https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/issue/feed
วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
2026-09-24T00:00:00+07:00
Sandusit Brorewongtrakhul
sandusit.b@rbru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร ISSN 2985-248X (Online) </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการวารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร รับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้กับนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>2. เพื่อเป็นการสร้างเสริมเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p><strong>ขอบเขตสาขาวิชา<br /><br /></strong>สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ครุศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ทัศนศิลป์ การท่องเที่ยวและการโรงแรม และจิตวิทยา</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong><br /><br />1. บทความวิจัย<br /><br />2. บทความวิชาการ<br /><br />3. บทวิจารณ์หนังสือรับ<br /><br /><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ <br /><br /></strong>ฉบับที่ 1 [มกราคม-มีนาคม] <br /><br />ฉบับที่ 2 [เมษายน-มิถุนายน] <br /><br />ฉบับที่ 3 [กรกฎาคม-กันยายน] <br /><br />ฉบับที่ 4 [ตุลาคม-ธันวาคม] <br /><br /><em>โ<strong>ดยบทความทุกบทความผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 2-3 คน รูปแบบ Double Blind Peer Review โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ</strong></em><br /><br /><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong>อัตราค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้<br />1. บุคลากร และนักศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี บทความภาษาไทย<br /> บทความละ 3,000 บาท บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />2. บุคคลภายนอก<br /> บทความภาษาไทย บทความละ 5,000 บาท<br /> บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 6,000 บาท<br />3. ชำระค่าค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ได้ที่ <br /> ธนาคาร : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี : มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี <br /> เลขที่บัญชี : 178 1489 579<br /><br /><strong>**ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากบรรณาธิการ</strong></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/288992
ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
2026-08-08T21:20:55+07:00
กษิ อนันตรวสุร
k.dhananunt@gmail.com
<p>บทความวิชาการปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจทางการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความต้องการของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิผล พบว่า การถ่ายโอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่ อปท. มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ปีการศึกษา 2566 มีโรงเรียนที่ได้รับการถ่ายโอนแล้วจำนวน 584 แห่ง และผลการประเมินคุณภาพภายนอกโดย สมศ. แสดงให้เห็นว่าสถานศึกษาในสังกัด อปท. มีคุณภาพอยู่ในระดับดีและสูงกว่าสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ในทุกมาตรฐาน สะท้อนถึงศักยภาพของท้องถิ่นในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวทำได้ยังไม่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ เนื่องจาก อปท. ยังเผชิญความท้าทายและอุปสรรคสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารบางส่วนที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นลำดับแรก (2) ด้านบุคลากรที่กองการศึกษาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารการศึกษา (3) ด้านงบประมาณและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนสถานศึกษาที่ต้องรับผิดชอบ (4) ด้านความต่อเนื่องของนโยบายการศึกษาเมื่อมีการเปลี่ยนวาระผู้บริหารท้องถิ่น สรุปและข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการศึกษาของท้องถิ่น ดังนี้ 1) การเสริมสร้างศักยภาพและวิสัยทัศน์ทางการบริหารให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2) การปรับปรุงกลไกการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการที่แท้จริง 3) การพัฒนาระบบข้อมูลดัชนีชี้วัดเพื่อให้ อปท. สามารถกำกับดูแลและประเมินผลได้ด้วยตนเอง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนในสังกัด อปท. และ สพฐ. เพื่อร่วมกันแบ่งปันทรัพยากรและนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เสมอภาค และยั่งยืนบนพื้นฐานของความหลากหลายเชิงพื้นที่ต่อไป</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/287596
สุนทรียะแห่งห้วงขณะ: การประกอบสร้างความหมายของกาลเวลา ผ่านภาพถ่ายภูมิทัศน์ชนบทไทย ในผลงานชุด “ONE MOMENT FOR FUTURE: ห้วงขณะเพื่ออนาคต”
2026-08-03T00:11:48+07:00
บัณฑิต สัตย์เพริศพราย
bundit@rumail.ru.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การประกอบสร้างความหมายของ “กาลเวลา” ผ่านสุนทรียะของภาพถ่ายภูมิทัศน์ชนบทไทย ในผลงานชุด One Moment for Future: ห้วงขณะเพื่ออนาคต ซึ่งจัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569 โดยเน้นวิเคราะห์ภาพหลักที่ปรากฏเด็กชายนอนพักบนก้อนหินสีขาวท่ามกลางทุ่งกังหันลม จังหวัดชัยภูมิ และใช้ภาพอื่นในชุดเป็นบริบทเสริม การศึกษาตั้งคำถามว่า “ห้วงขณะ” ในภาพถ่ายสามารถประกอบสร้างความหมายของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างไร และก่อให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียะในลักษณะใด โดยใช้กรอบแนวคิดสหวิทยาการ ได้แก่ แนวคิดห้วงขณะชี้ขาด (Decisive Moment) รวมถึงแนวคิดการตีความ (Studium) และแนวคิดการกระแทกใจ (Punctum) ของบาร์ตส์ สัญวิทยาภาพตามบาร์ตส์และเพิร์ซ และสุนทรียศาสตร์เชิงนิเวศในบริบทแอนโทรโพซีน ผลการวิเคราะห์พบว่าภาพถ่ายประกอบสร้างความหมายของกาลเวลาผ่านกลวิธี 3 ชั้น ได้แก่ (1) การจัดวางคู่ตรงข้ามเชิงสัญญะระหว่างเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกับวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิม (2) การใช้อิริยาบถของมนุษย์เป็นตัวบ่งชี้ภาวะจิตต่อเวลา และ (3) การใช้แสงพลบค่ำเป็นสัญญะของรอยต่อระหว่างยุคสมัย ข้อเสนอสำคัญของบทความคือแนวคิด “สุนทรียะแห่งห้วงขณะรอยต่อ” ซึ่งเป็นกรอบวิเคราะห์สำหรับงานภาพถ่ายที่บันทึกการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและนิเวศของชนบทไทย พร้อมทั้งเชื่อมโยงทฤษฎีสุนทรียศาสตร์สากลเข้ากับบริบทไทยร่วมสมัย และเสนอการอ่านภาพถ่ายในฐานะวาทกรรมว่าด้วยอนาคตที่ยั่งยืน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/287887
การศึกษาภาพตัวแทนผู้สูงอายุไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า
2026-07-01T01:28:34+07:00
กุลวุฒิ โตพิจิตร
kunnie0904@gmail.com
ณัฐณิชา เล็กบุรุษ
kunnie0904@gmail.com
ตริฉัตร ชื่นศิลป์
kunnie0904@gmail.com
เกษม จันวดี
kunnie0904@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ภาพตัวแทนของผู้สูงอายุไทยในสื่อได้รับความสนใจมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า (2567) ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่นำเสนอเรื่องราวผู้สูงอายุจนประสบความสำเร็จทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งวิเคราะห์การนำเสนอภาพตัวแทนผู้สูงอายุไทยผ่านตัวละครในเรื่อง เพื่อสะท้อนทิศทางการสื่อสารเกี่ยวกับผู้สูงอายุในบริบทสังคมไทยผ่านสื่อภาพยนตร์ <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อวิเคราะห์ภาพตัวแทนของผู้สูงอายุไทยจากภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยศึกษาภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า นำมาวิเคราะห์ผ่านองค์ประกอบในการเล่าเรื่อง ร่วมกับแนวคิดการประกอบสร้างความเป็นจริงและแนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ภาพตัวแทนของผู้สูงอายุไทยในภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า มีรูปแบบและวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างไปจากสื่อกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง โดยปฏิเสธภาพผู้สูงอายุในฐานะภาระสังคม และแทนที่ด้วยภาพของผู้ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีอำนาจต่อรองและส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง สอดคล้องกับแนวคิดพฤฒพลัง (Active Aging) และทฤษฎีการประกอบสร้างความจริงทางสังคม นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ภาพยนตร์ไทยจะเคลื่อนออกจากภาพลักษณ์เชิงลบสู่การนำเสนอผู้สูงอายุอย่างมีความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าโดยสมบูรณ์ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ภาพตัวแทนในภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า มีการประกอบสร้างความเป็นจริงทางสังคม (Social Construction of Reality) โดยปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้สูงอายุไทยให้ต่างไปจากเดิมและก้าวข้ามกรอบเชิงลบสู่การนำเสนอที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพของภาพยนตร์ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ทบทวนคุณค่าของผู้สูงอายุอย่างปราศจากอคติ หากทิศทางนี้ได้รับการสานต่อจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองสังคมให้เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุในฐานะทรัพยากรบุคคลไม่ใช่เพียงภาระที่ต้องแบกรับ</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/289072
ความทรงจำเกี่ยวกับความตาย: ภาพถ่ายพิธีงานศพ เรื่องเล่า และการนิยามความเป็นชุมชนจีนหนองบัว
2026-09-11T14:30:32+07:00
วีรนุช สัจจาสัย
weranud.s@rbru.ac.th
กัมปนาท เบ็ญจนาวี
kampanart18@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> พิธีงานศพสะท้อนความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายและการให้ความหมายต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีชีวิตกับผู้ล่วงลับในแต่ละสังคม อย่างไรก็ตาม การศึกษาวัฒนธรรมความตายมักมุ่งพิจารณาในช่วงระหว่างพิธีงานศพ มากกว่าความหมายที่ดำรงอยู่ภายหลังพิธี <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อวิเคราะห์กระบวนการวางกรอบ-องค์ประกอบของภาพถ่ายและเรื่องเล่าเกี่ยวกับภาพถ่ายพิธีงานศพในฐานะวัตถุแห่งความทรงจำในอดีตที่สะท้อนต่อวัฒนธรรมของเกี่ยวกับความตายและการประกอบสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชุมชนจีนในกรณีของชุมชนหนองบัว จังหวัดจันทบุรี <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผสานแนวคิดชาติพันธุ์วรรณา โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องเล่าความทรงจำกับภาพถ่ายพิธีงานศพของคนในชุมชนจำนวนสามครอบครัว <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่าความทรงจำที่มีต่อภาพถ่ายพิธีงานศพพิจารณาได้สองด้าน ด้านแรก ภาพถ่ายทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ของพิธีงานศพ โดยการวางกรอบภาพและการจัดองค์ประกอบของวัตถุสะท้อนความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายในวัฒนธรรมของชุมชนจีนหนองบัว ด้านที่สอง เรื่องเล่าความทรงจำเกี่ยวกับภาพถ่ายสะท้อนการให้ความหมายต่อความตายผ่านความสัมพันธ์แบบลำดับขั้นในวงศ์ตระกูลและความสัมพันธ์แบบชุมชน ซึ่งเป็นมิติของความหมายที่อยู่เหนือองค์ประกอบซึ่งปรากฏในภาพถ่าย <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ทั้งสองด้านแสดงให้เห็นว่าภาพถ่ายมิได้เป็นเพียงหลักฐานของพิธีกรรมในอดีต แต่เป็นพื้นที่ที่ความทรงจำและความหมายเกี่ยวกับความตายได้รับการสืบทอด ตีความ และประกอบสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชุมชนจีน</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/288251
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
2026-06-16T23:29:42+07:00
ศุภลักษณ์ ฉินตระกาล
suphalakchinchin@kru.ac.th
มัทนียา พิทักษ์ชูโชค
suphalakchinchin@kru.ac.th
จุฑาภรณ์ เหมือนชู
suphalakchinchin@kru.ac.th
พัชรเมศร์ อัศวรัฐธนากุล
suphalakchinchin@kru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ภาคเกษตรกรรมเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่มีความหลากหลายและเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูป <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7P’s) กับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเป็นเชิงปริมาณเก็บข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2566 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.925 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–30 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกอบอาชีพพนักงานเอกชน โดยมีรายได้เฉลี่ย 10,001–20,000 บาทต่อเดือน ผู้บริโภคนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารจากร้านของฝาก ความถี่ 1–3 ครั้งต่อเดือน และรับข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก ในด้านปัจจัยทางการตลาด พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์มีความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือ ราคา และช่องทางจัดจำหน่าย ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจัดจำหน่าย กระบวนการ และลักษณะทางกายภาพ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 43.7 <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนากลยุทธ์การตลาดควรมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจัดจำหน่าย และการออกแบบประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280604
การพัฒนากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ในเรือนจำ
2026-06-16T14:48:28+07:00
ธนวัฒน์ สิงห์สนั่น
benmaster.bisweb@gmail.com
อัคคกร ไชยพงษ์
benmaster.bisweb@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การกระทำผิดกฎหมายอาญาและการก่ออาชญากรรมในระดับโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการกระทำผิดกฎหมายอาญาเป็นปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมและความปลอดภัยของประชาชน <strong>วัตถุประสงค์ของ</strong><strong>การวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) ศึกษาสภาพปัญหาในกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในเรือนจำ 2) ศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดตามหลักมาตรฐานสากลและแนวทางของต่างประเทศ 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในเรือนจำ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong>การวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาข้อมูลจากหนังสือ บทความวิชาการ บทความวิจัย กฎหมาย และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ในเรือนจำ 4 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ทัณฑสถานหญิงกลาง และ เรือนจำอำเภอเกาะสมุย จำนวน 8 คน และนักวิชาการด้านการฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในเรือนจำ 2 คน มาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ซึ่งแนวทางการพัฒนากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในเรือนจำ<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า 1) สภาพปัญหากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในประเทศไทย มีผลมาจากการคัดกรองที่มีความล่าช้า สอบถามข้อมูลจริงได้ยาก มีปัจจัยจากการขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญ และสภาพจิตใจของผู้ต้องขังที่ไม่พร้อมคัดกรอง รวมถึงไม่สามารถแยกคุมขังผู้ต้องขังยาเสพติดกับผู้อื่น ๆ ได้การเข้ารับการแก้ไขตามโปรแกรมยังไม่ทั่วถึงเนื่องจากจำนวนผู้ต้องขังมีจำนวนมาก มีอุปสรรคในการติดตาม ผู้เสพยาเสพติด ไม่ได้รับการฟื้นฟูในสังคม 2) ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกและ องค์การสหประชาชาติ มีหลักในการปฏิบัติต่อผู้เสพยาเสพติด ตามหลักการให้ความช่วยเหลือทางจิตสังคม ด้านแรงจูงใจ พฤติกรรม จิตวิทยา และเสริมสร้างแรงจูงใจ การบำบัดแบบกระตุ้นชุมชน ส่วนประเทศ สิงคโปร์ มีแนวทางการแก้ไขฟื้นฟูแบบไร้รอยต่อ ประกอบไปด้วย ระยะบำบัดรักษา (In-care) ระยะเตรียมปล่อย (Pre-release) ระยะช่วยเหลือหลังปล่อยและฟื้นฟูทางสังคม (Aftercare & Reintegration) มุ่งเน้นการให้ชุมชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด 3) แนวทางการพัฒนากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ควรนำแนวทางของประเทศสิงคโปร์มาประยุกต์เป็น PDRC Model ประกอบไปด้วย การคัดกรองรายบุคคล (Personal Screening) การดูแลผู้เสพยาเสพติด (Drug Treatment) การแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation) และ การฟื้นฟูทางสังคม (Community based care) โดยมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายเห็นควรมีกฎหมายติดตามเกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลังจากปล่อยตัว โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูผู้พ้นโทษและเฝ้าระวังไม่ให้กลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ และกฎหมายการให้สิทธิทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่จ้างงานผู้พ้นโทษ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> กระบวนการฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดในเรือนจำของไทยยังมีข้อจำกัดด้านการคัดกรอง บุคลากร โปรแกรมบำบัด และการติดตามหลังพ้นโทษ จึงควรพัฒนาระบบแบบไร้รอยต่อตาม PDRC Model ตั้งแต่การคัดกรอง การบำบัด การฟื้นฟู และการดูแลโดยชุมชน การสนับสนุนเชิงนโยบายด้านการติดตามหลังปล่อยตัวและการจ้างงานผู้พ้นโทษจะช่วยลดการกลับไปเสพยาและกระทำผิดซ้ำได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281261
การประเมินโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
2026-07-01T00:41:54+07:00
ศรัญญา เก่งจริง
678970002@crru.ac.th
ประยูร อิมิวัตร์
prayoon.imi@crru.ac.th
นวลนภา จุลสุทธิ
em_nualnapa_c@crru.ac.th
<p><strong>บทนำ </strong><strong>:</strong> การประเมินโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการดำเนินงานโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: เป็นการศึกษาเชิงปริมาณที่มีข้อมูลปลายเปิดประกอบ มีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการศูนย์อำนวยการฯ (คจพ.อ) และทีมปฏิบัติการรวมจำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ใช้สถิติพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล และการวิเคราะห์เนื้อหา <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่า สภาพปัจจุบันของการดำเนินโครงการพบว่า 1) ด้านภาวะแวดล้อม มีการร่วมวิเคราะห์ TPMAP การดำเนินงานทั้ง 5 มิติ กระจายทั่วทั้งพื้นที่อำเภอเทิง 2) ด้านปัจจัยเบื้องต้น ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายเป็นอย่างดี แต่การใช้เงินงบประมาณยังไม่เพียงพอในระดับครัวเรือน 3) ด้านกระบวนการ มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับกิจกรรมที่ต่อยอดสู่ความยั่งยืน และ 4) ด้านผลผลิต ประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมโดยรวมในทางที่ดีและมีความพึงพอใจกับการดำเนินโครงการ สำหรับการประเมินผลโครงการพบว่า 1) ด้านภาวะแวดล้อม ประเด็นปัญหา/ตามความต้องการมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ที่ดินทำกิน เงินทุน และความรู้ เป็นอุปสรรคหลักในการพึ่งตนเองของประชาชนในพื้นที่อยู่ในระดับมากที่สุด แต่ประเด็นผู้ปฏิบัติยังมีความเข้าใจในบทบาทของตนเองอยู่ในระดับปานกลาง 2) ด้านปัจจัยเบื้องต้น ประเด็นแผนกลยุทธ์/วิธีดำเนินงาน ประเด็นงบประมาณถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่ในระดับมาก แต่ประเด็นการจัดสรรงบประมาณมีความเหมาะสมและเพียงพออยู่ในระดับปานกลาง 3) ด้านกระบวนการ ประเด็นการดำเนินงานแต่ละกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด แต่ประเด็นมีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับปานกลาง และ 4) ด้านผลผลิต ประเด็นความพอใจต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่และทีมงานผู้ปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด แต่ประเด็นประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การขจัดความยากจนที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และข้อมูลเชิงพื้นที่จาก TPMAP ทำให้วิเคราะห์ปัญหาได้แม่นยำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด ความสำเร็จเกิดจากบุคลากรที่เข้าใจพื้นที่ การประสานความร่วมมือหลายภาคส่วน และกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และการติดตามผล ประเมินด้วย CIPP Model พบว่า ด้านกระบวนการ ภาวะแวดล้อม และผลผลิตอยู่ในระดับสูง ส่วนปัจจัยเบื้องต้นอยู่ในระดับปานกลาง ต้องการเสริมศักยภาพบุคลากรและงบประมาณ ผลลัพธ์ชัดเจนคือ รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยระยะสั้นช่วยบรรเทาความเดือดร้อนพื้นฐาน และระยะยาวเน้นพัฒนาอาชีพ การออม และรายได้เสริมเพื่อลดการกู้ยืม</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279589
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้สูงอายุจากการกระทำความผิดทางอาญา
2026-07-01T00:28:42+07:00
นิภาพร สัมฤทธิ์นอก
majinlabyo@gmail.com
สุรทิน ชัยทองคำ
majinlabyo@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ปัจจุบันสังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้นประมาณ 14.24 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในชีวิต ทรัพย์สิน และร่างกายของผู้สูงอายุ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักกฎหมายอาญา และหลักการคุ้มครองผู้สูงอายุที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้สูงอายุจากการกระทำความผิดทางอาญา 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้สูงอายุจากการกระทำผิดทางอาญาของประเทศไทยและต่างประเทศ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้สูงอายุจากการกระทำความผิดทางอาญา <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงนิติศาสตร์และเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงนิติศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ จึงได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการวิจัยเชิงเอกสารโดยผู้วิจัยค้นคว้าพิจารณาจากความเกี่ยวเนื่อง ความน่าเชื่อถือ ได้แก่ ตัวบทกฎหมายและแนวคำพิพากษาของไทย และตัวบทกฎหมายของต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาที่กระทำความผิดต่อผู้สูงอายุ เอกสารวิชากรและวารสาร โดยค้นหาจากฐานข้อมูลที่เฉพาะ เช่น การกระทำความผิดต่อผู้สูงอายุ การทารุณกรรมต่อผู้สูงอายุ โดยค้นคว้าจากบทความหรือวิทยานิพนธ์ที่มีความน่าเชื่อถือทางวิชาการ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า1) ประมวลกฎหมายอาญาของไทยยังไม่มีการบัญญัติให้คำว่า อายุ หรือสภาพความเป็นผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้เสียหาย เป็นเหตุฉกรรจ์ในการเพิ่มโทษผู้ที่กระทำความผิดเมื่อเกิดการกระทำความผิดทางอาญา เช่น ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ กฎหมายของไทยได้กำหนดระวางโทษไว้เท่ากัน ไม่ว่าผู้เสียหายหรือเหยื่อจะเป็นบุคคลทั่วไป หรือเป็นผู้สูงอายุ 2) เหตุฉกรรจ์เพื่อเพิ่มโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเหตุฉกรรจ์ หรือมาตรา 290 ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จะเห็นว่า กฎหมายอาญาของไทยยอมรับการเพิ่มโทษเฉพาะกรณีที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน หรือเป็นการกระทำโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้ายเท่านั้น แต่ไม่มีการพิจารณาหรือหยิบยกปัจจัยด้านอายุของผู้เสียหายมาเป็นเหตุเพิ่มโทษ 3) ประมวลกฎหมายอาอาญา มาตรา 276 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และ มาตรา 278 ความผิดฐานอนาจาร จะเห็นว่ากฎหมายของไทยมีการกำหนดเหตุฉกรรจ์เพื่อเพิ่มโทษในเรื่องอายุของผู้เสียหาย เฉพาะกรณีที่กระทำต่อเด็กเท่านั้น แต่กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติเพิ่มโทษกรณีที่เหยื่อเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้น การข่มขืนกระทำชำเราผู้สูงอายุจึงมีระวางโทษไว้เท่ากับการข่มขืนกระทำชำเรา <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ประมวลกฎหมายอาญาของไทยยังไม่มีการบัญญัติให้คำว่า อายุ หรือสภาพความเป็นผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้เสียหาย เป็นเหตุฉกรรจ์ในการเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิด เมื่อเกิดการกระทำความผิดทางอาญา เช่น ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา กฎหมายของไทยได้กำหนดระวางโทษไว้เท่ากัน ไม่ว่าผู้เสียหายจะเป็นบุคคลทั่วไป หรือเป็นผู้สูงอายุ</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/282716
การพัฒนาระบบ กลไก การบริหารจัดการงานวิจัย ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
2026-07-01T00:38:41+07:00
วิไลภรณ์ สีสมพร
wilaiporn.jan@lru.ac.th
เยาวพา กองเกตุ
wilaiporn.jan@lru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong>: การพัฒนาระบบ กลไก การบริหารจัดการงานวิจัย ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏเลย เป็นการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิจัยภายในคณะ เพื่อให้ได้รับการขับเคลื่อนบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย และนำไปเป็นแนวทางปรับปรุงระบบกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยภายในคณะ <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนาระบบ กลไก การบริหารจัดการงานวิจัย ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบแนวคิดวงจรเดมมิ่ง (PDCA) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน <strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า การวางแผน คณะมีแนวทางการวางแผนบริหารงานที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัย แต่มีข้อจำกัดสำคัญในด้านการจัดสรรจำนวนทุนวิจัยภายใน และการเข้าถึงแหล่งทุนภายนอก เนื่องจากขาดฐานข้อมูลและเครือข่ายที่สนับสนุนที่เพียงพอ การดำเนินการปฏิบัติตามแผน มีระบบขั้นตอนการดำเนินงานที่เป้นไปตามกรอบระยะเวลาของมหาวิทยาลัย มีช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน และมีบุคลากรสนับสนุนการดำเนินงาน การตรวจสอบ มีกลไกการกลั่นกรองข้อเสนอโครงการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมแบบประเมินที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ จึงช่วยให้การตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยมีความรัดกุม การปรับปรุง คณะควรเพิ่มโอกาสการเข้าถึงทุนวิจัย ปรับใช้ระบบดิจิทัลในทุกขั้นตอน และพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้สามารถใช้งานระบบออนไลน์เพื่อสนับสนุนการบริหารงานวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ <strong>สรุป:</strong> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มีระบบบริหารจัดการงานวิจัยที่ชัดเจนตามวงจร PDCA แต่ยังจำเป็นต้องเพิ่มโอกาสเข้าถึงทุนวิจัยและเครือข่ายภายนอกการพัฒนาระบบดิจิทัลและศักยภาพบุคลากรด้านการใช้งานระบบออนไลน์จะช่วยให้การบริหารงานวิจัยมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/289313
การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคกาแฟของประชากรท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี โดยประยุกต์ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดบัญชีในใจ
2026-08-09T00:04:00+07:00
ธงชัย ศรีเบญจโชติ
Thongchai.S@rbru.ac.th
เปรมปรีดา ทองลา
prempreeda.t@rbru.ac.th
สุรีย์พร พานิชอัตรา
Sureeporn.P@rbru.ac.th
กัลยรัตน์ เจียมโฆสิต
Kanyarut.C@rbru.ac.th
นภดล แสงแข
Noppadol.S@rbru.ac.th
นิศารัตน์ แสงแข
Nisarat.S@rbru.ac.th
รมิดา กาญจนวงศ์
Ramida.K@rbru.ac.th
กรุณา สีชมภู
Karuna.S@rbru.ac.th
<p><strong>บทนำ:</strong> แม้ตลาดกาแฟไทยจะขยายตัวสูง แต่การศึกษาพฤติกรรมประชากรท้องถิ่นเชิงลึกยังมีน้อย งานวิจัยนี้จึงประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (TPB) ร่วมกับแนวคิดการจัดบัญชีในใจ (Mental Accounting) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและกลไกเชิงจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคกาแฟของประชากรท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาพฤติกรรม วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยตามกรอบ TPB ต่อความตั้งใจในการบริโภคกาแฟ และวิเคราะห์บทบาทของการจัดบัญชีในใจที่มีต่อความตั้งใจและพฤติกรรมการบริโภคกาแฟ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่พำนัก ทำงาน หรือศึกษาในจังหวัดจันทบุรีต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน และเคยบริโภคกาแฟ 441 ราย ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเที่ยงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างในรูปแบบ Partially Latent Structural Regression Model <strong>ผลการวิจัย:</strong> แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ²/df = 2.190, RMSEA = 0.052, CFI = 0.967) โดยทัศนคติ บรรทัดฐานทางสังคม และการจัดบัญชีในใจ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการบริโภคกาแฟอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.369, 0.249 และ 0.411 ตามลำดับ) โดยการจัดบัญชีในใจมีอิทธิพลสูงสุด ขณะที่การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ความตั้งใจส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมจริง (β = 0.232) แต่การจัดบัญชีในใจกลับส่งผลลบโดยตรงต่อพฤติกรรมจริง (β = -0.094) สะท้อนถึงการส่งผ่านแบบไม่สอดคล้อง (Inconsistent Mediation) แบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจได้ร้อยละ 84.20 และพฤติกรรมจริงร้อยละ 2.50 <strong>สรุป:</strong> การจัดบัญชีในใจทำหน้าที่สองด้าน คือกระตุ้นความตั้งใจผ่านบัญชีความสุขและยับยั้งพฤติกรรมจริงผ่านกลไกงบประมาณในใจ ทั้งนี้ งานวิจัยมีข้อจำกัดด้านความเป็นตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างเนื่องจากใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวกซึ่งมีสัดส่วนนักศึกษาสูง</p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280249
อิทธิพลของภาพลักษณ์ตราสินค้าและความรับผิดชอบต่อสังคมต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ ไฮบริดของผู้บริโภคในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี
2026-06-16T22:36:09+07:00
อรญา พงษ์หัสบรรณ์
oraya.pong05@gmail.com
สมบัติ ธํารงสินถาวร
oraya.pong05@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>การศึกษาถึงการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริดและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริดจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานสะอาดของประเทศไทยแต่จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่ายังมีงานวิจัยอยู่ไม่มากนักที่ทำการศึกษาร่วมกันระหว่างภาพลักษณ์ของตราสินค้าและความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริดของผู้บริโภค <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านภาพลักษณ์ตราสินค่า และปัจจัยด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริดของผู้บริโภคในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลหรือมีความต้องการที่จะซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล ที่มีช่วงอายุระหว่าง 30 ปีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน เช่น ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ <strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง ตัวแปรสามารถร่วมกันทำนายการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริด ของผู้บริโภค โดยมีอำนาจการพยากรณ์คิดเป็นร้อยละ 41.2 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าภาพลักษณ์ตราสินค้าด้านคุณสมบัติ ด้านบุคลิกภาพของผู้ใช้ ความรับผิดชอบต่อสังคมด้านความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคขององค์กร สามารถทำนายการตัดสินใจซื้อรถยนต์ ไฮบริดของผู้บริโภค <strong>สรุป:</strong> องค์กรควรให้ความสำคัญต่อการสร้างกลยุทธ์ด้านคุณภาพสินค้าและภาพลักษณ์ด้านบุคลากรของผู้ใช้และการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมด้านความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฮบริดของผู้บริโภค</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/286523
การจัดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในจังหวัดน่านภายใต้สถานการณ์โควิด-19
2026-06-11T00:28:40+07:00
วิชัย เปรมมณีสกุล
vichai.p14394@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงจังหวัดน่านซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อ ศึกษาสภาพการณ์ผลกระทบแนวทางการปรับตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและกลยุทธ์การฟื้นฟูการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านภายใต้สถานการณ์โควิด-19 และ 2) วิเคราะห์การจัดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร สถิติด้านการท่องเที่ยว และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่า จังหวัดน่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สามารถปรับตัวผ่านมาตรการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของสถานประกอบการตามมาตรฐาน SHA Plus (2) การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร การออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยว และการได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม อันสอดคล้องกับหลักการของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และ (3) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการสื่อสารด้านการท่องเที่ยว<strong> สรุป</strong><strong>:</strong> การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะการกระจายรายได้ที่ยังไม่ทั่วถึง เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักและผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท่องเที่ยวบางแห่งยังฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับเข้าสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาด ดังนั้น การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบจึงควรมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน การกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280736
อัตลักษณ์ คุณค่า และการบริหารจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรม เมืองโบราณมีชีวิตเสินโฮ่ว
2026-09-11T14:59:08+07:00
Sha Ma
irous0108@gmail.com
ภรดี พันธุภากร
irous0108@gmail.com
เสกสรรค์ ตันยาภิรมย์
irous0108@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>เมืองโบราณเสินโฮ่วเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมีชีวิตที่สำคัญของจีน โดยวัฒนธรรมเครื่องเคลือบจวินสือเป็นแกนกลางพื้นที่วัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนการสืบทอดเตาเผาที่ดำเนินต่อเนื่องมานานพันปี <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย: </strong>ภายใต้มุมมองมรดกทางวัฒนธรรมมีชีวิต งานวิจัยนี้ศึกษาคุณลักษณะ คุณค่า และรูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรมของเมืองโบราณเสินโฮ่ว วิเคราะห์อุปสรรคการพัฒนา และนำเสนอกลยุทธ์การจัดการแบบบูรณาการ ได้แก่ การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการแบ่งปัน <strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>งานวิจัยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารร่วมกับการสำรวจภาคสนามที่ย่านถนนสายเก่า โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วมจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 42 คน ประกอบด้วยผู้อยู่อาศัย ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์กรณีศึกษา<strong>ผลการวิจัย: </strong>ผลการวิจัยแสดงว่าพื้นที่วัฒนธรรมเสินโฮ่วมีอัตลักษณ์ 3 ประการ คือ ความหลากหลาย ความเคลื่อนไหว และปฏิสัมพันธ์สูง ความหลากหลายปรากฏที่แหล่งโบราณคดีเตาเผาโบราณ ย่านการค้าเครื่องเคลือบจวินสือ และวัดป๋อหลิงเวิง ความเคลื่อนไหวเกิดจากการเปลี่ยนฟังก์ชันของเตาเผา โรงงานเก่า และบ้านโบราณจากพื้นที่ผลิตไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรม ส่วนปฏิสัมพันธ์เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างช่างฝีมือ ชุมชน ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และนโยบายภาครัฐ พื้นที่ดังกล่าวมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์‑วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาความไม่สมดุลระหว่างวิถีชีวิตและกิจกรรมพาณิชย์ การมีส่วนร่วมของชุมชนไม่เพียงพอ และความคลาดเคลื่อนในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน <strong>สรุป: </strong>ดังนั้นงานวิจัยจึงเสนอกลยุทธ์การบริหารจัดการดังกล่าว โดยเน้นการสืบทอดหัตถกรรมดั้งเดิม การเสริมสร้างศักยภาพชุมชน และการใช้ประโยชน์พื้นที่วัฒนธรรมหลายรูปแบบ เพื่อเป็นแนวทางทางทฤษฎีและปฏิบัติสำหรับมรดกทางวัฒนธรรมมีชีวิตประเภทเดียวกัน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/281121
THE HANKOU CONCESSION AS A CULTURAL-GEOGRAPHIC FIELD: HISTORICAL VISUALIZATION PATHWAYS IN THE DOCUMENTARY THE ROAD TO HANKOU
2026-07-01T01:10:18+07:00
Zhuo Zuo
irous0108@gmail.com
Bunchoo Bunlikhitsiri
irous0108@gmail.com
Rasa Suntrayuth
irous0108@gmail.com
<p><strong>Introduction:</strong> This study examines the Hankou concession as a cultural-geographic field through visual semiotics, using the documentary <em>The Road to Hankou</em> as both research object and creative practice. Grounded in Lotman’s semi sphere, it considers how architecture, public space, and everyday life encode cultural hybridity and how audiovisual narration can reactivate urban memory. <strong>Objective:</strong> (1) Decode the symbolic structures and cultural memory embedded in the concession’s urban spaces. (2) Investigate how documentary media translate spatial and symbolic features into dynamic audiovisual narratives. (3) Examine how <em>The Road to Hankou</em> functions as a living archive that reconstructs spatial identity and collective remembrance. <strong>Methods: </strong>A mixed, practice-based design integrates literature and archival review, field investigation in six representative blocks of Wuhan’s Jiang’an District, and interdisciplinary analysis across aesthetics, architecture, history, and sociology. Guided by cultural semiotics, the project develops and produces a 6–10-minute documentary, analyzing its script architecture, narrative strategies, image-sound design, and montage as semiotic units. <strong>Results:</strong> The concession emerges as a multilayered semi sphere in which buildings, street patterns, institutions, and daily rituals operate as visual signs of Chinese Western interaction. A triadic model “historical space–multivocal narrative visual symbolism” is identified as the documentary’s core translation pathway, employing spatial juxtaposition of archives and present-day footage, re-photography, and spatial sound to visualize temporal layers. The film re-assembles dispersed signs into a coherent, affective memory field, reshaping perceptions of urban identity. <strong>Conclusion: </strong>By bridging cultural geography, film theory, and heritage practice, the study proposes a transferable methodological framework for visualizing urban memory and interpreting hybrid historical spaces through documentary. It demonstrates documentary’s capacity to serve as a living archive that revitalizes forgotten urban histories, informs cultural communication, and supports heritage renewal.</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/289615
การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยใช้ทุนและอัตลักษณ์ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
2026-09-11T14:29:04+07:00
วิฆเนศวร ทะกอง
wikhanesuan.t@rbru.ac.th
สมพงษ์ เส้งมณีย์
sompong.s@rbru.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ชุมชนบ้านคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด เป็นชุมชนที่มีทุนชุมชนในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะ วิถีคลองสองน้ำ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับทรัพยากรในพื้นที่ การนำทุนและอัตลักษณ์ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นกิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าแก่นักท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน<strong> วัตถุประสงค์ของการวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาบริบทชุมชนและศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเส้นทางและรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยใช้ทุนและอัตลักษณ์ชุมชนเป็นฐาน <strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มและการทดลองเส้นทาง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบศึกษาเอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงประเด็น<strong> ผลการวิจัย:</strong> พบว่า 1) ชุมชนบ้านคลองใหญ่มีศักยภาพจากทุนธรรมชาติ ทุนวัฒนธรรม ทุนมนุษย์ และทุนทางสังคม โดยสามารถสังเคราะห์ “วิถีคลองสองน้ำ” เป็นอัตลักษณ์หลักที่เชื่อมโยงระบบนิเวศ วิถีเกษตรกรรมและประมง ภูมิปัญญา อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 2) การพัฒนาเส้นทางควรนำทุนและอัตลักษณ์มาแปลงเป็นเรื่องเล่าและกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ แล้วจัดลำดับเป็นเส้นทางประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง ผลการทดลองเส้นทางนำไปสู่การปรับรูปแบบโดยเน้นคุณภาพของประสบการณ์มากกว่าปริมาณกิจกรรม <strong>สรุป</strong>: รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย ทุนของชุมชน อัตลักษณ์ชุมชน เรื่องเล่าและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ การจัดลำดับประสบการณ์และเส้นทางการท่องเที่ยว การสร้างคุณค่าร่วม การมีส่วนร่วมของชุมชน และการประเมินพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางในการเพิ่มคุณค่าแก่ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชนต่อไปในอนาคต <strong> </strong></p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280611
เจตคติของครูในการเลือกใช้สื่อการสอนออนไลน์ในการพัฒนาภาษาอังกฤษในห้องเรียน
2026-09-04T23:56:46+07:00
อรอนงค์ วิลัยลักษณ์
ttee35656478@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นและเจตคติของครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาเกี่ยวกับการเลือกใช้สื่อการสอนออนไลน์ในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในห้องเรียน โดยมุ่งเน้นเจตคติทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านความคิด ด้านความรู้สึก และด้านพฤติกรรม กลุ่มประชากรคือครูผู้สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 137 คน และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 103 คน ได้จากการสุ่มแบบง่ายตามตารางเครจซี่และมอร์แกนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน 3 ข้อ (2) แบบสอบถามเจตคติในการเลือกใช้สื่อการสอนออนไลน์ จำนวน 17 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ (3) แบบสอบถามแนวโน้มการใช้สื่อออนไลน์ในอนาคต จำนวน 1 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า ครูมีเจตคติโดยรวมต่อการใช้สื่อการสอนออนไลน์ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.29) โดยด้านความรู้สึกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.66) รองลงมาคือด้านพฤติกรรม (4.47) และด้านความคิด (4.15) ทั้งนี้ ครูส่วนใหญ่เห็นว่าสื่อออนไลน์ช่วยสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น เวลาในการเตรียมสื่อ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี และภาระงานของครู ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการสอน พัฒนาครู และสร้างสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนระดับประถมศึกษา</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/280967
การใช้หลักเบญจศีลเพื่อส่งเสริมสังคมคุณธรรมของประชาชน ตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-08-16T23:14:35+07:00
พระเกียรติศักดิ์ ปญฺญาเมธี (คงนาน)
vachiravitch.itt@mbu.ac.th
วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์
vachiravitch.itt@mbu.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เป็นแนวคิดของการสร้างสังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรมโดยการนำหลักศีล 5 (หลักเบญจศีล) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในชุมชนเพื่อเสริมสร้างสังคมที่สงบสุข ปราศจากการกระทำที่ส่งผลเสียต่อความสงบเรียบร้อยของบุคคล ชุมชนและสังคม <strong>วัตถุประสงค์</strong>: 1) เพื่อศึกษาการใช้หลักเบญจศีลเพื่อส่งเสริมสังคมคุณธรรมของประชาชนตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้หลักเบญจศีลเพื่อส่งเสริมสังคมคุณธรรมของประชาชนตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้แตกต่างกัน<strong> ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: การวิจัยเชิงปริมาณโดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 346 คน ซึ่งเครื่องมือเป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test และ ANOVA <strong>ผลการวิจัย</strong>: 1) ประชาชนมีการปฏิบัติตามหลักเบญจศีลในระดับมากที่สุด ( =4.49) โดยเฉพาะด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ ( =4.51) และ 2) การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลทั้งห้าไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและจากข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ให้ส่งเสริมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 อย่างต่อเนื่องในชุมชน บูรณาการหลักศีลเข้าสู่ระบบการศึกษาท้องถิ่น ใช้บทบาทของพระสงฆ์และวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ จัดทำสื่อธรรมะหลากหลายกลุ่มวัยและสนับสนุนกลไกชุมชนเป็นแกนนำในการสร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276805
GUIDEBOOK FOR COMPORARY ART SONGS FOR THE FIRST YEAR TENOR VOCAL STUDENTS AT NORMAL UNIVERSITY OF TIANJIN CITY,THE PEOPLE'S REPUBLIC OF CHINA
2026-08-11T08:40:31+07:00
zhang yan
meesonp@hotmail.com
Pranote Meeson
meesonp@hotmail.com
<p><strong>Introduction</strong><strong>:</strong> The contemporary art song guidebook, which the researcher has created from the experience of teaching contemporary art song singing, found problems in teaching media for first-year students in the tenor singing department at Normal University, Tianjin, People's Republic of China. After using the guidebook for teaching, it was found that the results were satisfactory. <strong>Objective</strong><strong>:</strong> This research purposes were (1) To study contemporary art songs. (2) To construct a guidebook for contemporary art songs. (3) To teach first-year tenor vocal students at Normal University of Tianjin City. (4) To find the results of teaching experiments. <strong>Method</strong><strong>:</strong>Qualitative and quantitative research through interviews with three experts and teaching experiments were conducted with formative test and summative test. <strong>Conclusion</strong><strong>: </strong>The researcher uses a research method that combines qualitative research with quantitative research. Qualitative research focuses on the collection of data from relevant documents and conducting interviews with three experts. Quantitative research is a teaching experiment using the guidebook for contemporary art songs with first-year tenor vocal students. There were 10 students. Measurements were made using formative tests, summative tests, and performance tests.</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/279270
ตำนานพื้นบ้านและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประติมากรรมเทพสุนัขหินสือโก่วแห่งเหลยโจว: การถ่ายทอดผ่านการเล่าเรื่องและความหมายเชิงสัญลักษณ์ในประติมากรรม
2026-06-16T22:06:04+07:00
เยียนเหมย เฉิน
irous0108@gmail.com
ภรดี พันธุภากร
irous0108@gmail.com
เสกสรรค์ ตันยาภิรมย์
irous0108@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> การศึกษานี้มุ่งสำรวจประติมากรรมเทพสุนัขหินสือโก่วในภูมิภาคเหลยโจวช่วงราชวงศ์หมิงและชิง โดยเน้นการวิเคราะห์สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการแสดงออกทางศิลปะประติมากรรม ประติมากรรมเหล่านี้มีรากฐานอยู่ในความเชื่อพื้นบ้าน และทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองและอัตลักษณ์ของชุมชนดั้งเดิม <strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตำนานพื้นบ้าน รูปแบบประติมากรรม และความหมายเชิงสัญลักษณ์ของประติมากรรมเทพสุนัขหินสือโก่วแห่งเหลยโจวในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง โดยใช้แนวคิดด้านสัญศาสตร์ ศิลปะประติมากรรม และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และ 2) ศึกษาบทบาทของประติมากรรมดังกล่าวในการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่นและสะท้อนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ <strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> งานวิจัยนี้ใช้แนวทางสหวิธี โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านคติชนวิทยา สัญศาสตร์ ศิลปะประติมากรรม และทฤษฎีมรดกวัฒนธรรม ทำการศึกษาจากเอกสาร การสำรวจภาคสนาม การวิเคราะห์สัญลักษณ์ทางทัศนศิลป์ และการเปรียบเทียบรูปแบบ เพื่ออธิบายลักษณะเชิงสุนทรียะและความหมายเชิงสัญลักษณ์ <strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า เทพสุนัขหินสือโก่วไม่ได้เป็นเพียงผู้พิทักษ์ทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นทางสังคมและความทรงจำร่วมของชุมชนอีกด้วย ลวดลายที่ปรากฏในการแกะสลัก เช่น ดอกบัว ลายสายฟ้า และเหรียญโบราณ แสดงถึงระบบภาษาภาพที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในยุคราชวงศ์หมิงและชิง <strong>สรุป:</strong> จากการวิเคราะห์เชิงสัญศาสตร์อย่างเป็นระบบ การวิจัยนี้ช่วยวางรากฐานทางทฤษฎีสำหรับการถ่ายทอดวัฒนธรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการอนุรักษ์มรดกที่จับต้องไม่ได้ อีกทั้งยังขยายขอบเขตองค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับศิลปะประติมากรรมพื้นบ้านในบริบทอดีตและร่วมสมัย</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/288388
แนวทางการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย ชุด “แผ่นดินทอง”
2026-07-02T09:46:35+07:00
ปาริชาติ ศรีเตชะ
s_parichat@kkumail.com
สิทธิรัตน์ ภู่แก้ว
spookaew@kku.ac.th
<h2><strong>บทนำ: ประเทศไทยในอดีต หรือ “สยาม” คือ “สุวรรณภูมิ” ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199–2231) สยามมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างสูงสุด จึงเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในการนำมาถ่ายทอดเป็นการแสดงนาฏศิลป์ วัตถุประสงค์ของการวิจัย: 1) เพื่อศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสังคมในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) 2) เพื่อสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทย ชุด “แผ่นดินทอง” ระเบียบวิธีวิจัย: วิจัยสร้างสรรค์โดยศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน และการสนทนากลุ่ม นำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์และภาพประกอบ ผลการวิจัย: พบว่า “แผ่นดินทอง” เป็นนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจและสังคมในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ความรุ่งเรืองทางการค้า และความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับนานาชาติ กระบวนการสร้างสรรค์แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การคัดเลือกข้อค้นพบทางประวัติศาสตร์ การกำหนดแนวคิดและสัญลักษณ์ทางการแสดง การออกแบบการแสดง การทดลองฝึกปฏิบัติ และการประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ การแสดงแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 “ความอุดมสมบูรณ์และการค้าทางน้ำ” และ ช่วงที่ 2 “ความรุ่งเรืองและความผาสุกของแผ่นดิน” องค์ประกอบการแสดง ประกอบด้วย 1) ดนตรีและบทร้องที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยใช้โครงสร้างและสำเนียงดนตรีไทย 2) เครื่องแต่งกายซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสตรีชั้นสูงในสมัยอยุธยาตอนปลายผสมผสานรูปแบบร่วมสมัย 3) กระบวนท่ารำจำนวน 52 ท่า ซึ่งเป็นท่ารำมาตรฐานที่ดัดแปลงให้สอดคล้องกับเนื้อหาและแนวคิดของการแสดงจำนวน 50 ท่า และท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จำนวน 2 ท่า ได้แก่ “ท่าศิลปาการ” และ “ท่าคลองธรรม” ซึ่งเป็นท่ารำสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของผลงานสร้างสรรค์ 4) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ได้แก่ ธง เสา ผ้าขาว และเรือสำเภา สรุป: การนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาออกแบบสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย เป็นอีกหนึ่งแนวทางของการเผยแพร่ประวัติศาสตร์ในรูปแบบศิลปะการแสดง ทำให้บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรสามารถเคลื่อนไหวสื่อสารกับผู้ชมให้รับรู้และเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น หากแต่ต้องอาศัยการออกแบบองค์ประกอบการแสดงให้ชัดเจนและกลมกลืน การสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยเชิงประวัติศาสตร์จึงเป็นการธำรงไว้ซึ่งความภาคภูมิใจและเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป</strong></h2>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/article/view/276804
CONSTRUCTING GUIDEBOOK ON XU PEIDONG'S REPERTOIRE FOR 2ND YEAR VOCAL MAJOR AT XI'AN CONSERVATORY OF MUSIC IN SHANXI PROVINCE
2026-08-11T08:46:26+07:00
Guo Jingming
meesonp@hotmail.com
Pranote Meeson
meesonp@hotmail.com
<p><strong>Introduction</strong>: The researcher studied the development of a guidebook based on Xu Peidong's music to address the challenges in teaching student singing. A guidebook was developed and implemented for second-year vocal major students at the Xi'an Conservatory of Music in Shaanxi Province over a 16-week period. <strong>Objectives:</strong> 1) To study Xu Peidong's repertoire 2) To construct a guidebook on Xu Peidong's repertoire and 3) To teach second-year voice major students using the guidebook; and (4) To evaluate the second-year voice major students. <strong>Method:</strong> This study employed both qualitative and quantitative research methods, utilizing interviews with three experts and a teaching experiment comprising formative and summative tests. <strong>Results:</strong> were measured using a formative test and a post-instruction summative test. The findings demonstrated that the study successfully resolved the students' difficulties.<strong> Conclusion:</strong> The research results revealed that applying Xu Peidong's repertoire involves integrating technical skills, cultural understanding, and interpretive strategies. The experiment showed that the formative test measurements were equal to 62.9 and the average scores of the summative test were equal to 94.2 It was found that the scores after summative test were higher than the scores formative test 31.30 indicating that the results of the experiment had an average value at a high level.</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร