วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd Journal of Educational Administration, Silpakorn University ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร th-TH วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร 1906-8255 การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนภัทรญาณวิทยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/239448 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อทราบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภัทรญาณวิทยา 2) เพื่อทราบแนวทางในการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนภัทรญาณวิทยา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม&nbsp; ประกอบด้วย ผู้บริหาร 2 คน ครูประจำการ 49 คน รวมทั้งสิ้น 51 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ตามแนวคิดขององค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สถิติที่ใช้ใน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">การใช้ธรรมาภิบาลในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้&nbsp; ด้านนิติธรรม ด้านภาระรับผิดชอบ ด้านความโปร่งใส &nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ด้านการตอบสนอง ด้านวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ด้านการมีส่วนร่วม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านการมุ่งเน้นฉันทามติ และด้านความเสมอภาค</li> <li class="show">แนวทางการใช้ธรรมาภิบาล ในโรงเรียนภัทรญาณวิทยาตามแนวคิดขององค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ 9 ประการ เป็นดังนี้ 1) เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจ มีส่วนร่วมใน การวางแผน 2) มีการจัดการอบรมด้าน กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ๆ ที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่บุคลากรในโรงเรียน 3) การให้ข้อมูลกับบุคลากรในเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อ จัดจ้าง การบริหารบัญชีและเงินสวัสดิการ สามารถตรวจสอบได้&nbsp; 4) มีการนิเทศ&nbsp; ติดตามการดำเนินงาน ประสานงานในการช่วยเหลือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;5)&nbsp; ยอมรับความคิดเห็นที่เกิดจากความขัดแย้ง และร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ตามความเหมาะสม 6) มีความยุติธรรม 7) จัดระบบการ ใช้อาคารสถานที่ภายในให้เกิดประโยชน์และตรง ความต้องการของการเรียน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 8) มีการปฏิบัติงาน เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้&nbsp; 9) มีวิสัยทัศน์&nbsp; ที่รองรับแผนและนโยบายตามภาวะการเปลี่ยนแปลง</li> </ol> ทัศนีย์ วิวัฒน์ชานนท์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 11 1 1 16 กระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241504 <p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) กระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 2) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 54 คน และผู้ให้การสัมภาษณ์จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 9 เขต และใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">กระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการวางแผนและการกำหนดทางเลือก ด้านการปฏิบัติการนิเทศการศึกษา ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการพัฒนา ด้านการสร้างสื่อ เครื่องมือ และพัฒนา วิธีการ และขั้นตอนที่ปฏิบัติน้อยที่สุดคือ ด้านการประเมินผลและรายงานผล</li> <li class="show">แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 9 คือ 1) ควรมีการประชุมผู้บริหาร และครูทุกคน เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการนิเทศของโรงเรียน และความต้องการจากเสียงของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และครู เพื่อวางแผนการดำเนินงาน โดยแต่งตั้งครูนิเทศ และกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน 2) แต่งตั้งคณะทำงานที่มีความรู้ความสามารถด้านการนิเทศ และมีภาระงานไม่มาก 3) จัดการประชุมชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานให้ทุกคนทราบ และถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน 4) การกำกับ ติดตาม ประเมินผลการนิเทศอย่างต่อเนื่อง 5) นำผลที่ได้มาปรับปรุง และพัฒนา</li> </ol> จุฬารักษ์ โคตรจักร์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 11 1 17 33 ผลการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานที่มีต่อทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241645 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา 081 102 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (English Skills Development) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้กลุ่มเรียนเป็นหน่วยสุ่ม จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ทำการทดลองโดยผู้วิจัยจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ นำเสนอปัญหา ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และ สรุปความรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ t แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักศึกษาหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก</li> </ol> ณัชชา อ่อนสัมพันธุ์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-06-30 2020-06-30 11 1 34 50 การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนวัดท่าพูด (นครผลประชานุกูล) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241649 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1.การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนวัดท่าพูด (นครผลประชานุกูล) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 &nbsp; 2. แนวการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนวัดท่าพูด (นครผลประชานุกูล) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 ประชากร คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนวัดท่าพูด จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวคิดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า</span></p> <ol> <li class="show"><span style="font-weight: 400;"> การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การกำหนดการประเมินและเกณฑ์การประเมินผล, การร่วมกันวางแผนระหว่างคณะครู ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้อง, การปฏิบัติกิจกรรมตามแผนงาน, การสรุปรายงานผลการปฏิบัติงาน, การศึกษาวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตร, การสำรวจข้อมูล ความพร้อมของสถานศึกษา ชุมชน และท้องถิ่น สภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน และการประชุมชี้แจงคณะครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง</span></li> <li class="show"><span style="font-weight: 400;"> แนวทางการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียน&nbsp; มีแนวทางเพิ่มเติมคือ ผู้บริหารควรวางแผนประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ ผู้บริหารและครูควรร่วมกันกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักสูตร และควรมีการส่งเสริมให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงมีการนิเทศให้คำปรึกษา ตลอดจนมีการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับครู มีการสำรวจความพร้อม ความต้องการของครู นักเรียน และชุมชน โดยจัดทำเครื่องมือสำรวจที่หลากหลาย เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบกิจกรรมและเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมผู้เรียน&nbsp;</span></li> </ol> คมสัน พรมเสน Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-01 2020-07-01 11 1 51 66 แนวทางการบริหารงานวิชาการโรงเรียนวัดเขารักษ์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241781 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการโรงเรียนวัดเขารักษ์ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนวัดเขารักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 ประชากร คือ ผู้บริหาร และครูโรงเรียนวัดเขารักษ์ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.การบริหารงานด้านวิชาการโรงเรียนวัดเขารักษ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน&nbsp; พบว่า อยู่ในระดับมากจำนวน 16 ด้าน โดยเรียงตามค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย คือ ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ด้านการคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ด้านการวางแผนงานวิชาการ ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น ด้านการส่งเสริมสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา ด้านการจัดระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ด้านการพัฒนาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความเห็นการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการแนะแนว ด้านการพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา และอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนวัดเขารักษ์ ควรดำเนินการ ดังนี้ ให้ชุมชน ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร มีการวางแผนการนิเทศ มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อนำมากำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และวัดผลประเมินผลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ครูมีการทำวิจัย มีข้อมูลสารสนเทศที่เป็นปัจจุบัน มีการเผยแพร่ข่าวสารทางวิชาการให้แก่ชุมชน ครูมีความรู้ความสามารถในการใช้สื่อและเทคโนโลยี</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong> :&nbsp; การบริหารงานวิชาการ,โรงเรียนวัดเขารักษ์</p> โสธิยา ม่วงจาบ ศักดิพันธ์ ตันวิมลรัตน์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 67 81 การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241783 <p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรในโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี 127 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามการบริหารงานวิชาการตามคู่มือการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br>ผลการวิจัยพบว่า<br>1. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิต ดังนี้ การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากเป็นอันดับแรก การวัดผลประเมินผลและเทียบผลการเรียน อยู่ในระดับมากเป็นลำดับที่สอง การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ อยู่ในอันดับสุดท้าย<br>2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี มี 12 แนวทาง 1) สนับสนุนให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร 2)ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้ทักษะชีวิตที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพ 3) พัฒนาเครื่องมือวัดผลประเมินผลให้เหมาะสมกับผู้เรียน 4) สนับสนุนการทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 5)จัดอบรม ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีแก่บุคลากร 6)สนับสนุนให้มีการใช้แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก 7)ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการนิเทศ 8) สนับสนุนให้มีการแนะแนวการศึกษาต่อ 9)จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพภายในและภายนอกให้ 10)ส่งเสริมให้จัดกิจกรรมทางวิชาการแก่ชุมชน 11)ส่งเสริมให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเข้าร่วมโครงการที่องค์กรต่างๆจัดขึ้น 12)ส่งเสริมการอบรมด้านวิชาการเพื่อไปเผยแพร่องค์ความรู้แก่ชุมชน</p> ไพลิน พิงพิทยากุล ประเสริฐ อินทร์รักษ์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 82 97 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโรงเรียนวัดทับกระดาน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241955 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโรงเรียนวัดทับกระดาน 2) แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโรงเรียนวัดทับกระดาน กลุ่มประชากร คือ ครูโรงเรียนวัดทับกระดาน จำนวน 17 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้ปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวคิดของสวอนสันและฮอลตัน (Swanson &amp; Holton) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโรงเรียนวัดทับกระดาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับมัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านขอบเขตส่วนบุคคล ด้านขอบเขตหน้าที่/งาน ด้านขอบเขตบุคลากร และด้านขอบเขตองค์กร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในโรงเรียนวัดทับกระดาน ประกอบด้วย 1) องค์กร ควรกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจของสถานศึกษามีการวางกลยุทธ์ วางแผนงาน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของบุคลากรได้อย่างชัดเจน 2) ผู้บริหารและบุคลากรควรตระหนักและให้ความสำคัญต่อองค์กร 3) ส่งเสริมการเพิ่มพูนทักษะความรู้ความสามารถส่วนบุคคลและการปรับทัศนคติให้เหมาะสม เพื่อให้งานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย 4) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน 5) จัดให้มีการแนะนำและการให้คำปรึกษาในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 6) จัดสรรบุคลากรที่มีทักษะความสามารถให้ตรงกับงานที่ได้รับมอบหมาย 7) เสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากร</p> นฤมล หอมเนียม ศักดิพันธ์ ตันวิมลรัตน์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 98 110 แรงจูงใจในการทางานของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/242023 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการทำงานของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ 2) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรในโรงเรียนราชินีบูรณะ 108 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจในการทำงานของครู ตามแนวคิดของ เฮิร์ซเบิร์กและคณะ( Herzberg and other) สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. แรงจูงใจในการทำงานของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก พบว่า ปัจจัยจูงใจในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงค่ามัชฌิมเลขคณิต ดั้งนี้ ความรับผิดชอบ การได้รับการยอมรับนับถือ โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต ความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ลักษณะของงาน และความสำเร็จในการทำงาน ปัจจัยค้ำจุน พบว่า ภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิต ดังนี้ ความมั่นคงในงาน ฐานะของอาชีพ สภาพการทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา เงินเดือน ความเป็นอยู่ส่วนตัว วิธีการปกครองบังคับบัญชา<br>ความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา และนโยบายและการบริหารงานขององค์กร</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ พบว่า ปัจจัยจูงใจ ควรส่งเสริมครูให้ทำงานโดยกำหนดระยะเวลา ช่วยเหลือ ชี้แนะ เปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงความคิดอย่างเต็มที่ ส่งเสริมด้านวิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้การทำงานประสบความสำเร็จ ปัจจัยค้ำจุน พบว่า ส่งเสริมการทำงานชี้แจงข้อมูลด้านแผนงานและนโยบายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ให้แก่บุคลากร กระจายงานอย่างเป็นระบบ ยุติธรรม มีแผนปฏิบัติงานของสถานศึกษาที่ชัดเจน ส่งเสริมให้ครูใช้ชีวิตแบบพอเพียง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br><br></p> ลัดดาวัลย์ ทองดอนจุย สงวน อินทร์รักษ์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 111 125 การปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของครูโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/242321 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1. เพื่อทราบการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของครูโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร 2. เพื่อทราบแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของครูโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งหมด 61 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม การปฏิบัติงานของครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู ผู้วิจัยได้สร้างตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ตามแนวคิดของเบสท์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของครูโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมและเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่ามัชฌิมจากมากไปหาน้อย พบว่า ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน อยู่ในระดับมากเป็นลำดับแรก รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ อยู่ในลำดับสุดท้าย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของครูโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร พบว่า ส่งเสริมให้ครูแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง จัดกิจกรรมคำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดแก่ผู้เรียน พัฒนาความสามารถของผู้เรียนโดยตอบสนองความถนัด สร้างแผนการการจัดการเรียนรู้ คิดค้นใช้สื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ จัดการเรียนรู้ตามความแตกต่างของบุคคล จัดเทคนิคการเรียนการสอนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี รับฟังความคิดเห็น ยอมรับในความรู้ความสามารถของผู้อื่น ร่วมมือปฏิบัติงานเพื่อพัฒนางานของสถานศึกษาให้กับชุมชน ค้นหา สังเกต ข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สร้างการพัฒนาตนเองเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p> ภัทรวรรณ รอดเจริญ สงวน อินทร์รักษ์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 126 138 แนวทางการส่งเสริมการนิเทศการสอนที่พึงประสงค์ของครูในโรงเรียนวัดปรกเจริญ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/242139 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การนิเทศการสอนที่พึงประสงค์ของครูในโรงเรียนวัดปรกเจริญ จังหวัดราชบุรี 2) แนวทางในการส่งเสริมการนิเทศของครูในโรงเรียนวัดปรกเจริญ ประชากรในการวิจัย คือผู้บริหารและครูโรงเรียนวัดปรกเจริญ จำนวนทั้งสิ้น&nbsp; 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ประเภท&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) แบบสำรวจรายการการนิเทศที่พึงประสงค์ในโรงเรียนวัดปรกเจริญ ตามแนวคิดของ กลิกแมน กอร์ดอน และรอส กอร์ดอน (Glickman Gordon ,and Ross Gordon)&nbsp; 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.การนิเทศการสอนที่พึ่งประสงค์ของครูในโรงเรียนวัดปรกเจริญเป็นการนิเทศแบบร่วมมือ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.แนวทางในการส่งเสริมการนิเทศของครูในโรงเรียนวัดปรกเจริญมี 10 แนวทาง คือ&nbsp; (1) ทำความเข้าใจกับครูผู้รับการนิเทศ (2) รับฟังปัญหาของครูผู้สอน (3) ผู้นิเทศต้องทบทวนปัญหาของครูเพื่อการตอบสนองปัญหาได้อย่างถูกต้อง (4) ผู้นิเทศสนับสนุนข้อมูลครูผู้สอนและต้องเปิดโอกาสให้ครูนำเสนอข้อมูล (5) ผู้นิเทศนำปัญหาของครูมาปรับความเข้าใจเพื่อแก้ปัญหานั้นๆให้เป็นในทิศทางเดียวกัน (6) ผู้นิเทศและครูผู้สอนสรุปปัญหาโดยแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ (7) ข้อโต้แย้งระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศควรมีการชี้แจงและหาข้อสรุปที่เหมาะสม (8) ในการหาข้อตกลงในการแก้ปัญหา ผู้นิเทศอาจใช้วิธีการอภิปราย (9) ผู้นิเทศร่วมมือกันหารรือให้ชัดเจน เพื่อกำหนดมาตราฐานในการปฏิบัติ และ (10) ผู้นิเทศสรุปแนวทางและแผนปฏิบัติงานให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย</p> สมจิตนา แสงทอง ประเสริฐ อินทร์รักษ์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 139 152 สุขภาวะองค์กรของโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/242016 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อทราบสุขภาวะองค์กรของโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว &nbsp;2) เพื่อทราบแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาวะองค์กรของโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี&nbsp; ประกอบด้วย ครู 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาวะองค์กรของโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว &nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">สุขภาวะองค์กรของโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้&nbsp; ด้านคุณธรรม ด้านสุขภาพดี&nbsp; ด้านครอบครัวที่ดี ด้านน้ำใจงาม ด้านการหาความรู้ ด้านสังคมดี ด้านผ่อนคลายดี และด้านใช้เงินเป็น</li> <li class="show">แนวทางการเสริมสร้างสุขภาวะองค์กรของโรงเรียนบ้านเขาอ่างแก้ว พบว่าด้านด้านสุขภาพดี ควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่รับประทานอาหารซ้ำซากนอกจากนี้ควรรับประทานผักและผลไม้ทุกมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน สามารถช่วยลดความเครียดได้และลดการเกิดโรคต่างๆได้ ควรฝึกสมาธิ เล่นโยคะ หรือปฏิบัติกรรมฐาน&nbsp; ควรละเว้นสารเสพติดและเครื่องดื่มที่มีแฮลกอฮอล์ทุกชนิด ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ น้ำใจงาม ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันในที่ทำงาน ควรมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงาน ควรมีความสามัคคีในหมู่คณะ การผ่อนคลาย ควรจัดกิจกรรมศึกษาดูงานนอกสถานที่เป็นประจำทุกปี ควรจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ ควรมีการจัดกิจกรรมชุมนุมหลังเลิกเรียน หาความรู้ มีการนิเทศชั้นเรียน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ศีลธรรม ควรเข้าร่วมกิจกรรมวันสำคัญต่างๆทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ใช้เงินเป็น ควรจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน เพื่อจะได้สามารถบริหารจัดการการเงินของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ควรมีการออมเงินเป็นประจำทุกเดือน ครอบครัวดี&nbsp; ควรให้ครูได้อยู่ร่วมกับครอบครัวในวันสำคัญต่างๆเช่น เข้าวัดทำบุญ ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อให้เกิดความรัก สามัคคีกัน เห็นคุณค่าของกันและกัน สังคมดีควรจัดกิจกรรมให้ครูได้มีปฏิสัมพันธ์กันในโรงเรียน เข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัด กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ปกครอง และคนในชุมชน</li> </ol> นางสาวนันท์สินี ทวิสุวรรณ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 153 164 องค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/242419 <p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อทราบองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำแนกตามสถานภาพส่วนตัวของบุคลากร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า 1) องค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก &nbsp;&nbsp;เมื่อพิจารณาแต่ละด้านพบว่า มีการปฏิบัติ อยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้าน ได้แก่ การคิดอย่างเป็นระบบ และมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 4 ด้าน คือ วิสัยทัศน์ร่วม การเรียนรู้ของทีม แบบแผนความคิดอ่าน และความรอบรู้แห่งตน ตามลำดับ และ 2) เปรียบเทียบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำแนกตามสถานภาพส่วนตัวของบุคลากร พบว่า 2.1) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามเพศของบุคลากรที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2.2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามอายุที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน 2.3) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามอายุงาน ที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน 2.4) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามระดับการศึกษาที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติ ไม่แตกต่างกัน 2.5) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามตำแหน่งงานที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน 2.6) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานในตำแหน่งปัจจุบันที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน และ 2.7) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานในสถานที่ปัจจุบันที่ต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> ภาวิณี ซุ่นทรัพย์ สำเริง อ่อนสัมพันธุ์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 165 180 ผลการใช้สื่อการสอนในหัวข้อการบูรณะฟันชนิดอุดฝังและอุดครอบในรายวิชาการบูรณะฟันและอวัยวะที่เกี่ยวข้องด้วยฟันเทียมติดแน่น 2 นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/240980 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้สื่อการสอนในหัวข้อการบูรณะฟันชนิดอุดฝังและอุดครอบในรายวิชาการบูรณะฟันและอวัยวะที่เกี่ยวข้องด้วยฟันเทียมติดแน่น 2&nbsp; นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์&nbsp; มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>การวิจัยทำโดยเก็บรวบรวมข้อมูลคะแนนย้อนหลังเป็นเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556-2558 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการใช้สื่อการสอน (เอกสารคำสอนและแผ่นภาพเลื่อน) และตั้งแต่ปีการศึกษา 2559-2561&nbsp; ซึ่งเป็นช่วงหลังการใช้สื่อการสอน (เพิ่มแบบจำลองพลาสติก และวีดิทัศน์) ในหัวข้อการบูรณะฟันชนิดอุดฝังและอุดครอบ</p> <p>ในรายวิชาการบูรณะฟันและอวัยวะที่เกี่ยวข้องด้วยฟันเทียมติดแน่น 2 สำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ชั้นปีที่ 4 คณะทันตแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แล้วนำคะแนนมาเฉลี่ยเป็นคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้สื่อการสอน นำข้อมูลคะแนนเฉลี่ยที่ได้ทั้งก่อนและหลังการใช้สื่อการสอนมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติการทดสอบทีที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการใช้สื่อมีค่าน้อยกว่าหลังการใช้สื่อการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05)</p> บุญเลิศ กู้เกียรติตระกูล กิรณา ขันติโกสุม สายใจ ตัณฑนุช Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 181 188 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐ ของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241937 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร (2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมการตลาด (7Ps) ในการซื้อบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร (3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมการตลาด (7Ps) ในการซื้อบ้านประชารัฐ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผล กับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่ซื้อบ้านประชารัฐในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 154 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สถิติ การทดสอบค่าไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา พบว่า (1) การตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร ในภาพรวมและรายด้านมีการตัดสินใจอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ (7Ps) ในการซื้อบ้านประชารัฐ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านด้านราคา ด้านการจัดจำหน่าย และด้านบุคคลที่ให้บริการ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ด้านลักษณะทางกายภาพ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และด้านกระบวนการ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (4) ลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ อาชีพ มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และระยะเวลาในการอาศัยอยู่ มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อบ้านตามนโยบายโครงการบ้านประชารัฐของประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (5) ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 26-35 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. มีรับจ้างทั่วไป มีรายได้ต่อเดือน ไม่เกิน 15,000 บาท และระยะเวลาในการอาศัยอยู่ มากกว่า 1 ปี 6 เดือนขึ้นไป</p> พิชยา เจริญสุขใส นิตยา สินเธาว์ Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 189 205 การถอดบทเรียนแนวทางปฏิบัติที่ดีของพี่เลี้ยงในการขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพตามต้นแบบ NRRU https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/241328 <p>ในปี 2019 โรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา 5 โรง ได้แก่ โรงเรียนประชาสามัคคี โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดป่าจิตตสามัคคี) โรงเรียนปากช่อง 2 โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” และโรงเรียนพงษ์ศิริวิทยา ได้รับเงินอุดหนุนกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากคุรุสภา มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และบริษัทเชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด โดยมีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเป็นสถาบันทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาได้เข้าร่วมกิจกรรม PLC นี้ในฐานะคณะทำงานกำกับ ติดตามและประเมินผล จากการถอดบทเรียนได้แนวปฏิบัติที่ดีในการทำหน้าที่พี่เลี้ยง เรียกว่า NRRU model โดย N คือ Navigator เป็นผู้ชี้นำความรู้และการดำเนินกิจกรรม PLC ส่วน R ตัวแรกคือ Reflector เป็นผู้สะท้อนแผนการจัดการเรียนรู้และผลการสังเกตการสอนอย่างสุนทรียสนทนา ส่วน R ตัวที่สองคือ Relaxer เป็นผู้ที่ให้คำแนะนำช่วยให้ครูผ่อนคลายและมีบรรยากาศความสุขในการทำงานและเรียนรู้ สุดท้ายคือ U คือ &nbsp;Upgrader เป็นผู้ที่ยกระดับการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนและผู้เรียนได้โดยผ่านการปรับความรู้ของพี่เลี้ยงให้ทันสมัย</p> สุวัฒน์ ผาบจันดา Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 206 214 องค์กรแห่งการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม: ปัจจัยการบริหารองค์การยุคใหม่ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/243152 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอแนวคิด มโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับองค์การแห่งการเรียนรู้ที่ประยุกต์จากแนวคิดของนักวิชาการด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้หลายคนเช่น เซ็นจ์(Senge, 1990) การ์วิน(Garvin, 1993) มาควอทซ์(Marqaurdtz, 1996) และคนอื่น ๆ อีกหลายคน นำมาบูรณาการกับความรู้ด้านองค์การนวัตกรรมของทิดด์ แบสเซ็นท์ และพาวิทต์ (Tidd, Bessant and Pavitt, 2001, 2009) ที่ได้กล่าวถึงความเป็นองค์การนวัตกรรมสมัยใหม่ นำมาผนวกรวมกันสังเคราะห์เป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม ซึ่งมีปัจจัยหลัก 10 ประการ คือ 1) วิสัยทัศน์ร่วมและกลยุทธ์ 2) โครงสร้างองค์การ และระบบ 3) การเรียนรู้ การจัดการความรู้ 4) การเสริมอำนาจบุคลากรและความเชี่ยวชาญ 5) นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ 6) ระบบการสื่อสาร และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ 7) การมีส่วนร่วมในนวัตกรรมสูง 8) การแก้ปัญหาเชิงระบบ และการทดลองนวัตกรรมใหม่&nbsp; 9) ภาวะผู้นำและการตัดสินใจ 10) การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ</p> Samrerng Onsampant Copyright (c) 2020 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-07-17 2020-07-17 11 1 215 230 Leadership: Theory & Practice https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/243575 <p>-</p> มัทนา วังถนอมศักดิ์ Copyright (c) 2020-07-17 2020-07-17 11 1 231 233