วารสารวิจัยราชภัฏธนบุรี รับใช้สังคม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI <p><span lang="TH">วารสารวิจัยราชภัฏธนบุรี รับใช้สังคม เริ่มจัดทำขึ้น ในปี พ.ศ.2537 โดยศูนย์วิจัยและบริการการศึกษาเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปและเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนประสบการณ์การวิจัยต่อมาในปี พ.ศ.2547ได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีจึงตั้งเป็นสถาบันวิจัยละพัฒนาโดยมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยปีละ 2 ฉบับ ปัจจุบันวารสารวิจัยราชภัฏธนบุรี รับใช้สังคมเป็นฉบับที่ 22 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านของรูปเล่มรูปแบบการเขียน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของวารสารโดยทั่วไปและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและภารกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเข้มแข็งโดยมุ่งเน้นบทความวิจัยที่พัฒนาชุมชนท้องถิ่น</span><span lang="TH"> </span></p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและบุคลากรท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> journal.rdi@dru.ac.th (ดร.พรศิริ กองนวล) journal.rdi@dru.ac.th (ว่าที่ร้อยตรี จิรโรจน์ ธรรมสโรช) Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการทุนมนุษย์เพื่อนำไปสู่องค์กรแห่งความสุข ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280089 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการทุนมนุษย์ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม 2) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test, F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการจัดการทุนมนุษย์ 6ด้าน ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการฝีกอบรม ด้านสวัสดิการ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านการบริหารผลการปฏิบัติงาน ด้านพนักงานสัมพันธ์ และด้านค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงิน ในภาพรวมทุกด้าน มีคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ยกเว้น ด้านสวัสดิการมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ต่ำสุด 2) ความสุขในการทำงานของบุคลากรอยู่ในระดับมาก (4.146) คือ บรรยากาศในการทำงาน การมีความสุขทั้งเพื่อนร่วมงานที่ให้ความช่วยเหลือกัน มีมิตรภาพ และการมีส่วนร่วมที่ทำให้บุคลากรรู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยว โดยสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการทุนมนุษย์เพื่อนำไปสู่องค์กรแห่งความสุขของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน มีมุมมองความคิดเห็นที่ทำให้เกิดความสุขในการปฏิบัติงาน และความรู้สึกที่มีต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ไม่แตกต่างกัน</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> องค์กรแห่งความสุข การจัดการทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม</p> ธีรโชติ สัตตาคม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280089 Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในยุคดิจิทัล https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280661 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์ (correlational&nbsp; research) &nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในยุคดิจิทัล ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี. กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 192 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายโรงเรียนขนาดใหญ่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ทัศนคติที่เหมาะสมต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ แรงสนับสนุนของครอบครัว การรับรู้พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของเพื่อน การเข้าถึงสื่อกระตุ้นทางเพศ และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (content validity) จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ และคำนวณหาค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) ได้ค่า CVI ของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.91 และหาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (reliability) โดยการนำแบบสอบถาม 5 ชุด ได้แก่ 1) ทัศนคติที่เหมาะสมต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ 2) แรงสนับสนุนของครอบครัว 3) การรับรู้พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของกลุ่มเพื่อน 4) การเข้าถึงสื่อเรื่องเพศ 5) พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง แล้วนำมาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.81, 0.85, 0.83, 0.88, และ 0.84 ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าการรับรู้พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของเพื่อนและการเข้าถึงสื่อกระตุ้นทางเพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .313, และ .493, P &lt; .01) และทัศนคติที่เหมาะสมต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = –.158, P &lt; .05)</p> สุมณฑา โพธิบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280661 Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280955 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับนักศึกษา และบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 193 คน (นักศึกษา 174 คน บุคลากร 19 คน) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ ทัศนคติ กิจกรรมทางกาย พฤติกรรมการออกกำลังกาย และความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (IOC = 0.85) ความเชื่อมั่น (0.80–0.92) และอำนาจจำแนก (r = 0.5–0.90) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test (p&lt;0.05)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย ได้แก่ (1) การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ได้แก่ สถานที่ออกกำลังกาย (2) แรงจูงใจส่วนบุคคล (3) อุปสรรค ได้แก่ สถานที่และอุปกรณ์ 2) พบว่ากิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครที่จัดขึ้นมีประสิทธิผล<strong>ในการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา</strong> &nbsp;โดยเฉพาะในการทำให้นักศึกษา <strong>มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น</strong> ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา <strong>การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก</strong> เช่น ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านสุขภาพของนักศึกษา&nbsp; <strong>ผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ คือ</strong> ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 23.01 เป็น 22.68 ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20.2 เป็น 95.3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พฤติกรรมการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความพึงพอใจต่อกิจกรรมอยู่ในระดับมาก ดังนั้นผลการวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครที่จัดขึ้นมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา<strong> ในด้านสุขภาพกายดีขึ้น ความรู้เพิ่มขึ้น พฤติกรรมสุขภาพดีขึ้น </strong>และในเชิงนโยบายมหาวิทยาลัยได้ข้อมูลจากงานวิจัยใช้วางแผนจัดกิจกรรมด้านสุขภาพที่เหมาะสมและยั่งยืนในอนาคต</p> โสภณา จิรวงศ์นุสรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280955 Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเชิงเปรียบเทียบกฎหมายและนโยบายการกลับเข้าทำงานของผู้สูงอายุหลังเกษียณ: กรณีศึกษาประเทศไทยและฝรั่งเศส https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/281161 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาการเปรียบเทียบกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับการกลับเข้าทำงานของผู้สูงอายุหลังเกษียณในตลาดแรงงาน โดยใช้กรณีศึกษาระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ วัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อวิเคราะห์ข้อได้เปรียบ ข้อจำกัด และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสมต่อการพัฒนากฎหมายไทยในบริบทของสังคมสูงวัย การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) วิเคราะห์บทกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และรายงานนโยบาย ตลอดจนข้อมูลสถิติเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องจนถึงปี พ.ศ. 2568 ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีแนวทางการสนับสนุนผู้สูงอายุผ่านมาตรการภาษีและการจ้างงานใหม่หลังเกษียณ แต่ยังขาดกลไกทางกฎหมายเฉพาะที่ห้ามเลือกปฏิบัติทางอายุ ตลอดจนขาดแรงจูงใจที่เหมาะสมกับนายจ้างทุกขนาด และระบบข้อมูลที่เข้มแข็ง ขณะที่ฝรั่งเศสมีระบบ “Cumul emploi-retraite” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เกษียณสามารถกลับเข้าทำงานและรับทั้งค่าจ้างและบำนาญพร้อมกันภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่น อีกทั้งมีการปฏิรูประบบบำนาญอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการจ้างงานผู้สูงอายุในช่วงอายุ 60–64 ปีสูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสเองต้องบริหารจัดการความท้าทายเรื่องความยั่งยืนของงบประมาณสวัสดิการ การจำกัดเพดานรายได้และระยะเวลารอก่อนรับสิทธิรอบใหม่ รวมถึงอคติในวัฒนธรรมองค์กร ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ ควรยกระดับกฎหมายคุ้มครองให้มีบทเฉพาะห้ามเลือกปฏิบัติทางอายุ ปรับปรุงมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมและยืดหยุ่นมากขึ้น พัฒนาโครงการฝึกอบรมทักษะใหม่ (reskill/upskill) สำหรับผู้สูงอายุ ส่งเสริมการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสังเคราะห์องค์ความรู้จากโมเดลต่างประเทศให้เหมาะสมกับบริบทไทยเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานสูงวัยและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างมีศักยภาพและยั่งยืน</p> ฐิติรุจ จันทร์มหา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/281161 Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษา(STEM)เพื่อส่งเสริมทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัย https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/281858 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษา(STEM) เพื่อส่งเสริมทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยทั้งหมด 4 ด้านได้แก่ด้านการทำกิจกรรมต่อหน้าผู้อื่นอย่างมั่นใจ ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น&nbsp; ด้านการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี และด้านการปฏิบัติตามกฎกติกา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยเป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 5 – 6 ปีกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จังหวัดสมุทรปราการ แบบเจาะจงกลุ่มทดลอง จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษา คู่มือการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษา ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษาคู่มือชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษา และแบบสังเกตทักษะด้านสังคมเด็กปฐมวัย คู่มือแบบสังเกตทักษะด้านสังคมเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที พบว่า 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษามีความเหมาะสมสำหรับนำไปส่งเสริมทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยได้ 2)หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะด้านสังคมสำหรับเด็กปฐมวัยค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมทักษะด้านสังคมโดยรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01&nbsp; 3) ก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษามีทักษะด้านสังคมทั้ง 4 ด้าน การทำกิจกรรมต่อหน้าผู้อื่นอย่างมั่นใจ ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น&nbsp; ด้านการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี และด้านการปฏิบัติตามกฎกติกา ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และหลังการทดลองสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วารุณี นาวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/281858 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 University Brand Development Model and Communication Strategy to Create a Competitive Advantage of Silpakorn University, Thailand https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283273 <p>This research addresses Silpakorn University's challenge of reconciling its historical 'art school' identity with its modern, multi-disciplinary status. A mixed-method, convergent parallel design was employed. The qualitative stream involved semi-structured interviews with 7 key university staff, while the quantitative stream surveyed 684 undergraduate students to test a proposed model grounded in Stimulus-Organism-Response (S-O-R) theory. Data were analyzed using thematic analysis and Structural Equation Modeling (SEM).</p> <p>The model reveals that Brand Image is the most powerful predictor of student Brand Advocacy, significantly outweighing Brand Awareness. Branding activities like student Interaction and perceived Trendiness were the most influential stimuli, shaping this positive image indirectly. The study concludes that fostering brand advocacy requires meticulously cultivating a strong brand image through a holistic, student-centric approach that harmonizes the university's legacy with its modern identity.</p> Chombhak Klangrahad ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283273 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงบูรณาการที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรมของผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283373 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้สามประการ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณตามหลักพุทธธรรม (ภาวนา 4 และสังคหวัตถุ 4) และตรวจสอบความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงบูรณาการ (เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และพลวัตการเปลี่ยนแปลง) ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรมของผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณในสังคมสมัยใหม่ และ 3) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลต้นแบบ ที่ส่งเสริมการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุหลังเกษียณตามหลักพุทธธรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุหลัง วัยเกษียณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 450 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเปรียบเทียบ (t-test, F-test, Regression) และสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พระสงฆ์นักวิชาการจำนวน 8 รูป และกลุ่มที่ 2 ผู้สูงอายุในวัยหลังเกษียณจำนวน 16 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพชีวิตตามหลักสังคหวัตถุ สะท้อนว่าปัจจัยทางสังคมเป็นเงื่อนไขหลักในการหล่อเลี้ยงการเสียสละและการเกื้อกูล 2) คุณภาพชีวิตตามหลักภาวนา แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมด้านจิตใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องอาศัยเครือข่ายปัจจัยที่หลากหลาย และ 3) คุณภาพชีวิตภาพรวม ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในทั้งสามมิติ แสดงถึงความเป็นเอกภาพของปัจจัยเชิงบูรณาการที่เกื้อหนุนต่อการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธธรรม กล่าวคือ ผู้สูงอายุที่สามารถปรับตัวทางสังคม ใช้เทคโนโลยี เข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติ และเข้าใจพลวัตการเปลี่ยนแลงของสังคมการเมือง ย่อมมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและสมดุลยิ่งขึ้น</p> ขัตติยะ ภูมิรินทร์, วีรชัย คำธร, พระครูสังฆรักษ์เอกภัทร อภิฉนฺโท คำธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283373 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสำรวจการแพร่กระจายของเชื้อ EHP เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคในกุ้งขาว (Litopenaeus vannamei) https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283867 <p><strong>กุ้งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญของไทยเนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและปริมาณการผลิตสูง ดังนั้นการจัดการสุขภาพและการจัดการฟาร์มที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นในเพิ่มผลผลิตและป้องกันการเสียหายจากการเกิดโรคได้ &nbsp;นอกจากนี้การสำรวจการแพร่ระบาดของโรคก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการวางแผนและเฝ้าระวังการระบาดของโรคและควบคุมการระบาดได้&nbsp; ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้จึงทำการสำรวจการแพร่กระจายของเชื้อ </strong><strong>EHP ด้วยเทคนิค PCR เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคกุ้งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจาก </strong><strong>EHP ทำให้การเผาผลาญและภูมิคุ้มกันของกุ้งลดลง ส่งผลให้มีอาการขี้ขาว การเจริญเติบโตช้าลงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคตับและตับอ่อนวายเฉียบพลัน (AHPND) (Aranguren et al., 2017) ซึ่งมีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายสูง จากการสุ่มเก็บตัวอย่างกุ้งจากฟาร์มและตลาดในจังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 15 จุดเพื่อตรวจหาเชื้อ EHP ด้วยเทคนิค PCR พบว่าตรวจพบ EHP ในตัวอย่างกุ้ง 10 จุด ซึ่งเป็นกุ้งที่มาจากพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างหนาแน่น พื้นที่ใกล้เคียงและกุ้งจากธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการแพร่กระจายของEHP ที่มีการแพร่กระจายได้จากฟาร์มสู่ธรรมชาติและเป็นเชื้อที่มีอยู่ในธรรมชาติ (Wan Sajiri et al., 2021) แต่การเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่นทำให้พบการแพร่กระจายของเชื้อที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นการจัดการฟาร์มที่ดีจะช่วยลดการแพร่กระจายของ EHP ได้ อีกทั้งการพัฒนามาตรการป้องกันและควบคุมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นได้</strong></p> สาวิตรี ฤทธิ์ช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283867 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษารูปแบบภาษาจีนที่ใช้บ่อยในการสื่อสารเชิงธุรกิจ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280759 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สังเคราะห์ และนำเสนอรูปแบบภาษาจีนที่ปรากฏบ่อยครั้งในการสื่อสารเชิงธุรกิจ ทั้งในรูปแบบลายลักษณ์อักษรและมุขปาฐะ ในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีพลวัตสูงและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ความสามารถในการสื่อสารภาษาจีนเชิงธุรกิจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามบริบททางวัฒนธรรมจึงกลายเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคลากร&nbsp;&nbsp; ในแวดวงธุรกิจระหว่างประเทศ บทความนี้ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์รูปแบบประโยค คำศัพท์ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และสำนวนที่ใช้เป็นมาตรฐานจากตำราเรียนภาษาจีนเพื่อธุรกิจ เอกสารทางธุรกิจตัวอย่าง และงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็นสถานการณ์สำคัญต่าง ๆ เช่น การทักทายเบื้องต้น การแนะนำบริษัท การสื่อสารผ่านอีเมล การประชุม การเจรจาต่อรอง และการแสดงความยินดี นอกจากนี้ บทความยังได้อภิปรายถึงข้อควรพิจารณาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น แนวคิดเรื่อง หน้าตา และความสัมพันธ์ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการเลือกใช้ภาษา ผลการศึกษาสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าภาษาจีนเชิงธุรกิจมีลักษณะเฉพาะตัวที่เน้นความสุภาพอย่างเป็นทางการ ความชัดเจน และการรักษาความสัมพันธ์อันดี ซึ่งผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อนำไปสู่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ</p> <p>&nbsp;</p> <p>คำสำคัญ : ภาษาจีนเพื่อธุรกิจ&nbsp; รูปแบบภาษา &nbsp;การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม&nbsp; การเจรจาต่อรอง</p> สมเกียรติ เกียรติกำจายขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/280759 Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ในระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และแบบผสานวิธี ในการทำวิจัยด้านจิตวิทยาแนวพุทธเชิงบูรณาการ https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283476 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และแบบผสานวิธี ในการทำวิจัยด้านจิตวิทยาแนวพุทธเชิงบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและกลไกเชิงกลยุทธ์ของการเลือกใช้วิธีการวิจัยที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความซับซ้อนของปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณในบริบทการดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้าย การวิเคราะห์ได้ดำเนินการโดยการใช้กรณีศึกษาของการพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมจิตวิทยาแนวพุทธเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างพลังใจในการเตรียมก่อนเผชิญลมหายใจสุดท้ายของผู้สูงอายุ การค้นพบที่สำคัญจากการวิเคราะห์เชิงบูรณาการนี้ยืนยันว่า การวิจัยเชิงคุณภาพมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความชอบธรรมเชิงปรัชญาและสร้างความเที่ยงตรงเชิงแนวคิดให้กับโปรแกรม โดยใช้หลักการทางอภิธรรมและหลักปฏิบัติ เช่น การประยุกต์ใช้จริต 6 และปลิโพธ 10 เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับบริบทของผู้สูงอายุ ก่อนที่จะมีการประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงปริมาณในรูปแบบการวิจัยเชิงกึ่งทดลองเพื่อตรวจสอบประสิทธิผลเชิงประจักษ์และการทำนายความสัมพันธ์ของปัจจัยทางจิตวิญญาณ การวิเคราะห์สรุปว่า การวิจัยแบบผสานวิธีทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์สูงสุดในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การแสวงหาความรู้ในสาขาจิตวิทยาแนวพุทธเชิงบูรณาการ เนื่องจากเป็นการเชื่อมโยงความลุ่มลึกเชิงปรัชญาเข้ากับความแม่นยำเชิงประจักษ์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสในการยอมรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงทางจิตวิญญาณในวงวิชาการ คำสำคัญ คือ จิตวิทยาแนวพุทธเชิงบูรณาการ ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี พลังใจ การดูแลระยะสุดท้าย</p> พัชญ์ชสุทธิ์ เจริญวงศ์, วีรชัย คำธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/DRURDI/article/view/283476 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700