https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/issue/feedวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น2026-06-30T16:07:49+07:00Assoc.Prof. Dr. Parama Kwangmuang, Ph.D.edkkuj@gmail.comOpen Journal Systems<p><strong>EDKKUJ</strong> เป็นวารสารวิชาการหลักอย่างเป็นทางการที่จัดทำในนามคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วารสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้สำหรับนักการศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และนักปฏิบัติ ทางด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านศึกษาและสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง โดยวารสารดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาผ่านกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากลของวารสารวิชาการ</p>https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/287598การพัฒนารูปแบบการบริหารกิจกรรมลูกเสือเพื่อเสริมสร้างวินัยของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 12026-05-23T15:15:27+07:00กมลวรรณ ทิพยเนตรkamonwanthipp@gmail.com<p>การวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับกระบวนการลูกเสือเพื่อเสริมสร้างวินัยของนักเรียน 2) สร้างและพัฒนารูปแบบกระบวนการลูกเสือเพื่อเสริมสร้างวินัยของนักเรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบกระบวนการลูกเสือเพื่อเสริมสร้างวินัยของนักเรียน และ 4) ประเมินและรับรองรูปแบบ ดำเนินการวิจัยและพัฒนา จำแนกเป็น 4 ระยะ ประชากรในระยะที่ 1 และระยะที่ 3 ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ลูกเสือ) จำนวน 288 คน กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 จำนวน 300 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ รูปแบบกระบวนการลูกเสือ แบบประเมินวินัย แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบประเมินและรับรองรูปแบบ และคู่มือการใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.36, S.D. = 0.64) สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.61, S.D. = 0.52) ความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การใช้ธรรมชาติเป็นฐานการเรียนรู้ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็น Practical Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ (วงจร PDCA 4 ขั้น) ผลผลิต และการให้ข้อมูลย้อนกลับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80–1.00 ค่าเฉลี่ยรวม 0.90 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.63, S.D. = 0.48) ความพึงพอใจของครูและนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการประเมินและรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.71, S.D. = 0.47)</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/281071การพัฒนาทักษะการแต่งบทร้อยกรองกาพย์ยานี 11โดยใช้รูปแบบสมองเป็นฐาน ร่วมกับ แบบชุดฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 12026-03-21T17:37:58+07:00บรรณ์พต พรวาปีbanphod2546big@gmail.comสุธาสินี ธนัฐปิตินันท์banphod2546big@gmail.comปัจจรี ศรีโชคbanphod2546big@gmail.comศิริสุดา ธนาวาณิชยกูล banphod2546big@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการใช้สมองเป็นฐาน ร่วมกับแบบชุดฝึกทักษะ เรื่อง การแต่งบทร้อยกรองกาพย์ยานี 11 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ดังกล่าว 3) เปรียบเทียบพัฒนาการทางการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ BBL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/11 โรงเรียนเลยพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นชั้นเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เครื่องมือการวิจัยที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 4 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 80.81/85.50 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80 2) ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับร้อยละ 80 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ในระดับดี 3) คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับ “มาก” ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแบบชุดฝึกทักษะ มีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการแต่งบทร้อยกรองกาพย์ยานี 11 ของนักเรียน และส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างมีความสุขและสร้างสรรค์</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/281884ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบที่เน้นการกำกับตนเอง (4P-SRI Model) ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์น่ารู้ เรื่อง กระบวนการทางคณิตศาสตร์ และการคำนวณทางการเงินเบื้องต้น ของนักศึกษาระดับอนุปริญญา2026-03-10T21:25:58+07:00เสาวนีย์ อุตรวิเชียรsaowanee@brcc.ac.th<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องกระบวนการทางคณิตศาสตร์และการคำนวณทางการเงินเบื้องต้น ของนักศึกษาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ 4P-SRI Model 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบ 4P-SRI Model กับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนปกติ และ 3) เพื่อศึกษาทักษะการกำกับตนเองในการเรียน ของนักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบ 4P-SRI Model กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับอนุปริญญา วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 60 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แล้วทำการทดสอบให้ได้ 2 ห้องเรียนที่มีระดับความรู้ใกล้เคียงกัน แล้วสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน เรียนด้วยรูปแบบ 4P-SRI Model และ กลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ 4P-SRI Model 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (ความเชื่อมั่น 0.89) 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ความเชื่อมั่น 0.92) และ 5) แบบวัดทักษะการกำกับตนเองในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบ 4P-SRI Model มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักศึกษากลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบ 4P-SRI Model มีทักษะการกำกับตนเองในการเรียน อยู่ในระดับดีมาก</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/281921Development of Learning Activities Concrete-Pictorial-Abstract (CPA) That Promotes Mathematical Concepts Concerning Solving Problems in Addition, Subtraction, Multiplication, and Division for Students In 3 Grade Students2026-03-04T23:57:04+07:00Suriyun Khatbanjongsuriyun.k@rumail.ru.ac.thVilaiwan Mawansuriyun.k@rumail.ru.ac.th<p>The objectives of this research are: 1) To develop learning activities based on the Concrete-Pictorial-Abstract (CPA) concept that promotes mathematical concepts on problem solving, addition, subtraction, multiplication, and division for grade 3 primary school students to be effective according to the 80/80 criteria 2) To compare the mathematical concepts of solving problems of addition, subtraction, multiplication and division of 3 grade students according to the Concrete-Pictorial-Abstract (CPA) concept with the 75 percent criterion and 3) To study the satisfaction of grade 3 primary school students towards learning mathematics on solving problems involving addition, subtraction, multiplication and division. The sample group was 10 third grade students in the first semester of the academic year 2024 at Wat Devarajkunchorn School, selected by purposive simple. The research instruments were 4 learning plans, a 10-item achievement test with a reliability of 0.73, and a satisfaction questionnaire. The statistics used were mean (M), standard deviation (SD), and one sample t-test. The research results found that 1) the mathematics learning activity development plan had an efficiency of 82.26/81.50, which met the specified criteria. 2) The post-study mathematics concept test score was 81.50 percent, which was higher than the specified criteria with statistical significance at the .05 level. 3) Overall satisfaction was at the highest level with an average value (M=4.75, SD=0.48).</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/285489การพัฒนารูปแบบการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณภาพ ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนบ้านลุงปุง2026-05-19T12:26:24+07:00Sirikanjana Prathumthongsirikarnjana09@gmail.com<p>This research aims to 1) study the current and desired state of a learning organization, 2) create and develop a learning organization model, 3) test the learning organization model, and 4) evaluate and validate the learning organization model. This research is a Research and Development (R&D) study. The sample group consisted of 181 students from Kindergarten 2-3, Primary 1-6, and Secondary 1-3, studying in the 2024 academic year at Ban Lung Pung School. The sample was selected using the Krejcie and Morgan table (1970) and simple random sampling. The research instruments included 1) a questionnaire, 2) an evaluation form, 3) a teacher and student satisfaction questionnaire, and 5) a model evaluation and validation form. Data analysis was performed using percentages, means, standard deviations, and dependent samples t-tests. Research Results: 1. The current situation was found to be at a low level ( = 2.37, = 1.19), while the desired situation was at the highest level = 4.62, = 0.80). 2. The creation and development of the learning organization model resulted in the following components: principles (IOC = 1.00), objectives (IOC = 1.00), processes (IOC = 1.00), and outputs (IOC = 1.00), followed by feedback (IOC = 0.80), respectively, leading to the ISAEP Model. 3. The overall suitability of the learning organization model was found to be at the highest level ( = 4.65, = 0.51). 3.1 The assessment of essential 21st-century skills for students showed the highest level of suitability ( = 4.68, S.D. = 0.70). 3.2 The assessment of students' key competencies was at the highest level ( = 4.65, S.D. = 0.48). 3.3 The assessment of students' well-roundedness at Ban Lung Pung School was at the highest level ( = 4.64, S.D. = 0.75). 3.4 The assessment of teachers' satisfaction with the learning organization model was at the highest level ( = 4.62, = 0.81). 3.5 The assessment of students' satisfaction was at the highest level ( = 4.64, S.D. = 0.77). 4. The assessment and certification of the learning organization model showed the highest appropriateness (= 4.76, = 0.24).</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/280114การพัฒนาทักษะการเขียนพยัญชนะไทย โดยใช้แบบฝึกการเขียนพยัญชนะไทยร่วมกับหลักการสอนแบบ 3R’s ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาวิละอนุกูล2025-09-14T16:28:36+07:00ยุวดี ใจศิริangelrockstyle@gmail.comวารุณี โพธาสินธุ์angelrockstyle@gmail.comศรีทัย สุขยศศรีangelrockstyle@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนพยัญชนะไทยของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาวิละอนุกูล จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้แบบฝึกการเขียนพยัญชนะไทยร่วมกับการจัดการเรียนรู้ตามหลักการสอนแบบ 3R’s ได้แก่ Repetition (การฝึกซ้ำ), Relaxation (การผ่อนคลาย) และ Routine (ความสม่ำเสมอ) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชายที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง จำนวน 3 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ ไม่มีความพิการซ้ำซ้อน และได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)</p> <p> การวิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงทดลองแบบรายกรณี (Case Study) ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบรายบุคคลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Plan: IEP) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรม และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์พฤติกรรมรายบุคคล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้งสามคนมีพัฒนาการด้านการเขียนพยัญชนะไทยดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความถูกต้อง ความแม่นยำ และความต่อเนื่อง อีกทั้งยังแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความมั่นใจ ความตั้งใจ และความสามารถในการมีสมาธิในระหว่างการเรียนรู้ได้ดีขึ้น</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/284598ข้อเสนอทางเทคนิคเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทักษะการสรุปใจความสำคัญ: บทวิเคราะห์ ความลักลั่นของผลสัมฤทธิ์ O-NET สู่ข้อเสนอการประเมินเชิงวินิจฉัยทางพุทธิปัญญาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 62026-05-19T12:19:34+07:00ธนกร ฤทธิ์จำนงค์thanakornridjamnong@gmail.comศุภรัตน์ บุญจวงthanakornridjamnong@gmail.com<p>บทความเทคนิคฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพสะท้อนวิกฤตการณ์ทักษะการสรุปใจความของบทอ่าน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ปีการศึกษา 2567 ผลการวิเคราะห์ พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญของคะแนนเฉลี่ยระหว่างข้อสอบอัตนัย ข้อ 21 การเขียนเรื่องจากภาพ (8.27 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10) และข้อ 22 การเขียนสรุปใจความสำคัญของบทอ่าน (3.49 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10) ข้อบกพร่องสำคัญที่พบจากการประเมินผลอัตนัย ประกอบด้วย ด้านการจำแนกและสังเคราะห์ใจความ ด้านความแม่นยำทางอักขรวิธีมาตรฐาน ด้านการเลือกใช้ระดับภาษาและคลังคำ และด้านความตระหนักรู้เชิงโครงสร้างประโยค ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการรายงานผลสัมฤทธิ์รายบุคคลแบบองค์รวมในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอต่อการระบุปัญหาพุทธิปัญญารายด้าน บทความนี้จึงเสนอแนะเทคนิคการพัฒนาระบบการวัดผลเชิงวินิจฉัยทางพุทธิปัญญา (Cognitive Diagnostic Assessment) เพื่อเป็นกลไกใน การยกระดับผลสัมฤทธิ์ รายงานจุดแข็งและจุดบกพร่องรายบุคคล และแก้ปัญหาการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับประถมศึกษาอย่างยั่งยืน</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/284985นับถอยหลัง SDGs 2030 : การวิเคราะห์ช่องว่างของการศึกษาไทย2026-05-19T12:17:14+07:00ดวงกมล บางชวดjaydoungkamol@gmail.comณิชานันท์ โรจนสิทธางกูรjaydoungkamol@gmail.comพีรศักดิ์ แก้วคำลาjaydoungkamol@gmail.comศุภวิชญ์ ศิริผลวุฒิชัยjaydoungkamol@gmail.comอรพิณ โชคพัฒนาพงศ์jaydoungkamol@gmail.com<p>สหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 และจะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.2030 เพื่อเป็นหมุดหมายให้ทั่วโลกวางแผนการพัฒนาที่เชื่อมโยงกันทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีข้อคำนึงว่า การพัฒนาด้านหนึ่งจะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับด้านอื่น ไม่ลดทอนโอกาสของคนรุ่นหลังที่จะใช้ทรัพยากรเช่นเดียวกับคนในรุ่นปัจจุบัน การพัฒนาที่ดีจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ประเทศสมาชิกสหประชาชาติจำนวน 193 ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ร่วมลงนามรับรองวาระดังกล่าวในลักษณะของพันธสัญญาแบบสมัครใจ แต่ละประเทศกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย มีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานในหลากหลายมิติและมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะปิดช่องว่างของการพัฒนาที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่สำคัญคือ เรื่องการศึกษาที่ปัจจุบันหลายภาคส่วนเข้าใจดีว่า มิได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว การศึกษาที่ดีเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาตามแต่ละบริบทซึ่งจะส่งผลให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด นำไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์ในฐานะพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026