วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC
<p><em>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร</em> ISSN 2985-248X (Online) รับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ ได้แก่ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ครุศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ทัศนศิลป์ การท่องเที่ยวและการโรงแรม และจิตวิทยา โดยตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 [มกราคม-มีนาคม] ฉบับที่ 2 [เมษายน-มิถุนายน] ฉบับที่ 3 [กรกฎาคม-กันยายน] และฉบับที่ 4 [ตุลาคม-ธันวาคม] <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโ<em>ดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 - 3 คน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) ที่มาจากหลากหลายสถาบัน</em></strong></p>
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
th-TH
วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
2985-248X
<blockquote> <p><strong><em>** ข้อความ ข้อคิดเห็น หรือข้อค้นพบ ในวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร</em></strong><strong><em>เป็นของผู้เขียน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความและงานวิจัยนั้น ๆ โดยมิใช่ความรับผิดชอบ</em></strong><strong><em>ของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี **</em></strong></p> </blockquote>
-
การบริหารจัดการองค์ความรู้การเลี้ยงปูทะเลของชุมชนต้นแบบ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281398
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ประเทศไทยนับเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารทะเลที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก และอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยก็สามารถนำรายได้จากการส่งออกเข้าสู่ประเทศเป็นมูลค่าที่สูงเป็นอันดับต้น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาบริบทของการเพาะเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 3) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 4) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อศึกษาบริบทการเลี้ยงปูทะเลของชุมชนต้นแบบ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเล เพื่อถอดบทเรียนของชุมชน และจัดทำสื่อองค์ความรู้ ประชากรเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูทะเล อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูทะเล อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 15 ราย โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก(In-depth Interview) และสำรวจข้อมูลผู้เลี้ยงปูทะเลในพื้นที่เขาดินพบว่า มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลทั้งหมดจำนวน 59 รายเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสำรวจและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการสังเกต แผนภาพแสดงความเห็นและการถอดบทเรียน และ แบบประเมินผลการจัดกิจกรรมและแบบประเมินความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา(Content Analysis<strong>) </strong><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) บริบทของการเพาะเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นที่ราบลุ่มขนานไปกับแม่น้ำบางปะกง ในอดีตมีพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติอย่างเดียว ต่อมาเมื่อมีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขาย ชาวบ้านบางส่วนจะซื้อลูกพันธุ์ที่ต้องการมาปล่อยเพิ่มลงไป “ขาวัง” หรือ ร่องน้ำรอบแปลงนา เป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชาวนาในจังหวัดฉะเชิงเทรา การทำนาขาวังใน อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงเป็นการอนุรักษ์สืบต่อภูมิปัญญาบรรพชนไม่ให้สูญหาย และเป็นการสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการสร้างแหล่งอาหาร 2) องค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ลักษณะการเลี้ยงปูทะเลของอำเภอบางปะกง มีความแตกต่างจากการเลี้ยงปูทะเลของจังหวัดในแทบภาคใต้ของไทย เนื่องด้วยลักษณะพื้นที่การเพาะเลี้ยงของอำเภอบางปะกงเป็นป่าชายแลน ติดทะเล ลักษณะพื้นดินเป็นโคลน และมีน้ำขึ้นน้ำลง ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมเลี้ยงปูทะเลแบบผสมผสาน โดยใช้พื้นที่ร่วมกันในการทำเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ทะเล 3) การบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเกษตรกรมีความรู้ มีความเข้าใจด้านการเลี้ยงปูทะเลเป็นอย่างดี มีเทคนิควิธีการเลี้ยงปูในรูปแบบเฉพาะของตนเอง 4) แนวทางในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูทะเลในชุมชนต้นแบบอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยพื้นที่ต้นแบบการเพาะเลี้ยงปูทะเล ในลักษณะต่าง ๆ อาทิ พื้นที่การเพาะเลี้ยง กระบวนการเพาพันธุ์ปูทะเล ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงปูทะเล ฯลฯ มีการจัดกิจกรรม การจัดเวทีระดมสมอง ณ ที่ทำการกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าว ตำบลเขาดิน โดยเป็นการระดมความคิดเห็นและเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเล ผู้นำชุมชน หน่วยงานทางภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการ เพื่อที่จะได้ข้อมูลและได้เนื้อหาเพื่อสำหรับการจัดทำชุดองค์ความรู้ปูทะเลในพื้นที่ต้นแบบ</p>
ณฐ สบายสุข
กุลรัตน์ มิตรอุปถัมภ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-27
2025-12-27
8 4
1
16
10.14456/issc.2025.59
-
ความคิดเห็นของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาการจัดการนวัตกรรม การสื่อสารที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281589
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การจัดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษามีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพบัณฑิต โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมการสื่อสารซึ่งต้องตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้เรียนทั้งชาวไทยและต่างชาติ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) สำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา สาขาการจัดการนวัตกรรมการสื่อสาร คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างนักศึกษาชาวไทยและชาวต่างชาติ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 50 คน ในปีการศึกษา 2565–2566 ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามสัญชาติ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบความแตกต่างทางสถิติ <strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่านักศึกษามีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับสูงสุด ค่าเฉลี่ย 4.89 โดยด้านการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ย 4.78 และด้านปัจจัยเกื้อหนุนการศึกษา 4.75 นักศึกษาชาวไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและทุนการศึกษา ส่วนชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับการต่ออายุวีซ่า การให้บริการ และการพัฒนานักศึกษา ผลการเปรียบเทียบชี้ว่า ความคิดเห็นด้านการเรียนการสอน ปัจจัยเกื้อหนุน และการให้บริการไม่แตกต่างกัน แต่ด้านการพัฒนานักศึกษามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพควรคำนึงถึงทัด้านวิชาการและการสนับสนุนบริการ โดยเฉพาะการพัฒนานักศึกษาตามความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ เพิ่มความพึงพอใจ และเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนสู่ความสำเร็จทางวิชาการและอาชีพในอนาคต</p>
อภิวรรณ ศิรินันทนา
จำเริญ คังคะศรี
บวรสรรค์ เจี่ยดำรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-27
2025-12-27
8 4
17
26
10.14456/issc.2025.60
-
สถานภาพการวิจัยวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 – 2567
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278964
<p>บทความวิจัยนี้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยที่ใช้วรรณกรรมท้องถิ่นในภาคตะวันออกของประเทศไทย 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เป็นข้อมูลในการวิจัย โดยรวบรวมวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บทความวิจัยและรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ที่ใช้วรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเป็นข้อมูลและเผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2510 - พ.ศ. 2567 สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ โครงการเครือข่ายห้องสมุดแห่งประเทศไทย คลังข้อมูลงานวิจัยไทย และฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นำข้อมูลมาจัดกลุ่ม วิเคราะห์ สังเคราะห์ นำเสนอผลด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบงานวิจัย จำนวน 51 เรื่อง จากสถาบัน 13 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน หรือมหาวิทยาลัยบูรพา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยอินเดียนา และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สาขาวิชาที่ทำวิจัย ได้แก่ สาขาวิชาภาษาไทย จารึกภาษาไทย ไทยศึกษา หลักสูตรและการสอน คติชนวิทยา มัธยมศึกษา พัฒนศึกษา วัฒนธรรมศึกษา ศิลปกรรม (มานุษยดุริยางวิทยา) การสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง การสอนภาษาไทย และรายงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัย ประเด็นหัวข้อที่นิยมศึกษา ได้แก่ การวิเคราะห์ด้านสังคม องค์ประกอบวรรณกรรม การรวบรวม จำแนกประเภท หรือจัดแบบเรื่อง การปริวรรตต้นฉบับเอกสารตัวเขียน บทบาทหน้าที่ การวิจัยเชิงประวัติ การเปรียบเทียบ การวิจัยเชิงทดลอง และการวิจัยกระบวนการสืบทอด พัฒนา ประยุกต์ใช้ และต่อยอดวรรณกรรม ทำให้เห็นสถานภาพและทิศทางการวิจัยอันอาจส่งผลต่อการอนุรักษ์และพัฒนาอัตลักษณ์ของภูมิภาคตะวันออก เติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานภาพการวิจัยและต่อยอดการวิจัยวรรณกรรมท้องถิ่นให้สมบูรณ์ขึ้น</p>
ณัฐา ค้ำชู
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-27
2025-12-27
8 4
27
42
10.14456/issc.2025.61
-
การวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าจากมะม่วงหิมพานต์เหลือทิ้ง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/275543
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การที่ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับการบริโภคผลมะม่วงหิมพานต์ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและปัญหาขยะจากการทิ้งผลไม้ส่วนนี้หากนำผลมะม่วงหิมพานต์มาเพิ่มมูลค่าและสร้างคุณค่าให้เป็นที่ยอมรับ ย่อมสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูก และสามารถสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> (1) ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อการรับรู้ข้อมูลการเพิ่มมูลค่าผลมะม่วงหิมพานต์ และ (2) สร้างแนวทางการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลมะม่วงหิมพานต์ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสำรวจ โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ตัวอย่าง ด้วยวิธีแบบสะดวกในการสุ่มตัวอย่าง โดยศึกษาความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคก่อนและหลังการรับรู้ข้อมูลผ่านการชมวิดิทัศน์เกี่ยวกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์ และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ Paired sample t-test ในการทดสอบพฤติกรรมของผู้บริโภคก่อนและหลังรับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และใช้การวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบเหตุการณ์ (Constant Comparison) ในการวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มมูลค่าผลมะม่วงหิมพานต์เหลือทิ้ง <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในทุกด้าน ได้แก่ ด้านราคา ด้านข้อมูล และด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลังการรับรู้ข้อมูลผู้บริโภคมีความเต็มใจซื้อมากขึ้น และพบว่าการสื่อสารการตลาดเกี่ยวกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วงหิมพานต์เหลือทิ้ง <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แปรรูปมะม่วงหิมพานต์ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกดี รับรู้ถึงคุณค่าที่มากกว่าของผลิตภัณฑ์ และรับรู้ถึงคุณค่าที่มากกว่าต้นทุนที่จ่าย ทำให้รับรู้ถึงมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติ และความเต็มใจซื้อของผู้บริโภค</p>
ธัญญาณี นิยมกิจ
สุรีย์พร พานิชอัตรา
ธงชัย ศรีเบญจโชติ
ศตวรรษ ทิพโสต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-27
2025-12-27
8 4
43
55
10.14456/issc.2025.62
-
ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิตผ่านการบูรณาการพุทธปรัชญาเถรวาทและหลักคำสอนราชาโยคะของกลุ่มบราห์มากุมารี
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/275148
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>คำถามพื้นฐานสำคัญทางปรัชญาที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามีอยู่ในทุกสำนักคิดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอันเป็นความเกี่ยวข้องกับมโนทัศน์เรื่อง “มนุษย์” และประกอบไปด้วยคำถามทางทางจริยศาสตร์ว่ามนุษย์ควรดำเนินชีวิตต่อตนเองและโลกอย่างไร <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนพุทธปรัชญาเถรวาทตลอดจนหลักคำสอนราชโยคะของกลุ่มบราห์มากุมารีและวิเคราะห์ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิตตามการบูรณาการพุทธปรัชญาเถรวาทและหลักคำสอนราชาโยคะของกลุ่มบราห์มากุมารี <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพ (Qualitative Research ) โดยเน้นทำการวิจัยในเชิงเอกสาร โดยทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารชั้นปฐมภูมิ ตลอดจนชั้นทุติยภูมิ จากเอกสารงานวิจัย ได้แก่ ตำราทางวิชาการ งานวิจัย บทความ รายงานจากเว็บไซต์ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้องานวิจัยที่เกี่ยวข้อง <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ชีวิตและรูปแบบของชีวิตตามแนวพุทธปรัชญาและกลุ่มบราห์มากุมารีมีลักษณะที่เชื่อมโยงกันคือการค้นหาสัจธรรมและการรู้จักพัฒนาตนเองเพี่อนำไปสู่การใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีหลักการดำเนินชีวิตที่เชื่อมโยงกัน คือ การไม่กระทำการใดเบียดเบียนผู้อื่นในเบื้องต้น และนำไปสู่การกระทำความดีทางกาย วาจา ใจ โดยหลักคำสอนพุทธปรัชญาเถรวาทมี “กุศลกรรมบถ 10” และ “มรรค 8” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ในขณะที่หลักคำสอนราชาโยคะของกลุ่มบราห์มากุมารี คือ การมีความรัก มีศรัทธา มีความเข้าใจว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงดวงวิญญาณซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อเป็นการพัฒนาดวงวิญญาณของตนไปสู่ภาวะความสมบูรณ์สูงสุดที่เรียกว่า “จีวัน มุกติ” <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อ 1 มโนทัศน์ว่าด้วยมนุษย์และการเข้าถึงภาวะดวงวิญญาณสูงสุดตามหลักคำสอนราชโยคะของกลุ่มบราห์มากุมารี คือ เน้นการพัฒนาจิต โดยการสร้างความคิดหรือจิตสำนึกพื้นฐานในการดำเนินชีวิตว่า “ฉันคือดวงวิญญาณ” ดวงวิญญาณ ของมนุษย์ยังขึ้นอยู่กับการกระทำเป็นตัวกำหนดให้อยู่ภายใต้กฎแห่งการกระทำหรือกฎแห่งกรรม เมื่อดวงวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงวิญญาณสูงสุด จะมีความเป็นกลางในการกระทำไม่ปรากฎผลต่อการกระทำว่าดีหรือชั่ว เพราะดวงวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงวิญญาณสูงสุด มีภาวะแห่งความสมบูรณ์ตลอดกาล เรียกว่า “ จีวัน มุกติ” สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อ 2 มโนทัศน์ว่าด้วยมนุษย์และการเข้าถึงภาวะความสมบูรณ์สูงสุดตามหลักคำสอนพุทธปรัชญาเถรวาท คือ“ทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้นที่พระพุทธเจ้านำเสนอทางเลือกให้มนุษย์ในการดำเนินชีวิต” โดยในระดับปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม หมายถึง การดำเนินชีวิตที่จะทำให้เกิดความสุขในและก่อให้เกิดสันติภาพในการใช้ชีวิตร่วมกัน และในระดับสูง เป็นการดำเนินชีวิตระดับปัจเจกบุคคลโดยการปฏิบัติตามแนวทางแห่งการพ้นทุกข์ทั้งปวง เรียกว่า “นิพพาน”</p>
ปภังกร เทพพิทักษ์
ธเนศ ปานหัวไผ่
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-27
2025-12-27
8 4
56
69
10.14456/issc.2025.63
-
ศาสตร์แห่งแผ่นดิน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276516
<p><strong>บทนำ:</strong> โครงการทูบีนัมเบอร์วัน (TO BE NUMBER ONE) ริเริ่มโดยพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดีเพื่อรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยมุ่งให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างร่วมกิจกรรมสร้างความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ตามปณิธาน "ทุกคนเป็นหนึ่งได้โดยไม่พึ่งยาเสพติด" <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาต้นแบบการสื่อสารส่งเสริมเด็กและเยาวชนโครงการทูบีนัมเบอร์วันพื้นที่ภาคใต้ สนองพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาข้อมูลเอกสารทางวิชาการ รายงานการวิจัย บทความวิชาการ และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชาในการพัฒนาที่ยั่งยืน <strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า โครงการทูบีนัมเบอร์วันประสบความสำเร็จในการเอาชนะปัญหายาเสพติด และปัจจุบันได้นำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการส่งเสริมการต่อต้านยาเสพติดและภัยออนไลน์ <strong>สรุป:</strong> ต้นแบบการสื่อสารที่ประสบความสำเร็จประกอบด้วยการนำปัจจัยสำคัญ 3 ส่วนมาใช้ 1) กระบวนทัศน์ใหม่ว่าด้วยคุณค่าของความรัก เช่น ความรักเป็นวัฒนธรรมที่งดงามและสร้างสรรค์และความรักเป2) ศีลธรรมหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการประหยัด อด ออม และเดินทางสายกลาง 3) ช่องทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้แก่ สื่อโซเชียล (Facebook, TikTok, YouTube, Instagram, Twitter) และสื่อโทรทัศน์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่มีคุณภาพของประเทศชาติ<strong> </strong></p>
อาชารินทร์ แป้นสุข
วิเชียร ก่อกิจกุศล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
70
79
10.14456/issc.2025.64
-
การศึกษาฟีเจอร์แนะนำแอปลิเคชันเพลงที่ส่งผลต่อประสบการณ์ และความพึงพอใจของผู้ใช้
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277999
<p><strong>บทนำ:</strong> ด้วยการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตสมัยใหม่ทำให้ความบันเทิงของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาฟีเจอร์แนะนำแอปลิเคชันเพลงจะนำไปสู่การมอบความสะดวก ความหลากหลาย และประสบการณ์การฟังที่เป็นส่วนตัวผ่านคลังเพลงขนาดใหญ่รวมถึงการโต้ตอบทางสังคม เพิ่มความพึงพอใจ ความผูกพัน และการรักษาผู้ใช้บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> 1.เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของการใช้ฟีเจอร์แนะนำแอปพลิเคชันเพลงในกลุ่มผู้ใช้บริการ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้บริการฟีเจอร์แนะนำแอปพลิเคชันเพลง 3.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการฟิเจอร์แนะนำแอปพลิเคชันเพลง <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. สภาพทั่วไปของการใช้ฟีเจอร์แนะนำแอปพลิเคชันเพลงในกลุ่มผู้ใช้บริการ ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อประสบการณ์ผู้ใช้ประกอบด้วยหลายมิติร่วมกัน ความเที่ยงตรงของระบบการแนะนำ อิทธิพลทางสังคม ประสบการณ์การโต้ตอบ ความรู้สึกในการควบคุม และการปรับให้เข้ากับบริบทเป็นกลไกหลักที่มีผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้ความเที่ยงตรงของการแนะนำและอิทธิพลทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด 2. ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้บริการฟีเจอร์แนะนำแอปพลิเคชันเพลง ผู้ใช้ที่มีอายุมากกว่า (46 ปีขึ้นไป) ยอมรับความแม่นยำของระบบการแนะนำมากกว่า และมีระดับการยอมรับสูงสุด ผู้ใช้ที่มีอาชีพต่างกัน (พนักงานองค์กร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ข้าราชการ นักเรียน และผู้เกษียณอายุ) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในคะแนนประสบการณ์การใช้ระบบการแนะนำ (p>0.05) 3. ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการฟิเจอร์แนะนำแอปพลิเคชันเพลง ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์กับฟีเจอร์ การรับรู้ฟีเจอร์ ทัศนคติการยอมรับ บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย การควบคุมพฤติกรรมการรับรู้ ความสามารถในการรับรู้ และประสบการณ์การรับรู้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบการแนะนำ และมาตรวัดมีความเที่ยงและความตรงในระดับสูง (Cronbach's α > 0.87, KMO = 0.950) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ความแม่นยำของฟีเจอร์แนะนำเพลงและอิทธิพลทางสังคมเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้ใช้ฟีเจอร์แนะนำเพลง โดยไม่มีความแตกต่างตามอาชีพ แต่ผู้สูงอายุยอมรับระบบได้มากกว่า</p>
Hao Ran
อภิวรรณ ศิรินันทนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
80
96
10.14456/issc.2025.65
-
การพัฒนาฉลากสินค้าและการสื่อสารการตลาดของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280025
<p><strong>บทนำ</strong>: การพัฒนาฉลากสินค้าและการสื่อสารการตลาดของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดย คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน กรีนพาวเวอร์ ให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น คณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจความต้องการของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์ กองพันทหารสื่อสารที่ 102 กรมทหารสื่อสารที่ 1 ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ตำบลสวนหลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: 1) พัฒนาฉลากสินค้าผลิตภัณฑ์สเปรย์กันยุงตะไคร้หอมของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์ 2) เพื่อพัฒนาการสื่อสารการตลาดของผลิตภัณฑ์สเปรย์กันยุงตะไคร้หอมของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) พบว่า วิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์มีความต้องการให้ผู้วิจัยพัฒนาฉลากสินค้าผลิตภัณฑ์สเปรย์ กันยุงตะไคร้หอมให้มีความทันสมัยมีเอกลักษณ์และมีข้อมูลต่างๆที่ชัดเจน อาทิ ส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิต ราคา สถานที่ตั้งของกลุ่ม ผู้วิจัยจึงทำการพัฒนาฉลากสินค้าโดยออกแบบฉลากสินค้า 4 แบบ ให้วิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์เลือกเพื่อใช้ในการสื่อสารการตลาด <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>วิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์เลือกฉลากสินค้าแบบที่ 1 และแบบที่ 2 โดยขอให้ผู้วิจัยผสมผสานทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน โดยผู้วิจัยได้ทำการออกแบบโดยใช้สีเขียวเป็นพื้นซึ่งเป็นสีประจำกองทัพบก ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์กรีนพาวเวอร์ โดยมีภาพประกอบได้แก่ ภาพต้นตะไคร้ ภาพยุง ปรากฎอยู่ด้านหน้าฉลากผลิตภัณฑ์ ส่วนด้านหลังฉลากผลิตภัณฑ์ แจ้งถึงวิธีใช้ คำเตือน ส่วนประกอบต่างๆ สถานที่ตั้งในการผลิตและจำหน่ายโดย เลขทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ตราประจำจังหวัดสมุทรสาคร ตราประจำ ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และตราประจำคณะวิทยาการจัดการ ทำให้สินค้าเป็นที่จดจำง่ายขึ้น และสื่อถึงตัวผลิตภัณฑ์สเปรย์กันยุงตะไคร้หอม ซึ่งเป็นลักษณะการสื่อสารการตลาดที่สร้างความจดจำทำให้สามารถขยายตลาดผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักและสามารถดึงดูความสนใจของลูกค้าได้ตรงตามความต้องการของวิสาหกิจชุมชนกรีนพาวเวอร์</p>
ดรุษ ประดิษฐ์ทรง
จันทรัศมิ์ สิริวุฒินันท์
เพียรพิลาส พิริยาโภคานนท์
อิศรา ยิ่งยวด
ณัฐกานต์ แก้วขำ
กรวุฒิ อาศนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
97
108
10.14456/issc.2025.66
-
บริบทการสื่อสารของพิมรี่พายในตลาดออนไลน์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276880
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>คุณพิมรี่พาย (Pimrypie) เป็นแม่ค้าออนไลน์ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศไทยยุคดิจิทัลยุคที่การค้าออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อวิเคราะห์บริบทการสื่อสารของแม่ค้าออนไลน์ (พิมรี่พาย) ตามแนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารของ Hymes (1974) โดยศึกษาองค์ประกอบ 8 ประการของการสื่อสาร (S-P-E-A-K-I-N-G) ประกอบด้วย ฉาก, ผู้ร่วมเหตุการณ์, จุดหมาย, การลำดับวัจนกรรม, น้ำเสียง, เครื่องมือ, บรรทัดฐานของปฏิสัมพันธ์และการตีความ) และประเภทการสื่อสาร เพื่อทำความเข้าใจการใช้สื่อสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> วิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหา และ heuristic จากแนวคิดของ Hymes <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) การสื่อสารของพิมรี่พายในไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างการขายสินค้า ความบันเทิง และการสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์ 2) ผู้ขายใช้กลวิธีทางภาษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเล่าเรื่อง การใช้วัจนกรรม การเลือกถ้อยคำเฉพาะ และการใช้สัญญะต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิด 3) ภาษาที่ใช้สะท้อนอัตลักษณ์ผู้ขายในฐานะผู้หญิงชนชั้นกลางที่ขยัน อดทน ผ่านประสบการณ์ชีวิตจริง และมีภาพลักษณ์ “เข้าถึงง่าย จริงใจ เป็นกันเอง” 4) การโต้ตอบกับผู้ชม เช่น การอ่านคอมเมนต์ พูดคุย และตอบสนองทันที ช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก เพิ่มระดับความไว้วางใจ และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า 5) ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไลฟ์สดทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ช่วยคลายความเครียดและให้ข้อมูลผู้บริโภค ทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและสนับสนุนผู้ขายอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์และบทบาทของภาษาที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลกับวัฒนธรรมการบริโภคยุคใหม่</p>
รัชฎาพร ตัณฑสิทธิ์
เชิดชัย อุดมพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
109
123
10.14456/issc.2025.67
-
การพัฒนาลวดลายจากชุดลูกปัดโนราเพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276284
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การพัฒนาลวดลายจากชุดลูกปัดโนราเพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: เพื่อออกแบบลวดลายจากชุดลูกปัดโนราและนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีกระบวนการคือ 1) การวิเคราะห์องค์ประกอบลวดลายจากชุดลูกปัดโนรา 2) การออกแบบและพัฒนากราฟิกลวดลาย 3) การประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การประเมินความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์จำลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพลวดลายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และแบบประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่าง 100 คน <strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า 1) องค์ประกอบลวดลายชุดลูกปัดโนรามีลักษณะเด่นคือการใช้จุดเรียงเป็นเส้นตรงและรูปทรงเรขาคณิต การใช้ลูกปัดที่หลากหลาย อาทิ สีน้ำเงิน สีส้ม สีเหลือง สีเขียว และสีแดง 2) ขั้นการออกแบบลวดลายผู้วิจัยร่างภาพลายเส้นใช้สีขาว-ดำจำนวน 6 ลวดลาย ส่งประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ และคัดเลือก 3 ลวดลายที่มีคุณภาพเหมาะสมที่สุดมาพัฒนาลวดลายต่อ โดยใช้สีโทนร้อนเพื่อสื่อถึงความสดใส มีพลัง 3) ออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์จำลอง (Simulation) จำนวน 3 ประเภทได้แก่ 1) เครื่องนุ่งห่ม (เสื้อบุรุษ เสื้อสตรี) 2) ผ้าเอนกประสงค์ ( ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์) 3) งานแฮนด์เมค (เคสโทรศัพท์มือถือ กระเป๋ารูปทรงต่างๆ) <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ผลประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อผลิตภัณฑ์จำลองโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.50 และ S.D.= 0.72) โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ กระเป๋าถือสตรีและเคสโทรศัพท์มือถือ สำหรับประเด็นที่กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับสูง ได้แก่ 1) การประยุกต์ลวดลายที่มีความชัดเจนและเป็นสากล 2) การจัดวางองค์ประกอบลวดลายที่เหมาะสมและมีเอกลักษณ์ 3) รูปแบบลวดลายที่มีความแปลกใหม่ และ 4) การเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของโนราในการออกแบบ</p>
จรรย์สมร ผลบุญ
กำธร เกิดทิพย์
โอภาส อิสโม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
124
138
10.14456/issc.2025.68
-
การพัฒนาสื่อเพื่อการท่องเที่ยว Low Carbon บนเกาะหมาก จังหวัดตราด ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279231
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การท่องเที่ยว Low Carbon เป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนในแหล่งท่องเที่ยว งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของเกาะหมาก จังหวัดตราด และพัฒนาแนวทางการสร้างสื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว Low Carbon ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาศักยภาพและทรัพยากรของเกาะหมากที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon 2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบแนวทางในการพัฒนาสื่อท่องเที่ยวแบบ Low Carbon <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสนทนากลุ่มแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาสื่อ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีศักยภาพ 5 แห่ง ได้แก่ เกาะหมาก เกาะกระดาด เกาะผี สะพานโคโค่เคป และหาดสวนใหญ่–เกาะขาม ซึ่งแต่ละแห่งมีจุดเด่นเฉพาะ เช่น การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การเป็นแหล่งอนุรักษ์ การเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ หรือการรวมกิจกรรมทางน้ำ โดยชุมชนมีความพร้อมและยินดีร่วมพัฒนาสื่อ โดยเน้นสื่อดิจิทัล เช่น คลิปวิดีโอสั้น มี QR Code สำหรับเข้าถึงข้อมูล นำเสนอภาพลักษณ์สวยงามของสถานที่พร้อมสอดแทรกแนวคิด Low Carbon และมีคำบรรยายทั้งภาษาไทยและอังกฤษเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนาสื่อเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว Low Carbon จำเป็นต้องมีการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ใช้สื่อดิจิทัลที่ลดการใช้ทรัพยากร และสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเลือกพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต</p>
สมพงษ์ เส้งมณีย์
ชุตาภา คุณสุข
ภารดี พึ่งสำราญ
จเร เพ็งจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
139
149
10.14456/issc.2025.69
-
มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277196
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ประเทศไทยได้เริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ของผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกำหนดแมนเดลา - Mandela Rules) และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แต่ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเหมาะสม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>1) เพื่อศึกษาแนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุก รวมถึงแนวทางในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุ 2) เพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุในประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ 3) เพื่อทราบแนวทางปรับปรุงการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุให้เกิดความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำระหว่างประเทศ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุของไทย โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเครือรัฐออสเตรเลีย <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า แนวทางและมาตรการทางกฎหมายของไทยที่กรมราชทัณฑ์บังคับใช้ยังให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุไม่เพียงพอ มาตรการด้านการดูแลรักษาพยาบาลและการดูแลสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมยังไม่เหมาะสมต่อผู้ต้องขังสูงอายุ ไม่ได้แยกกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้ต้องขังสูงอายุ และยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังสูงอายุไว้โดยเฉพาะ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ประเทศไทยควรกำหนดแนวทางและมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุ ให้สอดคล้องกับมาตรการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุของประเทศไทยต่อไป</p>
ธีระพงษ์ ประกิ่ง
ธานี วรภัทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
150
159
10.14456/issc.2025.70
-
ปัญหาการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำนาจของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/268901
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ปัญหาการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำนาจของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองยังขาดความรู้และความเชี่ยวชาญ ดังนั้น เพื่อให้การสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำนาจของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง มีขั้นตอน และวิธีดำเนินการในทางปฏิบัติที่ชัดเจน จึงดำเนินการวิจัยในเรื่องนี้<strong> วัตถุประสงค์การศึกษา</strong><strong>: </strong>1) ศึกษาความหมาย หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการสอบสวนของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง 2) เปรียบเทียบกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบฝ่ายปกครองกับพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ 3) ศึกษาขั้นตอนและรูปแบบการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำนาจของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ บทความวิจัย กฎหมายของราชอาณาจักรไทย และกฎหมายต่างประเทศ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำนาจของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) การสอบสวนคดีอาญาของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเป็นการรวบรวมพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครฯ 2) อำนาจการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครฯ โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 โดยมีอำนาจสอบสวนความผิดคดีอาญาตามกฎหมาย จำนวน 16 ฉบับ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะแต่งตั้งปลัดอำเภอเป็นพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดคุณวุฒิหรือคุณสมบัติของปลัดอำเภอที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะพิจารณาแต่งตั้งไว้ ส่วนพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่ามีอำนาจสอบสวนความผิดคดีอาญาทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งมีการกำหนดคุณวุฒิหรือคุณสมบัติการเป็นพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะ และ 3) การสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำนาจของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองไม่ได้กำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรูปแบบการสอบคดีอาญาของพนักงานสอบสวนไว้ ต่างกับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีการกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรูปแบบการสอบไว้อย่างชัดเจน จึงมีข้อเสนอแนะให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กำหนดคุณสมบัติของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะพิจารณาแต่งตั้ง ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ และหรือเป็นผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการสืบสวนสอบสวนของฝ่ายปกครอง กรมการปกครอง และแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครฯ โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 โดยกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรูปแบบการสอบคดีอาญาของพนักงานสอบสวนไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว <strong>สรุป:</strong> รูปแบบ และกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนด รูปแบบ วิธีการ ในการสอบสวนความผิดคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ</p>
อธิวัฒน์ พรหมชิต
จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
ธัญญาภัส ทองมุสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
160
171
10.14456/issc.2025.71
-
STUDY AND ANALYSIS OF THE MUSICAL STRUCTURE AND CHARACTERISTICS OF FOLK SONGS OF THE HAN PEOPLE IN LINGYUN, GUANGXI PROVINCE.
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/271120
<p><strong>Introduction:</strong> The folk songs of the Gaoshan Han ethnic group in Lingyun County, Guangxi Province, China, represent a significant intangible cultural heritage characterized by profound humanistic traditions, diverse musical forms, rich thematic content, vivid lyrical expression, natural rhythmic patterns, and melodious melodies that warrant systematic musicological investigation.<strong>Objective:</strong> This study examines and analyzes the musical structure and distinctive characteristics of Gaoshan Han folk songs in Lingyun County, Guangxi Province, with particular focus on their digital time-sequence structural functions. <strong>Method:</strong> A qualitative descriptive research design was employed. Purposive sampling identified key informants including Cao Hongfu (expert in Gaoshan Han music creation and promotion) and Jiang Shui (vocal pedagogy specialist), alongside 20 professional performers from the Xiyuan Art Troupe (Fu Qiuyue, Wu Keying, and colleagues) and folk song enthusiasts (Zhou Xiaoying and others). Data collection integrated document analysis, fieldwork observations, semi-structured interviews, and content synthesis. The analytical framework combined musicology and music aesthetics perspectives to investigate structural patterns. <strong>Results:</strong> The digital structural expression in Lingyun Gaoshan Han folk songs demonstrates three primary functions: (1) facilitating narrative development within song stories, (2) maintaining architectural simplicity in musical composition, and (3) ensuring efficient oral transmission across generations. <strong>Conclusion:</strong> The study reveals that the digital time-sequence structure serves as a fundamental mechanism for preserving and transmitting Gaoshan Han folk songs, contributing to the understanding of structural complexity in ethnic minority music traditions and offering insights for intangible cultural heritage conservation strategies.</p> <p> </p>
Wu Yanfang
Rungkiat Siriwongsuwan
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
172
187
10.14456/issc.2025.72
-
THE IMPACT OF FAMILY PARENTING STYLES ON COLLEGE STUDENTS' INTERPERSONAL RELATIONSHIP ABILITY
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/271006
<p><strong>Introduction:</strong> Interpersonal relationship ability has become one of the essential qualities for college students in the 21st century. In recent years, various universities have experienced frequent incidents of personal injury and self-harm caused by interpersonal relationship problems, indicating that interpersonal relationship problems have become an issue that cannot be ignored among college students and require relevant attention (Liu Shuli, 2020). <strong>Objective:</strong> 1. To explore the impact of different dimensions of family parenting styles on college students' interpersonal relationship ability. 2. To explore the mediating effect of self-identity and peer trust on family parenting styles and college students' interpersonal relationship abilities. <strong>Method:</strong> Quantitative research. <strong>Results:</strong> indicate that the dimensions of care and autonomy from fathers and mothers in family parenting style have a significant positive impact on the interpersonal relationship ability of college students. The dimensions of fathers and mothers have a significant negative impact on the interpersonal relationship ability of college students. self-identity and peer trust partially mediate the relationship between family parenting style and interpersonal relationship ability of college students.</p>
Yuesi Lu
Sujin Butdisuwan
Piyapan Santhaweesuk
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
188
202
10.14456/issc.2025.73
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการต่อสัญญาของลูกค้าสัญญาบริหารจัดการควบคุม ดูแล และบำรุงรักษาอาคารในประเทศไทย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/274795
<p><strong>บทนำ</strong>: องค์การธุรกิจการให้บริการบริหารจัดการควบคุม ดูแล และบำรุงรักษาอาคารอาคารต้องปรับตัว และเร่งพัฒนาความสามารถขององค์การเพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนำไปสู่การเพิ่มพูนในการต่อสัญญาของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: 1) ศึกษาอิทธิพลของการมุ่งเน้นลูกค้า คุณค่าที่รับรู้ด้านราคา และการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าต่อความพึงพอใจต่อการบริการของลูกค้าสัญญาบริหารจัดการควบคุม ดูแล และบำรุงรักษาอาคารในประเทศไทย 2) ศึกษาอิทธิพลของการมุ้งเน้นลูกค้า คุณค่าที่รับรู้ด้านราคา การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และความพึงพอใจต่อการบริการต่อความมุ่งมั่นสู่ความสัมพันธ์ของลูกค้า 3) ศึกษาอิทธิพลของความพึงพอใจต่อการบริการ และความมุ่งมั่นสู่ความสัมพันธ์ต่อความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ของลูกค้า 4) ศึกษาอิทธิพลของความพึงพอใจต่อการบริการ ความมุ่งมั่นสู่ความสัมพันธ์ และความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ต่อการต่อสัญญาของลูกค้า และ 5) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการต่อสัญญาของลูกค้ากับข้อมูลเชิงประจักษ์ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยเชิงผสมวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวแทนเจ้าของอาคาร จำนวน 455 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน <strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า 1) การมุ่งเน้นลูกค้า คุณค่าที่รับรู้ด้านราคา และการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้ามีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ 2) การมุ่งเน้นลูกค้า คุณค่าที่รับรู้ด้านราคา การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และความพึงพอใจมีอิทธิพลต่อความมุ่งมั่นสู่ความสัมพันธ์ 3) ความพึงพอใจต่อการบริการ และความมุ่งมั่นสู่ความสัมพันธ์มีอิทธิพลต่อความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ 4) ความพึงพอใจต่อการบริการ ความมุ่งมั่นสู่ความสัมพันธ์ และความเข้มแข็งของความสัมพันธ์มีอิทธิพลต่อการต่อสัญญา 5) โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการต่อสัญญาของลูกค้าสัญญาบริหารจัดการควบคุม ดูแล และบำรุงรักษาอาคารในประเทศไทย ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ เป็นกรอบแนวความคิดใหม่ที่ยังไม่มีการศึกษามาก่อน ส่งผลให้เกิดผลการวิจัยใหม่ ๆ เกิดขึ้นแก่วงการวิชาการ</p>
กิตติพงศ์ คงกะพันธ์
ธัญปวีณ์ รัตน์พงศ์พร
สมบัติ ธำรงสินถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
203
219
10.14456/issc.2025.74
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาของคณะครุศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282414
<p><strong>บทนำ</strong>: กิจกรรมนักศึกษาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเสริมสร้างกระบวนการจัดการศึกษาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา ศึกษาระดับการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาและ เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษา <strong>ระเบียบวิธีการวิจัย</strong>: ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์ระดับปริญญาตรี สุ่มตัวอย่างโดยเปิดการเปิดตารางเทียบหากลุ่มตัวอย่างของเคซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบความเชื่อมั่นได้ 0.87 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดย “แรงจูงใจส่วนบุคคล” เป็นปัจจัยที่มีระดับสูงสุด ขณะที่ “ความพร้อมด้านเวลาและทรัพยากร” อยู่ในระดับต่ำสุด ระดับการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาอยู่ในระดับมาก โดยนิยมเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร เช่น กิจกรรมจิตอาสาและปฐมนิเทศ นอกจากนี้ พบว่าปัจจัยด้านแรงจูงใจ การสนับสนุนจากสถาบัน และเพื่อน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้ สมการพยากรณ์สามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมได้ร้อยละ 54.3 <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ควรให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเครือข่ายสนับสนุนทางสังคมภายในคณะ รวมถึงการออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักศึกษา เพื่อให้กิจกรรมนักศึกษาเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ทินกร ชอัมพงษ์
ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์
ปุญญ์สุทธิญา ปรีญาวุฒิวัฒน์
กัลญาภรณ์ เจริญพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
220
232
10.14456/issc.2025.75
-
ปัญหาการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ไม่ร้ายแรงของพนักงานสอบสวน กรณีการมอบคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/283609
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 และ มาตรา 63 รับรองอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สามารถมอบคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแทนได้ หากพิจารณาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีนั้นมีลักษณะไม่ร้ายแรง แต่กฎหมายมิได้กำหนดไว้ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณา จึงเป็นปัญหาในการใช้ดุลยพินิจเพื่อมอบคดีที่ไม่มีบรรทัดฐาน <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) ศึกษาปัญหาการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในความผิดไม่ร้ายแรงของพนักงานสอบสวน กรณีการมอบคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2) ศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายการกำหนดลักษณะความผิด ไม่ร้ายแรงในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนานวัตกรรมกฎหมายในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ไม่ร้ายแรงของพนักงานสอบสวน <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสาร จากข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ อาทิ กฎหมาย หนังสือตำรา หรืองานวิจัย เป็นต้น <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> หลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดทุจริตและประพฤติมิชอบที่ไม่ร้ายแรง ปรากฏเพียงแนวปฏิบัติภายในของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามคำสั่งที่ 1239/2561 และคำสั่งที่ 1240/2561 ซึ่งไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย ส่งผลต่อการใช้ดุลยพินิจมอบคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ไม่ร้ายแรงให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแทน <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ควรตรากฎหมายอนุบัญญัติ “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องกล่าวหาที่มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจมอบคดีให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดำเนินคดีแทน พ.ศ. ....” ขึ้นใช้บังคับ</p>
นันทชัย รักษ์จินดา
กมลชนก มณีฉาย
พัชรินทร์ พืชผล
กชพร คงพยัคฆ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
233
248
10.14456/issc.2025.76
-
ปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่การทำประมงในเขตทะเลของรัฐอื่นตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/275271
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ทรัพยากรสัตว์น้ำถือเป็นแหล่งอาหารที่มีความสำคัญต่อประชากรโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ อีกทั้งหาได้ง่ายและสามารถสร้างขึ้นทดแทนได้เองตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามแม้ว่าสัตว์น้ำจะเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากขาดการจัดการในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เหมาะสม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาถึงปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่การทำประมงในเขตทะเลของรัฐอื่น ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการวิจัยเอกสาร <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) ในการออกกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งเป็นเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ข้อ 73 วรรคหนึ่ง ควรกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมเรือประมงรัฐอื่นที่เดินเรือผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน โดยมาตรการดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อสิทธิการเดินเรือของรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะในเขตทับซ้อนกัน ให้ทำเป็นสนธิสัญญาทวิภาคีเพื่อประโยชน์ร่วมกันแบบมีข้อจำกัด 2) การใช้สิทธิของรัฐอื่นในการเดินเรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ กรณีนี้อาจใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศในการตกลงหรือทำสนธิสัญญาระหว่างกัน เพื่อไม่ให้ขัดต่อเสรีภาพในการเดินเรือ 3) การออกกฎเกณฑ์และข้อบังคับเกี่ยวกับการควบคุมการจับสัตว์น้ำในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐที่มีขีดความสามารถอย่างมากก็สามารถตกลงกันในรูปแบบทวิภาคีกับรัฐชายฝั่งที่มีความสามารถอย่างจำกัด เพื่อให้รัฐชายฝั่งอนุญาตเข้าไปทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะโดยการให้สัมปทาน หรือออกใบอนุญาต โดยปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของรัฐชายฝั่ง โดยการนำคดีเกี่ยวกับการประมงในทางระหว่างประเทศมาเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้</p>
ทรงพร ประมาณ
ทรัพยสิทธิ์ เกิดในมงคล
ฐิติรัตน์ อิทธิมีชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
249
262
10.14456/issc.2025.77
-
THE STUDY ON THE INHERITANCE AND DEVELOPMENT OF HUNAN DAOZHOU DIAOZI OPERA
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/271123
<p><strong>Introduction:</strong> The Hunan Daozhou Diaozi Opera is more than just a folk performance art; it is a cultural treasure that portrays the interaction of music, society, and cultural power in Chinese society<strong>. Objective:</strong> To study on the inheritance and development of Hunan Daozhou Diaozi Opera. <strong>Methods:</strong> The researcher used data from numerous secondary sources to assess and synthesize the study's findings. Documentary research data includes books, other documents, and written records. this investigation. The documentary research approach necessitated gathering information from books and articles that identified ten relevant sources, all of which were verified for trustworthiness by specialists. This paper investigates the historical evolution of Hunan melodic opera in China, its context in various periods of Chinese history, and suggests rules for maintaining and propagating the country's traditional folk music. <strong>Results:</strong> Chinese folk music is an integral part of China's rich traditional culture, the spiritual lifeline and inner core of the country, and the foundation for our long-term stability in the face of global cultural instability. This is because, according to Mei Wang (2020), our country's methods for integrating and preserving regional opera traditions are uncertain. We must constantly increase the processes for building and sustaining traditional opera culture, followed by the construction of systems to preserve it. This study is congruent with the findings of Juan Xue (2017), who discovered that the inheritance and development of Chinese regional opera is an important and rich cultural history, with practical implications that can effectively promote the inheritance and development of traditional styles. <strong>Conclusion:</strong> The study's findings reveal that Diaozi Dao opera is used to transmit the local community's identity, shared memories, and worldview. Music and performance not only reflect social and historical contexts but also serve as a forum for negotiating meaning between tradition and present change.</p>
Zhuwei cheng
Rungkiat Siriwongsuwan
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
8 4
263
274
10.14456/issc.2025.78