https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/issue/feed
วารสารอินทนิลทักษิณสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ
2025-12-01T14:25:45+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสริมศักดิ์ ขุนพล
sermsak.k@tsu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นวารสารของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ เริ่มจัดพิมพ์วารสารฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2549 เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (เม.ย. – ก.ย. 49) ต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2560) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชื่อวารสารเป็น<strong> อินทนิลทักษิณสาร (Inthaninthaksin Journal) ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2560) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน</strong> โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทรรศน์ ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ หรือสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อาทิ มานุษยวิทยา นิเทศศาสตร์ และวารสารศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ นิติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา เป็นต้น โดยมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 มกราคม – กันยายน และ ฉบับที่ 2 กรกฏาคม – ธันวาคม และได้ประกาศเปลี่ยนแปลงจำนวนฉบับในการตีพิมพ์เป็นปีละ 3 ฉบับ เมื่อเดือนตุลาคม 2565 เป็น ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน), ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม) และ ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม)</p> <h3>วารสารอินทนิลทักษิณสาร</h3> <p><strong>ISSN 3027-6403 (Online)</strong></p> <p>Online ISSN 2672-9660 <strong>(ยกเลิก)</strong><br />Print ISSN 2672-9652 <strong>(ยกเลิก)</strong></p> <p>ปัจจุบัน วารสารอินทนิลทักษิณสาร (INTHANINTHAKSIN JOURNAL) ผ่านการรับรองคุณภาพจาก TCI ให้เป็นวารสาร "TCI กลุ่มที่ 2" ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 - 31 ธันวาคม 2572</p> <h3>อัตราการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์ผลงาน</h3> <p>อัตราการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารอินทนิลทักษิณสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ จะจัดเก็บในส่วนของค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าบริหารจัดการ ทั้งนี้ตั้งแต่ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2565) เป็นต้นไป ในอัตราดังนี้<br /><strong>1. บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยทักษิณ / บุคลากรและนิสิตภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> บทความละ 3,000 บาท (-สามพันบาทถ้วน-) <br /><strong>2. บุคลากร และนิสิต สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บค่าลงตีพิมพ์<br /><u><strong>โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมหลังจาก บก.พิจารณาตอบรับบทความเข้าประเมินเบื้องต้น (ก่อนนำเข้าพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ) ในกรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ส่งบทความ “ขอยกเลิกการตีพิมพ์บทความ” วารสารขอสงวนสิทธิไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></u></p>
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/279583
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาเกษตรกรอัจฉริยะ
2025-07-08T11:11:57+07:00
เมธิกา เมฆฉาย
metikamekchay@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn@gmail.com
กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์
witdreampaper@gmail.com
<p> บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) และกลยุทธ์การสื่อสารในการขับเคลื่อนเกษตรกรไทยจากรูปแบบดั้งเดิมสู่การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmers) ในบริบทของเกษตรกรรมยุค 4.0 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยมีคำถามวิจัยหลักว่า ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนาเกษตรกรอัจฉริยะ และกลยุทธ์การสื่อสารรูปแบบใดที่ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว</p> <p> การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารทางวิชาการ นโยบาย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์พบว่า ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ จูงใจ และส่งเสริมการเรียนรู้ของเกษตรกร โดยเฉพาะเมื่อผู้นำใช้การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับบริบท การสื่อสารทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการประสานความร่วมมือ ถ่ายทอดความรู้ และขยายแนวปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชน การบูรณาการภาวะผู้นำและการสื่อสารจึงเป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2025-09-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/278172
ข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาญี่ปุ่นเชิงธุรกิจในสถานการณ์การรับโทรศัพท์ของผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย ระดับปริญญาตรี
2025-12-01T14:25:45+07:00
พัชราภรณ์ นิลอุบล
patcharaporn@tsu.ac.th
ศิรินทร์ญา เปียกลิ่น
sirinya@tsu.ac.th
คุณัชญ์ สมชนะกิจ
kunaj@tsu.ac.th
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อผิดพลาดการใช้ภาษาญี่ปุ่นเชิงธุรกิจในการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิชาเอกภาษาญี่ปุ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบชนิดเติมเต็มบทสนทนาการรับโทรศัพท์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและร้อยละ </p> <p> จากการศึกษาพบข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาญี่ปุ่นเชิงธุรกิจในสถานการณ์การรับโทรศัพท์ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1) ข้อผิดพลาดด้านการใช้ไวยากรณ์ผิด และ 2) ข้อผิดพลาดด้านการใช้คำศัพท์ผิด ผลการศึกษาพบว่า ผู้เรียนมีข้อผิดพลาดในการใช้ไวยากรณ์มากที่สุด ตามด้วยการใช้คำศัพท์ผิด สะท้อนให้เห็นว่า ผู้เรียนไม่สามารถจดจำรูปแบบสำนวนมาตรฐานในการรับโทรศัพท์เชิงธุรกิจที่ถูกต้องได้ ไม่สามารถใช้ภาษาสุภาพ เช่น รูปยกย่องและรูปถ่อมตนได้อย่างถูกต้อง ใช้รูปสุภาพไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ อีกทั้งผู้เรียนมีคลังคำศัพท์น้อยโดยเฉพาะคำศัพท์ที่ใช้ในบริบททางธุรกิจ ดังนั้น ผู้สอนจึงควรแนะนำตัวอย่างสถานการณ์จริงไปพร้อม ๆ กับการสอนคำศัพท์ วัฒนธรรมและมารยาทการโทรศัพท์ และความเข้าใจในการใช้ภาษาสุภาพ โดยใช้สถานการณ์จำลองทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการสนทนาเชิงธุรกิจทางโทรศัพท์ได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/278935
กลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อสร้างความตระหนักรู้และการป้องกันตนเองในสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ของประชาชนจังหวัดยะลา
2025-07-21T14:42:22+07:00
ฎาวีณี ต่วนมูดอ
dawinee.t@yru.ac.th
ชินีเพ็ญ มะลิสุวรรณ
chineephen.s@yru.ac.th
แวอาซีซะห์ ดาหะยี
waearsesah.d@yru.ac.th
<p> การศึกษาเรื่อง “กลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อสร้างความตระหนักรู้และการป้องกันตนเองในสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ของประชาชนจังหวัดยะลา” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ พัฒนา และถ่ายทอดกลยุทธ์การสื่อสาร ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นสถานการณ์โรคโควิด-19 งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชนในอำเภอเมืองยะลาและอำเภอเบตง จำนวน 400 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารในพื้นที่ จำนวน 12 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ ทั้งด้านภาษา ศาสนา วิถีชีวิต และความเชื่อ ความสำคัญของการออกแบบคู่มือต้องมีข้อมูลเนื้อหาที่เหมาะสม ชัดเจน เข้าใจง่าย ส่งผ่านโดยผู้ส่งสารที่น่าเชื่อถือ และนำเสนอในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางที่หลากหลายทั้งสื่อออฟไลน์และสื่อออนไลน์ เสริมสร้างความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และการป้องกันตนเองของประชาชนในพื้นที่ต่อสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ได้อย่างถูกต้อง ผลการประเมินความพึงพอใจต่อคู่มือกลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤตอยู่ในระดับมาก (4.47) โดยประชาชนมีความพึงพอใจมากที่สุดในด้านการนำไปประยุกต์ใช้ (4.51) และรูปแบบการนำเสนอ (4.50) สะท้อนถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน</p> <p> การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพในจังหวัดยะลาต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและบริบทเฉพาะพื้นที่ จึงจะสามารถสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการป้องกันตนเองของประชาชนได้อย่างเหมาะสม ลดผลกระทบของโรคอุบัติใหม่ และเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบสุขภาพของชุมชน</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/278462
ปัจจัยการประกอบสร้างสัญญะผ่านความเชื่อในโฆษณาประกันภัย “ศักดิ์สิทธิ์ดีครับ”
2025-08-29T16:43:49+07:00
คุณัญญา จอมวิเชียร
641011005@tsu.ac.th
ปาริชาติ ป้องภัย
641011025@tsu.ac.th
ธนภัทร เต็มรัตนะกุล
tanapat@tsu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการประกอบสร้างสัญญะผ่านโฆษณา “ศักดิ์สิทธิ์ดีครับ” โดยอิงจากเหตุการณ์จริง ที่ได้เผยแพร่ข่าวสารในช่องทางต่าง ๆ และ 2) เพื่อศึกษาการเชื่อมโยงความหมายเชิงสัญญะกับการโฆษณาสินค้า ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เนื้อหาโฆษณาตามกรอบทฤษฎีสัญวิทยา (Semiology) ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ผลิตโฆษณาและนักวิชาการด้านสื่อสารการตลาดและสัญวิทยาจำนวน 5 คน ใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพกับผู้ท่ี่มีส่วนร่วมในการผลิตครั้งนี้ โดยคำนึงถึงแนวคำถามที่สอดคล้องวัตถุประสงค์การวิจัย จึงนำทฤษฎีสัญวิทยา เป็นกรอบการพิจราณาการตั้งคำถามเพื่อสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการประกอบสร้างสัญญะ ในโฆษณาใช้กลยุทธ์การเปรียบเทียบเชิงขัดแย้งระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับประกันภัยรถยนต์ ผ่านสัญญะทางวัฒนธรรมที่ผู้บริโภคคุ้นเคย โดยนำเสนอในลักษณะบุคลาธิษฐาน (Personification) ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีบทสนทนาและเคลมความดีความชอบ รวมทั้งใช้การเสียดสีพฤติกรรมสังคมและกระแส Gender Fluid เพื่อสร้างอารมณ์ขันและชวนคิด สารหลักถูกสรุปด้วยประโยค “สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคน แล้วใครคุ้มครองรถ” เพื่อเน้นว่าประกันภัยเป็นผู้คุ้มครองความเสียหายของรถ ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถทำแทนได้ การเชื่อมโยงความหมายเชิงสัญญะกับการโฆษณาสินค้า แสดงให้เห็นว่าการใช้สัญญะความเชื่อทางวัฒนธรรมสามารถสร้างการรับรู้เชิงบวกและความจดจำต่อสินค้าได้ โดยผสานข้อเท็จจริงเรื่องความคุ้มครองของประกันภัยเข้ากับบริบทความเชื่อส่วนบุคคลอย่างลงตัว ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการมีประกันภัยควบคู่กับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/279955
การพัฒนาการจัดการศูนย์เรียนรู้พิพิธภัณฑ์โนราเติม วิน วาด ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2025-07-14T10:19:01+07:00
นิธิกิตติกานต์ เหมสุวรรณ์
Nithikittikarn_hem@utcc.ac.th
พาฝัน รัตนะ
phafan@hu.ac.th
วราภรณ์ อ๋องเซ่ง
phafan@hu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ การมีส่วนร่วม และความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้พิพิธภัณฑ์โนราเติม วิน วาด ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเสนอแนวทางการพัฒนา โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method research) เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ก่อตั้ง เจ้าหน้าที่ ปราชญ์ และผู้มีส่วนได้เสีย 10 ราย และแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างประชาชน 400 คน รวมถึงการจัดสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) กับผู้เกี่ยวข้อง15 คน ผลการวิจัยพบว่า พิพิธภัณฑ์โนราเติม วิน วาด เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะโนรา ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ยังจำกัด โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลและการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ ด้านความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านสถานที่และอาคาร (ค่าเฉลี่ย 4.3) และวัตถุสิ่งของจัดแสดง (ค่าเฉลี่ย 4.2) แต่ด้านการประชาสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.6) ข้อเสนอแนะในการพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก และพัฒนาการจัดแสดงให้มีความน่าสนใจและอินเทอร์แอคทีฟ นอกจากนี้ ควรเพิ่มกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชน รวมถึงการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/280690
วัจนกรรมการขอบคุณของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ อันตรภาษา: กรณีศึกษากิตติกรรมประกาศในวิทยานิพนธ์ที่เขียนเป็นภาษาไทย
2025-07-23T15:15:14+07:00
หว่านซิน ล่าย
wanxin.l@ku.th
ดีอนา คาซา
deeana.k@ku.th
<p> บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัจนกรรมการขอบคุณของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษา โดยเก็บข้อมูลจากกิตติกรรมประกาศวิทยานิพนธ์จำนวนทั้งสิ้น 230 เรื่อง แบ่งออกเป็นจากผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนจำนวน 62 เรื่อง ผู้เขียนภาษาไทยจำนวน 100 เรื่อง และผู้เขียนภาษาจีนกลางจำนวน 68 เรื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาและเปรียบเทียบกันโดยใช้วิธีการสถิติไค-สแควร์ พร้อมทั้งอธิบายแนวโน้มการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติผลการศึกษาพบว่า ทั้งสามกลุ่มใช้กลวิธีการขอบคุณแบบตรงไปตรงมามากกว่ากลวิธีการขอบคุณแบบอ้อมและกลวิธีเสริม เมื่อเปรียบเทียบความถี่พบว่า ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนใช้กลวิธีการขอบคุณแบบตรงไปตรงมาน้อยกว่าผู้เขียนภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ใช้ใกล้เคียงกับผู้เขียนภาษาจีนกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนใช้กลวิธีการขอบคุณแบบอ้อมมากกว่าผู้เขียนภาษาไทยและผู้เขียนภาษาจีนกลางอย่างมีนัยสำคัญ และใช้กลวิธีเสริมมากกว่าผู้เขียนภาษาไทยแต่ใช้น้อยกว่าผู้เขียนภาษาจีนกลางอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากภาษาระหว่างกลางที่ผู้เรียนนำมาใช้ในภาษาเป้าหมาย ผลการศึกษานี้ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมการใช้ภาษาของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถทางวัจนปฏิบัติของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/278321
“ระเบียบ ความเชื่อ และการต่อต้าน” : การสร้างอำนาจผ่านสถานศึกษาในนวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์
2025-06-27T17:49:16+07:00
ณัฐวุฒิ สำลี
nattawutsl2810@gmail.com
พัชลินจ์ จีนนุ่น
phatchalinj@hotmail.com
สมิทธ์ชาต์ พุมมา
samitchapumma@yahoo.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างอำนาจผ่านสถานศึกษาในนวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์ นำเสนอด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า นวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์ กล่าวถึงที่มาของการใช้อำนาจใน 3 ลักษณะ คือ 1) ตัวบุคคล 2) กฎระเบียบ และ 3) สิ่งเหนือธรรมชาติ ส่วนกระบวนการใช้อำนาจ มี 3 ลักษณะ คือ 1) กลุ่มผู้ใช้และผู้ถูกใช้อำนาจ ได้แก่ การใช้อำนาจในกลุ่มผู้บังคับบัญชาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา การใช้อำนาจในกลุ่มอาจารย์ต่อนักเรียน และการใช้อำนาจของรัฐต่อโรงเรียน 2) พื้นที่ในการใช้อำนาจ ได้แก่ พื้นที่โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ (พื้นที่ชุมนุมหรือสื่อออนไลน์) และ 3) ลักษณะของการใช้อำนาจ ได้แก่ การใช้อำนาจผ่านคำพูด การใช้อำนาจผ่านน้ำเสียง และการใช้อำนาจผ่านการกระทำ ผลของการใช้อำนาจ มีดังนี้ 1) การแบ่งฝ่าย 2) ความไม่เท่าเทียม 3) ความขัดแย้ง 4) การต่อต้าน/ขัดขืน 5) ความสัมพันธ์ถดถอย 6) การหลีกหนี 7) การถูกลดทอน และ 8) ความหวาดกลัว การศึกษาในครั้งนี้ทำให้เห็นกลไกของอำนาจไหลเวียนอยู่ในสถานศึกษาอย่างชัดเจน</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/view/279529
THE DEVELOPMENT OF PROBLEM-SOLVING ABILITY IN MANAGERIAL ECONOMICS THROUGH PROBLEM-BASED LEARNING
2025-09-10T10:31:15+07:00
รุ่งนภา อริยะพลปัญญา
rungnapa.a@pkru.ac.th
<p> งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิผลของการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาธุรกิจระดับปริญญาตรีที่ศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์การจัดการสำหรับธุรกิจ มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ PBL 2) เพื่อประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาที่พัฒนาผ่าน PBL และ 3) เพื่อประเมินความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับ PBL ในการจัดการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาการจัดการทั่วไป ชั้นปีที่ 2 จำนวน 27 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาเศรษฐศาสตร์การจัดการสำหรับธุรกิจ ในภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานที่เน้นอุปสงค์ อุปทาน และดุลยภาพของตลาด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการทดลอง แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหา และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับแนวทาง PBL ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ PBL สูงกว่าคะแนนก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่พัฒนาผ่าน PBL ได้รับการประเมินอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ นักเรียนยังแสดงความคิดเห็นเชิงบวกอย่างมากเกี่ยวกับแนวทาง PBL ในทุกมิติที่วัดได้ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้ บรรยากาศในห้องเรียน และประโยชน์ที่รับรู้ โดยสรุป ผลการวิจัยยืนยันว่าการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ช่วยเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติและการเรียนรู้เชิงลึกของนักศึกษา ทั้งยังส่งผลต่อบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้เรียน จึงควรส่งเสริมให้ผู้สอนรายวิชาเศรษฐศาสตร์การจัดการออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในภาคธุรกิจต่อไป</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอินทนิลทักษิณสาร, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยทักษิณ