https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/issue/feed
วารสารอินทนิลทักษิณสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ
2026-04-24T00:00:00+07:00
อาจารย์ ดร.อนินทรื พุฒิโชติ
anin@tsu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นวารสารของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ เริ่มจัดพิมพ์วารสารฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2549 เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (เม.ย. – ก.ย. 49) ต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2560) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชื่อวารสารเป็น<strong> อินทนิลทักษิณสาร (Inthaninthaksin Journal) ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน</strong> โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทรรศน์ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ หรือสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อาทิ มานุษยวิทยา นิเทศศาสตร์ และวารสารศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ นิติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา เป็นต้น โดยมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 มกราคม – กันยายน และ ฉบับที่ 2 กรกฏาคม – ธันวาคม และได้ประกาศเปลี่ยนแปลงจำนวนฉบับในการตีพิมพ์เป็นปีละ 3 ฉบับ เมื่อเดือนตุลาคม 2565 เป็น ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน), ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม) และ ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม)</p> <h3>วารสารอินทนิลทักษิณสาร</h3> <p><strong>ISSN 3027-6403 (Online)</strong></p> <p>Online ISSN 2672-9660 <strong>(ยกเลิก)</strong><br />Print ISSN 2672-9652 <strong>(ยกเลิก)</strong></p> <p>ปัจจุบัน วารสารอินทนิลทักษิณสาร (INTHANINTHAKSIN JOURNAL) ผ่านการรับรองคุณภาพจาก TCI ให้เป็นวารสาร "TCI กลุ่มที่ 2" ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2572</p> <h3>อัตราการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์ผลงาน</h3> <p>อัตราการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารอินทนิลทักษิณสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ จะจัดเก็บในส่วนของค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าบริหารจัดการ ทั้งนี้ตั้งแต่ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2565) เป็นต้นไป ในอัตราดังนี้<br /><strong>1. บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยทักษิณ / บุคลากรและนิสิตภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> บทความละ 3,000 บาท (-สามพันบาทถ้วน-) <br /><strong>2. บุคลากร และนิสิต สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์<br /><u><strong>โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมหลังจาก บก.พิจารณาตอบรับบทความเข้าประเมินเบื้องต้น (ก่อนนำเข้าพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) ในกรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ส่งบทความ “ขอยกเลิกการตีพิมพ์บทความ” วารสารขอสงวนสิทธิไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></u></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/282565
การศึกษาเปรียบเทียบความหมายทางวัฒนธรรมของสิบสองนักษัตรในสำนวนภาษาจีนและภาษาไทย
2026-03-25T17:39:12+07:00
พวงผกา สิทธิจันทร์
gao_th@hotmail.com
Jingxin Peng
jingxin.th@gmail.com
พนิดา เชาว์พาณิชย์เจริญ
naple_xu@hotmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความหมายทางวัฒนธรรมของสัตว์ในสิบสองนักษัตรที่ปรากฏในสำนวนจีนและสำนวนไทย โดยใช้แนวคิดอุปลักษณ์มโนทัศน์มาใช้วิเคราะห์ความหมายแฝง และจำแนกนัยความหมายทางอารมณ์ของสำนวน ข้อมูลได้จากรวบรวมและคัดเลือกสำนวนแบบเจาะจงจากหนังสือ พจนานุกรม และเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ รวมทั้งสิ้น 231 สำนวน ผลการศึกษาพบว่า สัตว์มีความหมายทางวัฒนธรรมทั้งเหมือนและแตกต่างกัน จำนวน 10 ชนิด และแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 2 ชนิด โดยสำนวนจีนมีความหมายทางวัฒนธรรมหลากหลายกว่าสำนวนไทย เมื่อจำแนกตามนัยความหมายทางอารมณ์สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่มีความหมายครอบคลุมทั้งเชิงบวก เป็นกลาง และเชิงลบ ได้แก่ ไก่ หนู ม้า และวัว ไปจนถึงกลุ่มที่มีความหมายเชิงลบเหมือนกัน ได้แก่ งู และหมู นอกจากนี้ยังพบว่าแนวโน้มนัยความหมายเชิงลบมากที่สุด รองลงมาคือเชิงบวกและเชิงเป็นกลาง โดยในภาษาจีนคิดเป็นร้อยละ 50.36, 41.73 และ 7.91 และภาษาไทยคิดเป็นร้อยละ 79.35, 13.04 และ 7.61 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าสำนวนไทยมีสัดส่วนความหมายเชิงลบสูงกว่าสำนวนจีน ขณะที่สำนวนจีนมีนัยความหมายเชิงบวกมากกว่าสำนวนไทย ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และระบบความคิดของแต่ละสังคม โดยสำนวนจีนมักใช้สัตว์และคำพ้องเสียงเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความหมายเชิงมงคล ขณะที่สำนวนไทยมักใช้เพื่อสื่อความหมายเชิงดูหมิ่นหรือพฤติกรรมไม่ดีของมนุษย์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าภาษากับวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด สามารถช่วยส่งเสริมการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/283079
การบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์กับความสามารถในการแข่งขันขององค์กร: การทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิด
2026-02-02T13:51:46+07:00
Jiang Yi
yijiang547@gmail.com
สุภาษา ภูพันนา
sp.suphasa@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ต่อการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร โดยมุ่ง (1) ทบทวนพัฒนาการแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (2) วิเคราะห์กลไกเชิงแนวคิดที่เชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงกับความสามารถในการแข่งขัน และ (3) เสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับการประยุกต์ใช้ในองค์กรธุรกิจ</p> <p> การศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยาย (narrative literature review) จากงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์มีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การสร้างนวัตกรรม และความยืดหยุ่นขององค์กร ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน</p> <p> บทความนี้มีส่วนช่วยเชิงทฤษฎีโดยการพัฒนาและบูรณาการกรอบแนวคิดที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์กับความสามารถในการแข่งขันขององค์กร และเสนอแนวทางสำหรับการวิจัยในอนาคตและการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/282870
การพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการธุรกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มใบเตยกะทิสด ตำบลพะวง จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์
2025-12-01T10:47:10+07:00
ชีวนันท์ คุณพิทักษ์
cheewanan10@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการธุรกิจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มใบเตยกะทิสด ตำบลพะวง จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาศักยภาพด้านการจัดการธุรกิจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มใบเตยกะทิสด 2) สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มใบเตยกะทิสด เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อเก็บข้อมูลจากสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มใบเตยกะทิสด และแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากลูกค้าผลิตภัณฑ์ไข่เค็มกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มใบเตยกะทิสด ในการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ร่วมกับการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ ผลจากศึกษา พบว่า การพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการธุรกิจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็มสมุนไพรใบเตยกะทิสด 4 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดการ : การจัดการต้นทุน การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การแสวงหาหน่วยงานที่ส่งเสริม การจัดการทั้งภาครัฐ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชน 2) ด้านคุณภาพและมาตรฐาน : ด้านรสชาติ ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลต่างๆ การพัฒนาตราผลิตภัณฑ์ 3) ด้านการบริหารการตลาด : การวางจำหน่ายที่ตลาด การจำหน่ายผ่านเพจ facebook ผ่าน Line Official ผ่าน Tiktok และ 4) การมีส่วนร่วมของสมาชิก : สมาชิกกลุ่มมีส่วนร่วมในการผลิต การจำหน่าย เข้าร่วมเมื่อมีกิจกรรมการให้ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์รวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.46, S.D = 0.41) โดยแยกเป็น 3 ด้านดังนี้ คือ ด้านผลิตภัณฑ์ (X̅ = 4.53, S.D = 0.43) ด้านบรรจุภัณฑ์ (X̅ = 4.52, S.D = 0.47) และด้านตราสินค้า (Logo) (X̅ = 4.34, S.D = 0.55)</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/282492
ผลกระทบของมาตรการควบคุมฝุ่น PM ตามฤดูกาลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในเกาหลีใต้: วิเคราะห์มาตรการฉบับที่ 1–5
2025-12-01T10:49:08+07:00
อรพรรณ จันทร์เทา
orapan.j@psu.ac.th
<p> เกาหลีใต้ประสบปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินมาตรการควบคุมฝุ่น PM ตามฤดูกาลอย่างเป็นรูปธรรม บทความวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 1) มาตรการควบคุมฝุ่น PM (PM10 และ PM2.5) ตามฤดูกาล ฉบับที่ 1 – 5 2) ผลกระทบของมาตรการควบคุมฝุ่น PM (PM10 และ PM2.5) ตามฤดูกาล ฉบับที่ 1 – 5 ต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า 1) มาตรการควบคุมฝุ่น PM ตามฤดูกาล ฉบับที่ 1 -5 ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ การควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน การจำกัดการใช้รถยนต์ระดับ 5 ในเขตเมืองหลวง ระบบความรับผิดชอบในการจัดการเศษวัสดุและของเสียทางการเกษตร การคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและกลุ่มอ่อนไหว และการทำความร่วมมือระหว่างประเทศเกาหลีใต้และจีนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และฝุ่น PM10 จากฝุ่นทรายเหลืองจากประเทศจีน 2) มาตรการควบคุมฝุ่น PM ตามฤดูกาลมีประสิทธิผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศส่งผลให้ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 และฝุ่น PM10 ลดลง โดยค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM10 เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2024 ลดลงเหลือ 29 µg/m³ และค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 เดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2024 ลดลงเป็น 20 µg/m³ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM มีแนวโน้มลดลงแต่แนวโน้มอัตราเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเนื่องจากมลพิษทางอากาศกลับสูงขึ้นและอัตราผู้ที่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้จมูก โรคมะเร็งปอด มีแนวโน้มเพิ่มสูงเช่นเดียวกัน </p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/282002
แนวคิดและภาพสะท้อนสังคมในเรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2566
2025-12-03T15:11:19+07:00
ZHANG QIONG
zhangqiong119@gmail.com
วรัญญา ยิ่งยงศักดิ์
warunya.yi@up.ac.th
ศราวุธ หล่อดี
sarawut.lo@up.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ 1. แนวคิดในเรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2566 และ 2. ภาพสะท้อนสังคมในเรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2566 ในหนังสือวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2566 การปรากฏตัวของเงาดำข้างศาลเจ้า จำนวน 13 เรื่อง ผลการวิจัยพบ แนวคิดทั้งหมด 4 แนวคิด โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับสังคมพบมากที่สุด จำนวน 5 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 38.46 รองลงมาเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการเมือง จำนวน 4 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 30.77 แนวคิดเกี่ยวกับครอบครัว จำนวน 2 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 15.38 และแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อ จำนวน 2 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 15.38 สำหรับภาพสะท้อนสังคมพบทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 55 ครั้ง โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ภาพสะท้อนสังคมด้านการเมืองและการปกครองพบมากที่สุด จำนวน 15 ครั้ง จาก 7 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 27.27 รองลงมาเป็นภาพสะท้อนสังคมด้านครอบครัว จำนวน 14 ครั้ง จาก 10 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 25.45 ภาพสะท้อนสังคมด้านชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไป จำนวน 12 ครั้ง จาก 6 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 21.82 ภาพสะท้อนสังคมด้านศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี จำนวน 10 ครั้ง จาก 4 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 18.18 ภาพสะท้อนสังคมด้านการศึกษา จำนวน 3 ครั้ง จาก 3 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 5.45 และภาพสะท้อนสังคมด้านเศรษฐกิจพบน้อยที่สุด จำนวน 1 ครั้ง จาก 1 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 1.82 ทั้งนี้ วรรณกรรมดังกล่าว ไม่เพียงแต่สะท้อนความคิดและค่านิยมของผู้แต่งยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างและสภาพความเป็นจริงทางสังคมในหลายมิติ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านตระหนักและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับสังคมได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/279200
ซีรีส์วายในฐานะเครื่องมือนำเสนอทัศนคติทางเพศกับบทบาททางสังคม ในกรณีศึกษาเรื่องต้องรักมหาสมุทร
2025-07-02T09:50:00+07:00
เบญจรงค์ ถิระผลิกะ
benjarong_ton@hotmail.com
<p> วิจัยฉบับนี้ศึกษาการสะท้อนภาพความเท่าเทียมทางเพศในซีรีส์วายของไทย ผ่านกรณีศึกษาเรื่องต้องรักมหาสมุทร โดยพิจารณาจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของซีรีส์วายในประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือเพื่อวิเคราะห์การนำเสนอซีรีส์วายในสังคมไทย โดยครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ทั้งชายรักชาย หญิงรักหญิง มิตรภาพ และสายใยครอบครัว การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบปรากฏการณ์วิทยา โดยวิเคราะห์เนื้อหาของซีรีส์ที่ได้รับการคัดเลือกจากการนำเสนอความหลากหลายทางเพศอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งใช้วิธีการตรวจสอบสามเส้าเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเปรียบเทียบกับวรรณกรรมและทฤษฎีด้านการสื่อสารเรื่องเพศที่มีอยู่เดิม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ซีรีส์เรื่องต้องรักมหาสมุทรนำเสนอความรักเพศเดียวกันในรูปแบบความรักของบุคคลทั่วไปและได้รับการยอมรับในสังคม โดยเน้นบทบาทของการสนับสนุนจากเพื่อนและครอบครัวในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางอารมณ์ให้กับบุคคล LGBTQ+ นอกเหนือจากนี้ ยังเน้นความสำคัญของมิตรภาพและการยอมรับจากครอบครัวในการสร้างความเข้าใจและลดอคติทางสังคม กล่าวโดยสรุป ซีรีส์เรื่องต้องรักมหาสมุทรทำหน้าที่ในฐานะสื่อบันเทิงและเครื่องมือในการนำเสนอทัศนะการสร้างความตระหนักรู้ ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ซีรีส์วายมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสาธารณชน รวมทั้งสนับสนุนสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และส่งเสริมการยอมรับในความหลากหลายทางเพศในสังคมวงกว้างมากยิ่งขึ้น</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/282815
แผลเป็นจากสงคราม: ผลพวงจากยุคเขมรแดงในสังคมกัมพูชายุคใหม่ จากนวนิยายเรื่อง អ្នកណាជាម្ដាយខ្មុំ “เนียะณาเจียมดายคญม” (ใครเป็นแม่ของฉัน?) ของ อุม สุผานี
2026-04-10T09:47:46+07:00
สายธาร ทิมทับ
saythan.tim@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมยุคเขมรแดงและกัมพูชาในปัจจุบันที่ได้รับการนำเสนอในนวนิยายเรื่อง <em>ใครเป็นแม่ของฉัน </em>โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวรรณกรรมกับสังคมและแนวคิดสัมพันธบท (Intertextuality) เป็นกรอบ ผลการวิจัยพบว่า นวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและโครงสร้างสังคมกัมพูชา ประการแรกคือ<br />การสะท้อนกลไกของระบอบเขมรแดงที่ทำลายสถาบันครอบครัวและปัจเจกบุคคลผ่านการบังคับแต่งงาน และการแบ่งแยกเส้นทางเดินของผู้คนเพื่อสลายสายใยความผูกพันเดิม ประการที่สองคือการแสดงให้เห็นถึงปัญหาในสังคมกัมพูชาทศวรรษ 1990 ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาเด็กสาวขายบริการทางเพศ และผลกระทบจากการอพยพของปัญญาชน และประการสุดท้ายคือการนำเสนอภาพปณิธานของปัญญาชนเขมรพลัดถิ่นในต่างแดนที่มุ่งหวังจะกลับมาเยียวยามาตุภูมิผ่านการรื้อฟื้นมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษา</p> <p> อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบาดแผลแห่งสงคราม นวนิยายเรื่องนี้ได้นำเสนอภาพสะท้อนของสังคมด้วยมุมมองที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ผ่านตัวละครหลักที่เผชิญความสูญเสียแต่ยังคงยึดมั่นในความดีงาม การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และความสำนึกรักในรากเหง้ามาตุภูมิ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของปัญญาชนและคนรุ่นใหม่ในการเยียวยาบาดแผลทางประวัติศาสตร์ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูและสร้างอนาคตของชาติกัมพูชาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง</p>
2026-04-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ