https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/issue/feed
วารสารบัญชีปริทัศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2025-10-09T10:39:10+07:00
Faculty of Accounting, Chiang Rai Rajabhat University
management.jar@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong><u>Focus and Scope (วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์)</u></strong></p> <p><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในสาขา บัญชี การเงิน เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย</em></p> <p><strong><u>Peer Review Process (กระบวนการพิจารณาบทความ)</u></strong></p> <p><em>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน </em><em><strong><u>3 ท่าน</u></strong></em><em> แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (</em><em>Double-Blind Review)</em></p> <p><strong><u>Types of Articles (ประเภทของบทความ) </u></strong></p> <ul> <li><em>บทความวิจัย (</em><em>Research Article) </em></li> <li><em>บทความวิชาการ (</em><em>Academic Article)</em></li> </ul> <p><strong><u>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</u></strong></p> <ul> <li><em>ภาษาไทย</em></li> <li><em>ภาษาอังกฤษ</em></li> </ul> <p><strong><u>Publication Frequency (กำหนดออก)</u></strong></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><u>Publisher (เจ้าของวารสาร)</u></strong></p> <ul> <li><em>คณะบัญชี</em><em>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย</em></li> </ul>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282308
การตลาดออนไลน์และนวัตกรรมบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ ของผู้บริโภคในเมืองสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-10-06T13:44:27+07:00
หลง เพียว หลง เพียว
3191785504@qq.com
อรกัญญา กันธะชัย
nkunthachai@gmail.com
สุธีรา ดีวิท
sutheera_cru@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการตลาดออนไลน์ของผู้บริโภคในเมืองสิบสองปันนา 2) เพื่อศึกษานวัตกรรมบริการของผู้บริโภคในเมืองสิบสองปันนา และ3) เพื่อศึกษาการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภคในเมืองสิบสองปันนา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคในเมืองสิบสองปันนา จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ เก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ วีแซต และแอบพริเคชัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาเพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการตลาดออนไลน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ รองลงมา คือ การรองรับการค้นหาในหน้าแรก การสร้างการตลาดพันธมิตร การทำการตลาด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการส่งข้อความ ข้อที่ค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านสื่อสังคมออนไลน์ ด้านนวัตกรรมบริการผู้บริโภคให้ความสำคัญโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกระบวนการ รองลงมา คือ ด้านข้อมูลสารสนเทศ และด้านเทคโนโลยี ข้อที่ค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับด้านการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการตระหนักถึงความต้องการ รองลงมา คือ การเสาะแสวงหาข่าวสาร ด้านการประเมินทางเลือก ด้านการตัดสินใจซื้อ และค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านพฤติกรรมหลังการซื้อ</p> <p> การตลาดออนไลน์ส่งผลต่อนวัตกรรมบริการในการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค พบว่า 1) การโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ 2) การทำตลาดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3) การส่งข้อความ 4) การสร้างการตลาดพันธมิตร และ 5) การรองรับการค้นหาในหน้าแรก ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น สื่อสังคมออนไลน์ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค</p> <p> การตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค พบว่า 1) การโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ 2) การทำตลาดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3) การส่งข้อความ และ 4) การสร้างการตลาดพันธมิตรส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น 2 ปัจจัย คือ 1) ด้านสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) การรองรับการค้นหาในหน้าแรกไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค</p> <p> นวัตกรรมบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค พบว่า 1) กระบวนการ 2) เทคโนโลยี และ 3) สภาพแวดล้อส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นปัจจัยด้านข้อมูลสารสนเทศไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ของผู้บริโภค</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/279824
ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องดื่ม จากตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแบบชงอัตโนมัติในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-07-30T10:57:13+07:00
ธัญญลักษณ์ ชูทิพย์
66052515109@student.sru.ac.th
วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
management.jar@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแบบชงอัตโนมัติในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) การตัดสินใจซื้อเครื่องดื่มจากตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแบบชงอัตโนมัติของประชากรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องดื่มแบบชงจากตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแบบชงอัตโนมัติในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้สูตรคอแครนแบบเฉพาะเจาะจง ได้กลุ่มตัวอย่างประชากรเป็นประชาชนที่เคยใช้บริการตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแบบชงอัตโนมัติในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ด้วยการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแบบชงอัตโนมัติ และกระบวนการตัดสินใจซื้อของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี 3 ตัวแปร ได้แก่ ทัศนคติที่มีต่อการใช้ ความตั้งใจที่จะใช้งาน และการนำมาใช้งานจริง ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบาย ความแปรปรวนของกระบวนการตัดสินใจซื้อได้คิดเป็นร้อยละ 68.70 (Adjusted R-squared = 0.687) ผลการวิจัยนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการออกแบบเทคโนโลยี และกลยุทธ์การตลาดของตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น </p>
2025-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282309
การยอมรับเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลที่มีผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-10-06T14:36:22+07:00
หงเหมย หลี่
2291741613@qq.com
อรกัญญา กันธะชัย
nkunthachai@gmail.com
สุธีรา ดีวิท
sutheera_cru@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2) ศึกษาระดับกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 3) ศึกษาผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ 4) การยอมรับเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลที่มีผลต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามออนไลน์ เก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ แอพพลิเคชัน WeChat วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ ด้วยเทคนิคการนำเข้าทั้งหมด</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจมีระดับการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่ให้ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการง่ายในการใช้งาน รองลงมาคือ ด้านความตั้งใจที่จะใช้ ผลการวิเคราะห์ระดับกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่ให้ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการตลาดเชิงเนื้อหา รองลงมาคือ ด้านการโฆษณาแบบจ่ายเงินต่อคลิก และผลการวิเคราะห์ระดับผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่ให้ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านตัวชี้วัดทางการเงิน รองลงมาคือ ด้านตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ทางการเงิน ผลการวิเคราะห์สมการถดถอย พบว่า การยอมรับเทคโนโลยีที่มีต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย เท่ากับ 0.186 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รองลงมาคือ กลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลมีผลต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย เท่ากับ 0.121 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าพยากรณ์เท่ากับ 0.41 (R<sup>2</sup>) สามารถอธิบายผลการดำเนินงานได้ร้อยละ 41.00</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/280688
การแสวงหาข่าวสาร พฤติกรรมการซื้อ และกลยุทธ์การบริหารประสบการณ์ลูกค้าที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อหรือเช่าเครื่องเป่าลมอุตสาหกรรม
2025-07-22T16:12:41+07:00
ภราดร วรรณสังข์
gameparadorn01@gmail.com
สหภาพ พ่อค้าทอง
management.jar@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การแสวงหาข่าวสาร พฤติกรรมการซื้อ และกลยุทธ์การบริหารประสบการณ์ลูกค้าที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อหรือเช่าเครื่องเป่าลมอุตสาหกรรม เป็นการศึกษาเชิงปริมาณโดยดําเนินการเก็บข้อมูลแบบในรูปแบบการศึกษาเชิงสํารวจเพื่อวัดผลเพียงครั้งเดียวโดยศึกษา จากกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ผู้บริหาร ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายซ่อมบำรุง และฝ่ายวิศวกรรม ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ คือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันตก จำนวนทั้งสิ้น 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โควต้า และบังเอิญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา F-test/One-Way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเลือกใช้สื่อออนไลน์ในการแสวงหาข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องเป่าลมอุตสาหกรรมมากที่สุด คือ กูเกิล (Google) จำนวน 185 คน คิดเป็นร้อยละ 46.25 ขณะที่สื่อออฟไลน์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ งานแสดงสินค้า / นิทรรศการ จำนวน 159 คน คิดเป็นร้อยละ 39.75</p> <p> ผลการทดสอบสมมติฐานชี้ให้เห็นว่า ลักษณะทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อรูปแบบการแสวงหาข่าวสาร พฤติกรรมการซื้อหรือเช่า และการรับรู้ต่อกลยุทธ์การบริหารประสบการณ์ลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งยังพบว่า การรับรู้กลยุทธ์การบริหารประสบการณ์ลูกค้า มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อหรือเช่าเครื่องเป่าลมอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2025-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282311
ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้งานของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2025-10-09T10:39:10+07:00
พิทยาภรณ์ พุ่มพวง
pittayaporn.pum@crru.ac.th
สุธีรา ดีวิท
sutheera_cru@hotmail.co.th
สุรินทร์ พิทักษ์สิกุล
surin_cru@hotmail.com
ธัญพร ฟุ้งเฟื่อง
thanyapornaudy@gmail.com
นันทิกา สุเตนัน
Nanthika.sut@crru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ ทัศนคติต่อการใช้งาน และความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติต่อการใช้งาน กับความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และ (3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของการรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติต่อการใช้งาน ที่มีต่อความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีทัศนคติและการรับรู้เชิงบวกต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเครื่องมือ AI ที่นักศึกษาใช้มากที่สุดคือ ChatGPT (ร้อยละ 86.75) รองลงมาคือ Canva (ร้อยละ 85.25) และ Google Gemini (ร้อยละ 56.0) ทั้งนี้ นักศึกษามีการรับรู้ประโยชน์ (ค่าเฉลี่ย 4.27) ทัศนคติต่อการใช้งาน (ค่าเฉลี่ย 4.20) ความตั้งใจใช้งาน (ค่าเฉลี่ย 4.17) และการรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน (ค่าเฉลี่ย 4.01) อยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก นอกจากนี้ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่าตัวแปรทุกคู่ มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยเฉพาะทัศนคติต่อการใช้งานมีความสัมพันธ์สูงสุดกับความตั้งใจใช้งาน (r = .673) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่าตัวแปรอิสระทั้งสาม ได้แก่ การรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติต่อการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (R² = 0.766, p < .001) โดยมีลำดับอิทธิพลจากมากไปน้อยคือ ทัศนคติต่อการใช้งาน (β = .531, p < .001) การรับรู้ประโยชน์ (β = .191, p < .001) และการรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน (β = .178, p < .001) ผลการวิจัยสะท้อนว่า ทัศนคติในเชิงบวกเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้นักศึกษามีความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยี AI ซึ่งผลลัพธ์นี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน และนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในสถาบันอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/280981
Designing a Strategic Framework for Cultural Fashion Enterprises: A Value Chain Model from Thailand's Peranakan Kebaya Sector
2025-08-06T18:51:29+07:00
อนุรักษ์ บิลนุ้ย
anurak.bin@sru.ac.th
รัตติยาภรณ์ รอดสีเสน
rattiyaphon.rod@sru.ac.th
ปลื้มใจ ไพจิตร
oilssc@hotmail.com
นรา พงษ์พานิช
pnarascape@gmail.com
<p> This study introduces the Inclusive Strategic Framework for Cultural Fashion Enterprises (ISF-CFE), a conceptual model designed to upgrade the value chains of cultural microenterprises. Addressing a critical research gap where existing frameworks often neglect cultural, social, and emotional dimensions, ISF-CFE integrates value chain analysis, cultural entrepreneurship, the Stimulus-Organism-Response (S-O-R) model, and Social Return on Investment (SROI). Using a qualitative, exploratory, and conceptual research design, the study combines theoretical synthesis with participatory field engagement in Ranong Province’s Peranakan kebaya sector. The ISF-CFE synthesizes five interlinked pillars: (1) artisan innovation, (2) cultural co-creation, (3) storytelling-driven branding, (4) digital and experiential market access, and (5) SROI-based evaluation. Importantly, the SROI dimension is specified across four domains: economic (income growth), social (employment and women’s empowerment), environmental (sustainable material use), and cultural (identity preservation), with measurable indicators proposed for each. The study addresses the gap that no existing integrated framework systematically combines these theoretical and empirical dimensions for cultural microenterprises in Southeast Asia. The model contributes theoretically by extending value chain theory with cultural and social dimensions, and practically by offering policymakers and entrepreneurs a roadmap for inclusive innovation. Beyond Thailand, ISF-CFE demonstrates adaptability to other creative ecosystems in the Asia-Pacific region, positioning cultural fashion enterprises as active agents of heritage preservation, sustainable livelihoods, and regional competitiveness.</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282314
การตลาดดิจิทัลและการโฆษณาสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-10-06T15:39:31+07:00
หยิน ซีอาว หยิน ซีอาว
1368235411@qq.com
อรกัญญา กันธะชัย
nkunthachai@gmail.com
อัญยาณีย์ เกตุพันธุ์
aunyanee.kate@crru.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำคัญของการตลาดดิจิทัลของผู้บริโภคในมณฑลยูนนาน 2) ศึกษาระดับความสำคัญของการโฆษณาสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในมณฑลยูนนาน 3) ศึกษาระดับการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคในมณฑลยูนนาน และ 4) ศึกษาการตลาดดิจิทัลและการโฆษณาสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในมณฑลยูนนาน จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ เก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ วีแซตและแอปพลิเคชัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาเพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ ด้วยเทคนิคการนำเข้าทั้งหมด </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการตลาดดิจิทัลระดับมากที่สุด การโฆษณาสื่อสังคมออนไลน์ระดับมากที่สุด และการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระดับมากที่สุด การตลาดดิจิทัลส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค คือ 1) ด้านการตลาดผ่านอีเมลส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณเท่ากับ 0.409 2) ด้านการตลาดผ่านระบบค้นหาข้อมูลส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณเท่ากับ 0.237 และ 3) ด้านแบนเนอร์เว็บไซต์ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณเท่ากับ 0.548 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับปัจจัยด้านการตลาดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณเท่ากับ 0.021 และการโฆษณาสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภค คือ 1) ด้านประสบการณ์ของผู้บริโภค โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณเท่ากับ 0.459 และ 2) ด้านความเชื่อมั่นต่อสินค้าที่โฆษณาส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.372 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นการรับรู้ข่าวสารที่หลากหลายไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณเท่ากับ -.043 ตามลำดับ </p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/280989
การพัฒนาการเสริมสร้างอำนาจเข้มแข็งทางการเงินสำหรับเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย
2025-08-07T14:51:46+07:00
กัสมา กาซ้อน
management.jar@gmail.com
นิศารัตน์ ไชยวงศ์ศักดา
management.jar@gmail.com
วิไลลักษณ์ วงค์ชัย
management.jar@gmail.com
ธนภัทร กันทาวงศ์
management.jar@gmail.com
นิรุตติ์ ชัยโชค
management.jar@gmail.com
สุภมล ดวงตา
management.jar@gmail.com
<p> การเสริมสร้างอำนาจทางการเงินของเกษตรกรถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในชนบท โดยเชื่อมโยงกับบริบทการพัฒนาประเทศในหลายมิติ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ของชุมชนชนในการเสริมสร้างอำนาจทางการเงิน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ของชุมชนชนบทกับการเสริมสร้างอำนาจทางการเงิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เกษตรกรในชุมชน ในพื้นที่ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า ตำบลสันกลาง อำเภอพาน ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย จำนวน 150 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์หาค่าความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ของชุมชน ได้แก่ การสร้างเสริมการผลิตที่ปลอดภัย (PSP) การสร้างเสริมการแปรรูป (PPC) การสร้างเสริมการรวมกลุ่มและเครือข่าย (SCN) การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (MES) มีความสัมพันธ์เชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ต่อการเสริมสร้างอำนาจทางการเงินของเกษตรกร และส่วนการเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน (ECP) ไม่มีความสัมพันธ์กับการเสริมสร้างอำนาจทางการเงินของเกษตรกร</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/277474
พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสาร การรับรู้ภาพลักษณ์ และความคาดหวังที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง ของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
2025-03-11T20:25:01+07:00
พัชรี หอมเหมือน
mamumel12@gmail.com
พจน์ ใจชาญสุขกิจ
management.jar@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสาร การรับรู้ภาพลักษณ์และความคาดหวังที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง ของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นการศึกษาเชิงปริมาณโดยดำเนินการเก็บข้อมูลในรูปแบบการศึกษาเชิงสำรวจ เพื่อวัดผลเพียงครั้งเดียว โดยศึกษากับประชากกรทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดระยอง และเคยมี การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง จำนวน 400 คน ที่อยู่ในกลุ่มแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย การสุ่มแบบกำหนดจำนวนตัวอย่าง และการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยสถิติ ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าสถิติ One-Way ANOVA แล Pearson’s Correlation Coefficient</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุระหว่าง 26 - 35 ปี การศึกษาระดับ ปริญญาตรี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว / ค้าขาย มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000 - 30,000 บาท มีพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสภากาชาดไทย การรับรู้แผนการออกหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำเดือน ของเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง อยู่ในระดับมากที่สุด การรับรู้ภาพลักษณ์ที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง ด้านการจัดการองค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความคาดหวังที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง ด้านการบริการโลหิต อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> พบว่า 1) ประชาชนที่มีลักษณะทางประชากรแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง แตกต่างกัน 2) พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ภาพลักษณ์ที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง 3) การรับรู้ภาพลักษณ์ที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง มีความสัมพันธ์กับความคาดหวังที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง 4) พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสภากาชาดไทย จังหวัดระยองมีความสัมพันธ์กับความคาดหวังที่มีต่อสภากาชาดไทย จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยความสัมพันธ์ดังกล่าว เป็นไปในเชิงบวก</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282304
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือ ของผู้บริโภคในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-10-06T11:18:47+07:00
ถิง ถิง หวาง ถิง ถิง หวาง
731023256@qq.com
สุทธดา ขัตติยะ
suthada.kha@crru.ac.th
อรกัญญา กันธะชัย
nkunthachai@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และ 2) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ในการซื้อโทรศัพท์มือถือในเมืองคุนหมิง จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ เก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ วีแซต และแอพริเคชั่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาเพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ ด้วยเทคนิคการนำเข้าทั้งหมด </p> <p> ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทุกปัจจัยมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือ ด้านราคา บุคลากร การส่งเสริมการตลาด หลักฐานเชิงประจักษ์ สถานที่จัดจำหน่าย และลำดับสุดท้ายคือ ด้านกระบวนการตัดสินใจซื้อ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การค้นหาข้อมูล รองลงมาคือ การประเมินทางเลือก และค่าเฉลี่ยน้อยสุดคือ พฤติกรรมหลังการซื้อ</p> <p> ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือในเมืองคุนหมิง พบว่า ด้านการส่งเสริมการขายมีอิทธิพลมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ เท่ากับ 0.191 รองลงมาคือ ด้านกระบวนการ มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ เท่ากับ 0.167 ด้านผลิตภัณฑ์ มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ เท่ากับ 0.125 และด้านราคามีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ เท่ากับ 0.119 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .760 (R2) หมายถึง ตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 76.00 ยกเว้น 3 ปัจจัย คือ 1) ด้านสถานที่จัดจำหน่าย 2) ด้านบุคลากร และ 3) ด้านหลักฐานทางกายภาพไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือในเมืองคุนหมิง อย่างนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/278602
การพัฒนาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับผลิตภาพของวิสาหกิจชุมชนในตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
2025-04-29T11:28:02+07:00
ธนภัทร กันทาวงศ์
management.jar@gmail.com
กัสมา กาซ้อน
management.jar@gmail.com
วิไลลักษณ์ วงค์ชัย
management.jar@gmail.com
นิรุตติ์ ชัยโชค
management.jar@gmail.com
พีระพล ศรีวิชัย
phee_ppp@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สภาพปัญหา ความต้องการ และต้นทุนการผลิต ศึกษาและพัฒนาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับผลิตภาพ เสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านการลดต้นทุน และวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตก่อนและหลัง ของวิสาหกิจชุมชนในตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างคือผู้มีอำนาจทำการแทน ตัวแทนสมาชิกของวิสาหกิจชุมชน ประธานและตัวแทนกลุ่มอาชีพ รวมจำนวน 50 คน คัดเลือกประชากรที่ศึกษาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบเก็บรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลอาศัยการวิเคราะห์ 3 ขั้นตอน การลดทอนข้อมูล การจัดระบบข้อมูล และการตีความ เชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลนำไปสู่บทสรุปและนำมาเทียบเคียงตามแนวคิดและทฤษฎี ผลการวิจัยพบว่า การบันทึกต้นทุนของวิสาหกิจชุมชนยังไม่ละเอียดพอ โดยปกติจะบันทึกต้นทุนรวมๆ กันในสมุด หรือบางครั้งผู้ประกอบการจะใช้ความจำ ซึ่งทำให้พลาดรายละเอียดบางส่วนในการคำนวณต้นทุนจะคำนวณต้นทุนแบบง่าย โดยนับรวมต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตค่าแรงงานของสมาชิก และค่าใช้จ่ายต่างๆ การพัฒนาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตใช้การผสานหลักการ ECRS และการวิเคราะห์คุณค่า เป็นการตัด รวม ปรับใหม่ ทำให้ง่ายขึ้น เพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด พัฒนาทั้งตัวสินค้าและกระบวนการผลิตให้มีคุณค่า โดยไม่เพิ่มต้นทุนเกินความจำเป็น ส่งเสริมความประหยัดและคุณภาพควบคู่กันนำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพและความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนในระยะยาว จากการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง พบว่า ต้นทุนลดลง ผลิตภาพและคุณภาพเพิ่มขึ้น พร้อมเสนอแนวทางต่อยอด เช่น ลดต้นทุนบรรจุและขนส่งและสร้างระบบฐานข้อมูลระยะยาวเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
2025-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/282307
ความสามารถทางนวัตกรรมและความได้เปรียบในการแข่งขันที่ส่งผลต่อ ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ในเมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-10-06T11:43:42+07:00
เถิงเจียว ถู
tutengjiao211@gmail.com
อรกัญญา กันธะชัย
nkunthachai@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถทางนวัตกรรมของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก 2) ศึกษาความได้เปรียบในการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก 3) ศึกษาผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก และ 4) ศึกษาความสามารถทางนวัตกรรมและความได้เปรียบในการแข่งขันที่ ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กในเมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กในเมืองคุนหมิงที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานพาณิชย์ เมืองคุนหมิง จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม เก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ วีแซตและแอปพลิเคชันวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาเพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ ด้วยเทคนิคการนำเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยด้านความสามารถทางนวัตกรรม ด้านความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กให้ความสำคัญของทุกปัจจัยอยู่ในระดับมาก สำหรับความได้เปรียบในการแข่งขันส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย เท่ากับ 0.614 และความสามารถทางนวัตกรรมส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย เท่ากับ 0.281 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JAR_CRRU/article/view/279567
ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของพนักงานระดับ 7 ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่
2025-06-04T17:09:55+07:00
สุชาดา ละม้ายวรรณ์
suchadal1988@gmail.com
ฐานิตา ฆ้องฤกษ์
management.jar@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาว่าปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานมีผลต่อระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ 2) เพื่อวิเคราะห์ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของพนักงานระดับ 7 ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานระดับ 7 ของธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ จำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเลือกจากตำแหน่งที่กำหนด เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม 4 ส่วน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.91 การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่าน Google Forms และช่องทาง E-mail และ Line วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, F-test (One-way ANOVA) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการทำงาน และระดับเงินเดือน ส่งผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่าความฉลาดทางอารมณ์และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.513 และ 0.474 ตามลำดับ ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย