ่านการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการ และร่วมกันปฏิบัติงาน ในการกำหนดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบ One Day Trip ที่เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและกิจกรรมของชุมชน ผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยมีแนวทางการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้เรื่องเล่าทางวัฒนธรรม คือ ภาพพระบฏเป็นกลไกในการเชื่อมโยงทรัพยากร อัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลการวิจัยช่วยเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมโดยใช้เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมเป็นฐานในการพัฒนาอย่างยั่งยืน </p> บุญฑวรรณ วิงวอน จุฬารัตน์ คำถาเครือ กฤต พันธุ์ปัญญา อนงค์วรรณ อุประดิษฐ์ สุทธิศักดิ์ แสวงศักดิ์ จิรนันท์ บุพพัณหสมัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-10 2026-06-10 11 1 17 38 ความต้องการ ทัศนคติ และภาพลักษณ์องค์กร ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพของผู้บริโภค https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/285703 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการ ทัศนคติ และภาพลักษณ์องค์กรที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพของผู้บริโภค เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลในรูปแบบการสำรวจ เพื่อวัดผลเพียงครั้งเดียว กลุ่มตัวอย่างเป็นระชาชนเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งมีความสนใจเกี่ยวกับประกันสุขภาพ ทั้งผู้ที่มีและไม่มีการประกันสุขภาพ และอาศัยอยู่ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย แบบโควตาร่วม และการสุ่มแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ Chi-square, One-way ANOVA และ Simple Linear Regression</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ช่วงอายุระหว่าง 35-45 ปี การศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ 15,001-20,000 บาท มีความต้องการประกันสุขภาพของผู้บริโภค ด้านการเผยแพร่ข้อมูล มากที่สุด มีทัศนคติที่มีต่อการประกันสุขภาพ คือ การทำประกันสุขภาพเป็นการวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาด เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต มากที่สุด มีการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ด้านแบรนด์องค์กร มากที่สุด และมีการรับรู้ภาพลักษณ์องค์กรประกันสุขภาพ ด้านบุคลากร มากที่สุด</p> <p> ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ผู้บริโภคที่มีลักษณะทางประชากรได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ สถานภาพการสมรส ประเภทการประกันสุขภาพ แตกต่างกัน มีความต้องการซื้อประกันสุขภาพ ได้แก่ ด้านความคุ้มครอง ด้านตัวแทนประกัน ด้านการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ด้านการเผยแพร่ข้อมูล ด้านบริหารความเสี่ยงสุขภาพ แตกต่างกัน มีทัศนคติต่อการซื้อประกันสุขภาพแตกต่างกัน มีการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ได้แก่ ด้านแผนประกันสุขภาพ ด้านเบี้ยประกันสุขภาพ ด้านตัวแทนประกันสุขภาพ ด้านแบรนด์องค์กร ด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ แตกต่างกัน และ การรับรู้ภาพลักษณ์องค์กร มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพของผู้บริโภค ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์มีอิทธิพลมากที่สุด (b = 0.529) รองลงมาคือด้านเบี้ยประกันสุขภาพ (b = 0.162) และด้านแบรนด์องค์กร (b = 0.126)</p> นิติยา บุนนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 145 164 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดอกอัญชันอบแห้งสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ของกลุ่มเกษตรกร ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/283070 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ดอกอัญชันอบแห้งสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มเกษตรกรตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครือข่ายผู้ปลูก การพัฒนา<br />กระบวนการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการสร้างช่องทางการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มเกษตรกร จำนวน 30 คนและเครือข่ายผู้ปลูกดอกอัญชัน จำนวน 20 คน ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การอบแห้งดอกอัญชันที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 ชั่วโมง เป็นสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตดอกอัญชันอบแห้งให้ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ<br />ด้านสี กลิ่น รสชาติ และความปลอดภัยทางจุลินทรีย์อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับในด้านสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ การบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกรมีประสิทธิภาพและได้รับการขึ้นทะเบียน<br />เป็นวิสาหกิจชุมชน ขณะเดียวกันระบบการขายออนไลน์ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญต่อชุมชน งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปของ<br />ชุมชนให้มีมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน</p> สุพรรณี คำวาส แดน กุลรูป จีราภรณ์ พงศ์พันธุ์พัฒนะ อุษา โบสถ์ทอง เกศณีย์ สัตตรัตนขจร ออมทอง พัฒนพงษ์ เนตรดาว หลวงใหญ่ ณัฐฌา เหล่ากุลดิลก ปัทมา อภิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 181 196 แรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีเจ้าหนี้ บริษัท ซีพี แอ็กซต์ ร้า จำกัด (มหาชน) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/285886 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน (3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล (4) วิเคราะห์ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ (5) วิเคราะห์ปัจจัยค้ำจุนที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีเจ้าหนี้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พนักงานบัญชีเจ้าหนี้ของบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จำนวน 80 ราย โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นกล่มที่มีคุณสมบัติตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยใช้สถิติใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบสมมติฐานแบบ t-test ,F-test (One-way ANOVA) และ Multiple Regression Analysis</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41 - 50 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตำแหน่งงานระดับปฏิบัติการ ระยะเวลาปฏิบัติงาน 11 - 15 ปี และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 40,001 บาท ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานภาพรวมอยู่ในระดับสำคัญมากที่สุด ปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงานภาพรวมอยู่ในระดับสำคัญมากที่สุด และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาพรวมอยู่ในระดับสำคัญมากที่สุด ข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปัจจัยจูงใจด้านลักษณะงานที่ทำ ด้านการได้รับการยอมรับ ปัจจัยค้ำจุนด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านการปกครองของผู้บังคับบัญชา มีอิทธิต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นุชจิรา กาญจนานันท์ ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 165 180 ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/284024 <p> งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากรายงานทางการเงินของบริษัทในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2567 รวมทั้งสิ้นจำนวน 194 ตัวอย่าง ตัวแปรอิสระที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin: NPM) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets: ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) โดยใช้ Tobin’s Q เป็นตัวแทนของมูลค่ากิจการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนาการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อทดสอบสมมติฐานของการวิจัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สะท้อนการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สะท้อนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งสะท้อนโครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยงทางการเงิน มีความสัมพันธ์เชิงลบกับมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการใช้สินทรัพย์มีความสำคัญต่อมูลค่ากิจการขณะที่โครงสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอาจมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับการประเมินมูลค่า</p> มนณกร เลิศคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-10 2026-06-10 11 1 1 16 การสังเคราะห์ตัวชี้วัดคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบองค์รวม: การเชื่อมโยงกรอบแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนสีเขียว (BCG Economy) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/284249 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) รวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ตัวชี้วัดมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากวรรณกรรมวิชาการทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ และ (2) เพื่อวิเคราะห์การจัดหมวดหมู่และทำ Mapping อธิบายความเชื่อมโยงของตัวชี้วัดเข้ากับกรอบแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนสีเขียว (BCG Economy), เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) (3) เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบองค์รวมบูรณาการกรอบแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนสีเขียว (BCG Economy) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยใช้แนวทางการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบ (Systematic Review) ตามเกณฑ์ PRISMA การค้นคว้าดำเนินการในฐานข้อมูล Scopus, Web of Science, Google Scholar และ ThaiJO ครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 2000–2024 หลังการคัดกรองตามเกณฑ์ inclusion/exclusion ได้เอกสารที่เหมาะสมจำนวน 100 เรื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงธีม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ตัวชี้วัดมาตรฐานคุณภาพสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การบริหารจัดการ (Management) (2) การรองรับ (Carrying Capacity) (3) การให้บริการ (Service Quality) และ (4) การดึงดูดใจ (Attractiveness) โดยตัวชี้วัดที่ปรากฏซ้ำมากที่สุด ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสีย และความแท้จริงของประสบการณ์ท่องเที่ยว ทั้งนี้ การวิเคราะห์ Mapping ชี้ว่าตัวชี้วัดดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกับ Bio-Circular-Green Economy (เช่น การใช้เกษตรอินทรีย์ การจัดการของเสีย และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม), SDGs (เป้าหมายที่ 8, 11, 12 และ 15) และ SEP (หลักพอประมาณ มีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน) ได้อย่างเป็นระบบ</p> <p> โดยผลการวิจัยมีนัยสำคัญในการพัฒนากรอบการประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งบูรณาการแนวคิดเชิงทฤษฎีระดับสากลเข้ากับบริบทประเทศไทย โดยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการกำหนด มาตรฐานระดับชาติ เป็นเครื่องมือสำหรับชุมชนและผู้ประกอบการในการยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน</p> รัศมี อิสลาม ชิสา เจิมวรายุกร พิศาล แก้วอยู่ ฐิตาภา บำรุงศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-10 2026-06-10 11 1 39 64 ปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานฝ่ายโรงงาน บริษัทแคบริค (ไทยแลนด์) จำกัด https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/285331 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยของพนักงานฝ่ายโรงงาน 2) ‎ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน 3) ‎เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) ‎ศึกษาปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานฝ่ายโรงงาน ‎บริษัทแคบริค (ไทยแลนด์) จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ พนักงานฝ่ายโรงงาน (เฉพาะพนักงานคนไทย) ‎จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ‎ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-‎Way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)‎</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ‎พนักงานให้ความสำคัญต่อปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ‎โดยด้านการออกกฎข้อบังคับมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านวิศวกรรมศาสตร์ และด้านการศึกษา ตามลำดับ ‎สำหรับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ‎ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า พนักงานที่มีระดับการศึกษา ‎และหน่วยงานที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ‎ในขณะที่เพศ อายุ และระยะเวลาการปฏิบัติงานไม่มีความแตกต่าง ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ‎ปัจจัยเสริมสร้างความปลอดภัยทั้ง 3 ด้าน ‎มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ‎โดยด้านการออกกฎข้อบังคับมีอิทธิพลมากที่สุด ‎ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานฝ่ายโรงงาน</p> อริย์กันตา คำไหม ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจจา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 110 122 องค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากร: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/280347 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบโดยมีจุดประสงค์เพื่อจะสังเคราะห์องค์ประกอบของการดำเนินนโยบายการทำงานทางไกล ที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากร โดยการรวบรวมบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีจากฐานข้อมูล Scopus ใช้คำค้นหาคือ Remote work และ Job stress ซึ่งมีบทความวิจัยที่ค้นหาได้ทั้งหมด 68 บทความ จากนั้นใช้เกณฑ์การคัดบทความออกเพื่อให้เหลือแต่บทความวิจัยที่ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัย จนได้บทความหลังจากการคัดออกแล้วจำนวนทั้งสิ้น 15 บทความ และนำมาทำการทบทวนวรรณกรรมเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบต่อไป ผลของการสังเคราะห์องค์ประกอบพบว่า สามารถจัดกลุ่มองค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากรได้เป็น 3 กลุ่มองค์ประกอบใหญ่ 7 องค์ประกอบย่อย คือ กลุ่มที่ 1: กลุ่มองค์ประกอบด้านการบริหารงานขององค์กร มีองค์ประกอบย่อย 4 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ 1.2) ด้านภาวะผู้นำและการสนับสนุนขององค์กร 1.3) ด้านการฝึกอบรมและพัฒนา และ 1.4) ด้านนโยบายการทำงานทางไกล ในกลุ่มถัดมาคือ กลุ่มที่ 2: กลุ่มองค์ประกอบด้านการจัดการตนเองของบุคลากร มีองค์ประกอบย่อย 2 ด้านได้แก่ 2.1) ด้านผลกระทบจากครอบครัวและชีวิตการทำงาน และ 2.2) ด้านอิสระและความยืดหยุ่นของบุคลากร และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่ 3: กลุ่มองค์ประกอบทางเทคโนโลยี มีองค์ประกอบย่อย 1 ด้าน คือ 3.1) ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน</p> <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ‎มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากร โดยรวบรวมบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีจากฐานข้อมูล Scopus ใช้คำค้นหา ‎‎"Remote work" และ "Job stress" พบบทความทั้งสิ้น 68 บทความ ‎หลังผ่านเกณฑ์การคัดเลือกได้บทความที่ตรงตามวัตถุประสงค์จำนวน 15 บทความ ‎นำมาสังเคราะห์องค์ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ</p> <p> ผลการสังเคราะห์พบว่า ‎องค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงาน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก 7 ‎องค์ประกอบย่อย ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มองค์ประกอบด้านการบริหารงานขององค์กร มี 4 องค์ประกอบย่อย คือ ‎การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ภาวะผู้นำและการสนับสนุนขององค์กร การฝึกอบรมและพัฒนา ‎และนโยบายการทำงานทางไกล กลุ่มที่ 2 กลุ่มองค์ประกอบด้านการจัดการตนเองของบุคลากร มี 2 ‎องค์ประกอบย่อย คือ การจัดการขอบเขตชีวิตและการทำงาน และอิสระและความยืดหยุ่นของบุคลากร ‎และกลุ่มที่ 3 กลุ่มองค์ประกอบทางเทคโนโลยี มี 1 องค์ประกอบย่อย คือ เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน</p> รุจิภาส ประชาทัย ประสพชัย พสุนนท์ พิพัฒน์ พุ่มสุข วิราภรณ์ แก้วขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 85 109 สงครามกับความเสี่ยงในการดำเนินงานต่อเนื่องของกิจการ: ความท้าทายในการแสดงความเห็นของผู้สอบบัญชี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/284803 <p> ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์สงครามก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อสมมติพื้นฐานทางการบัญชีเกี่ยวกับการดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern Assumption) บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามที่อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมีสาระสำคัญต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของกิจการ และนำเสนอความท้าทายของผู้สอบบัญชีในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการสอบบัญชี รหัส 570 เรื่องการดำเนินงานต่อเนื่อง ภายใต้วิกฤตการณ์สงคราม</p> <p> ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากสงครามสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านกฎหมาย ข้อบังคับและอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการประเมินความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องและระดับความไม่แน่นอนอย่างมีสาระสำคัญ ในด้านการสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีเผชิญความท้าทายในการรวบรวมหลักฐานการสอบบัญชีในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ความยากลำบากในการประมาณการมูลค่ายุติธรรม และความไม่แน่นอนของแผนการบริหารจัดการของฝ่ายบริหาร <br /> บทความนี้เสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้สอบบัญชีโดยเน้นการใช้เทคโนโลยีการสอบบัญชีทางไกล การอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และการเสริมสร้างความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในการส่งเสริมความโปร่งใสและทำหน้าที่เป็นกลไกเตือนภัยล่วงหน้าแก่ผู้ใช้งบการเงินในภาวะสงคราม</p> ธิตินันท์ กุมาร วันวิภา ปานศุภวัชร สมบูรณ์ กุมาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 11 1 65 84