https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/issue/feed วารสารอินทนิลทักษิณสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ 2026-08-25T08:53:16+07:00 อาจารย์ ดร.อนินทร์ พุฒิโชติ anin@tsu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นวารสารของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ เริ่มจัดพิมพ์วารสารฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2549 เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (เม.ย. – ก.ย. 49) ต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2560) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชื่อวารสารเป็น<strong> อินทนิลทักษิณสาร (Inthaninthaksin Journal) ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน</strong> โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทรรศน์ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ หรือสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อาทิ มานุษยวิทยา นิเทศศาสตร์ และวารสารศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ นิติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา เป็นต้น โดยมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 มกราคม – กันยายน และ ฉบับที่ 2 กรกฏาคม – ธันวาคม และได้ประกาศเปลี่ยนแปลงจำนวนฉบับในการตีพิมพ์เป็นปีละ 3 ฉบับ เมื่อเดือนตุลาคม 2565 เป็น ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน), ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม) และ ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม)</p> <h3>วารสารอินทนิลทักษิณสาร</h3> <p><strong>ISSN 3027-6403 (Online)</strong></p> <p>Online ISSN 2672-9660 <strong>(ยกเลิก)</strong><br />Print ISSN 2672-9652 <strong>(ยกเลิก)</strong></p> <p>ปัจจุบัน วารสารอินทนิลทักษิณสาร (INTHANINTHAKSIN JOURNAL) ผ่านการรับรองคุณภาพจาก TCI ให้เป็นวารสาร "TCI กลุ่มที่ 2" ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2572</p> <h3>อัตราการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์ผลงาน</h3> <p>อัตราการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารอินทนิลทักษิณสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ จะจัดเก็บในส่วนของค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าบริหารจัดการ ทั้งนี้ตั้งแต่ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2565) เป็นต้นไป ในอัตราดังนี้<br /><strong>1. บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยทักษิณ / บุคลากรและนิสิตภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> บทความละ 3,000 บาท (-สามพันบาทถ้วน-) <br /><strong>2. บุคลากร และนิสิต สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์<br /><u><strong>โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมหลังจาก บก.พิจารณาตอบรับบทความเข้าประเมินเบื้องต้น (ก่อนนำเข้าพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) ในกรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ส่งบทความ “ขอยกเลิกการตีพิมพ์บทความ” วารสารขอสงวนสิทธิไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></u></p> https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/282967 ปฏิบัติการทางการเมืองของนักการเมือง (สตรี) ท้องถิ่นแห่งคุณภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี : กรอบวิเคราะห์แนวคิดสตรีนิยมและอุดมการณ์ 2025-12-04T13:58:52+07:00 อภิรดี จิโรภาส japiradee@tsu.ac.th อัศว์ศิริ ลาปีอี aussiri@tsu.ac.th ทวนธง ครุฑจ้อน Thuanthong@tsu.ac.th <p> เป้าหมายการศึกษาปฏิบัติการทางการเมืองของนักการเมืองสตรีท้องถิ่นแห่งคุณภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยมและอุดมการณ์ทางการเมืองนี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการเมืองของสตรีมิได้เป็นเพียงการแสดงบทบาทในพื้นที่อำนาจเท่านั้น หากแต่สวมทับกับการก่อรูปของอุดมการณ์ที่หลากหลาย และสะท้อนมโนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับอำนาจ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพจากกรณีศึกษา ผ่านตัวแบบนักการเมืองสตรีซึ่งได้รับรางวัล “นักการเมืองท้องถิ่นแห่งคุณภาพ” ประจำปี พ.ศ. 2567 ได้แก่ เทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน และองค์การบริหารส่วนตำบลไชยคราม อำเภอดอนสัก เพื่อวิเคราะห์โครงสร้าง บทบาท และกลยุทธ์ทางการเมืองที่สะท้อนกลไกเชิงบูรณาการระหว่างอุดมการณ์ส่วนบุคคลกับปฏิบัติการในพื้นที่สาธารณะ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปฏิบัติการทางการเมืองของนักการเมืองสตรีทั้งสองกรณีสอดคล้องกับแนวคิดสตรีนิยมบนฐานอุดมการณ์สตรีนิยมเชิงวัฒนธรรมและหลังสมัยใหม่ รวมทั้งแนวคิดสตรีนิยมเชิงโครงสร้าง และ 2) ปฏิบัติการทางการเมืองเป็นผลจากกระบวนการจัดวางตัวตนในสนามการเมืองท้องถิ่นซึ่งผสมผสานกลไกระหว่างการเมืองแบบเป็นทางการกับการเมืองแบบไม่เป็นทางการ อันเป็นเงื่อนไขในการสร้างผลิตภาพผ่านผลงานเชิงประจักษ์แต่ละพื้นที่ ภายใต้ข้อค้นพบนี้แสดงถึงเงื่อนไขนักการเมืองสตรีที่ไม่เพียงเป็นผู้ปฏิบัติการทางการเมืองในเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแสดงสำคัญรองรับการสร้างพื้นที่และเชื่อมร้อยอัตลักษณ์ของสตรีนิยมในเวทีการเมืองท้องถิ่นไทยร่วมสมัย จึงนำไปสู่การเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบกลไกสนับสนุนที่ยืดหยุ่น โดยส่งเสริมการทำงานในพื้นที่แบบไม่เป็นทางการของนักการเมืองสตรี เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์สตรีนิยมเชิงวัฒนธรรมที่ค้นพบ</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/285104 ตำรายาฉบับตระกูลนาคราช: โรคและการรักษาโรคในลุ่มน้ำตาปีทศวรรษ 2390–2460 2026-04-27T15:46:46+07:00 พิมพ์ชนก เดชมณี pimpimpim225@gmail.com นิภาพร รัชตพัฒนากุล nipaporn.r@arts.tu.ac.th <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะโรคกับองค์ความรู้การรักษาในชุมชนลุ่มน้ำตาปี ช่วงทศวรรษ 2390–2460 โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของความรู้และการรักษาโรคของหมอโบราณลุ่มน้ำตาปี ผ่านการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของแหล่งที่มาของความรู้ ชนิดของโรคที่รักษา วิธีการรักษา และสูตรยาที่ใช้รักษาแต่ละโรค การศึกษานี้ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) โดยวิเคราะห์หนังสือบุดตำรายาฉบับตระกูลนาคราชจำนวน 4 เล่ม ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างทศวรรษ 2390 ถึง 2460 โดยเล่มที่ 1 และ 2 สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงทศวรรษ 2390 ส่วนเล่มที่ 3 และ 4 สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นระหว่างทศวรรษ 2430 ถึง 2460 ควบคู่กับการศึกษาจากเอกสารราชการ หลักฐานด้านการตั้งถิ่นฐาน และข้อมูลการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตำรายาฉบับตระกูลนาคราชซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ มีลักษณะเด่นแตกต่างจากหนังสือบุดอื่นเท่าที่พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากเป็นชุดตำรายาจำนวน 4 เล่มที่เขียนขึ้นต่อเนื่องระหว่างทศวรรษ 2390–2460 ลักษณะดังกล่าวทำให้สามารถใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้และการรักษาโรคของหมอโบราณได้อย่างชัดเจน โดยใช้ตำรายาฉบับตระกูลนาคราชเป็นกรณีศึกษา ดังนั้น บทความเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างแรงงาน และเครือข่ายคมนาคม มีอิทธิพลต่อรูปแบบความเจ็บป่วย และส่งผลต่อการปรับตัวขององค์ความรู้ทางการแพทย์ท้องถิ่นในชุมชนลุ่มน้ำตาปี</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/284411 การอนุรักษ์อัตลักษณ์วัฒนธรรมผ่านลวดลายเครื่องปั้นดินเผาบ้านกูบังบาเดาะ จังหวัดปัตตานี มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2026-04-01T17:16:20+07:00 ฉวีวรรณ ขวัญชุม chaweewan.khu@pncc.ac.th สุทธิศักดิ์ น้ำทิพย์ suthisak.num@pncc.ac.th <p style="text-align: justify;"> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์อัตลักษณ์มรดกทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นผ่านลวดลายเครื่องปั้นดินเผาบ้านกูบังบาเดาะ จังหวัดปัตตานี พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบนฐานอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์รวมทั้งประเมินการยอมรับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และส่งเสริมช่องทางการจำหน่าย ใช้วิธีการวิจัยเชิงประยุกต์โดยการศึกษาเอกสารลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มภูมิปัญญา สำรวจความต้องการผู้บริโภค และออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชน ผลการวิจัยพบว่า ลวดลายท้องถิ่นจังหวัดปัตตานีแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลายลังกาสุกะ และลายมลายู ซึ่งสมาชิกกลุ่มเลือก “ลายดอกพิกุล” จากลายลังกาสุกะ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ แจกัน และกระถางต้นไม้ ทั้งในรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาดั้งเดิมและงานเคลือบดินเผา ผลการประเมินการยอมรับจากกลุ่มตัวอย่าง (n=100) พบว่า ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ได้รับการยอมรับในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.10–4.20) โดยปัจจัยที่ได้รับการยอมรับสูงสุด ได้แก่ ลวดลาย ความเป็นเอกลักษณ์ และความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสจำนวน 21 คน นำไปสู่การเพิ่มสมาชิกกลุ่มผลิตเครื่องปั้นดินเผา 3 ราย ซึ่งสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 4,000–5,000 บาท/เดือน แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/288059 บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา 2026-07-16T08:44:32+07:00 ปรารถนา หลีกภัย pradthana.l@psu.ac.th วรัญญู มณีอินทร์ warunyu.tl@gmail.com <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยบรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา จำนวน 260 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา มีระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านแบบแผนทางความคิด สำหรับผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า บุคลากรที่ปฏิบัติงานในเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และปัจจัยบรรยากาศองค์กรด้านการจัดการกับการเปลี่ยนแปลง และด้านความสัมพันธ์ภายในองค์กรส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยอธิบายระดับการมีอิทธิพลได้ร้อยละ 65.90</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/286164 กลวิธีการสร้างความสยองขวัญในนวนิยายเรื่องโลงลิเกของภาคินัย 2026-07-21T14:07:23+07:00 นันทพร แสงมณี sangmanee_n@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการสร้างความสยองขวัญในนวนิยายเรื่อง โลงลิเก ของภาคินัย ใน 2 ประเด็นหลัก คือ (1) การผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านกับความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ และพิธีกรรม และ (2) กลวิธีทางวรรณศิลป์ในการสร้างความสยองขวัญ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางวรรณคดีวิจารณ์ โดยศึกษานวนิยายเรื่อง โลงลิเก (พ.ศ. 2563, สำนักพิมพ์โซฟาพับลิชชิ่ง)เป็นแหล่งข้อมูลหลัก อาศัยกรอบแนวคิดเรื่องลักษณะนวนิยายสยองขวัญและการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ร่วมกับแนวคิดบทบาทวรรณกรรมต่อสังคมวัฒนธรรมและความเชื่อเรื่องวิญญาณในสังคมไทย เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบกลวิธีสำคัญ 2 ด้าน ด้านแรกคือการผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านกับความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ และพิธีกรรม ผ่านการใช้ลิเกและโรงลิเกร้างเป็นพื้นที่กำกวมระหว่างโลกคนเป็นกับคนตาย ผสานความเชื่อเรื่องวิญญาณไร้ความยุติธรรมกับหลักกรรม และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทอดทิ้งจนกลายเป็นพลังอันตราย ด้านที่สองคือกลวิธีทางวรรณศิลป์ ได้แก่ สัญลักษณ์ที่ขัดแย้งทางความหมาย การบรรยายด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ตัวละครกำกวมระหว่างสองโลก และโครงเรื่องพลิกผันที่เชื่อมโยงกับหลักกรรม แสดงให้เห็นการผสานสัญลักษณ์วัฒนธรรมไทยกับเทคนิควรรณกรรมสากลอย่างมีเอกลักษณ์</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/283195 การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบปฏิสัมพันธ์ เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี 2026-04-27T16:40:27+07:00 จุรีภรณ์ มะเลโลหิต mjureeporn@tsu.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบปฏิสัมพันธ์โดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรีก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ฯ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนิสิตปริญญาตรีที่มีต่อการเรียนการอ่านโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ที่ได้ลงทะเบียนรายวิชาหลักการอ่าน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี 2) แบบทดสอบการอ่านก่อนและหลัง 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนิสิตที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ฯ เท่ากับ 84.67/86.33 เป็นไปตามเกณฑ์ 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรีหลังเรียนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความคิดเห็นของนิสิตปริญญาตรีที่มีต่อการเรียนการอ่านโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการสอนแบบ SQ6R และการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนิสิตปริญญาตรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.57)</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/285850 การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) โครงการการเพิ่มศักยภาพแพลตฟอร์มบูรณาการการศึกษาสุวรรณภูมิเชื่อมโยงโลก 2026-07-14T10:50:16+07:00 วิทวัส เหมทานนท์ wittawat.h@psu.ac.th อริศรา ร่มเย็น arisara.r@psu.ac.th พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณรัตน์ pimpawee.s@psu.ac.th <p> การประเมินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลกระทบทางสังคมและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการศึกษาโลกแบบบูรณาการสุวรรณภูมิ (WISE Platform) โดยใช้ระเบียบวิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ดำเนินโครงการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กรอบการประเมิน SROI ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง การวางแผนผลลัพธ์ การกำหนดตัวชี้วัด การคำนวณส่วนที่เกิดขึ้นเองตามปกติ (Deadweight) การย้ายที่ของผลกระทบ (Displacement) การระบุส่วนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก (Attribution) การลดลงของผลลัพธ์ตามกาลเวลา (Drop-off) และการใช้ตัวแทนทางการเงิน (Financial Proxy) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักประกอบด้วย ครู นักเรียน นักวิจัย นิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัย และศิลปินแห่งชาติ ผลการศึกษาเผยให้เห็นถึงผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ เช่น การลดระยะเวลาในการเตรียมสื่อการสอน การพัฒนาทักษะด้านไอที การใช้เทคโนโลยีในงานด้านประวัติศาสตร์เพื่อสร้างงานและรายได้ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม (มโนราห์) โดยศิลปินแห่งชาติ ส่วนผลลัพธ์ด้านสังคมประกอบด้วยความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่คนรุ่นหลัง จากการวิเคราะห์พบว่า โครงการมีมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ 18,745,470.52 บาท มูลค่าปัจจุบันของต้นทุน 11,495,272.63 บาท มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) 7,250,197.89 บาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 13,146,822.89 บาท และมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ทางสังคม 5,598,647.62 บาท คิดเป็นอัตราส่วน SROI เท่ากับ 1:1.63 ซึ่งระบุว่าทุกการลงทุน 1 บาท จะสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจรวม 1.63 บาท ข้อค้นพบเชิงนัยยะชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในแพลตฟอร์มการศึกษาดิจิทัลด้านมรดกวัฒนธรรมมีความคุ้มค่าเชิงนโยบาย สามาถใช้เป็นแบบอย่างในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณภาครัฐเพื่อขยายผลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล ตลอดจนการบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/284441 บทวิจารณ์หนังสือ “คัมภีร์เจ้าของธุรกิจ” 2026-04-27T09:09:33+07:00 วลัยลักษณ์ รัตนวงศ์ kkwalailak@gmail.com นวิทย์ เอมเอก nawit.a@tsu.ac.th <p> การดำเนินธุรกิจในโลกยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดายาก ธุรกิจจึงจำเป็นต้องอาศัยการวางระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน ทั้งวิธีคิดอย่างเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การประเมินโอกาส การกำหนดกลยุทธ์ การหาแหล่งเงินทุน การขยายธุรกิจ รวมถึงการวางแผนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของธุรกิจ โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต คือผู้ประกอบการ หรือเจ้าของธุรกิจ ในการค้นหาเส้นทางเดินของธุรกิจที่มั่นคง มีความเสี่ยงน้อย การมองหาหนังสือแนวปฏิบัติที่ดี เป็นหนึ่งในวิธีการที่จะไปสู่ความสำเร็จควบคู่วิธีการอื่น ๆ หนังสือ “คัมภีร์เจ้าของธุรกิจ” นำเสนอไอเดีย และเป็นคู่มือที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจทุกขั้นตอนที่ดี โดยผู้วิจารณ์สะท้อนแง่คิด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในทุกแง่มุมต่าง ๆ ของการนำไปปรับใช้ </p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ