วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM
<p><strong>วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย (Journal of Early Childhood Education Management : ECEM)</strong> <br />จัดทำโดยคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นวารสารราย 6 เดือน เผยแพร่แบบออนไลน์ ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม) เป็นวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย<strong> (TCI) กลุ่มที่ 3 </strong><em>ซึ่งการรับรองคุณภาพวารสารครั้งนี้</em><strong><em>มีผลตั้งแต่วันที่ </em><em>1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</em></strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ประเภทบทความวิจัย และบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับ<strong>การศึกษาปฐมวัย การประถมศึกษา การศึกษาพิเศษ และการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาปฐมวัย การประถมศึกษา และการศึกษาพิเศษ </strong>ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 12 ปี หรือแรกเกิดจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ ได้แก่ <strong>บทความวิจัย และบทความวิชาการ</strong> ซึ่งต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ทั้งนี้ บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินความถูกต้องทางวิชาการ (Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง<strong>อย่างน้อย 3 คน จากหลากหลายสถาบัน</strong> <strong>โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียน</strong> (Double - blind peer review) </p> <p><strong>ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและการตีพิมพ์ผลงาน</strong></p> <p><strong>*หมายเหตุ</strong> รับพิจารณาเฉพาะบทความที่ส่งผ่านระบบของวารสารฯ นี้เท่านั้น </p> <p><strong>ISSN : อยู่ระหว่างดำเนินการขอ (Online)</strong></p>
Faculty of Education, Suan Dusit University
th-TH
วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
<p>ลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ห้ามผู้ใดนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นอกจากนี้ เนื้อหาที่ปรากฎในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์</p>
-
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนอนุบาลรักษ์จิต
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM/article/view/284815
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนอนุบาลรักษ์จิต ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการสนับสนุน ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ ด้านการฝึกการกำกับตนเอง และด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือประชากรทั้งหมด จำนวน 138 คน ได้แก่ ผู้ปกครองเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 ในโรงเรียนอนุบาลรักษ์จิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2565 โดยกำหนดให้เด็ก 1 คน มีผู้ปกครอง 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามผู้ปกครอง ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝜇 = 4.16) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติสูงที่สุดคือด้านการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ (𝜇 = 4.25) รองลงมาคือ ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี (𝜇 = 4.19) ด้านการสนับสนุน (𝜇 = 4.14) และด้านการฝึกการกำกับตนเอง (𝜇 = 4.04) ตามลำดับ จากผลการศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดเป้าหมายจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการกำกับตนเอง ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครองและครูในการส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ทักษพร สามงามยา
ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-07-25
2025-07-25
7 2
1
15
-
ผลการใช้ชุดกิจกรรมมิวสิคโกรแกรมเพื่อส่งเสริมการมีสมาธิของนักเรียนอนุบาล
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM/article/view/284816
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมมิวสิคโกรแกรมเพื่อส่งเสริมการมีสมาธิของนักเรียนอนุบาล และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมมิวสิคโกรแกรมต่อการพัฒนาการมีสมาธิของนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี จำนวน 21 คน จากโรงเรียนอนุบาลเคหะบางพลี (10 ปี สปช.) อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมมิวสิคโกรแกรมตามแนวคิดของ Kodály และ Wuytack ประกอบด้วยคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม บัตรภาพการถอดรหัสเสียง 6 แผ่น และเสียงเพลง 6 เพลง และ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการมีสมาธิ 8 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินเท่ากับ 0.75 การทดลองดำเนินการเป็นเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาที รวม 12 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test for dependent sample ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมมิวสิคโกรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพในระดับมาก (x̄ = 4.14) 2) นักเรียนอนุบาลมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการมีสมาธิหลังการทดลอง (x̄ = 20.38) สูงกว่าก่อนการทดลอง (x̄ = 13.19) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่าชุดกิจกรรมมิวสิคโกรแกรมสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการมีสมาธิของนักเรียนอนุบาลจากระดับปานกลางเป็นระดับดีมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ทิตาพร พัดแหวว
ดวงใจ รุ่งเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-08
2025-08-08
7 2
16
29
-
ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษา รายวิชาการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM/article/view/284817
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ใช้แผนการวิจัยแบบ <br>One Group Pretest-Posttest Design ดำเนินการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 4 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 5 ขั้นตอน จำนวน 8 สัปดาห์ 2) แบบประเมินทักษะการเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสารด้วยคำพูด ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ และด้านการแก้ปัญหา และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนทักษะการเรียนรู้ โดยภาพรวมหลังการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (M = 2.45, SD = 0.48) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ <br>(M = 1.28, SD = 0.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการทดลองอยู่ในระดับต่ำ และหลังการทดลองอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทั้ง 3 ด้านมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการสื่อสารด้วยคำพูดเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำ (M = 1.37, SD = 0.48) เป็นระดับดีมาก (M = 2.53, SD = 0.50) ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำ (M = 1.32, SD = 0.45) เป็นระดับดี (M = 2.50, SD = 0.51) และด้านการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำ (M = 1.11, SD = 0.25) เป็นระดับดี (M = 2.28, SD = 0.43) และ 2) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.55, SD = 0.51) โดยด้านการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.58, SD = 0.51)</p>
สุภาพร มูฮำหมัด
พรรัก อินทามระ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-08-30
2025-08-30
7 2
30
44
-
สภาพและปัญหาของครูในการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณสำหรับเด็กปฐมวัย
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM/article/view/284818
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาของครูอนุบาลในการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของโรงเรียน<br>ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ใน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำกิจวัตรประจำวัน และด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ ครูอนุบาล 113 คน ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จำนวน 28 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากคำถามปลายเปิดด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณโดยภาพรวม ครูมีการปฏิบัติในระดับมาก (X̄ = 4.04) โดยครูอนุบาลมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทั้ง 2 ด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุดคือ การทำกิจวัตรประจำวัน (X̄ = 4.14) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (X̄ = 3.95) เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบพบว่า ด้านการทำกิจวัตรประจำวัน องค์ประกอบที่ครูมีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด คือ การส่งเสริมให้เด็กคิดแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน (X̄ = 4.20) รองลงมาคือ การฝึกให้เด็กทำกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นขั้นตอน (X̄ = 4.09) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ครูมีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด คือ การพิจารณาสาระสำคัญของงาน (X̄ = 4.27) รองลงมาคือ การแบ่งปัญหาใหญ่ออกเป็นปัญหาย่อย (X̄ = 4.00) และปัญหาที่ครูอนุบาลพบมากที่สุดในการส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยพบว่าปัญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมให้เด็กสำรวจแบบรูปและค้นหาวิธีการแก้ปัญหา รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมประจำวัน โดยครูพบปัญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมให้เด็กคิดแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน</p>
สาลินี กุลโชครังสรรค์
ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-09-15
2025-09-15
7 2
45
57
-
SOFT SKILLS ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ECEM/article/view/284819
<p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ Soft Skills ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร ใน 7 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านการสื่อสาร ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น ด้านการแก้ไขปัญหา ด้านการจัดการและการวางแผน ด้านความฉลาดทางอารมณ์ และด้านการเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ที่กำลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัย ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2566 จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและในกำกับของรัฐในกรุงเทพมหานคร จำนวน 8 สถาบัน รวมทั้งสิ้น 205 คน จากประชากรทั้งหมด 348 คน คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 58.91 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ท 5 ระดับ จำนวน 42 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สstatisticsเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า Soft Skills ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.54, S.D. = 0.48) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า มีห้าด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (4.54 ≤ M ≤ 4.67) เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม (M = 4.67, S.D. = 0.49) ด้านการแก้ไขปัญหา (M = 4.59, S.D. = 0.51) ด้านการจัดการและการวางแผน (M = 4.58, S.D. = 0.52) ด้านความฉลาดทางอารมณ์ (M = 4.58, S.D. = 0.52) และด้านการสื่อสาร (M = 4.54, S.D. = 0.54) ตามลำดับ ส่วนอีกสองด้านที่เหลืออยู่ในระดับมาก (4.33 ≤ M ≤ 4.45) ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำ (M = 4.45, S.D. = 0.56) และด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น (M = 4.34, S.D. = 0.67) ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางการศึกษาปฐมวัยมีการรับรู้ต่อความสามารถด้าน Soft Skills ของตนเองในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและด้านการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ด้านความเป็นผู้นำและด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นยังมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในหลักสูตรและกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ</p>
ญาณพัฒน์ โหรสูตร
วรวรรณ เหมชะญาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการทางการศึกษาปฐมวัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-20
2025-10-20
7 2
58
77