วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC <p><strong>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร ISSN 2985-248X (Online) </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร รับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้กับนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>2. เพื่อเป็นการสร้างเสริมเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p><strong>ขอบเขตสาขาวิชา<br /><br /></strong>สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ครุศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ทัศนศิลป์ การท่องเที่ยวและการโรงแรม และจิตวิทยา</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong><br /><br />1. บทความวิจัย<br /><br />2. บทความวิชาการ<br /><br />3. บทวิจารณ์หนังสือรับ<br /><br /><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ <br /><br /></strong>ฉบับที่ 1 [มกราคม-มีนาคม] <br /><br />ฉบับที่ 2 [เมษายน-มิถุนายน] <br /><br />ฉบับที่ 3 [กรกฎาคม-กันยายน] <br /><br />ฉบับที่ 4 [ตุลาคม-ธันวาคม] <br /><br /><em>โ<strong>ดยบทความทุกบทความผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 2-3 คน รูปแบบ Double Blind Peer Review โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ</strong></em><br /><br /><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong>อัตราค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้<br />1. บุคลากร และนักศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี บทความภาษาไทย<br /> บทความละ 3,000 บาท บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />2. บุคคลภายนอก<br /> บทความภาษาไทย บทความละ 5,000 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />3. ชำระค่าค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ได้ที่ <br /> ธนาคาร : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี <br /> เลขที่บัญชี : 178 1489 579<br /><br /><strong>**ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากบรรณาธิการ</strong></p> คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี th-TH วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร 2985-248X <blockquote> <p><strong><em>** ข้อความ ข้อคิดเห็น หรือข้อค้นพบ ในวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร</em></strong><strong><em>เป็นของผู้เขียน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความและงานวิจัยนั้น ๆ โดยมิใช่ความรับผิดชอบ</em></strong><strong><em>ของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี **</em></strong></p> </blockquote> การศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบของการตัดต่อเพื่อสร้างความหมายและอารมณ์ของหนังสั้น บ้านฉันบ้านเธอ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/283874 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตัดต่อภาพยนตร์เปรียบเสมือน “การประพันธ์เรื่องราวคนสุดท้าย” ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบข้อมูลและอารมณ์ <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษารูปแบบการตัดต่อที่สร้างความหมายและอารมณ์ในภาพยนตร์สั้น 5 เรื่องจากโครงการ “สื่อสร้างสรรค์เล่าหนังสั้นบ้านฉันบ้านเธอ” <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิจัยเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาภายใต้กรอบทฤษฎีมองทาจ (Montage) และการตัดต่อเพื่อความต่อเนื่อง (Continuity Editing) เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ <strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่าผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ได้ประยุกต์ใช้เทคนิคการตัดต่อที่เป็นสากลมาถ่ายทอดเรื่องราวเฉพาะถิ่น (Local Context) ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยในด้านความต่อเนื่องมีการลำดับภาพและเสียงอย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างความสมจริง (Verisimilitude) ในเชิงสุนทรียศาสตร์มีการใช้การตัดสลับ (Cross-Cutting) ในลักษณะ “มองทาจเชิงปัญญา” (Intellectual Montage) เพื่อสร้างเสียงสะท้อนเชิงแนวคิด (Thematic Resonance) ขณะที่การตัดต่อแบบมองทาจและแบบไดนามิกส์ถูกใช้เพื่อย่นย่อเวลาและปรับจังหวะ (Pacing) เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ตามลำดับ ทั้งนี้ไม่พบการใช้เทคนิค Flashback และ Flashforward เนื่องจากเน้นเส้นเรื่องปัจจุบันเป็นหลัก <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้ยุทธศาสตร์การตัดต่อที่เหมาะสมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการสร้าง “ไวยากรณ์ทางอารมณ์” (Emotional Syntax) และการเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษาภาพยนตร์สากลสามารถถูกดัดแปลงเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นและประเด็นร่วมสมัยของไทยได้อย่างทรงพลัง โดยผลการวิจัยสามารถนำไปบูรณาการในหลักสูตรภาพยนตร์ดิจิทัลเพื่อพัฒนาศักยภาพนักตัดต่อในอนาคตให้มีความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์และศิลป์ของการลำดับภาพ</p> ทิฆัมพร ภูพันนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-02 2026-03-02 9 1 1 11 10.14456/issc.2026.1 ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพพระภิกษุสามเณรในหลักสูตรการอบรมบาลี ก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282518 <h1>บทนำ: ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ สังคมไทยเป็นสังคมวิถีพุทธ<br />ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ บ้าน วัด และโรงเรียน ทั้งสามสถาบันนี้ได้มีความผูกพันและเอื้อเฟื้อสงเคราะห์กันมา<br />โดยตลอด วัตถุประสงค์การวิจัย: 1) ศึกษาการจัดการหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดการหลักสูตรดังกล่าว 3) เสนอแนะยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพพระภิกษุสามเณรในหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ระเบียบวิธีวิจัย: ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อประมวลผลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) และสรุปเป็นผลงานการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้บริหาร ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร และกลุ่มผู้เรียนของวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 11 รูป - คน ผลการวิจัย: พบว่า 1) การจัดการหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ในระหว่างปี พ.ศ. 2564-2568 มีการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนถูกต้องตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง และผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 2) ปัญหาอุปสรรคในการจัดการหลักสูตรดังกล่าว มี 3 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านสื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์ สถานที่เรียน และด้านการบริหารจัดการ และ 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพพระภิกษุสามเณรในหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยภายในของหลักสูตร และกลยุทธเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกของหลักสูตร สรุป: การบริหารหลักสูตรอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง โดยบูรณาการหลักการจัดการสมัยใหม่กับการบริหารสถาบันทางศาสนาเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการสื่อสารออนไลน์เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในระดับประเทศ</h1> สกนธ์ ภู่งามดี พนิดา ภู่งามดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-05 2026-03-05 9 1 12 27 10.14456/issc.2026.2 การรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อที่มีต่อการสื่อสารผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง WINONA ผ่านช่องทางเว็บไซต์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278149 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Winona ต้องอาศัยการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ ที่สะดวกรวดเร็วส่งผลต่อความพึงพอใจเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการซื้อซ้ำที่ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญ <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>1.เพื่อศึกษาการรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Winona ต่อการสื่อสารผลิตภัณฑ์ Winona ผ่านช่องทางเว็บไซต์ และ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และความพึงพอใจต่อการสื่อสารผ่านเว็บไซต์กับพฤติกรรมการซื้อและความภัคดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลการรับรู้ ความความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อจากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Winona ในสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (f-test) <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าการรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ Winona ของผู้บริโภคต่อการสื่อสารผ่านเว็บไซต์โดยรวมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.40) โดยการรับรู้ด้านความครบถ้วนของข้อมูล (ค่าเฉลี่ย 4.58) และความสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ (ค่าเฉลี่ย 4.57) และความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อเว็บไซต์อยู่ในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ย 4.51) โดยพึงพอใจด้านความสะดวกในการใช้งานเว็บไซต์สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.60) และพฤติกรรมการซื้อและความภักดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona อยู่ในระดับสูง โดยผู้บริโภคมีการซื้อผลิตภัณฑ์ Winona ซ้ำ (ค่าเฉลี่ย 4.45) และแนะนำผลิตภัณฑ์ Winona ให้ผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.55) และการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่มีผลต่อการรับรู้และความพึงพอใจของผู้บริโภค แต่การรับรู้และความพึงพอใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อและความภักดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona อย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.7521 และ r = 0.7462 ตามลำดับ) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้ ความพึงพอใจ และความภักดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona ผู้ประกอบการควรพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มฟีเจอร์ AI Chatbot ระบบแนะนำผลิตภัณฑ์อัตโนมัติ และการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบมัลติมีเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของจีน</p> Fu Xiaoqian บวรสรรค์ เจี่ยดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-05 2026-03-05 9 1 28 43 10.14456/issc.2026.3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/284268 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก และเป็นภาคส่วนที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในระบบเศรษฐกิจโลกหลังยุคโควิด-19 <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการเดินทาง ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้ใช้วิจัยเชิงปริมาณโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยมีประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวจีนโดยใช้บริการซื้อโปรแกรมนำเที่ยวประเทศจีน จำนวน 422 ราย ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21 - 30 ปี ระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท ประกอบอาชีพรัฐวิสาหกิจ/ราชการ และสถานภาพหม้าย/หย่าร้าง พฤติกรรมการเดินทางของนักเที่ยวชาวไทยที่เคยซื้อโปแกรมท่องเที่ยวจีน พบว่า เดินทางไปท่องเที่ยวจีนจำนวน 1 - 2 ครั้ง ระยะเวลา 3 – 5 วัน ท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรมน้อยกว่า 10,000 บาท ส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลในการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนในวันหยุด และบุคคลที่มีอิทธิพลในการเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว/ญาติพี่น้อง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.07, S.D. = 0.76) และการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในภาพรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก (M = 4.04, S.D. = 0.81) ผลการวิเคราะห์ภาพรวมของโมเดลทำนายการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีน พบว่า มีตัวแปรทำนายอย่างน้อย 1 ตัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาอิทธิพลจำแนกรายตัวแปรอิสระพบว่าตัวแปร ผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจัดจำหน่ายมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้โมเดลทำนายการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนมีประสิทธิภาพในการทำนายได้ร้อยละ 73.1 (R<sup>2</sup> = .731) โดยมีสมการทำนาย ดังนี้ Y = .415 + .162<sub>(ผลิตภัณฑ์)</sub> + .231<sub>(ราคา)</sub> + .222<sub>(ช่องทางการจัดจำหน่าย) </sub><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด โดยเฉพาะ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และผลิตภัณฑ์ เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาที่เหมาะสม พัฒนาช่องทางการขายที่เข้าถึงง่าย และออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p> วรศิริ ผลเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 9 1 44 57 10.14456/issc.2026.4 องค์ประกอบการสื่อสารในเพจ “แบกกล้องเที่ยว”: กลยุทธ์การสื่อสารการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281053 <p><strong>บทนำ:</strong> ในยุคดิจิทัล เพจท่องเที่ยวได้กลายเป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของสถานที่ "แบกกล้องเที่ยว" เป็นเพจที่โดดเด่นด้านการเล่าเรื่องผ่านภาพและข้อความ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการสื่อสารการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย: </strong>1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสารที่ปรากฏในเพจ “Wแบกกล้องเที่ยว” ตามแนวคิดชาติพันธ์วรรณนาแห่งการสื่อสารของเดลล์ ไฮมส์ และ 2) ศึกษาความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบการสื่อสารกับกลยุทธ์การสื่อสารการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนในยุคดิจิทัล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> วิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ คัดเลือกข้อมูลจากโพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “แบกกล้องเที่ยว” จำนวน 76 โพสต์ ระหว่างมกราคม - ธันวาคม 2567 โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบ SPEAKING Model <strong>ผลการวิจัย:</strong> เพจ “แบกกล้องเที่ยว” มีองค์ประกอบการสื่อสารที่สะท้อนกลยุทธ์การท่องเที่ยวยั่งยืนในหลายมิติด้านฉากพบการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว 7 ประเภท โดยเน้นธรรมชาติและวัฒนธรรม (60.6%) ด้านจุดมุ่งหมายเน้นการให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว (44.7%) ประสบการณ์การเดินทาง (33.1%) และคำแนะนำ/การวางแผน (22.2%) ด้านวัจนกรรมใช้การชี้นำ (38.2%) บอกกล่าว (35.5%) และแสดงความรู้สึก (26.3%) ด้านน้ำเสียงเป็นกันเองและธรรมชาติ (46.1%) ด้านเครื่องมือใช้ทั้งวัจภาษา (62.3%) และอวัจภาษา (37.7%) ด้านบรรทัดฐานเน้นการเคารพวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม <strong>สรุป:</strong> องค์ประกอบการสื่อสารในเพจ “แบกกล้องเที่ยว” สอดคล้องกับกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลผ่านการสนับสนุนมิติเศรษฐกิจมิติสังคมและวัฒนธรรมและมิติสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่าเพจท่องเที่ยวสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการสื่อสารดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ</p> วรพงศ์ ไชยฤกษ์ ศิวาพร ทองมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-08 2026-03-08 9 1 58 72 10.14456/issc.2026.5 ปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงิน โดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276916 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การเกิดปัญหาอาชญากรรมในปัจจุบันเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในสังคม รวมถึงเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน อาชญากรรมได้มีการพัฒนาควบคู่ไปกับความเจริญของสังคมและเทคโนโลยี <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล 2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัลของต่างประเทศและประเทศไทย 3) มาตรการและเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัย และเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการระบุตัวตนในการป้องกันการฟอกเงินให้เท่าทันกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1) มาตการการระบุตัวตนนั้นมีความสำคัญในการบังคับในทางกฎหมาย และทางปฏิบัติซึ่งจากการคึกษาพบว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงบุคคลทั่วไปที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมตลาดหลักทรัพย์ 2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล ได้แก่ พระราชกำหนดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ 3) ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีมาตรการการป้องกันการฟอกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ (1) จะต้องมีการแก้ไขพระราชกำหนดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ให้ครอบคลุมถึงบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียน (2) พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขโดยเพิ่มการขยายขอบเขตมาตรการการระบุตัวตนให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ และ (3) ปรับปรุงมาตรการการยืนยันตัวตนให้เป็นปัจจุบัน อบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการยืนยันตัวตนอย่างมีประสิทธิภาพ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนากฎหมายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบการเงินดิจิทัลและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายของประเทศในระยะยาว</p> ณัฏฐณิชา ยิ้มซ้าย อัคคกร ไชยพงษ์ ธัญญาภัส ทองมุสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-08 2026-03-08 9 1 73 85 10.14456/issc.2026.6 การออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านห้วยทราย อ.คง จ.นครราชสีมา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279971 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การเพิ่มมูลค่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: 1) เพื่อออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านห้วยทราย อ.คง จ.นครราชสีมา 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างประชากร ที่มีต่อประสิทธิภาพของผลงานการออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านห้วยทราย อ.คง จ.นครราชสีมา <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> วิจัยแบบผสมผสานโดยเก็บข้อมูลเชิงลึกกับตัวแทนกลุ่ม ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนและประเมินความพึงพอใจกลุ่มตัวอย่างโดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าการถอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประกอบด้วย ช้าง เพนียด เครื่องแต่งกายสตรี อุปกรณ์ทอผ้าไหมและลายผ้าไหม จากนั้นจึงนำข้อมูลมาประกอบการออกแบบและจัดกิจกรรมสนทนากลุ่มกับตัวแทนกลุ่มและผู้นำชุมชน จำนวน 10 คน เพื่อร่วมพัฒนาผลงานและนำผลงานที่พัฒนาแล้วประเมินกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 3 ท่าน แบบที่ได้รับเลือก มีค่าเฉลี่ย 4.54 แปลผล ระดับดีมาก และยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้า เลขคำขอที่ 250107380 ชื่อ ภูมิเพนียด พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายจริง ณ ศูนย์ OTOP และออกบูธระดับจังหวัด พบว่า รายได้สมาชิกเพิ่มขึ้น มีกำไรร้อยละ 65.38 ผลประเมินความพึงพอใจของกลุ่ม จำนวน 10 คนและกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 80 คน พบว่า มีค่าเฉลี่ย 4.69 แปลผล ระดับดีมาก <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การออกแบบที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนและเศรษฐกิจได้</p> กมลชนก ธนวงศ์ทองดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-08 2026-03-08 9 1 86 102 10.14456/issc.2026.7 ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสปา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278527 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสปานำมาซึ่งความท้าทายในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง <strong>แม้ธุรกิจสปาไทยจะมีศักยภาพสูงและได้รับการจัดอันดับในระดับภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญจากกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. </strong><strong>2559 </strong><strong>ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ </strong><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการประกอบธุรกิจสปา ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ หรือธุรกิจนวดเพื่อเสริมความงามที่ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจ 2) เพื่อศึกษากฎหมาย กฎระเบียบ กฎกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจสปา รวมถึงกฎหมายต่างประเทศ 3) เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุง ยกเลิก กฎหมาย ที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจสปา<strong> ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสาร จากข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น กฎหมาย หนังสือ ตำรา งานวิจัย เป็นต้น<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่ากฎระเบียบปัจจุบัน โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตที่ยุ่งยากและล้าสมัย เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจสปา การปรับปรุงกฎระเบียบ เช่น การลดขั้นตอนการขออนุญาตและการทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจสปาและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับภูมิภาค <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การปรับปรุงกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืนและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจสปา</p> นิรมล ยินดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-08 2026-03-08 9 1 103 117 10.14456/issc.2026.8 อิทธิพลของปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ตามมุมมองทฤษฎี S-O-R https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277883 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ช่องว่างของงานวิจัยนี้คือการศึกษาถึงตัวแปรอิทธิพลภายในกลุ่มผู้ประกอบการโอทอปด้วยกันเองที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงในการเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าและการนำทฤษฎี S-O-R มาใช้เพื่ออธิบายอิทธิพลของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยง <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา อิทธิพลของปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ตามมุมมองทฤษฎี S-O-R <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาและวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป จำนวน 270 ตัวอย่าง ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นและเลือกใช้วิธีเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงสำหรับ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าตัวแปรความยืดหยุ่นในการชำระเงิน การบริการที่มีคุณภาพ อิทธิพลภายในกลุ่ม โอทอป การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา การรับรู้ราคาค่าเช่าพื้นที่ ความไว้วางใจต่อห้างสรรพสินค้าส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์ที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป และตัวแปรปัจจัยอิทธิพลภายในกลุ่ม โอทอป ส่งผลต่อการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้พบว่าอิทธิพลของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าตามมุมมองด้วยทฤษฎี S-O-R โดยงานวิจัยนี้ยังได้เสนอข้อเสนอแนะในเชิงวิชาการ ข้อเสนอแนะในเชิงการจัดการและข้อเสนอแนะในอนาคต</p> ปฐมา อักษรคิด สมบัติ ธำรงสินถาวร ปิยะพร ธรรมชาติ ปิยพรหม สมบูรณ์สุนิธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-09 2026-03-09 9 1 118 132 10.14456/issc.2026.9 แนวทางการพัฒนาภาพลักษณ์ อนุสาร อ.ส.ท.ให้สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย เจเนอเรชั่น วาย และเจเนอเรชัน แซท https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/267357 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ปัจจุบันการเดินทางท่องเที่ยวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาความต้องการออกเดินทางท่องเที่ยวเกิดขึ้นจากการรับรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีให้เห็นผ่านการแบ่งปันประสบการณ์บนสังคมออนไลน์ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) ศึกษาความคิดเห็นและมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลุ่มเจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท ที่มีต่อการสื่อสารของอนุสาร อ.ส.ท. 2) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มเจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท และ3) นำเสนอแนวทางการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและปรับภาพลักษณ์ของอนุสาร อ.ส.ท. <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากนักท่องเที่ยวชาวไทย เจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท จำนวน 8 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 ท่าน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) ความคิดเห็นและมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลุ่มเจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ โดยเว็บไซต์อนุสาร อ.ส.ท.เป็นที่นิยมในการเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยว คอลัมน์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากที่สุด 2) พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสองกลุ่ม พบว่า มีแนวโน้มออกเดินทางท่องเที่ยวบ่อยขึ้น มักเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนหรือครอบครัว โดยกลุ่มเจเนอเรชัน วาย ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเจเนอเรชัน แซท นิยมใช้สื่อออนไลน์ในการวางแผนการเดินทาง รวมไปถึงการติดตามข่าวสารท่องเที่ยว 3) แนวทางการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและปรับภาพลักษณ์ของอนุสาร อ.ส.ท. พบว่า ควรเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ทางออนไลน์ และนำเสนอเนื้อหาที่ทันสมัย ตรงกับความสนใจ ตามแนวคิด OST ซึ่ง O = Outstanding design การออกแบบที่โดดเด่น S = Simplify การทำให้เข้าใจง่าย และ T = Digital Technology/ Tourism Trend การก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวโน้มการท่องเที่ยว <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การปรับตัวของสื่อท่องเที่ยวจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลควบคู่กับการนำเสนอเนื้อหาที่ทันสมัยและตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ดังนั้น อนุสาร อ.ส.ท. ควรพัฒนารูปแบบการนำเสนอและการสื่อสารให้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.</p> ฉันทมน ชินวัฒน์ สุพิชา บูรณะวิทยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-09 2026-03-09 9 1 133 145 10.14456/issc.2026.10 กลยุทธ์การตลาด 5A ที่มีผลต่อคุณค่าตราสินค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านสื่อออนไลน์ เฟซบุ๊กของผู้บริโภคในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279121 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยจึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของคุณภาพชีวิต เนื่องจากที่อยู่อาศัยมิได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน หากยังเป็นศูนย์รวมของครอบครัวเป็นการออมและการลงทุนระยะยาว <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคล ที่มีผลต่อคุณค่าตราสินค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ผ่านสื่อออนไลน์เฟซบุ๊ก 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาดของผู้บริโภคโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลต่อคุณค่าตราสินค้าผ่านสื่อออนไลน์เฟซบุ๊กของผู้บริโภค 3) เพื่อศึกษาคุณค่าตราสินค้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านสื่อออนไลน์เฟซบุ๊ก 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลปัจจัยส่วนบุคคลและกลยุทธ์การตลาด 5A ที่มีผลต่อคุณค่าตราสินค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านสื่อออนไลน์ของผู้บริโภค <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณสำรวจความคิดเห็นกับกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีประชากรทั้งหมด คำนวณตามขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของยามาเน จะได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือค่า F-test เพื่อเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคลลหนึ่งกลุ่มและมากกว่า 2 กลุ่มตามลำดับและการวิเคราะห์แบบถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภคส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 31-40 ปี สถานภาพแต่งงาน/อยู่ด้วยกัน ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัท และมีรายได้ระหว่าง 20,001-40,000 บาท มักพบเห็นโฆษณาของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเฟสบุ๊กแล้วมีผลต่อการรู้จักคุณค่าตราสินค้าไม่แตกต่างกัน ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า ผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงความคิดของโครงการ ด้านคุณภาพที่ถูกรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด และการรู้จักตราสินค้า ความภักดีต่อตราสินค้า อยู่ในระดับมาก และ ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยกลยุทธ์การตลาดเฟซบุ๊ก มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อคุณค่าตราสินค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของผู้บริโภคในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ปัจจัยส่วนบุคคลและกลยุทธ์การตลาดผ่าน Facebook มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างคุณค่าแบรนด์ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตลาดดิจิทัลแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายในการเพิ่มการรับรู้ การรับรู้คุณภาพ และความภักดีต่อแบรนด์ของผู้บริโภค </p> สุคนธรส ผาสุข วุฒิชาติ สุนทรสมัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 9 1 146 160 10.14456/issc.2026.11 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับความสามารถ ในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277812 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของธุรกิจ ถือว่าเป็นประเด็นที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญ ทำให้เกิดกระแสความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ รวมถึงการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจได้ แต่บางองค์กรยังไม่ได้ให้ความสำคัญ และขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน <strong>วัตถุประสงคของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับความสามารถในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป เป็นกลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 28 ตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูลหลักในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 5 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำการจำแนกข้อมูล จัดหมวดหมู่ข้อมูลให้เป็นระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูล โดยการตีความ และสร้างข้อสรุปของข้อมูล <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) ปัจจัยด้านการจัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป ส่วนใหญ่มีระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านความตระหนักในกฎหมายและข้อบังคับ มีระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ มีระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก2) ความสามารถในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านต้นทุน และด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า มีความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 3) ปัจจัยด้านการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยปัจจัยด้านการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ปัจจัยด้านซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านความตระหนักในกฎหมายและข้อบังคับ และปัจจัยด้านแรงกดดันจากตลาด มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป 4) แนวทางการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โคเนื้อลดรูป ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย 2) ด้านซัพพลายเออร์ 3) ด้านกระบวนการ และ 4) ด้านกฎระเบียบ และข้อบังคับ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อธุรกิจ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรจึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบและความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว</p> นรา ตานาคา ธีรุตม์ หมื่นวงษ์เทพ บุญญานุช ชีวาเกียรติยิ่งยง บังอร สวัสดิ์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 9 1 161 178 10.14456/issc.2026.12 RESEARCH ON THE CULTURAL SYMBOLISM OF THE MILUO RIVER DRAGON BOAT FESTIVAL IN HUNAN PROVINCE, CHINA https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277664 <p><strong>Introduction: </strong>The Miluo River Dragon Boat Festival, as an important component of traditional Chinese culture, embodies a rich historical heritage and national spirit within its cultural symbol system. In the context of globalization and modernization, this cultural legacy faces both challenges to its transmission and opportunities for innovation.<strong> Objectives: </strong>1) To explore the historical evolution of the cultural symbols of the Miluo River Dragon Boat Festival and analyze their cultural connotations and symbolic meanings across different historical periods. 2) To construct a cultural symbol system for the Miluo River Dragon Boat Festival, identify core and variable symbols, and examine their paths of inheritance and innovation in contemporary society.<strong> Method: </strong>This study employed a qualitative research paradigm, combining documentary analysis with autoethnography. As a native of Miluo, the researcher conducted a systematic interpretation of the cultural practices of local inheritance communities (including folklore experts, dragon boat rowers, and residents) in Miluo City, Hunan Province (the Miluo River basin), based on long-term participatory observation and cultural reflection on the Dragon Boat Festival customs. <strong>Result: </strong>1) The cultural symbols of the Miluo River Dragon Boat Festival have evolved from ancient dragon worship and plague prevention to commemorating Qu Yuan, with their connotations continuously enriching. 2) The symbol system can be categorized into three levels: material symbols (zongzi, dragon boats, wormwood), behavioral symbols (dragon boat racing, sacrificial rituals, hanging calamus), and spiritual symbols (Qu Yuan's spirit, unity, and prayer for blessings). 3) Core symbols (the festival date, the original meaning of plague prevention) exhibit high stability, ensuring traditional continuity, while variable symbols (the shift from dragon worship to commemorating Qu Yuan, integration with sports and tourism) reflect cultural adaptability. Based on these findings, a modern transformation model for the cultural symbols of the Dragon Boat Festival was constructed.<strong> Conclusion: </strong>The findings reveal that the cultural symbol system of the Miluo River Dragon Boat Festival possesses both a stable core and a dynamic evolutionary mechanism. Its inheritance requires safeguarding core symbols while promoting the innovative transformation of variable symbols through digital media and creative industries, providing theoretical support and practical pathways for the modernization of traditional culture.</p> Siwei Wu Pitiwat Somtha Panu Saroeysuwan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 9 1 179 190 10.14456/issc.2026.13 สภาพคล่องทางการเงิน และโอกาสในการลงทุนที่มีอิทธิพลต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281972 <p><strong>บทนำ</strong>: ตลาดทุนมีบทบาทสำคัญถือเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ นักลงทุนที่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และเลือกวิธีการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายช่วยให้การตัดสินใจลงทุนเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินมูลค่ากิจการจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงินและโอกาสในการลงทุนที่มีอิทธิพลต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลระหว่าง ปี พ.ศ. 2565 - 2567 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 333 รายปีบริษัท และงานวิจัยนี้ใช้สถิติเชิงอนุมานและการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) ในการทดสอบสมมติฐานงานวิจัย <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าสภาพคล่องทางการเงิน ที่วัดโดยอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน และการถือครองเงินสดมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับมูลค่ากิจการ ที่วัดโดย Tobin’s Q ในขณะที่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว มีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โอกาสในการลงทุนที่วัดโดยความยืดหยุ่นทางการเงินและอัตราการเติบโตของบริษัทมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับมูลค่ากิจการ ในขณะที่ อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนไม่มีอิทธิพลต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า สภาพคล่องทางการเงินและโอกาสในการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของกิจการในการขยายตัวทั้งด้านสินทรัพย์ รายได้ และกำไร เมื่อบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะทำให้นักลงทุนคาดหวังถึงผลตอบแทนในอนาคตที่สูงขึ้น บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นดังกล่าวช่วยดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มความต้องการในการซื้อหลักทรัพย์ของบริษัท ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นและมูลค่าของกิจการปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด</p> สุชานุช สุขเสวี อดิศักดิ์ มังคุด ดวงฤดี จำรัสธนสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-26 2026-03-26 9 1 191 206 10.14456/issc.2026.14 การสื่อสารกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย : กรณีศึกษาเกษตรอินทรีย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/284753 <p><strong>บทนำ:</strong> การสื่อสารกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย กรณีศึกษาเกษตรอินทรีย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> 1) เพื่อศึกษาข้อมูลบริบทเชิงลึกภูมิปัญญาการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสื่อสารกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการสื่อสารกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา<strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า 1) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย (เกษตรอินทรีย์) ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการรับรองมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคยอมรับราคาที่สูงขึ้นหากได้รับคุณค่าที่คุ้มค่า ด้านช่องทางจัดจำหน่ายมุ่งเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงเพื่อลดคนกลางและเพิ่มความโปร่งใส การสื่อสารการตลาดเปลี่ยนจากการเน้นขายเป็นการให้ความรู้และสร้างความตระหนักด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นโยบายสาธารณะและความคิดเห็นของสังคมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันเกษตรอินทรีย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องมีความรู้ ทัศนคติที่สอดคล้องกับหลักเกษตรอินทรีย์ และกระบวนการผลิตต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ พบว่า ตัวแปรทุกตัวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัยเกษตรอินทรีย์โดยมีค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน การส่งเสริมการตลาด (Promotion) มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence) ผลิตภัณฑ์ (Product) กลยุทธ์ทางการเมือง (Politics) ราคา (Price), กระบวนการ (Process) ช่องทางจัดจำหน่าย (Place) ประชามติ (Public Opinion) บุคลากร (People) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า โมเดลที่ 1 สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 48 (R² = 0.48) และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 57 ในโมเดลที่ 2 (R² = 0.57) และร้อยละ 62 ในโมเดลที่ 3 (R² = 0.62) ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีที่สุด โดยโมเดลทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Sig. = 0.000) 3) รูปแบบการสื่อสารกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ควรมีการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดภัยในอนาคตต้องขับเคลื่อนบนฐานของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์การตลาดที่ผสมผสาน ความรู้ทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยาผู้บริโภค เข้าด้วยกัน จุดสำคัญที่สุดคือการสร้างความไว้วางใจ และภาพลักษณ์เชิงบวก ให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภค เพื่อให้เกษตรอินทรีย์ไม่เพียงเป็นทางเลือกของการบริโภค แต่เป็นวัฒนธรรมการบริโภคที่ยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต<strong> สรป: </strong>การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ต้องเน้นการสร้างความเชื่อมั่นผ่านคุณค่าด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากกว่าแค่เรื่องราคา โดยอาศัยการตลาดแบบผสมผสานและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการบริโภคที่ยั่งยืน </p> ณฐ สบายสุข วิชุดา จันทร์เวโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 9 1 207 225 10.14456/issc.2026.15 OBSERVATION ON THE APPLICATION OF CARL ORFF MUSIC TEACHING ACTIVITIES IN PIANO CLASSES AT FUJIAN ECONOMICS SCHOOL, FUJIAN PROVINCE, THE PEOPLE'S REPUBLIC OF CHINA https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276658 <p><strong>Introduction:</strong> In recent years, vocational music education has continuously evolved to align with 21st-century learning paradigms. However, piano instruction in vocational settings remains largely rooted in traditional. <strong>Objective:</strong> This study aims to examine the application of Carl Orff-based music teaching activities in piano instruction at Fujian Economics School and to analyze their effects on students’ motivation and participation. <strong>Method:</strong> A qualitative approach was employed, including interviews with three piano teachers and classroom observations of first-year students. <strong>Results:</strong> indicate that Orff-based activities enhanced students’ musical understanding, increased learning enthusiasm, and promoted active participation. Students showed improvement in rhythm, performance skills, listening, memory, and concentration, leading to greater confidence and motivation. <strong>Conclusion:</strong> the Orff approach creates an interactive and engaging learning environment while supporting students’ musical development and cultural awareness.</p> Guo Liyang Pranote Meeson ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 9 1 226 235 10.14456/issc.2026.16 SURVEYING ON CURRENT TEACHING SITUATION ON ELECTRONIC ORGAN FOR FIVE YEARS OLD STUDENT AT BEI AIGE INTERNATIONAL MUSIC https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276651 <p><strong>Introduction:</strong> Early childhood music education plays a crucial role in developing children’s musical abilities, creativity, and cognitive skills. However, electronic organ instruction for young learners is often characterized by an overemphasis on technical skills and examination-oriented learning, which may limit students’ interest and overall musical development. <strong>Objective:</strong> This study aims to investigate the current teaching situation of electronic organ instruction for five-year-old students at Bei Aige International Music Center and to analyze effective teaching practices as well as areas for improvement. <strong>Method:</strong> A qualitative research approach was employed, involving classroom observations of three teachers and semi-structured interviews with the teachers to examine teaching methods, classroom activities, and student learning behaviors. <strong>Results:</strong> The findings indicate that effective teaching practices include diversified instructional strategies, such as singing activities, rhythmic exercises, and music-based games, which enhance student engagement, participation, and musical understanding. Students demonstrated improvements in performance skills, concentration, and learning motivation. However, several challenges were identified, including an overemphasis on technical skills and examinations, limited parental involvement, and variations in teaching quality. <strong>Conclusion:</strong> The study suggests that electronic organ instruction for young learners should adopt more interactive, student-centered, and developmentally appropriate approaches. By integrating diversified teaching methods, strengthening parental involvement, and improving teacher quality, music educators can enhance both the effectiveness and sustainability of early childhood music education.</p> Zhao Yuyang Pranote Meeson ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 9 1 236 247 10.14456/issc.2026.17 ปัญหาของกระบวนการพิจารณาคดีปกครองในประเทศแถบอเมริกาใต้และกรณีศึกษาประเทศอาร์เจนตินาและประเทศเปรู https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/284087 <p>บทความนี้นำเสนอปัญหาของกระบวนการพิจารณาคดีปกครองในประเทศแถบอเมริกาใต้และกรณีศึกษาประเทศอาร์เจนตินาและประเทศเปรูและแนวทางแก้ไข โดยพบว่า กระบวนการพิจารณาคดีปกครองของอาร์เจนตินาขาดศาลเฉพาะด้าน ส่งผลให้การตีความกฎหมายไม่เป็นเอกภาพ ขั้นตอนการพิจารณาคดีมีความซับซ้อนและล่าช้า ทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก ความแตกต่างของกฎหมายระหว่างรัฐบาลกลางกับมลรัฐเป็นอุปสรรคสำคัญ แนวทางแก้ไขคือการปรับปรุงกฎหมายวิธีพิจารณาคดีและพัฒนาความเชี่ยวชาญของผู้พิพากษา ในประเทศเปรู ระบบศาลเผชิญปัญหาความทับซ้อนของอำนาจระหว่างศาลกับฝ่ายบริหารการแทรกแซงทางการเมืองและภาระคดีจำนวนมากลดประสิทธิภาพการพิจารณาคดี แนวทางแก้ไขคือการเสริมสร้างความเป็นอิสระของตุลาการและเร่งรัดขั้นตอนพิจารณาคดี โดยทั้งสองประเทศควรส่งเสริมกลไกระงับข้อพิพาทก่อนขึ้นศาลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในระยะยาว</p> ธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร อัคคกร ไชยพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 9 1 248 256 10.14456/issc.2026.18 กลยุทธ์ INFLUENCER MARKETING เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในธุรกิจประกันชีวิตยุคดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277314 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดผ่านผู้มีอิทธิพล (Influencer Marketing) ที่ส่งผลต่อการสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในธุรกิจประกันชีวิตในยุคดิจิทัล โดยเน้นการเลือกใช้ Micro Influencer ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การเงินและการวางแผนชีวิต รวมถึงการออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok ซึ่งมีบทบาทแตกต่างกันในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย บทความยังเสนอการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI และ AR เพื่อเสริมประสบการณ์และความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ผลการวิเคราะห์สะท้อนว่า กลยุทธ์ Influencer Marketing ที่มีประสิทธิภาพควรเน้นการใช้ผู้มีอิทธิพลระดับจุลภาคและนาโนในเชิงลึกควบคู่กับผู้มีอิทธิพลระดับมหภาค เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความผูกพันกับแบรนด์อย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอกรอบแนวคิด Multi-Tier Influencer Strategy และการวัดผลด้วยตัวชี้วัดทางดิจิทัล เช่น อัตราการมีส่วนร่วมและอัตราการแปลงเป็นลูกค้า องค์ความรู้จากบทความนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการตลาดของธุรกิจประกันชีวิตไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> ไพโรจน์ เหมือนสอาด อุทัยรัตน์ เมืองแสน นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ วุฒิคุณ วรคุปต์รัตนากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-30 2026-03-30 9 1 257 269 10.14456/issc.2026.19