https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/issue/feed
วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
2026-03-02T22:55:23+07:00
Sandusit Brorewongtrakhul
sandusit.b@rbru.ac.th
Open Journal Systems
<p><em>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร</em> ISSN 2985-248X (Online) รับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ ได้แก่ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ครุศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ทัศนศิลป์ การท่องเที่ยวและการโรงแรม และจิตวิทยา โดยตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 [มกราคม-มีนาคม] ฉบับที่ 2 [เมษายน-มิถุนายน] ฉบับที่ 3 [กรกฎาคม-กันยายน] และฉบับที่ 4 [ตุลาคม-ธันวาคม] <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโ<em>ดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 - 3 คน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) ที่มาจากหลากหลายสถาบัน</em></strong></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/283874
การศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบของการตัดต่อเพื่อสร้างความหมายและอารมณ์ของหนังสั้น บ้านฉันบ้านเธอ
2026-01-03T22:12:48+07:00
ทิฆัมพร ภูพันนา
tikampon.p@rumail.ru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตัดต่อภาพยนตร์เปรียบเสมือน “การประพันธ์เรื่องราวคนสุดท้าย” ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบข้อมูลและอารมณ์ <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษารูปแบบการตัดต่อที่สร้างความหมายและอารมณ์ในภาพยนตร์สั้น 5 เรื่องจากโครงการ “สื่อสร้างสรรค์เล่าหนังสั้นบ้านฉันบ้านเธอ” <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิจัยเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาภายใต้กรอบทฤษฎีมองทาจ (Montage) และการตัดต่อเพื่อความต่อเนื่อง (Continuity Editing) เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ <strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่าผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ได้ประยุกต์ใช้เทคนิคการตัดต่อที่เป็นสากลมาถ่ายทอดเรื่องราวเฉพาะถิ่น (Local Context) ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยในด้านความต่อเนื่องมีการลำดับภาพและเสียงอย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างความสมจริง (Verisimilitude) ในเชิงสุนทรียศาสตร์มีการใช้การตัดสลับ (Cross-Cutting) ในลักษณะ “มองทาจเชิงปัญญา” (Intellectual Montage) เพื่อสร้างเสียงสะท้อนเชิงแนวคิด (Thematic Resonance) ขณะที่การตัดต่อแบบมองทาจและแบบไดนามิกส์ถูกใช้เพื่อย่นย่อเวลาและปรับจังหวะ (Pacing) เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ตามลำดับ ทั้งนี้ไม่พบการใช้เทคนิค Flashback และ Flashforward เนื่องจากเน้นเส้นเรื่องปัจจุบันเป็นหลัก <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้ยุทธศาสตร์การตัดต่อที่เหมาะสมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการสร้าง “ไวยากรณ์ทางอารมณ์” (Emotional Syntax) และการเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษาภาพยนตร์สากลสามารถถูกดัดแปลงเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นและประเด็นร่วมสมัยของไทยได้อย่างทรงพลัง โดยผลการวิจัยสามารถนำไปบูรณาการในหลักสูตรภาพยนตร์ดิจิทัลเพื่อพัฒนาศักยภาพนักตัดต่อในอนาคตให้มีความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์และศิลป์ของการลำดับภาพ</p>
2026-03-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282518
ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพพระภิกษุสามเณรในหลักสูตรการอบรมบาลี ก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
2025-11-12T21:25:10+07:00
สกนธ์ ภู่งามดี
pphungamdee@gmail.com
พนิดา ภู่งามดี
sakon60@yahoo.com
<h1>บทนำ: ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ สังคมไทยเป็นสังคมวิถีพุทธ<br />ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ บ้าน วัด และโรงเรียน ทั้งสามสถาบันนี้ได้มีความผูกพันและเอื้อเฟื้อสงเคราะห์กันมา<br />โดยตลอด วัตถุประสงค์การวิจัย: 1) ศึกษาการจัดการหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดการหลักสูตรดังกล่าว 3) เสนอแนะยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพพระภิกษุสามเณรในหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ระเบียบวิธีวิจัย: ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อประมวลผลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) และสรุปเป็นผลงานการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้บริหาร ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร และกลุ่มผู้เรียนของวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 11 รูป - คน ผลการวิจัย: พบว่า 1) การจัดการหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ในระหว่างปี พ.ศ. 2564-2568 มีการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนถูกต้องตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง และผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 2) ปัญหาอุปสรรคในการจัดการหลักสูตรดังกล่าว มี 3 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านสื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์ สถานที่เรียน และด้านการบริหารจัดการ และ 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพพระภิกษุสามเณรในหลักสูตรการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยภายในของหลักสูตร และกลยุทธเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกของหลักสูตร สรุป: การบริหารหลักสูตรอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง โดยบูรณาการหลักการจัดการสมัยใหม่กับการบริหารสถาบันทางศาสนาเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการสื่อสารออนไลน์เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในระดับประเทศ</h1>
2026-03-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278149
การรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อที่มีต่อการสื่อสารผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง WINONA ผ่านช่องทางเว็บไซต์
2026-01-03T13:33:15+07:00
Fu Xiaoqian
fuxiaoqian287@gmail.com
บวรสรรค์ เจี่ยดำรง
fuxiaoqian287@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Winona ต้องอาศัยการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ ที่สะดวกรวดเร็วส่งผลต่อความพึงพอใจเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการซื้อซ้ำที่ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญ <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>1.เพื่อศึกษาการรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Winona ต่อการสื่อสารผลิตภัณฑ์ Winona ผ่านช่องทางเว็บไซต์ และ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และความพึงพอใจต่อการสื่อสารผ่านเว็บไซต์กับพฤติกรรมการซื้อและความภัคดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลการรับรู้ ความความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อจากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Winona ในสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (f-test) <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าการรับรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ Winona ของผู้บริโภคต่อการสื่อสารผ่านเว็บไซต์โดยรวมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.40) โดยการรับรู้ด้านความครบถ้วนของข้อมูล (ค่าเฉลี่ย 4.58) และความสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ (ค่าเฉลี่ย 4.57) และความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อเว็บไซต์อยู่ในระดับสูงมาก (ค่าเฉลี่ย 4.51) โดยพึงพอใจด้านความสะดวกในการใช้งานเว็บไซต์สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.60) และพฤติกรรมการซื้อและความภักดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona อยู่ในระดับสูง โดยผู้บริโภคมีการซื้อผลิตภัณฑ์ Winona ซ้ำ (ค่าเฉลี่ย 4.45) และแนะนำผลิตภัณฑ์ Winona ให้ผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.55) และการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่มีผลต่อการรับรู้และความพึงพอใจของผู้บริโภค แต่การรับรู้และความพึงพอใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อและความภักดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona อย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.7521 และ r = 0.7462 ตามลำดับ) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้ ความพึงพอใจ และความภักดีต่อผลิตภัณฑ์ Winona ผู้ประกอบการควรพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มฟีเจอร์ AI Chatbot ระบบแนะนำผลิตภัณฑ์อัตโนมัติ และการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบมัลติมีเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของจีน</p>
2026-03-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/284268
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย
2026-01-17T22:32:22+07:00
วรศิริ ผลเจริญ
worasiri29@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก และเป็นภาคส่วนที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในระบบเศรษฐกิจโลกหลังยุคโควิด-19 <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการเดินทาง ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้ใช้วิจัยเชิงปริมาณโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยมีประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวจีนโดยใช้บริการซื้อโปรแกรมนำเที่ยวประเทศจีน จำนวน 422 ราย ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21 - 30 ปี ระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท ประกอบอาชีพรัฐวิสาหกิจ/ราชการ และสถานภาพหม้าย/หย่าร้าง พฤติกรรมการเดินทางของนักเที่ยวชาวไทยที่เคยซื้อโปแกรมท่องเที่ยวจีน พบว่า เดินทางไปท่องเที่ยวจีนจำนวน 1 - 2 ครั้ง ระยะเวลา 3 – 5 วัน ท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรมน้อยกว่า 10,000 บาท ส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลในการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนในวันหยุด และบุคคลที่มีอิทธิพลในการเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว/ญาติพี่น้อง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.07, S.D. = 0.76) และการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในภาพรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก (M = 4.04, S.D. = 0.81) ผลการวิเคราะห์ภาพรวมของโมเดลทำนายการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีน พบว่า มีตัวแปรทำนายอย่างน้อย 1 ตัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาอิทธิพลจำแนกรายตัวแปรอิสระพบว่าตัวแปร ผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจัดจำหน่ายมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้โมเดลทำนายการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนมีประสิทธิภาพในการทำนายได้ร้อยละ 73.1 (R<sup>2</sup> = .731) โดยมีสมการทำนาย ดังนี้ Y = .415 + .162<sub>(ผลิตภัณฑ์)</sub> + .231<sub>(ราคา)</sub> + .222<sub>(ช่องทางการจัดจำหน่าย) </sub><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด โดยเฉพาะ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และผลิตภัณฑ์ เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาที่เหมาะสม พัฒนาช่องทางการขายที่เข้าถึงง่าย และออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p>
2026-03-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281053
องค์ประกอบการสื่อสารในเพจ “แบกกล้องเที่ยว”: กลยุทธ์การสื่อสารการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน
2026-01-15T22:38:52+07:00
วรพงศ์ ไชยฤกษ์
worapong.c@pkru.ac.th
ศิวาพร ทองมณี
worapong.c@pkru.ac.th
<p><strong>บทนำ:</strong> ในยุคดิจิทัล เพจท่องเที่ยวได้กลายเป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของสถานที่ "แบกกล้องเที่ยว" เป็นเพจที่โดดเด่นด้านการเล่าเรื่องผ่านภาพและข้อความ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการสื่อสารการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย: </strong>1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสารที่ปรากฏในเพจ “Wแบกกล้องเที่ยว” ตามแนวคิดชาติพันธ์วรรณนาแห่งการสื่อสารของเดลล์ ไฮมส์ และ 2) ศึกษาความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบการสื่อสารกับกลยุทธ์การสื่อสารการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนในยุคดิจิทัล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> วิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ คัดเลือกข้อมูลจากโพสต์ในเพจเฟซบุ๊ก “แบกกล้องเที่ยว” จำนวน 76 โพสต์ ระหว่างมกราคม - ธันวาคม 2567 โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบ SPEAKING Model <strong>ผลการวิจัย:</strong> เพจ “แบกกล้องเที่ยว” มีองค์ประกอบการสื่อสารที่สะท้อนกลยุทธ์การท่องเที่ยวยั่งยืนในหลายมิติด้านฉากพบการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว 7 ประเภท โดยเน้นธรรมชาติและวัฒนธรรม (60.6%) ด้านจุดมุ่งหมายเน้นการให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว (44.7%) ประสบการณ์การเดินทาง (33.1%) และคำแนะนำ/การวางแผน (22.2%) ด้านวัจนกรรมใช้การชี้นำ (38.2%) บอกกล่าว (35.5%) และแสดงความรู้สึก (26.3%) ด้านน้ำเสียงเป็นกันเองและธรรมชาติ (46.1%) ด้านเครื่องมือใช้ทั้งวัจภาษา (62.3%) และอวัจภาษา (37.7%) ด้านบรรทัดฐานเน้นการเคารพวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม <strong>สรุป:</strong> องค์ประกอบการสื่อสารในเพจ “แบกกล้องเที่ยว” สอดคล้องกับกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลผ่านการสนับสนุนมิติเศรษฐกิจมิติสังคมและวัฒนธรรมและมิติสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่าเพจท่องเที่ยวสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการสื่อสารดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276916
ปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงิน โดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล
2025-09-17T16:06:08+07:00
ณัฏฐณิชา ยิ้มซ้าย
66052537002@student.sru.ac.th
อัคคกร ไชยพงษ์
66052537002@student.sru.ac.th
ธัญญาภัส ทองมุสิทธิ์
66052537002@student.sru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การเกิดปัญหาอาชญากรรมในปัจจุบันเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในสังคม รวมถึงเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน อาชญากรรมได้มีการพัฒนาควบคู่ไปกับความเจริญของสังคมและเทคโนโลยี <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล 2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัลของต่างประเทศและประเทศไทย 3) มาตรการและเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัย และเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการระบุตัวตนในการป้องกันการฟอกเงินให้เท่าทันกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1) มาตการการระบุตัวตนนั้นมีความสำคัญในการบังคับในทางกฎหมาย และทางปฏิบัติซึ่งจากการคึกษาพบว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงบุคคลทั่วไปที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมตลาดหลักทรัพย์ 2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายในการป้องกันการฟอกเงินเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้รับเงินโดยผ่านสกุลเงินดิจิทัล ได้แก่ พระราชกำหนดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ 3) ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีมาตรการการป้องกันการฟอกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ (1) จะต้องมีการแก้ไขพระราชกำหนดประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ให้ครอบคลุมถึงบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียน (2) พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขโดยเพิ่มการขยายขอบเขตมาตรการการระบุตัวตนให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ และ (3) ปรับปรุงมาตรการการยืนยันตัวตนให้เป็นปัจจุบัน อบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการยืนยันตัวตนอย่างมีประสิทธิภาพ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนากฎหมายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบการเงินดิจิทัลและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายของประเทศในระยะยาว</p>
2026-03-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279971
การออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านห้วยทราย อ.คง จ.นครราชสีมา
2026-01-03T21:50:50+07:00
กมลชนก ธนวงศ์ทองดี
kamonchanok.tw@rmuti.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การเพิ่มมูลค่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong>: 1) เพื่อออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านห้วยทราย อ.คง จ.นครราชสีมา 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างประชากร ที่มีต่อประสิทธิภาพของผลงานการออกแบบตราสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ สำหรับกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านห้วยทราย อ.คง จ.นครราชสีมา <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> วิจัยแบบผสมผสานโดยเก็บข้อมูลเชิงลึกกับตัวแทนกลุ่ม ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนและประเมินความพึงพอใจกลุ่มตัวอย่างโดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าการถอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประกอบด้วย ช้าง เพนียด เครื่องแต่งกายสตรี อุปกรณ์ทอผ้าไหมและลายผ้าไหม จากนั้นจึงนำข้อมูลมาประกอบการออกแบบและจัดกิจกรรมสนทนากลุ่มกับตัวแทนกลุ่มและผู้นำชุมชน จำนวน 10 คน เพื่อร่วมพัฒนาผลงานและนำผลงานที่พัฒนาแล้วประเมินกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 3 ท่าน แบบที่ได้รับเลือก มีค่าเฉลี่ย 4.54 แปลผล ระดับดีมาก และยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้า เลขคำขอที่ 250107380 ชื่อ ภูมิเพนียด พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายจริง ณ ศูนย์ OTOP และออกบูธระดับจังหวัด พบว่า รายได้สมาชิกเพิ่มขึ้น มีกำไรร้อยละ 65.38 ผลประเมินความพึงพอใจของกลุ่ม จำนวน 10 คนและกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 80 คน พบว่า มีค่าเฉลี่ย 4.69 แปลผล ระดับดีมาก <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การออกแบบที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนและเศรษฐกิจได้</p>
2026-03-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/278527
ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสปา
2026-01-03T21:32:56+07:00
นิรมล ยินดี
jju5940@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสปานำมาซึ่งความท้าทายในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง <strong>แม้ธุรกิจสปาไทยจะมีศักยภาพสูงและได้รับการจัดอันดับในระดับภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญจากกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. </strong><strong>2559 </strong><strong>ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ </strong><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการประกอบธุรกิจสปา ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ หรือธุรกิจนวดเพื่อเสริมความงามที่ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจ 2) เพื่อศึกษากฎหมาย กฎระเบียบ กฎกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจสปา รวมถึงกฎหมายต่างประเทศ 3) เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุง ยกเลิก กฎหมาย ที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจสปา<strong> ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสาร จากข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น กฎหมาย หนังสือ ตำรา งานวิจัย เป็นต้น<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่ากฎระเบียบปัจจุบัน โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตที่ยุ่งยากและล้าสมัย เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจสปา การปรับปรุงกฎระเบียบ เช่น การลดขั้นตอนการขออนุญาตและการทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจสปาและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับภูมิภาค <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การปรับปรุงกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืนและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจสปา</p>
2026-03-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/277883
อิทธิพลของปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ตามมุมมองทฤษฎี S-O-R
2025-12-15T11:00:52+07:00
ปฐมา อักษรคิด
patama.tor@gmail.com
สมบัติ ธำรงสินถาวร
sombatt@go.buu.ac.th
ปิยะพร ธรรมชาติ
piyaporn@buu.ac.th
ปิยพรหม สมบูรณ์สุนิธิ
piyapromh@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ช่องว่างของงานวิจัยนี้คือการศึกษาถึงตัวแปรอิทธิพลภายในกลุ่มผู้ประกอบการโอทอปด้วยกันเองที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงในการเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าและการนำทฤษฎี S-O-R มาใช้เพื่ออธิบายอิทธิพลของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยง <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา อิทธิพลของปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ตามมุมมองทฤษฎี S-O-R <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาและวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป จำนวน 270 ตัวอย่าง ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นและเลือกใช้วิธีเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงสำหรับ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าตัวแปรความยืดหยุ่นในการชำระเงิน การบริการที่มีคุณภาพ อิทธิพลภายในกลุ่ม โอทอป การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา การรับรู้ราคาค่าเช่าพื้นที่ ความไว้วางใจต่อห้างสรรพสินค้าส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์ที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป และตัวแปรปัจจัยอิทธิพลภายในกลุ่ม โอทอป ส่งผลต่อการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอทอป <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้พบว่าอิทธิพลของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความเสี่ยงที่จะเช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าตามมุมมองด้วยทฤษฎี S-O-R โดยงานวิจัยนี้ยังได้เสนอข้อเสนอแนะในเชิงวิชาการ ข้อเสนอแนะในเชิงการจัดการและข้อเสนอแนะในอนาคต</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/267357
แนวทางการพัฒนาภาพลักษณ์ อนุสาร อ.ส.ท.ให้สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย เจเนอเรชั่น วาย และเจเนอเรชัน แซท
2024-06-06T19:31:51+07:00
ฉันทมน ชินวัฒน์
chantamon.shin@gmail.com
สุพิชา บูรณะวิทยาภรณ์
chantamon.shin@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ปัจจุบันการเดินทางท่องเที่ยวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาความต้องการออกเดินทางท่องเที่ยวเกิดขึ้นจากการรับรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีให้เห็นผ่านการแบ่งปันประสบการณ์บนสังคมออนไลน์ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) ศึกษาความคิดเห็นและมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลุ่มเจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท ที่มีต่อการสื่อสารของอนุสาร อ.ส.ท. 2) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มเจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท และ3) นำเสนอแนวทางการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและปรับภาพลักษณ์ของอนุสาร อ.ส.ท. <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากนักท่องเที่ยวชาวไทย เจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท จำนวน 8 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 ท่าน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า 1) ความคิดเห็นและมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลุ่มเจเนอเรชัน วาย และเจเนอเรชัน แซท มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ โดยเว็บไซต์อนุสาร อ.ส.ท.เป็นที่นิยมในการเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยว คอลัมน์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากที่สุด 2) พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสองกลุ่ม พบว่า มีแนวโน้มออกเดินทางท่องเที่ยวบ่อยขึ้น มักเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนหรือครอบครัว โดยกลุ่มเจเนอเรชัน วาย ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเจเนอเรชัน แซท นิยมใช้สื่อออนไลน์ในการวางแผนการเดินทาง รวมไปถึงการติดตามข่าวสารท่องเที่ยว 3) แนวทางการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและปรับภาพลักษณ์ของอนุสาร อ.ส.ท. พบว่า ควรเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ทางออนไลน์ และนำเสนอเนื้อหาที่ทันสมัย ตรงกับความสนใจ ตามแนวคิด OST ซึ่ง O = Outstanding design การออกแบบที่โดดเด่น S = Simplify การทำให้เข้าใจง่าย และ T = Digital Technology/ Tourism Trend การก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวโน้มการท่องเที่ยว <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การปรับตัวของสื่อท่องเที่ยวจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลควบคู่กับการนำเสนอเนื้อหาที่ทันสมัยและตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ดังนั้น อนุสาร อ.ส.ท. ควรพัฒนารูปแบบการนำเสนอและการสื่อสารให้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร