วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ <p><strong>EDKKUJ</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ</p> คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น th-TH วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2673-0847 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อสร้างผลงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/288369 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ 2) พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อสร้างผลงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบในด้านประสิทธิภาพ ดัชนีประสิทธิผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างผลงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ และความพึงพอใจของนักเรียน และ 4) ประเมินรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบ่งเป็น 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบที ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์พบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ และกระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเลือกและสร้างแรงบันดาลใจ (2) การออกแบบและวางแผนการสร้างชิ้นงาน (3) การลงมือปฏิบัติและสร้างชิ้นงาน (4) การสะท้อนคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ (5) การเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้ มีระดับความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ค่าประสิทธิภาพของรูปแบบเท่ากับ 82.74/83.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7396 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนการสร้างผลงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรับรองรูปแบบโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุวภัทร นิลซัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 47 62 การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนคละชั้น https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/287213 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนคละชั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบคุณภาพหน่วยการเรียนรู้ 2) ศึกษาผลการทดลองใช้หน่วยการเรียนรู้ และ 3) ประเมินความคิดเห็นของนักเรียน ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 – 3 ที่เรียนคละชั้นจำนวน 5 คน และ 5 - 6ที่เรียนคละชั้น จำนวน 3 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ชั่ง ตวง ปรุงรส แกงเผ็ดหอยขม จำนวน 6 เรื่อง เวลา 10 ชั่วโมง และเรื่อง อัตราส่วนรสเด็ด เคล็ด(ไม่)ลับจากไส้กรอกพิชัย จำนวน 4 เรื่อง เวลา 6 ชั่วโมง แบบบันทึกการเรียนรู้ แบบสังเกตอัตลักษณ์ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. หน่วยการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.57 และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง 2. นักเรียนมีพัฒนาการด้านอัตลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ โดยกลุ่มความสามารถต่ำพัฒนาไปสู่การกล้าแสดงวิธีคิด กลุ่มปานกลางมีการเชื่อมโยงความคิดมากขึ้น และกลุ่มสูงพัฒนาเป็นผู้นำที่ใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์มากขึ้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 - 3 มีพัฒนาการเด่นด้านการใช้เครื่องมือและสัญลักษณ์ ขณะที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 พัฒนาเด่นด้านการโต้แย้งและการจัดการงานกลุ่ม การเรียนแบบคละชั้นช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ในชุมชนการเรียนรู้3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนรู้ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.14</p> พงศกร ฤกษ์เลิศรบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 63 85 สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ในวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา: ผลที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/288461 <p>ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นสมรรถนะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 แต่ผลการประเมินระดับชาติ (O-NET) และระดับนานาชาติ (PISA) สะท้อนว่านักเรียนไทยยังมีความสามารถด้านนี้อยู่ในระดับที่ควรได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะการวิเคราะห์และดำเนินการแก้โจทย์ปัญหา จึงจำเป็นต้องออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยวัตถุประสงค์วิจัยเพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ4) สำรวจความคิดเห็นของนักเรียน วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบ One Group Pretest-Posttest Design กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ฯ แผนการจัดการเรียนรู้ 4 แผน แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสำรวจความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สถานการณ์ปัญหาและภารกิจการเรียนรู้2) แหล่งการเรียนรู้ 3) ฐานการช่วยเหลือ 4) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 5) การให้คำปรึกษา ความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (ค่าเฉลี่ยหลังเรียน 15.76 และ 6.47 ตามลำดับ) โดยผลการทดสอบค่าที(Paired Samples t-test) ยืนยันว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองตัวแปร(p &lt; .001) ความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (ค่าเฉลี่ย 4.13) และคะแนนทั้งสองตัวแปรมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลาง (r = 0.65) ซึ่งแสดงถึงสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ที่บูรณาการกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาสามารถส่งเสริมทั้งความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปพร้อมกัน อันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนการนำแนวคิดนี้ไปใช้ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา</p> ณัฐธิดา สมีน้อย คนิธพงศ์ ปิยนามวาณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 86 100 การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/285686 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทย และ (2) เปรียบเทียบสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยจำแนกตามเพศ หน่วยงานที่สังกัด ขนาดโรงเรียน ที่ตั้งโรงเรียน และภูมิภาค กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 2,681 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนให้ครอบคลุมภูมิภาค สังกัด ที่ตั้ง และขนาดโรงเรียน เครื่องมือเป็นแบบทดสอบจริง (Actual Test) จำนวน 60 ข้อ 100 คะแนน ใช้เวลาทดสอบ 120 นาที ครอบคลุมการรับสาร การส่ง/ถ่ายทอดสาร และการแลกเปลี่ยน/สนทนา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีสำหรับกลุ่มอิสระ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว พร้อมเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยโดยรวมอยู่ในระดับปรับปรุง (M = 51.24, SD = 12.58) โดยทักษะการพูดมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคะแนนเต็ม (M = 4.66 จาก 20 คะแนน) นักเรียนหญิงมีคะแนนรวมสูงกว่านักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -7.26, p &lt; 0.001) และนักเรียนโรงเรียนในเมืองมีคะแนนรวมสูงกว่านักเรียนโรงเรียนนอกเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.40, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ คะแนนรวมแตกต่างกันตามหน่วยงานที่สังกัด (F = 23.53, p &lt; 0.001) ขนาดโรงเรียน (F = 140.43, p &lt; 0.001) และภูมิภาค (F = 18.78, p &lt; 0.001) ผลการวิจัยชี้ว่าควรเร่งพัฒนาทักษะการพูดและจัดการทรัพยากรสนับสนุนอย่างเหมาะสมตามบริบทสถานศึกษาและพื้นที่</p> อัครกิตต์ ปรีชาสุรเศรษฐ์ ทรายทอง พวกสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 101 114 การศึกษาสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้ตามแนวคิดตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเปิด https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/286257 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเปิด และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเปิด เพื่อยืนยันข้อเสนอแนะจากงานวิจัยก่อนหน้าที่ว่ากิจกรรมการเรียนรู้ นี้ สามารถใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากมีเนื้อหาที่สอดคล้องต่อเนื่องกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย อุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเปิด จำนวน 12 กิจกรรม แบบบันทึกภาคสนาม และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) สมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเปิด มีแนวโน้มระดับสมรรถนะทางคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยนักเรียนมีสมรรถนะทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับเหนือความคาดหวัง ความถี่สูงสุดอยู่ที่ ร้อยละ 70.83 มากถึง 6 กิจกรรม และ 2) ความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.83 อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ที่ 0.32</p> ชัยพร ดุจดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 115 127 การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ เรื่อง การบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/288481 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ เรื่องการบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (2) เปรียบเทียบการคิดเชิงคำนวณ เรื่องการบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม และ (3) ศึกษาพฤติกรรมการคิดเชิงคำนวณ เรื่องการบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและสอบหลัง (The One – Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโคกนิบง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย (1) บอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ (2) แบบทดสอบการคิดเชิงคำนวณ และ (3) แบบวัดพฤติกรรมการคิดเชิงคำนวณระหว่างการใช้บอร์ดเกม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent t-test) ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการตรวจสอบคุณภาพของบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ โดยภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.46, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.29) (2) ผลการเปรียบเทียบการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม พบว่า คะแนนหลังการใช้บอร์ดเกมสูงกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ผลการศึกษาพฤติกรรมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า มีพัฒนาการดีขึ้นตามลำดับ</p> ฮัสณัญ อาแว โอภาส เกาไศยาภรณ์ ศักรินทร์ ชนประชา จิระวัฒน์ ตันสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 128 146 Generative Artificial Intelligence in Basic Education: A Critical Integrative Review of AI Literacy, Human-AI Pedagogy, and Curriculum Redesign https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/286824 <p>Generative artificial intelligence (GenAI) has entered basic education faster than evidence, curriculum, and governance have developed. Existing discussions often combine generic artificial intelligence with GenAI, report immediate task performance as learning, and transfer findings from higher education to school-age learners. This critical integrative review examines how GenAI is being used in K-12 teaching and learning, what knowledge, skills, and attitudes it may support, which risks condition those outcomes, and what curriculum and teacher-development responses are warranted. The analytic corpus comprised 47 documents published mainly from 2020 to August 2026: 11 research syntheses, 16 empirical or contextual studies, nine policy and competency documents, and 11 foundational or methodological works. Sources were coded by educational level, AI role, learning activity, outcome domain, study design, risk, and implementation condition; empirical claims were weighted more heavily than conceptual or policy propositions. The evidence supports cautious conclusions. Structured, teacher-guided use can improve feedback, ideation, explanation, and short-term task performance, but durable learning remains uncertain and unguarded outsourcing may reduce independent performance. AI literacy therefore requires technical understanding, critical verification, ethical judgment, and learner agency rather than prompting skill alone. An author-constructed 5E application and a human-centered implementation framework position GenAI as a bounded tutor,collaborator, or assistant while preserving productive struggle and AI-free assessment checkpoints. For Thailand, adoption should be conditioned by Thai-language and cultural validation, child-data protection, rural infrastructure, and sustained teacher competence. The review concludes that curriculum redesign should optimize human-AI complementarity, not automate schooling.</p> กวีเชษฐ์ เปีย กิตติรัตน์ เกษตรสุนทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 1 25 ปัญญาประดิษฐ์กับประสิทธิผลองค์การในการบริหารสถาบันอุดมศึกษา: การทบทวนวรรณกรรม อย่างเป็นระบบ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/286749 <p>ในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้กลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิผลองค์การของสถาบันอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ AI ในระดับการเรียนการสอน ส่งผลให้ยังขาดการสังเคราะห์องค์ความรู้ในระดับองค์การอย่างเป็นระบบ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์บทบาทของ AI ต่อประสิทธิผลองค์การในบริบทการบริหารอุดมศึกษา จำแนกองค์ประกอบการประยุกต์ใช้ AI และพัฒนากรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่อธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าว การวิจัยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review: SLR) ตามแนวทาง PRISMA โดยคัดเลือกบทความจากฐานข้อมูล ERIC, ScienceDirect และ ThaiJO จำนวน 22 เรื่อง และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสังเคราะห์เชิงแนวคิด ผลการวิจัยพบว่า AI มีบทบาทในการปรับปรุงกระบวนการองค์การ โดยเฉพาะการตัดสินใจบนฐานข้อมูล การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และการบริหารเชิงกลยุทธ์ อย่างไรก็ตาม AI มิได้ส่งผลต่อประสิทธิผลองค์การโดยตรง แต่ส่งผ่านกลไกเชิงองค์การ ได้แก่ ภาวะผู้นำดิจิทัล ความพร้อมขององค์การ สมรรถนะองค์การ และธรรมาภิบาล AI ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นัยสำคัญของการวิจัยคือการเสนอกรอบแนวคิดเชิงสาเหตุแบบหลายชั้นที่บูรณาการ AI กลไกเชิงองค์การ และประสิทธิผลองค์การตามกรอบ AGIL ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างขององค์ความรู้และเป็นฐานสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต</p> กฤษณะ กันอ่ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-29 2026-09-29 49 3 26 46