วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC <p><strong>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร ISSN 2985-248X (Online) </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร รับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้กับนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>2. เพื่อเป็นการสร้างเสริมเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p><strong>ขอบเขตสาขาวิชา<br /><br /></strong>สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ครุศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ทัศนศิลป์ การท่องเที่ยวและการโรงแรม และจิตวิทยา</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong><br /><br />1. บทความวิจัย<br /><br />2. บทความวิชาการ<br /><br />3. บทวิจารณ์หนังสือรับ<br /><br /><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ <br /><br /></strong>ฉบับที่ 1 [มกราคม-มีนาคม] <br /><br />ฉบับที่ 2 [เมษายน-มิถุนายน] <br /><br />ฉบับที่ 3 [กรกฎาคม-กันยายน] <br /><br />ฉบับที่ 4 [ตุลาคม-ธันวาคม] <br /><br /><em>โ<strong>ดยบทความทุกบทความผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 2-3 คน รูปแบบ Double Blind Peer Review โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ</strong></em><br /><br /><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong>อัตราค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้<br />1. บุคลากร และนักศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี บทความภาษาไทย<br /> บทความละ 3,000 บาท บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />2. บุคคลภายนอก<br /> บทความภาษาไทย บทความละ 5,000 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />3. ชำระค่าค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ได้ที่ <br /> ธนาคาร : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี <br /> เลขที่บัญชี : 178 1489 579<br /><br /><strong>**ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากบรรณาธิการ</strong></p> คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี th-TH วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร 2985-248X <blockquote> <p><strong><em>** ข้อความ ข้อคิดเห็น หรือข้อค้นพบ ในวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร</em></strong><strong><em>เป็นของผู้เขียน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความและงานวิจัยนั้น ๆ โดยมิใช่ความรับผิดชอบ</em></strong><strong><em>ของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี **</em></strong></p> </blockquote> ปัจจัยเทคโนโลยีดิจิทัลกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (D-ESG) มีอิทธิพลต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282218 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ยุคที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) หรือที่เรียกว่า D-ESG จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย <strong>วัตถุประสงค์เพื่อ</strong>: 1) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุเทคโนโลยีดิจิทัล D-ESG ส่งผลต่อความยั่งยืนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2) ตรวจสอบอิทธิพลเชิงตรงและเชิงอ้อมของปัจจัยเทคโนโลยีดิจิทัล D-ESG ต่อความยั่งยืน ผ่านตัวแปรประสิทธิภาพโลจิสติกส์และการบริหารโซ่อุปทาน 3) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมความยั่งยืนวิสาหกิจของไทยผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ESG <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: เป็นการผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่จดทะเบียนและได้รับการรับรองจากภาครัฐกลุ่มตัวอย่างจำนวน 459 ราย โดยใช้แบบสอบถาม ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และโมเดลสมการโครงสร้างโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับการวิจัยสังคมศาสตร์ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 ราย โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) <strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า โมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุเทคโนโลยีดิจิทัล D-ESG มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อความยั่งยืนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างมีนัยสำคัญ (χ²/df = 1.17, CFI = 1.00, GFI = 0.99, AGFI = 0.96, RMSEA = 0.020, SRMR = 0.006 ผลการทดสอบสมมติฐานยืนยันว่าเทคโนโลยีดิจิทัล D-ESG มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การบริหารโซ่อุปทาน และความยั่งยืนของวิสาหกิจ รวมถึงมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกผ่านประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการบริหารโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสนับสนุนและเสริมความเข้าใจในผลเชิงปริมาณ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการบริหารจัดการ ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ESG และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการจัดการ ESG การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด</p> สมพงษ์ พูนลาภทวี ชณิชา หมอยาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-20 2026-06-20 9 2 1 13 10.14456/issc.2026.20 อิทธิพลของปัจจัยตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนต่อความตั้งใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพประเภทอาหารจากพืชของผู้บริโภคชาวไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280191 <p><strong>บทนำ</strong>: ในปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยมีการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพจากพืชเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากกระแสเพื่อสุขภาพและกระแสการรักษ์สิ่งแวดล้อมของสังคมจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่ามีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพประเภทอาหารจากพืชแต่อย่างไรก็ตามยังมีงานวิจัยไม่มากนักที่ทำการทดสอบอิทธิพลดังกล่าวในเชิงประจักษ์ในบริบทโดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน<strong> วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยด้านทัศนคติที่มีต่ออาหารเพื่อสุขภาพประเภทอาหารจากพืชการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพประเภทอาหารจากพืชในบริบทของผู้บริโภคชาวไทย โดยใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนซึ่งประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณทำการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ซึ่งเป็นผู้บริโภคชาวไทยและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสมการการถดถอยพหุคูณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า ปัจจัยทั้งสาม ได้แก่ ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม มีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจซื้อ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ข้อค้นพบข้างต้นยืนยันว่าแนวคิดจากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนสามารถอธิบายความตั้งใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพประเภทอาหารจากพืชได้อย่างมีนัยสำคัญและข้อค้นพบยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภค และกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</p> ณิชชา ชูความดี สมบัติ ธำรงสินถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-20 2026-06-20 9 2 14 23 10.14456/issc.2026.21 การเปิดเรื่อง การสร้างความประทับใจ และ การรับรู้มู้ดแอนด์โทนของผู้ชมภาพยนตร์ตามแนวคิด SAVE THE CAT ของ Blake Snyder กรณีศึกษา ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และภาพยนตร์เอเชีย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278584 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การเล่าเรื่องในภาพยนตร์ตามแนวคิด Save the Cat คือ โครงสร้างเรื่องราวที่พัฒนาโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ Blake Snyder ที่ทำให้เรื่องราวธรรมดากลายมาเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามจากการเรียงลำดับของช่วงเวลา ให้สามารถดึงดูดผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ<strong> วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการเปิดเรื่องตามแนวคิด Save The Cat ของภาพยนตร์ฮอลลีวูดและภาพยนตร์เอเชีย และ 2) เพื่อวิเคราะห์การรับรู้ Mood and Tone ของผู้ชมที่มีต่อการเปิดเรื่องตามแนวคิด Save The Cat ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดและภาพยนตร์เอเชีย <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิจัยเชิงคุณภาพเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นภาพยนตร์ 4 เรื่อง โดยใช้เกณฑ์ความสำเร็จทางรายได้และได้รับรางวัล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2566 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาในส่วนการเปิดเรื่องและวิเคราะห์การรับรู้มู้ดแอนด์โทนของผู้รับชมที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม <strong>ผลการวิจัย</strong>:พบว่าการเล่าเรื่องในส่วนการเปิดเรื่องที่สอดคล้องกับการรับรู้มู้ดแอนด์โทน ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกของการรับรู้บรรยากาศและอารมณ์ของเรื่องราว ภายในภาพยนตร์ที่มีมาตั้งแต่ตอนเปิดเรื่องและเปิดให้เห็นด้วยภาพแรกที่มีความน่าสนใจ ทิ้งปริศนาหรือประเด็นบางอย่างให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสงสัยอยากติดตาม โดยยึดตระกูลภาพยนตร์ และแก่นเรื่องของภาพยนตร์ในการเล่าเรื่อง การเชื่อมโยงความรู้สึกทางด้านอารมณ์ การรับรู้มู้ดแอนด์โทน เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่รวมอยู่ในโครงสร้างการเล่าเรื่องในส่วนการเปิดเรื่องตามแนวคิด Save The Cat ที่มาจากอารมณ์ความรู้สึก และ ทัศนคติของตัวละคร การสร้าง Genre และ Theme ก็เป็นส่วนที่ช่วยทำให้มู้ดด์แอนด์โทน มีความชัดเจนส่งอารมณ์และความรู้สึกโดยตรงถึงผู้ชมด้วยเช่นกัน <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การเล่าเรื่องในส่วนการเปิดเรื่องตามแนวคิด Save The Cat มีความสอดคล้องกับการรับรู้มู้ดแอนด์โทน ทำให้ผู้รับชมภาพยนตร์เกิดความรู้สึกเข้าไปอยู่ในโลกของภาพยนตร์และอยากติดตามภาพยนตร์ต่อตั้งแต่ต้นไปจนจบ</p> เชาว์วัฒน์ พันธ์เรืองชนะ บรรจง โกศัลวัฒน์ สุชาติ โอทัยวิเทศ เจตน์ศักดิ์ แสงสิงแก้ว ไกรสร วงศ์อนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-21 2026-06-21 9 2 24 39 10.14456/issc.2026.22 ข้อบัญญัติท้องถิ่นต้นแบบเพื่อการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาเทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278423 <p>บทนำ: การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทที่สำคัญในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อรองรับการพัฒนา เทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเกิดปัญหาหลายด้าน จำเป็นต้องมีข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เหมาะสมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย: 1) อำนาจและหน้าที่ในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของเทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) สภาพปัญหาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของเทศบาล ตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นต้นแบบของเทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 4) เพื่อจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นต้นแบบเพื่อการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของเทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระเบียบวิธีวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ประชาชน และผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย ในเทศบาลตำบลขุนทะเลรวม 38 คน ผลการวิจัย: พบว่า การออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของเทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นไปตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนด ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติสาธารณะสุข พ.ศ. 2535 ในการออกข้อบัญญัติของเทศบาลต้องใช้อำนาจได้เฉพาะที่มีกฎหมายให้อำนาจนั้นไว้และต้องไม่ใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สภาพปัญหาของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของเทศบาลตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ด้านกายภาพ ประสบปัญหาในด้านการจัดวางผังเมืองให้สอดคล้องกับพื้นที่ ด้านเศรษฐกิจ พบว่า โรงงานบางอุตสาหกรรมบางแห่งยังอยู่ในที่ตั้งของชุมชนที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้สังคมเกษตรกรรมของคนในชุมชนกลายเป็นสังคมเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ด้านระบบสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่ และการปล่อยของเสียส่งออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ด้านสังคม พบว่า การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มขี้นทำให้เกิดประชากรแฝงเกิดปัญหาชุมชนแออัด ด้านบริหารการจัดการ พบว่า ขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แต่เสนอให้โรงงานอุตสาหกรรมมีการบริหารจัดการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน</p> พงศกร ถิ่นเขาต่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-20 2026-06-20 9 2 40 56 10.14456/issc.2026.23 การพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องให้กับชุมชนเพื่ออนุรักษ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจังหวัดจันทบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/286944 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการเล่าเรื่องท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายเรื่อง อัตลักษณ์วัฒนธรรมและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญแต่ชุมชนยังขาด ทักษะด้านการสื่อสารที่ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการบอกเล่าเรื่องท้องถิ่น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนด้านการเล่าเรื่องท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์ และถอดบทเรียนแนวทางการออกแบบเนื้อหาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบทดสอบและการประเมินทักษะ และข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสังเกตการณ์และถอดบทเรียนจากกลุ่มเป้าหมายผู้สมัครใจในชุมชนบ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี จำนวน 32 คน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า การอบรมสามารถยกระดับพฤติกรรมผู้เข้าร่วมจากความสนใจสู่การลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทเชิงรุก ผ่านการพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และทักษะที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างแท้จริง ผู้เข้าร่วมสามารถออกแบบเนื้อหาและกลยุทธ์การเล่าเรื่องที่สะท้อนอัตลักษณ์และต้นทุนของตนเอง โดยเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารได้เหมาะสมกับบริบท ชุมชนเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างรุ่นที่ช่วยเสริมพลังซึ่งกันและกัน ส่งผลให้การสื่อสารมีความชัดเจน น่าสนใจ และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ข้อค้นพบข้างต้นสอดคล้องกับแนวคิด Nation Brand Hexagon ที่ว่าการเล่าเรื่องท้องถิ่นโดยคนในชุมชนผ่านทุนและของดีในพื้นที่ ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการสื่อสารคุณค่าและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สังคมภายนอก อันนำไปสู่โอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจที่เท่าเทียมในอนาคต</p> สุดถนอม รอดสว่าง นันท์วิสิทธิ์ ตั้งแสงประทีป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-20 2026-06-20 9 2 57 73 10.14456/issc.2026.24 การจัดการดิจิทัลและความยืดหยุ่นซัพพลายเชนที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจยางพาราในเขตภาคใต้ของประเทศไทย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282033 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การจัดการดิจิทัลซัพพลายเชนและความยืดหยุ่นซัพพลายเชนเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญและเป็นกุญแจสำคัญในการนำปประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดในการปฏิบัติงานในการวางแผนเชิงรุกและเชิงรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> 1) ศึกษาระดับการจัดการดิจิทัลซัพพลายเชน ความยืดหยุ่นซัพพลายเชน ผลการดำเนินงานทางธุรกิจ 2) ศึกษาอิทธิพลของการจัดการดิจิทัลซัพพลายเชนที่มีต่อความยืดหยุ่นซัพพลายเชนและผลการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจยางพาราในเขตภาคใต้ของประเทศไทย <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปยางพาราในเขตภาคใต้ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 20 เท่าของค่าพารามิเตอร์และจำนวนตัวแปรสังเกตได้ จำนวน 280 บริษัท เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><strong>:</strong> การจัดการดิจิทัลซัพพลายเชน ความยืดหยุ่นซัพพลายเชน และผลการดำเนินงานทางธุรกิจอยู่ในระดับสูง โดยโมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการข้อมูลดิจิทัลทั้งภายในและภายนอกองค์กรช่วยให้การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และถูกต้อง ลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร เพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงผ่านการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และการเตรียมความพร้อมเชิงรุก ตลอดจนสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารต้นทุน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลกำไร ความสามารถในการแข่งขัน และความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างยั่งยืน <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ข้อค้นพบข้างต้นยืนยันว่าแนวคิดการจัดการดิจิทัลซัพพลายเชนและความยืดหยุ่นซัพพลายเชนเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผน บริหารจัดการ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และยกระดับผลการดำเนินงานทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> บุนรดา สนธิช่วย ปรีชา วรารัตน์ไชย จันทิมา มณีนาคา ภคพร ผงทอง ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-20 2026-06-20 9 2 74 89 10.14456/issc.2026.25 THE BOOK OF SONGS AND HEALTH CULTURE: INSIGHTS FOR MODERN LIFE https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278466 <p><strong>Introduction:</strong> Health preservation culture is an important component of traditional Chinese civilization. The Book of Songs, as the earliest anthology of Chinese poetry, records early Chinese views on nature, life, diet, labor, and emotional well-being. However, limited studies have explored its health preservation wisdom from a multidimensional perspective and its relevance to modern life. <strong>Objective:</strong> This study aims to examine the historical development of The Book of Songs, explore its embedded health preservation wisdom, and investigate its implications for contemporary lifestyles. <strong>Method:</strong> A qualitative approach was employed using qualitative content analysis. Relevant textual materials, including The Book of Songs and related studies, were analyzed to identify and interpret health-related themes. <strong>Results:</strong> The findings reveal that The Book of Songs embodies a multidimensional health preservation culture grounded in harmony with nature and longevity ideals. Key dimensions include medical health preservation, dietary therapy, residential wellness, physical activity, and emotional regulation. A Health Preservation Framework from The Book of Songs was proposed to explain these interrelated dimensions. <strong>Conclusion:</strong> The study suggests that the health wisdom in The Book of Songs remains relevant to modern healthy lifestyles and contributes to the contemporary understanding of traditional Chinese health culture.</p> Weimin Du Chusak Suvimolstien Poradee Panthupakorn Suwichai Kosaiyawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-21 2026-06-21 9 2 90 101 10.14456/issc.2026.26 กลยุทธ์การจัดการต้นทุนในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สปาผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการสปาเพื่อสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/267616 <p><strong>บทนำ:</strong> ธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดซื้อผลิตภัณฑ์สปาซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันช่องทางออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดซื้อผลิตภัณฑ์สปา เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และมีการแข่งขันด้านราคาและการส่งเสริมการขายที่หลากหลาย ดังนั้น การศึกษารูปแบบการเลือกซื้อและกลยุทธ์การจัดการต้นทุนผ่านช่องทางออนไลน์จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> 1) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สปาผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการสปาเพื่อสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การจัดการต้นทุนในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สปาผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้ประกอบการสปาเพื่อสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานคร <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการสปาเพื่อสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 แห่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า ผู้ประกอบการสปาเพื่อสุขภาพมีการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สปาผ่านช่องทางออนไลน์โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ราคา ความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่าย ช่องทางการชำระเงิน และความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยมีการเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจซื้อ สำหรับกลยุทธ์การจัดการต้นทุน พบว่า ผู้ประกอบการมีการวางแผนต้นทุนก่อนการจัดซื้อ คำนวณต้นทุนการให้บริการตามลักษณะของทรีตเมนต์ เลือกซื้อสินค้าในปริมาณมากเพื่อรับส่วนลดหรือโปรโมชั่น และบริหารสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสมเพื่อลดการสูญเสียจากสินค้าหมดอายุ นอกจากนี้ยังมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ <strong>สรุป:</strong> การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สปาผ่านช่องทางออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูล เปรียบเทียบราคา และลดต้นทุนในการจัดซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การวางแผนต้นทุน การบริหารสินค้าคงคลัง และการใช้ประโยชน์จากโปรโมชั่นทางการตลาดเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพในระยะยาว</p> จริยวดี หวังมีตระการกุล ศิริพงศ์ รักษ์ใหม่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-21 2026-06-21 9 2 102 114 10.14456/issc.2026.27 การพัฒนาระบบกลไก การบริหารจัดการงานวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282715 <p><strong>บทนำ:</strong> การพัฒนาระบบกลไก การบริหารจัดการงานวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาระบบกลไกการบริหารจัดการงานวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยมุ่งศึกษากระบวนการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการวารสาร <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 33 คน ได้แก่ ผู้เขียนบทความ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบรรณาธิการหรือเจ้าหน้าที่<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) ด้านผู้เขียนบทความ ผู้ใช้ระบบ ThaiJO ส่วนใหญ่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องการให้ปรับปรุงคู่มือการใช้งาน ระบบติดตามสถานะบทความ และช่องทางสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น 2) ด้านผู้ทรงคุณวุฒิ ระบบการประเมินผ่าน ThaiJO มีความเหมาะสมและโปร่งใส แต่ควรลดการใช้ระบบ Manual พัฒนาระบบแจ้งเตือน และสนับสนุนการจัดทำฉบับพิเศษ (Thematic Issue) รวมถึงขยายช่องทางเผยแพร่เพื่อเพิ่มการอ้างอิง 3) ด้านบรรณาธิการและเจ้าหน้าที่วารสาร มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทั้งด้านเนื้อหาและเทคนิค โดยมีเป้าหมายพัฒนาวารสารสู่ระดับ TCI กลุ่ม 1 และระดับนานาชาติ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนาระบบกลไกการบริหารจัดการวารสารโดยใช้ระบบ ThaiJO ควบคู่กับการจัดทำคู่มือการใช้งาน การพัฒนาระบบติดตามสถานะบทความ และการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของวารสาร ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพวารสารให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของ TCI อันจะนำไปสู่การยกระดับวารสารสู่ฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงขึ้นในอนาคต</p> สุภาพร เมืองจันทร์ เยาวพา กองเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-21 2026-06-21 9 2 115 128 10.14456/issc.2026.28 ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาธุรกิจ SME ในยุคดิจิทัลของจังหวัดจันทบุรีที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/284088 <p><strong>บทนำ: </strong>คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีความจำเป็นในการทำความเข้าใจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและทุกระดับอย่างลุ่มลึก เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อผลิตบุคลากรด้านการสื่อสารที่ตอบโจทย์การพัฒนาธุรกิจท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรีในยุคดิจิทัล <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาธุรกิจ SME ในยุคดิจิทัลของจังหวัดจันทบุรีที่มีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษา <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลที่สืบค้นได้จากเอกสาร รวมถึงใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งสิ้น จำนวน 70 คน 4 กลุ่ม คือ ภาครัฐ 15 คน ภาคเอกชน 25 คน ภาคการศึกษา 15 คน และภาคการทำงาน 15 คน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการบัณฑิตที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านการสื่อสารดิจิทัล เช่น การตลาด ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้เข้ากันกับบริบทท้องถิ่น เพื่อยกระดับธุรกิจ SME ของจังหวัดจันทบุรีอย่างยั่งยืน โดยผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านความรู้ อาทิ การรู้เท่าทันสื่อ ความเข้าใจผู้บริโภค กฎหมาย จริยธรรมวิชาชีพ 2) ด้านทักษะ อาทิ การสร้างสรรค์เนื้อหา การใช้ข้อมูล การออกแบบกลยุทธ์ และ 3) ด้านคุณลักษณะ อาทิ ความรับผิดชอบ การปรับตัว การทำงานเป็นทีม ดังนั้น หลักสูตรจึงควรวางแนวทางการเรียนรู้ให้เน้นการบูรณาการ การวิเคราะห์ข้อมูล การปฏิบัติจริง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการปลูกฝังจริยธรรม เพื่อสร้างนักนิเทศศาสตร์ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจท้องถิ่น <strong>สรุป:</strong> การพัฒนาหลักสูตรนิเทศศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษา ควรบูรณาการทักษะการสื่อสารดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้แนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ และมาตรฐาน AUN-QA เพื่อผลิตมหาบัณฑิตที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้จริง และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างยั่งยืน</p> เหมือนฝัน คงสมแสวง เมทยา ปรียานนท์ ภารดี พึ่งสำราญ บวรสรรค์ เจี่ยดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-21 2026-06-21 9 2 129 143 10.14456/issc.2026.29 SURVEYING ON THE MEMBERS BENEFITS OF YINWANG HIGH SCHOOL MUSIC CLUB IN HUIZE COUNTY https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276657 <p><strong>Introduction</strong><strong>: </strong>Through the observation of the three music clubs in Huize County Yinwang High School, the three instructors of the music clubs were interviewed and the members of the three music clubs were questionnaire surveyed for a comprehensive analysis, to understand the situation of their opening, and to find out the benefits of the music clubs on the members of the music clubs, and to have some feedback and conclusions on the existing problems. <strong>Objective</strong><strong>: </strong>To study the benefits of members in the music club at Yinwang High School in Huize County. <strong>Methods</strong><strong>: </strong>This study used mixed research methods, qualitative research: interviews with instructors of music clubs to summarize the activities of music clubs to observe and fill in the classroom observation form and analyze; quantitative research: questionnaires to members of music clubs and analyze. <strong>Results</strong><strong>: </strong>The opening of the music club at Yinwang High School in Huize County provides students with an opportunity to study and practice music in depth, helping members to improve their musical literacy, come into contact with a wealth of musical works, acquire knowledge of music theory, and enhance their musical perception and aesthetic ability. Through participation in club activities, students are able to vent their emotions, reduce academic pressure, and find an outlet for emotional expression. At the same time, club activities also promote the inheritance of national culture, especially the learning of traditional musical instruments such as Hulusi, which allows students to understand and experience the charm of national music.<strong>Conclusion</strong><strong>:</strong> Music club not only enriches students' extracurricular life, but also supports their overall development in many ways. It helps students better regulate the balance between academics and life by cultivating their musical literacy, emotional expression, teamwork, and self-confidence in the face of challenges. With the continuous improvement and development of the club's activities, the Music Club will become an important part of students' growth process, helping more students to discover their interests and potentials, and become a better version of themselves.</p> Li Peng Pranote Meeson ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 9 2 144 155 10.14456/issc.2026.30 THE SIGNIFICANCE OF JIAO JUYIN'S “MENTAL IMAGE THEORY” FOR THE ROLE CREATION OF SPOKEN DRAMA ACTORS https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279320 <p><strong>Introduction</strong><strong>: </strong>This study takes the character “Vera” in the play “And Then There Were None” as an example to analyze the significance of the “Mental Image Theory” in character creation. <strong>O</strong><strong>bjective</strong><strong>:</strong>To explore the significance of Jiao Juyin's "Mental Image Theory" in shaping characters for stage actors in drama. <strong>M</strong><strong>ethods</strong><strong>:</strong>1. Literature review, systematically organizing Jiao Juyin's views on the "Mental Image Theory". 2. Interviews with professors to obtain reliable theoretical support. 3. Observation, immersing in the production team of *And Then There Were None*, observing actors' process of portraying "Vera," and analyzing how the "Mental Image Theory" aids actors in character development.<strong> C</strong><strong>onclusion</strong><strong>: </strong>By applying the “Mental Image Theory”, the author successfully created the character “Vera”. The “Mental Image Theory” not only offers actors a method to understand and integrate into a role from the inside out and in a comprehensive way, but also greatly enhances the authenticity and appeal of the performance.</p> MingJun Jiang Manissa Vasinarom Jingjing Wang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 9 2 156 165 10.14456/issc.2026.31 มาตรการทางกฎหมายในการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการสงเคราะห์ และเฝ้าระวังการกระทำผิดซ้ำ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/275311 <p><strong>บทนำ: </strong>ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง จึงมีการตราพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ใช้บังคับ แต่กฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และยังไม่มีมาตรการการสงเคราะห์ภายหลังปล่อย อันเป็นการออกแบบกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับทฤษฎีการแก้ไขฟื้นฟูโดยรัฐร่วมกับชุมชนที่ใช้ในสากล <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อจำกัดและอุปสรรคทางกฎหมายในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันการทำผิดซ้ำ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบพรรณนาความ <strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า ทฤษฎีการแก้ไขฟื้นฟูโดยรัฐร่วมกับชุมชน จัดวางรูปแบบการป้องกันการกระทำผิดซ้ำผ่านมาตรการคู่ขนาน ใน 3 มิติ ได้แก่ มิติการแก้ไขฟื้นฟู มิติการป้องกันการทำผิดซ้ำ และมิติการสงเคราะห์ภายหลังปล่อย โดยในทุกมิติจะต้องส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้นำไปปรับใช้ในการออกแบบกฎหมาย ทำให้มาตรการป้องกันการทำผิดซ้ำมีประสิทธิภาพสูง<strong> สรุป:</strong> งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนของมาตรการการป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการสงเคราะห์ภายหลังปล่อย ด้วยการเปิดโอกาสและสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตามรูปแบบทฤษฎีการแก้ไขฟื้นฟูโดยรัฐร่วมกับชุมชน</p> วรนาฎ เสวกวัง อัคคกร ไชยพงษ์ นพดล ทัดระเบียบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 9 2 166 180 10.14456/issc.2026.32 การประเมินประสิทธิผลบทบาทการนวดไทยแบบราชสำนักต่อ คุณภาพชีวิตและพลวัตทางสังคมของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกึ่งเฉียบพลัน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/286728 <p><strong>บทนำ:</strong> ผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ 6 ล้านคน และพิการถาวรประมาณ 5 ล้านคน ปัจจุบันการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองปรากฏการบำบัดด้วยการนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการบำบัดมาตรฐานเพิ่มการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยด้านความสามารถ ในการทำกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิต<strong> วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1. เพื่อประเมินประสิทธิผลของการนวดไทยแบบราชสำนักต่อระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองและความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตันระยะกึ่งเฉียบพลัน 2. เพื่อประเมินผลของการนวดไทยแบบราชสำนักต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตันระยะกึ่งเฉียบพลันที่มารับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3. เพื่อประเมินความปลอดภัยของการนวดไทยแบบราชสำนักโดยรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และข้อมูลด้านความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตันระยะกึ่งเฉียบพลัน <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงทดลอง ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตันระยะกึ่งเฉียบพลันรับบริการที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มหลายขั้นตอนตามระเบียบวิธีวิจัย คำนวณโปรแกรมสำเร็จรูป จำนวน 124 ราย นำคัดเลือกเข้ากลุ่มตามเกณฑ์ กลุ่มควบคุมที่ได้รับการบำบัดมาตรฐาน จำนวน 49 ราย และกลุ่มทดลองที่ได้รับการบำบัดมาตรฐานร่วมกับการนวดไทยแบบราชสำนัก จำนวน 75 ราย เก็บข้อมูลพื้นฐานและประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน คุณภาพชีวิตหกช่วงเวลาเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง ใช้สถิติ Independent sample t-test p-value &lt; .05 <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> เปรียบเทียบสองกลุ่ม พบว่า ระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทั้งสามด้าน พบว่า ระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองลดลง ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น ด้านความปลอดภัยการนวดราชสำนัก พบว่า หลังการทดลองทั้งสองกลุ่มพบอาการไม่พึงประสงค์ไม่รุนแรง อาการปวดกล้ามเนื้อ ร้อยละ 4.80 วิงเวียนศีรษะและอ่อนเพลีย ร้อยละ 2.40 <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการบำบัดมาตรฐานมีผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตันระยะกึ่งเฉียบพลันไม่แตกต่างกับการบำบัดมาตรฐานและสอดคล้องกับงานวิจัยไม่พบหลักฐานที่แสดงว่าการนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการบำบัดมาตรฐานจะสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ดีกว่าการบำบัดมาตรฐานอย่างเดียว ดังนั้นจึงควรศึกษาการนวดไทยแบบราชสำนักร่วมกับการบำบัดมาตรฐานมีศักยภาพส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตันระยะกึ่งเฉียบพลันต่อไป</p> อำพล เวหะชาติ กุลธนิต วนรัตน์ ปรัชญ์ชยนันท์ พูนเนียม นิตาภา อินชัย อนุธิดา ทับมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 9 2 181 198 10.14456/issc.2026.33 ANALYSIS OF GRAMMATICAL FEATURES IN THE PUBLIC ENGLISH OF UNDERGRADUATE EXAMINATION (PEUE) FOR JUNIOR HIGHER COLLEGE STUDENTS IN YUNNAN PROVINCE, CHINA https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277904 <p><strong>Introduction: </strong>Although English proficiency examinations play an important role in vocational English education, limited research has systematically examined the grammatical features assessed in the Public English of Undergraduate Examination (PEUE) in Yunnan Province, China. <strong>Objective:</strong> This study examined the grammatical features assessed in the Public English of Undergraduate Examination (PEUE) for junior higher college students in Yunnan Province, China, from 2017 to 2024. <strong>Methods: </strong>A total of 240 grammar-related test items from eight PEUE examination papers were analyzed using the Grammatical Features Analysis Table (GFAT), resulting in 222 coded grammatical feature occurrences. <strong>Results:</strong> Infinitives and Gerunds (GF13) and Prepositions (GF9) were the most frequently assessed grammatical categories (13.51% each), followed by Conjunctions and Linking Words (GF11) (11.71%) and Noun Phrase Structure (GF4) (9.46%). The findings also revealed a gradual shift from sentence-level grammatical structures toward discourse-oriented features associated with communicative language use. <strong>Conclusion:</strong> The findings suggest an increasing emphasis on contextualized grammar in the PEUE and provide implications for grammar instruction, curriculum development, and assessment practices in vocational English education.</p> Fang Fang Zhou Natthaphon Santhi ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 9 2 199 213 10.14456/issc.2026.34 CONSTRUCTING GUITBOOK BY THE APPLYING KODÁLY’S TEACHING METHODS FOR TEACHING WESTERN MUSIC NOTATION SINGING FOR 3RD - YEAR STUDENTS AT CHAOYANG NORMAL COLLEGE, CHAOYANG CITY, LIAONING PROVINCE https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276803 <p><strong>Introduction:</strong> Developing music literacy and singing skills remains a major challenge in higher education, particularly in learning Western music notation. Traditional instructional approaches often emphasize theoretical knowledge rather than active musical practice, resulting in limited student engagement and insufficient development of practical music skills. Kodály's teaching method, which emphasizes singing, sequential learning, and culturally relevant musical materials, has been recognized as an effective pedagogical approach for improving music learning. <strong>Objective:</strong> This study aimed to (1) examine the application of Kodály's teaching methods, (2) construct a guidebook based on Kodály's pedagogical principles, (3) implement the guidebook in teaching third-year students at Chaoyang Normal College, and (4) evaluate the learning outcomes of the instructional implementation. <strong>Method:</strong> A mixed-methods approach was employed. Qualitative data were collected through semi-structured interviews with three experts in music education to support the development of the instructional guidebook. Quantitative data were obtained from formative and summative assessments conducted during a teaching experiment involving ten third-year students. <strong>Results:</strong> Students' mean scores increased from 61.80 in the formative assessment to 90.50 in the summative assessment, indicating an improvement of 28.70 points after the implementation of the Kodály-based instructional guidebook. Expert feedback also supported the appropriateness of the guidebook in terms of instructional content, learning sequence, and classroom applicability. Students demonstrated improvements in music notation reading, singing performance, and rhythm understanding. <strong>Conclusion:</strong> The findings suggest that applying Kodály's teaching methods through a structured instructional guidebook can effectively support the teaching of Western music notation singing in higher education. The developed guidebook may serve as a practical instructional resource for music educators who seek to integrate sequential learning and culturally responsive teaching into music instruction.</p> Chen liwen Pranote Meeson ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-26 2026-06-26 9 2 214 225 10.14456/issc.2026.35 ภาพตัวแทนของเกาหลีเหนือผ่านซีรีส์ของเกาหลีใต้ เรื่อง Cash Landing On You (ปักหมุดรักฉุกเฉิน) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279329 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ซีรีส์หรือภาพยนตร์ของเกาหลีใต้ในอดีตมักจะนำเสนอภาพเกาหลีเหนือ ให้มีสถานะเป็นรัฐเผด็จการ เป็นปฏิปักษ์ในเรื่องเล่ามาโดยตลอด ทว่าในระยะหลังได้มีการนำเสนอวิถีชีวิตของชาวเกาหลีเหนือใหม่ ดังเห็นได้จากความสำเร็จของซีรีส์ Crash Landing on You ที่ได้นำเสนอวิถีชีวิตของชาวเกาหลีเหนือใหม่ให้มีมิติของความเป็นมนุษย์และสมจริงมากยิ่งขึ้น <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาภาพตัวแทนเกาหลีเหนือในซีรีส์เกาหลีใต้ เรื่อง Crash Landing On You (ปักหมุดรักฉุกเฉิน) โดยใช้การวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ผ่านแนวคิดการเล่าเรื่อง ได้แก่ โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา และ มุมมองในการเล่าเรื่อง <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์บริบท (Textual Analysis) ผ่านองค์ประกอบโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา และมุมมองในการเล่าเรื่องของซีรีส์ เรื่อง Cash Landing On You 16 ตอน เพื่อให้เข้าใจมุมมองของเกาหลีใต้ที่มีต่อเกาหลีเหนือในที่ปรากฏในซีรีส์ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า ภาพตัวแทนเกาหลีเหนือในซีรีส์เกาหลีใต้ เรื่อง Crash Landing On You (ปักหมุดรักฉุกเฉิน) มีทั้งหมด 6 ประเด็น ได้แก่ 1) ภาพตัวแทนแห่งความล้าสมัยไร้เทคโนโลยี 2) ภาพตัวแทนแห่งดินแดนการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ 3) ภาพตัวแทนแห่งสังคมและชนชั้น 4) ภาพตัวแทนเส้นแบ่งที่ 38 ระหว่างชีวิตที่เลือกได้กับชีวิตที่ไร้อิสรภาพ 5) ภาพตัวแทนแห่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเกาหลีเหนือ และสวิตเซอร์แลนด์ และ 6) ภาพตัวแทนแห่งความหวังและการรวมชาติ รวมไปถึงการนำเสนอภาพตัวแทนของเกาหลีเหนือในซีรีส์เกาหลีใต้ครั้งนี้เปลี่ยนภาพเกาหลีเหนือจาก ศัตรู สู่การมองชาวเกาหลีเหนือด้วยมิติของความเป็นมนุษย์ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ซีรีส์ Crash Landing on You ได้สร้างภาพตัวแทนของเกาหลีเหนือ โดยเปลี่ยนมุมมองจากศัตรู ที่ทนทุกข์จากการลิดรอนสิทธิ มาสู่การให้คุณค่าในมิติของความเป็นมนุษย์ สะท้อนนัยยะสำคัญว่า สื่อเกาหลีใต้กำลังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงทางวัฒนธรรมแทนชาวเกาหลีเหนือ เพื่อสื่อสารความโหยหาในประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> ปุณยิกา ขจิตระบิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 9 2 226 239 10.14456/issc.2026.36 ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนด้านนวัตกรรมดิจิทัลกับความยั่งยืนทางธุรกิจ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277380 <p>การลงทุนด้านนวัตกรรมดิจิทัลได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนขององค์กร ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนด้านนวัตกรรมดิจิทัลกับความยั่งยืนทางธุรกิจยังคงเป็นประเด็นที่ต้องการการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากองค์กรจำนวนมากยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น ต้นทุนการลงทุนที่สูง ความซับซ้อนของเทคโนโลยี และการขาดบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล บทความนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ดังกล่าวโดยใช้กรอบแนวคิดการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และศักยภาพแบบพลวัต เพื่ออธิบายการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง และคลาวด์คอมพิวติ้ง ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตระยะยาวกับความยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกำหนดกลยุทธ์องค์กรที่สอดคล้องกับหลัก ESG และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม</p> ธมลวรรณ สุวรรณเพ็ง อุทัยรัตน์ เมืองแสน กฤษดา เชียรวัฒนสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 9 2 240 252 10.14456/issc.2026.37 THE DANGERS OF UNRESTRICTED ACCESS TO SOCIAL MEDIA BY YOUTH AND MEASURES TO REDUCE CONCERNS: RECENT AUSTRALIAN BANS ON YOUNG SOCIAL MEDIA USERS AND LESSONS RELEVANT FOR THAI SOCIETY https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/284397 <p>Currently, children and youth in every country around the world are negatively affected by the use of social media platforms. Many countries have recognized the educational and health problems for their youth and are starting to implement measures to protect them from harmful effects. Australia, in particular, has taken serious action to address this issue by enacting the Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Act 2024, which came into effect on December 10, 2025. This legislation contains some of the strictest measures for controlling youth social media use in the world, despite some limitations, such as rights to information individual privacy and student safety, of this law. Significant results of these Australian restrictions on young users will take up to several years to become apparent; however, the lessons learned will be highly relevant for Thailand, where penetration of social media is also very high. Public pressure will almost certainly move Thailand toward more regulation of social media; so the Australian experience will be very useful for government planners in designing access strategies, user account requirements, exemptions, platform responsibilities, industrial liaison, complaint procedures, and legal compliance - to maximize benefits and safety for Thai users.</p> Sasiphan Bilmanoch Suthep Dachacheep ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-27 2026-06-27 9 2 253 263 10.14456/issc.2026.38