วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd <p><strong>วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร</strong></p> <p><strong>Online ISSN : </strong>2697-4541 <strong>Print ISSN : </strong>1906-8255</p> <p><strong>นโยบายวารสาร</strong></p> <p> วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร มีเป้าหมายในการเผยแพร่งานวิจัย บทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงวิชาการวารสารมุ่งเน้นคุณภาพของบทความโดยมีการประเมินและตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ (peer review) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบทความมีมาตรฐานที่สูงและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบัน</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p>บทความวิจัย, บทความวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p>วารสารตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร th-TH วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร 1906-8255 แนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283537 <p>การวิจัยนี้มีความสำคัญเพราะการประกันคุณภาพภายในเป็นกลไกหลักในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา 2) จัดลำดับความต้องการจำเป็นในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน และ3) เสนอแนวทางพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูจากสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 320 คน ได้มาจากกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร่ ยามาเน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่า IOC และค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟาของคอนบราค <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนเรียงตามลำดับ ได้แก่ การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง การกำหนดมาตรฐานการศึกษา การติดตามผลตามมาตรฐาน การจัดทำและดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษา และการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพภายใน จากผลดังกล่าวได้ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในทั้ง 6 ด้าน โดยมีขั้นตอนและกระบวนการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างครบถ้วนและเป็นรูปธรรมในสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี</p> ปลิดา พิศพันธ์ สรรชัย ชูชีพ ภูวดล จุลสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-12 2026-06-12 17 1 1 16 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากับการประเมินวิทยฐานะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283500 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี 2) การประเมินวิทยฐานะของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากับการประเมินวิทยฐานะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี ตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 17 คน และข้าราชการครู จำนวน 298 คน รวมทั้งสิ้น 315 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67–1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการวางแผนอัตรากำลัง ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับเลื่อนขั้นเงินเดือน ด้านการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และด้านการส่งเสริมการประเมินวิทยฐานะ 2) การประเมินวิทยฐานะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านผลงานทางวิชาการ ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน และด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และ3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับการประเมินวิทยฐานะของครูในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ภิญญาพัชญ์ รักพวก นิพนธ์ วรรณเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-12 2026-06-12 17 1 17 30 การพัฒนารูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282962 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ 2) สร้างและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้และเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้รูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ และ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตัวอย่างคือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ โรงเรียนชุมชนเทศบาล วัดปาโมกข์ (นรสีห์วิทยาคาร) จำนวน 35 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ พบว่า ความสามารถการคิดวิเคราะห์ มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และการดำเนินชีวิต นโยบายในการจัดการศึกษาจึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ผลการทดสอบความสามารถการคิดวิเคราะห์ จำนวน 100 คน พบว่า นักเรียนร้อยละ 61 มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้นักเรียนขาดความสามารถการคิดวิเคราะห์ มาจากการจัดการเรียนการสอนของครูที่ไม่อำนวยต่อการฝึกคิด โดยครูมีสภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและครู มีความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน คือการแก้ไขที่กระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู 2. ผลการสร้างรูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ จัดสร้างจากแนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ โดยใช้กฎการเรียนรู้ ทั้ง 4 ข้อ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน จากแนวคิดของ Seymour Papert และทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ จากแนวคิดของ Johnson &amp; Johnson โดยมีองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน และรูปแบบการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.00/80.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ พบว่า นักเรียนมีความสามารถการคิดวิเคราะห์หลังการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 4. การประเมินผลการใช้รูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินและรับรองรูปแบบการสอนจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ารูปแบบการสอนรายวิชาการงานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถการคิดวิเคราะห์ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก</p> นุกูล วีระประภพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-12 2026-06-12 17 1 31 45 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283780 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี 2) จัดลำดับความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี 3) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 227 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ <br />ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัจจุบัน ของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ในส่วนของการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของของภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรี พบว่าความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) การสื่อสาร 2) การประชาสัมพันธ์ และ3) การมีส่วนร่วมของนักเรียน ส่วนที่มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด ได้แก่ การพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ สำหรับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดลพบุรีมีทั้งหมด 3 แนวทาง</p> ธัญวรัตม์ ศรีแสงอ่อน สรรชัย ชูชีพ เฉลิมชัย หาญกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-12 2026-06-12 17 1 46 61 การบริหารงบประมาณของโรงเรียน ในกลุ่มเครือข่ายหนองรี – หนองกร่าง https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/284239 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่าย หนองรี-หนองกร่าง และ 2) แนวทางการบริหารงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายหนองรี-หนองกร่าง ประชากรของการวิจัย คือ บุคลากรทางการศึกษาและประธานกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายหนองรี-หนองกร่าง จำนวน 7 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 5 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มบริหารงบประมาณ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา และครู 2 คน รวมทั้งสิ้น 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของโรงเรียน ตามแนวคิดของชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายหนองรี-หนองกร่าง โดยภาพรวม และรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ด้านการตรวจสอบภายใน ด้านการบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ ด้านการงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน ด้านการบริหารสินทรัพย์ ด้านการคำนวณต้นทุนผลผลิต ด้านการวางแผนงบประมาณตามลำดับ 2) แนวทางการบริหารงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายหนองรี-หนองกร่าง พบว่า (1) วางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมแหล่งเงินที่ได้รับการจัดสรร (2) ประชุมกำหนดแนวคิดคำนวณต้นทุนโดยยึดมาตรฐานราคากลาง (3) จัดทำคำสั่งแต่งตั้งที่ชัดเจนมีแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกต้องเป็นขั้นตอน (4) กำหนดขั้นตอนการใช้งบประมาณให้ชัดเจนตั้งแต่การเสนอขอใช้งบประมาณตามแผนประจำปี (5) ประชุมกำกับติดตามและรายงานการใช้งบประมาณโดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาทุกครั้ง (6) ประเมินโครงการ/กิจกรรม และสรุปงบประมาณประจำปีเพื่อใช้วางแผนและปรับปรุงปีถัดไป (7) กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จและใช้ข้อเสนอแนะพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน</p> ณิชชา เพชรศรีงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 62 77 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/284752 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 12 คน และครูในสถานศึกษา จำนวน 263 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 275 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅=4.52, S.D.=0.28) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ (X ̅=4.56, S.D.=0.27) มุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม (X ̅=4.55, S.D.=0.31) สนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผล (X ̅=4.52, S.D.=0.36) และการจัดตั้งควบคุมองค์การให้สมดุล (X ̅=4.51, S.D.=0.34) สำหรับด้านที่มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก คือ การบริหารทรัพยากรในองค์การ (X ̅=4.47, S.D.=0.34) 2) การบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษาสังกัดกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅=4.56, S.D.=0.26) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ การดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน (X ̅=4.58, S.D.=0.28) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ("x" ̅=4.58, S.D.=0.32) การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม (X ̅=4.5, S.D.=0.31) การวางแผนงาน (X ̅=4.54, S.D.=0.31) <br />การบริหารงาน (X ̅=4.54, S.D.=0.32) และการประเมินผลการดำเนินงาน (X ̅=4.54, S.D.=0.33) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ใน ระดับสูง (r=0.76) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> พรพิรุฬห์ หอมสุวรรณ มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 78 93 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283760 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ3) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษา จำนวน 293 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านงบประมาณและทรัพยากร รองลงมาคือ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน และด้านบรรยากาศและวัฒนธรรมของโรงเรียน ตามลำดับ 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือ ด้านความสำเร็จของงาน ด้านลักษณะของงาน ด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านโอกาสก้าวหน้า และด้านความรับผิดชอบ ตามลำดับ 3) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย เท่ากับ 0.724 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถทำนายแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูได้ ร้อยละ 72.4 และได้สมการถดถอย คือ Y ̂=0.76 + 0.84X หรือ Z ̂y=0.85ZX</p> กลวัชร พูลสวัสดิ์ สาโรจน์ เผ่าวงศากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 94 106 แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/284747 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ และ 2) แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ จำนวน 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชุด ประกอบด้วย แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทั้งสองด้าน โดยแรงจูงใจ ด้านความสัมฤทธิ์ผล มีค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากที่สุด และด้านโอกาสก้าวหน้ามีค่ามัชฌิมเลขคณิตน้อยกว่าด้านอื่น และเมื่อพิจารณาปัจจัยค้ำจุน พบว่า ด้านตำแหน่งหน้าที่ มีค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากที่สุด และด้านมีชีวิตส่วนตัว มีค่ามัชฌิมเลขคณิตน้อยกว่าด้านอื่น 2) แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ประกอบด้วย ปัจจัยจูงใจ พบว่า ด้านความสัมฤทธิ์ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ครูรู้สึกว่างานที่รับผิดชอบนั้นบรรลุผลสำเร็จและได้รับความพึงพอใจจากผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน ด้านโอกาสก้าวหน้าผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้โอกาสครูที่มีความสามารถได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่วนปัจจัยค้ำจุน ด้านตำแหน่งหน้าที่ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีให้ครู ด้านชีวิตส่วนตัวผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูใช้ชีวิตแบบพอเพียง เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต</p> ลัทธพล กล้าหาญ สงวน อินทร์ทรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 107 119 แนวทางการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมในงานวิชาการ ของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/284315 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานวิชาการของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 2) วิเคราะห์หาความต้องการจำเป็นในการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานวิชาการของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และ 3) ศึกษาแนวทางในการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานวิชาการของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร และครูในกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยจำนวน 296 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยแบ่งตามภูมิภาค จำนวน 4 ภูมิภาคได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคใต้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 7 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นของการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมในงานวิชาการเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) ด้านการมีส่วนร่วมวางแผนในงานวิชาการ 2) ด้านการมีสวนร่วมในการดําเนินงานในงาน 3) ด้านการมีส่วนในผลประโยชน์ในงานวิชาการ 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลในงานวิชาการ และ5) ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจในงานวิชาการ ส่วนแนวทางการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมในงานวิชาการของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยที่สำคัญมี 5 แนวทางตามผลการวิจัย</p> มยุรี ค้าหมาก ธันยนันท์ ทองบุญตา เสริมทรัพย์ วรปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 120 134 กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/285497 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 2) ศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอกของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 3) สร้างกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ปีการศึกษา 2568 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ใช้กลุ่มอำเภอของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 เป็นชั้นในการแบ่งกลุ่มตัวอย่างครูและผู้บริหาร จำนวน 310 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา พิจารณาจากตำแหน่งและประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 5-10 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 2) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง 3) โครงร่างการค้นคว้าอิสระ 4) ร่างกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 และ 5) แบบตรวจสอบความถูกต้องของกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ และบันทึกความคิดเห็นเพิ่มเติม <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ด้านด้านระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีมีดัชนีความต้องการจำเป็นมากที่สุด เป็นจุดอ่อน จำนวน 3 ข้อ และเงื่อนไขคุณธรรมมีดัชนีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด เป็นจุดแข็ง จำนวน 5 ข้อ 2) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 พบว่า โอกาส จำนวน 11 ข้อ และ อุปสรรค จำนวน 12 ข้อ 3) ผลกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ 14 แนวทางการดำเนินการ</p> ณิชชา สุคำหล้า ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 135 153 แนวทางการบริหารพัสดุของโรงเรียนหัวหินวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/286688 <p>การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานพัสดุของโรงเรียนหัวหินวิทยาคม 2) แนวทางการบริหารพัสดุของโรงเรียนหัวหินวิทยาคม ประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหาร และครูโรงเรียนหัวหินวิทยาคม จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสอบถาม ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานพัสดุ โดยได้ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.956 2) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารพัสดุของโรงเรียนหัวหินวิทยาคม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การบริหารพัสดุของโรงเรียนหัวหินวิทยาคม อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการควบคุมพัสดุ ด้านการบำรุงรักษาพัสดุ ด้านการจำหน่ายพัสดุ ตามลำดับ และอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการจัดหาพัสดุ ด้านการวางแผนหรือการกำหนดความต้องการพัสดุ และด้านการแจกจ่ายพัสดุ ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารพัสดุของโรงเรียนหัวหินวิทยาคม เป็นพหุแนวทาง ประกอบด้วย 18 แนวทาง อาทิ (1) พัฒนาการวางแผนและกำหนดความต้องการการใช้พัสดุให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและแผนปฏิบัติการประจำปี โดยอาศัยข้อมูลการใช้งานจริงและทะเบียนพัสดุ (2) พัฒนาระบบการบริหารจัดการและการเบิกจ่ายพัสดุให้มีความเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นไปตามระเบียบพัสดุภาครัฐ (3) พัฒนาการติดตามและประเมินผลการใช้พัสดุอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดความคุ้มค่า (4) พัฒนาการบริหารจัดการพัสดุให้เป็นระบบมีโครงสร้างและความรับผิดชอบที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ (5) พัฒนาการจัดทำคู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาพัสดุให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา และ (6) พัฒนากระบวนการนำส่งรายได้จากการจำหน่ายพัสดุเป็นรายได้แผ่นดินให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ</p> ธนัช วิบูลย์ศิริชัย วรกาญจน์ สุขสดเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 154 165 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/286562 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูโรงเรียนโพธิสารพิทยากร จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ตามแนวคิดของฮิตต์, ไอร์แลนด์ และฮอสคิสสัน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการเน้นการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ด้านการบริหารทรัพยากรขององค์กรอย่างมีประสิทธิผล ด้านการสร้างและรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ด้านการสร้างสมดุลในการควบคุมองค์กร และด้านการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร พบว่า (1) ผู้บริหารพัฒนากระบวนการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง พร้อมใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกในการตัดสินใจ (2) ผู้บริหารบริหารทรัพยากรในองค์การอย่างคุ้มค่า โดยจัดการงบประมาณ บุคลากร และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับแผนกลยุทธ์ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง (3) ผู้บริหารสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันเป็นทีมและการมีส่วนร่วม เพื่อให้การพัฒนาและการดำเนินกลยุทธ์เป็นไปอย่างยั่งยืน (4) ผู้บริหารมุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม โดยสร้างความโปร่งใส ความยุติธรรม และความเชื่อมั่นในองค์กร ซึ่งส่งผลต่อความผูกพันและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร (5) ผู้บริหารควบคุมองค์การอย่างสมดุลระหว่างการดำเนินกลยุทธ์และการปฏิบัติงาน โดยติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</p> เมธาวี สอดสี มัทนา วังถนอมศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-13 2026-06-13 17 1 166 180