วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd <p><strong>วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร</strong></p> <p><strong>Online ISSN : </strong>2697-4541 <strong>Print ISSN : </strong>1906-8255</p> <p><strong>นโยบายวารสาร</strong></p> <p> วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร มีเป้าหมายในการเผยแพร่งานวิจัย บทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงวิชาการวารสารมุ่งเน้นคุณภาพของบทความโดยมีการประเมินและตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ (peer review) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบทความมีมาตรฐานที่สูงและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบัน</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p>บทความวิจัย, บทความวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <p>วารสารตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร th-TH วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร 1906-8255 แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/280221 <p>การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) โดยใช้บุคลากรของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบ มัธยม) เป็นหน่วยวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน และครูจำนวน 94 คน รวมทั้งสิ้น 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ ตามกรอบแนวทางมาตรฐานการปฏิบัติงาน โรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 2) แแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดจำนวน 1 ด้าน คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ อยู่ในระดับมากจำนวน 6 ด้าน โดยเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย คือ การบริหารงานวิชาการ การพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ การประเมินผลการดำเนินงานวิชาการ การวางแผนงานวิชาการ การวัดผลประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน และการแนะแนวการศึกษา ตามลำดับ 2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) เป็นพหุแนวทาง ดังนี้1) มีการจัดทำและปรับปรุงระเบียบ คู่มือ และสารสนเทศงานวิชาการให้เป็นระบบ ทันสมัย และสะดวกต่อการใช้งาน พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน 2) สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาการโดยสร้าง ความเข้าใจร่วมกำหนดเป้าหมาย และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน 3) จัดทำแผนการ เรียนรู้ที่วิเคราะห์ผู้เรียนและหลักสูตรอย่างรอบด้านใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย และพัฒนาการสอนซ่อมเสริมอย่าง เป็นระบบ 4) สำรวจความต้องการพัฒนาครูรายบุคคล ดำเนินแผนพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 5) ควรมีการรวบรวมระเบียบและจัดทำแนวปฏิบัติการวัดผล ประเมินผล และงานทะเบียน นักเรียนให้เป็นระบบชัดเจน พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสม 6) ควรมีการกำหนดผู้รับผิดชอบงานแนะแนวชัดเจน จัดทำคู่มือและแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุม พร้อมประเมินและพัฒนางานแนะแนวอย่างต่อเนื่อง 7) ควรมีการประเมินผลการดำเนินงานวิชาการจากหน่วยงานย่อยและคณะกรรมการระดับโรงเรียน วิเคราะห์ผลการประเมิน และนำไปใช้พัฒนาคุณภาพงานอย่างสม่ำเสมอ</p> ปิติภัทร แก้วอินัง ประเสริฐ อินทร์รักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 1 22 ภาวะผู้นำแบบผู้ให้บริการของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/280846 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบผู้ให้บริการของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ และขนาดสถานศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำนวน 290 คน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำแบบผู้ให้บริการของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านการยอมรับและเห็นอกเห็นใจ รองลงมาคือ ด้านอุทิศตนเพื่อพัฒนาคน ด้านการสร้างสรรค์ชุมชน ด้านการธำรงรักษาบุคลากร ด้านการเป็นผู้ฟังที่ดี ด้านการสร้างมโนทัศน์ขององค์กร ด้านการโน้มน้าวจิตใจ ด้านการมองการณ์ไกล ด้านการตระหนักรู้ และด้านการมีจิตบริการ ตามลำดับ 2. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบผู้ให้บริการของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำแนกตามเพศ โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับจำแนกตามขนาดสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกัน</p> ธนรส ทองสัมฤทธิ์ มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 23 38 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับการบูรณาการเทคโนโลยีการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/280856 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหาร 2) การบูรณาการเทคโนโลยีการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับการบูรณาการเทคโนโลยีการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 305 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่ และมอร์แกน ที่ระดับค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านประเด็นทางสังคม กฎหมายและจรรยาบรรณ ด้านการผลิต และการปฏิบัติทางวิชาชีพด้านการสนับสนุน การบริหารและการปฏิบัติการ ด้านการวัดและการประเมินผล ด้านการเรียนการสอน และด้านภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ 2) การบูรณาการเทคโนโลยีการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ความรู้ด้านวิธีการสอนบูรณาการการใช้เทคโนโลยี ความรู้ด้านเนื้อหาวิชาบูรณาการวิธีการสอนและการใช้เทคโนโลยี ความรู้ด้านเนื้อหาวิชาบูรณาการการใช้เทคโนโลยี ความรู้ด้านเทคโนโลยี ความรู้ด้านเนื้อหาวิชาบูรณาการวิธีการสอน ความรู้ด้านวิธีการสอน และความรู้ด้านเนื้อหาวิชา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับการบูรณาการเทคโนโลยีการเรียนการสอนของครูในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> กัณฐมณี มาลัยทอง มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 39 53 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของครูในโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282014 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำของครู และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของครูในโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือสถานศึกษาในเครือข่ายจำนวน 19 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล 57 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการ ครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางภาวะผู้นำครู ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ได้ค่า IOC ระหว่าง <br />0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.992 ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (เฉลี่ย = 4.00) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (เฉลี่ย = 4.62) ความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการส่งเสริมความร่วมมือกับครอบครัวและชุมชน (PNI <sub>modified</sub> = 0.166) รองลงมาคือการเข้าถึงและใช้ข้อมูลวิจัยเพื่อพัฒนาการสอน ผลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ท่านเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การใช้ข้อมูลวิจัยเป็นฐาน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ผลการประเมินแนวทางพบว่ามีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด</p> สาคเรศ เอมหลำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 54 70 ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/281952 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1จำนวน 342 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ที่ระดับค่า ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการถดถอยอย่างง่าย<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 5 ด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ <br />1) ด้านการยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้บุคคลอื่น 2) ด้านสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมบนพื้นฐานยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ 3) ด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ 4) ด้านการมีวิสัยทัศน์ริเริ่มสร้างสรรค์ และ 5) ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและปลูกฝังภาวะผู้นำ ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติในระดับมาก คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาองค์กรและนักนวัตกรรม 2) การดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ 1) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง 2) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 3) ด้านการดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 4) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 5) ด้านการติดตามผลการดำเนินการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และ 6) ด้านการกำหนดมาตรฐานของสถานศึกษา 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 สามารถทำนายประสิทธิผลการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้ ร้อยละ 60.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" /> = 1.79** + 0.63**X และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Zy}" alt="equation" />= 0.78**Z<sub>x</sub></p> จุฬาลักษณ์ ปู้ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 71 85 การเป็นโรงเรียนแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282206 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเป็นโรงเรียนแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน และเสนอแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุขประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือผู้บริหารและครูจำนวน 144 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นและการสนทนากลุ่ม โดยยึดตามแนวคิดโรงเรียนแห่งความสุขของ กวาง โจ คิม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. การเป็นโรงเรียนแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝜇=4.54, 𝜎=0.55) โดยจัดตามเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ด้านบุคคล (𝜇=4.60, 𝜎=0.53) ด้านสถานที่ (𝜇=4.52, 𝜎=0.60) และด้านกระบวนการ (𝜇=4.51, 𝜎=0.53) 2. แนวทางการพัฒนาโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข 1) ด้านบุคคลควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมความร่วมมือและปรับปรุงเงื่อนไขในการทำงาน เพื่อสร้างคุณค่าในงานที่ปฏิบัติ 2) ด้านกระบวนการ ควรเน้นการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียนการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนมีส่วนร่วมกัน รวมถึงการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และความสนุกแก่ผู้เรียน 3) ด้านสถานที่ ควรพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมการใช้พื้นที่เหล่านี้เพื่อการเรียนการสอน รวมทั้งให้ความสำคัญกับความสะอาด ความปลอดภัย และระบบการบริหารที่โปร่งใส</p> นิรัติศัย ภิรมย์แดง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 86 101 ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282302 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา และปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 29 คน และครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 279 คน ทั้งสิ้น 308 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยอย่างง่าย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านครูผู้สอน ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ด้านผู้บริหารสถานศึกษา และด้านสถานศึกษา ส่วนด้านที่อยู่ในระดับมาก คือ ด้านนักเรียน 2. การประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง ด้านติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา 3. ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา (x) มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย เท่ากับ 0.78 และค่าสัมประสิทธิ์ ในการทำนาย (R^2)=0.62 นั่นคือ สามารถทำนายประสิทธิผลการประกันคุณภาพการศึกษา (y) ได้ร้อยละ 61.70 และสามารถนำมาสร้างสมการถดถอย คือ Y ̂=0.97 + 0.79X หรือ Z ̂_Y=0.78Zx</p> ลดาวัลย์ สุมานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 102 115 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสถาพรวิทยา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282924 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสถาพรวิทยา 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสถาพรวิทยา ประชากร คือ บุคลากรของโรงเรียนสถาพรวิทยา จำนวนทั้งสิ้น 35 คน จำแนกเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน ครู จำนวน 17 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ การบริหารงานวิชาการ ตามแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสถาพรวิทยา โดยภาพรวมอยู่ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสถาพรวิทยา อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 2 ด้าน โดยเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา และการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา และอยู่ในระดับมาก จำนวน 15 ด้าน 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสถาพรวิทยา มี 17 แนวทางดังนี้ 2.1 วิเคราะห์สภาพ และความต้องการของชุมชน เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของสถานศึกษา 2.2 เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน 2.3 กำหนดให้ครูใช้กระบวนการวิจัยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 ปรับปรุงหลักสูตร และเนื้อหาวิชาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประชาคมโลก 2.5 กำหนดให้ครูใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน 2.6 มีการตรวจสอบและประเมินผลคุณภาพการใช้เครื่องมือในการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 2.7 จัดทำฐานข้อมูลการรวบรวม และเผยแพร่ผลการวิจัย 2.8 สร้างเครือข่ายร่วมมือกับโรงเรียนในต่างประเทศ 2.9 ให้ครูทุกคนมีบทบาทในการนิเทศ 2.10 จัดอบรมการใช้หลักการทางจิตวิทยา และการแนะแนวสำหรับนักเรียน 2.11 จัดตั้งคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา 2.12 จัดตั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลความรู้ท้องถิ่น 2.13 ส่งเสริมให้เครือข่ายศิษย์เก่ามีบทบาทในสถานศึกษา 2.14 จัดให้มีพื้นที่แหล่งเรียนรู้ที่สำหรับบุคคลภายนอกในสถานศึกษา 2.15 ตรวจสอบ และปรับปรุงระเบียบทางวิชาการ 2.16 จัดหาเอกสารประกอบการเรียนเพิ่มเติมที่จำเป็นทั้งวิชาพื้นฐานหรือวิชาเพิ่มเติม และ2.17 การปรับปรุงห้องสมุดให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และบุคคลภายนอก</p> กันตภณ ชื่นกลิ่นธูป ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 116 130 แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอลาดบัวหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282841 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอลาดบัวหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 2) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอลาดบัวหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนในอำเภอลาดบัวหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 24 โรง โดยมีให้ข้อมูลสถานศึกษาละ 2 คน ประกอบด้วย 1) ผู้บริหารสถานศึกษา หรือรองผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน 2) ครู จำนวน 1 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 48 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน 2) ครู จำนวน 1 คน ประกอบด้วย รวมผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสิ้นจำนวน 4 คน ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิทยฐานะตั้งแต่ชำนาญการพิเศษขึ้นไป จำนวน 3 คน และครู จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอลาดบัวหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการแก้ปัญหา ด้านแรงจูงใจ ด้านความยืดหยุ่น ด้านวิสัยทัศน์ และด้านจินตนาการ ตามลำดับ 2. แนวทางทางการส่งเสริมภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอลาดบัวหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 พบว่า 1) ด้านวิสัยทัศน์ ควรใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ สถิติ และแนวโน้มทางการศึกษา มาวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น ควรเปิดโอกาสให้ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของสถานศึกษา 2) ด้านจินตนาการ ควรมุ่งเน้นการขยายและเสริมสร้างเครือข่ายทางการศึกษา ควรเสริมสร้างสมรรถนะด้านการคิดริเริ่มและการสร้างนวัตกรรม 3) ด้านความยืดหยุ่น ควรมอบหมายงานที่สอดคล้องกับความสามารถของบุคลากร ควรส่งเสริมและเข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (PLC) 4) ด้านแรงจูงใจ ควรสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้แก่บุคลากร ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก่บุคลากร จัดการอบรมหรือกิจกรรมเสริมความรู้ด้านนวัตกรรม เสริมสร้างบทบาทผู้นำต้นแบบ 5) ด้านการแก้ปัญหา ควรสร้างระบบการเรียนรู้จากกรณีศึกษา (Case Study Learning) ให้คำปรึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์</p> เสาวณีย์ ทรงไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 131 145 การสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282720 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 2) แนวทางการพัฒนาการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 10 คน และครู จำนวน 122 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 132 คน จากกลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับแนวทางการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ตามแนวคิดของ<br />คัทลิป เซ็นเตอร์ และ บรูม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ช่องทางข่าวสาร, ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ, ความน่าเชื่อถือ, เนื้อหา, ความชัดเจน, บริบทของสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อม และศักยภาพในการรับและส่งสาร ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและทันสมัย เพื่อให้ข้อมูลถึงบุคลากรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักถึงบริบทของสถานการณ์ ผู้บริหารสถานศึกษาพัฒนาทักษะการสังเกต และปรับท่าทางการสื่อสารให้เหมาะสมกับแต่ละโอกาส รวมทั้งเปิดโอกาสให้ครูได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการทำงาน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือภายในสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือช่วยในการนำเสนอข้อมูล</p> ภัทราวดี ดำนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 146 163 แนวการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282941 <p>ความเท่าเทียมและโอกาสทางการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา 2) ประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี วิจัยในรูปแบบผสานวิธี ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 329 คน จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ดัชนีความต้องการจำเป็น โดยวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่า IOC และหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟาของคอนบราค ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นเรียงจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1) ด้านการจัดการ, 2) ด้านวัสดุอุปกรณ์ และ 3) ด้านบุคคล ส่วนแนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย 4 ด้าน 12 แนวทาง</p> สรายุทธ แก่นหอม สรรชัย ชูชีพ เสริมทรัพย์ วรปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 164 177 การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดราชบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283100 <p>การรวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดราชบุรี และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ข้าราชการครู พนักงานราชการทั่วไป ครูอาสาสมัคร ครู กศน.ตำบล จำนวนทั้งสิ้น 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ความถี ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย คือ หลักความเสมอภาค หลักการมีส่วนร่วม/การพยายามแสวงหาฉันทามติ หลักประสิทธิผล หลักการกระจายอำนาจ หลักนิติธรรม หลักประสิทธิภาพ หลักเปิดเผย/โปร่งใส หลักคุณธรรม/จริยธรรม หลักการตอบสนอง และหลักภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้ ตามลำดับ 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดราชบุรี มีจำนวน 10 แนวทาง</p> ภูรินทร์ อินทร์รักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 178 195 แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลนครปฐม สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครปฐม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283395 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลนครปฐม 2) แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลนครปฐม สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครปฐม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้ผู้ให้ข้อมูลเป็นหน่วยวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลนครปฐม จำนวน 52 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีจำนวน 2 ประเภท คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวคิดของโนลว์, ฮอลตัน และสวอนสัน (Knowles, Holton and Swanson) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้<br />การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลนครปฐมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้านและระดับมาก 3 ด้าน โดยเรียงลำดับมัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านขอบเขตส่วนบุคคล ลำดับต่อมาคือด้านขอบเขตหน้าที่ / งาน ด้านขอบเขตองค์กรและด้านขอบเขตบุคลากรตามลำดับ เมื่อพิจารณาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยรวมเท่ากับ 0.64 แสดงว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันหรือสอดคล้องกัน 2. แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลนครปฐม สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครปฐม จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทำให้ทราบค่ามัชฌิมเลขคณิตที่น้อยที่สุด 3 อันดับในแต่ละด้าน จำนวน 4 ด้าน รวมทั้งสิ้น 36 แนวทาง.</p> วารินทร์ เกมอ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 196 211 แนวทางการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/283125 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และ 3) ศึกษาแนวทางการนิเทศภายในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 327 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.880 และแบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1. สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด 2. เมื่อพิจารณาค่าดัชนีความต้องการจำเป็นตามลำดับความเร่งด่วน PNI Modified พบว่า ด้านที่ต้องการการพัฒนามากที่สุดได้แก่ การให้ความช่วยเหลือแก่ครูโดยตรงและด้านการพัฒนาทางวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุด) ด้านการพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม และ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการในห้องเรียน และ 3. แนวทางการนิเทศที่มีความต้องการจำเป็นความเร่งด่วน พบว่า ด้านที่ต้องการการพัฒนามากที่สุด ควรเน้นการพัฒนาด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ครูโดยตรงเช่นทักษะการเป็นโค้ชของผู้บริหาร และการสะท้อนผลการนิเทศ ,การประยุกต์ใช้เทคนิคชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การสร้างชุมชนการเรียนรู้ที่เน้นประชาธิปไตย การพัฒนาการเรียนรู้เชิงรุก การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนา และการจัดอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่อง,การพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม และการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาหลักสูตรแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ความต้องการ การสนับสนุนการเรียนรู้แบบส่วนบุคคล และการใช้การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อปรับปรุงหลักสูตร</p> พิเชษฐ์ สุจินตวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 212 227 คุณลักษณะของผู้นำเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนบนฐานแนวคิดจากการสังเคราะห์ ภาวะผู้นําสามบุรุษแห่งสามก๊กและทฤษฎี Z ของวิลเลียม โออุชิ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/282657 <p>วัฒนธรรมโรงเรียน (school culture) เป็นสิ่งที่สะท้อนค่านิยม ความเชื่อ บรรทัดฐาน และรูปแบบการปฏิบัติที่สมาชิกในโรงเรียนยึดถือร่วมกัน โดยมีอิทธิพลต่อวิธีการจัดการเรียนการสอน การทำงานร่วมกันระหว่างครูและบุคลากร และบรรยากาศโดยรวมของโรงเรียน ส่งผลให้โรงเรียนแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์และความแตกต่างเฉพาะตัว ทั้งนี้ ผู้นำองค์การมีอิทธิพลสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์การ ซึ่งในบทความนี้พิจารณาคุณลักษณะของผู้นำเป็น 2 มิติ ได้แก่ มิติการปฏิบัติตน และมิติการปฏิบัติงาน โดยใช้ฐานแนวคิดจากการสังเคราะห์ภาวะผู้นำสามบุรุษแห่งสามก๊ก (โจโฉ เล่าปี่ และซุนกวน) และทฤษฎี Z ของวิลเลียม โออุชิ สำหรับมิติการปฏิบัติตน ประกอบด้วย 4 คุณลักษณะ ได้แก่ 1) การสร้างมนุษยสัมพันธ์ 2) การเข้าใจสถานการณ์ 3) การควบคุมและเสริมแรงพฤติกรรม และ 4) การเป็นผู้แทนเชิงสัญลักษณ์ ส่วนมิติการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 8 คุณลักษณะ ได้แก่ 1) การสร้างเป้าหมายร่วมกัน 2) การส่งเสริมสนับสนุน 3) การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม 4) การสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว 5) การสร้างความไว้วางใจ 6) การควบคุมคุณภาพการทำงาน 7) การส่งเสริมการมีส่วนร่วม และ 8) การเสริมสร้างขวัญกำลังใจ</p> อัครพล พรมตรุษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-18 2025-12-18 16 2 ก1 ก18